การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก