ทำอย่างไรให้ลูกห่างยาเสพติด

การติดยาเสพย์ติดทุกชนิดสร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เปิดอกระหว่างพ่อแม่-ลูก ในเรื่องยาเสพย์ติด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสคิดด้วยตัวเอง ไม่ใช่เล็กเชอร์ให้ลูกฟังฝ่ายเดียว และพูดให้จะแจ้งไปเลยว่า พ่อแม่นั้นจะไม่มีวันตามติดไปดูแลลูกในเรื่องนี้ได้ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำ ได้ก็เพียงให้ข้อมูลผลร้ายทั้งที่มีต่อร่างกายและจิตใจของคน ติด หรือตัวอย่างของคนติดที่เห็นกันอยู่ ต่อเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
เอาแผ่นพับ หรือข้อมูลง่ายๆที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพย์ติด ฯลฯ วางไว้ตรงโน้นตรงนี้บ้างในบ้าน เผื่อจะผ่านตาลูก
ถ้าครอบครัวของคุณมีคนติดยาเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์มาก่อน โปรดตระหนักว่า ลูกของคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้น ควรพยายามเอาใจใส่ระมัดระวังกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงมองเห็นแต่ปัญหายาเสพย์ติดหรือสิ่งเสพย์ติด เพราะนั่นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนัก ถ้าแก้ที่นั่นได้ ปัญหายาเสพย์ติด สิ่งเสพย์ติดก็อาจจะลดลง

ดีที่สุดก็คือ ถ้าลูกยังเล็ก ตั้งแต่วัยอนุบาล ควรพูดคุยให้แกเข้าใจและซึมซับถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติดและสิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย บอกให้ลูกเข้าใจว่า ยาทุกชนิดที่แม้แต่แอสไพริน ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ล้วนมีผลข้างเคียงที่เป็นโทษได้ทั้งนั้น
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้าหาสิ่งเหล่านี้ ในบ้านไม่ควรส่งเสริมการดื่มเหล้าจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ฝึกลูกวัยเรียน 7-8 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้เขารู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา และรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสม หรือที่เรามักใช้คำว่า “ฝึกทักษะชีวิต” เช่น ให้เขาเรียนรู้ว่าทางออกในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว : ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็หาใช่อนาคตดับวูบ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายไม่ ยังมีสถานศึกษาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ และประสบความสำเร็จได้ หรือ วิธีปฏิเสธเพื่อนแบบที่เพื่อนไม่โกรธ หรือ ถ้าเราไม่สมหวังเราจะมีวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ
บอกให้ลูกรู้อย่างชัดแจ้ง เคร่งครัดเด็ดขาดว่า พ่อกับแม่ไม่ยอมรับ