ป้องกันธาลัสซีเมีย


…ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์ได้รับสิทธิที่จะรับการตรวจกรองธาลัสซีเมียตาม โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วยหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 หากเป็นพาหะต้องตรวจคู่สมรสด้วยว่าเป็นคู่สมรสเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นธาลัสซี เมียหรือไม่ ปัจจุบันสามารถตรวจทารกในครรภ์ได้ว่าเป็นโรค เป็นพาหะ หรือเป็นปกติ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์อ่อนๆ โดยโครงการควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมียนี้ได้ดำเนินการในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยต่างๆ รองรับอยู่แล้ว
ธาลัสซีเมียในเด็กมีความรุนแรงอย่างไร สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ขอคำแนะนำต่างๆ ด้วยค่ะ เนื่องจากไปตรวจมา สามีเป็นพาหะของโรค แต่ตัวเองไม่เป็น แต่อยากมีลูกด้วยกัน ต้องทำอย่างไรบ้าง
โรคธาลัสซีเมียมีความรุนแรงหลายระดับ บางชนิดรุนแรงมาก ระดับที่รุนแรงที่สุด ทารกจะบวมน้ำและอาจเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนอีกระดับคือช่วงทารกแรกเกิด จะปกติและเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1 – 2 ปี หรืออีกระดับคือ มีอาการซีดเล็กน้อย แต่ถ้ามีไข้หรือติดเชื้อ จะมีอาการซีดลงได้มากและเร็ว ซึ่งถ้ามีอาการไข้หรือติดเชื้อรุนแรงอาจหัวใจวายได้
…อาการของผู้ป่วยชนิดที่ค่อนข้างรุนแรงคือ ซีดเรื้อรัง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เจริญเติบโตไม่สมอายุ ม้ามและตับโต ต้องรับการให้เลือดเป็นประจำ ทำให้มีธาตุเหล็กเกินสะสมในร่างกาย มีผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ มีการเจ็บป่วยไม่สบายบ่อยๆ มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของตนเองและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง”
…การรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย จะรักษาโดยการให้เลือดซึ่งมี  2 แบบคือ แบบแรกเป็นการให้เลือดแบบประคับประคอง เพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินขึ้นให้สูงพอที่ผู้ป่วยจะหายจากอาการอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยจากการขาดออกซิเจน โดยให้ตามความจำเป็น และแบบที่ 2 เป็นการให้เลือดจนผู้ป่วยหายซีด ซึ่งส่วนมากจะให้แก่ผู้ป่วยชนิดรุนแรง ที่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อยๆ การให้เลือดอย่างสม่ำเสมอจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของลักษณะกระดูกใบหน้า และป้องกันไม่ให้ตับและม้ามโตได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะแข็ง แรง ไม่เหนื่อย และมีการเจริญเติบโตเป็นปกติทั้งความสูงและน้ำหนักตัว

ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับ กรรมพันธุ์ของพ่อแม่อย่างไรคะ ถ้าจะมีลูกต้องเข้ารับการตรวจก่อนหรือไม่ ต้องตรวจพร้อมกันทั้งสามีภรรยาหรือไม่
“โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโดยยีนด้อย และพบมากในประเทศไทย โดยพบว่าประชากรไทยประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ มีพันธุกรรมของโรคนี้แฝงอยู่โดยไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะถ่ายทอดทางพันธุกรรมธาลัสซีเมียต่อไปให้ลูกหลาน เนื่องจากคนที่เป็นพาหะสุขภาพจะปกติ จึงทำให้ไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะ หากบุคคลเหล่านี้มาแต่งงานกันและเผอิญมีพันธุกรรมธาลัสซีเมียที่สอดคล้องกัน ก็อาจมีบุตรเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียได้
…แต่ข้อเสียของการให้เลือดวิธีนี้คือ ผู้ป่วยต้องมารับเลือดอย่างสม่ำเสมอ และจะมีปัญหาที่สำคัญแทรกซ้อนตามมา คือภาวะเหล็กเกิน เพราะการให้เลือดทุก 1 มิลลิลิตรของเม็ดเลือดแดง จะมีธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม ธาตุเหล็กที่ได้รับนี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายและไปสะสมในอวัยวะต่างๆ  เช่น หัวใจ ตับและตับอ่อน ในรายที่ได้รับเลือด ตั้งแต่  10 – 12 ครั้งขึ้นไป จะเริ่มมีภาวะเหล็กเกิน จึงจำเป็นต้องให้ยาขับธาตุเหล็ก
…ในอดีตยาขับธาตุเหล็กต้องให้โดยวิธีฉีดเท่านั้น โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังช้า ๆ ครั้งละ 10 – 12 ชั่วโมง  สัปดาห์ละ 5 – 6 วัน จึงจะขับธาตุเหล็กออกได้เต็มที่ และต้องฉีดยาดังกล่าวตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการใช้ยาขับเหล็กในรูปยารับประทาน ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพและผลแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้ยาดังกล่าว การรักษาวิธีดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น
…ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้หายขาดได้แล้ว โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ได้จากไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือของพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน หรือจากผู้บริจาคท่มีเอชแอลเอ (HLA) ตรงกัน ซึ่งการรักษาโรคโดยวิธีนี้ทำได้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
…นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ที่ผาดโผน เนื่องจากมีภาวะกระดูกเปราะและหักได้ง่าย