สร้างลูกน้อยให้เป็นคนเก่ง

ขณะนอนหลับเด็กมีพฤติกรรมหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่ เช่น แขนขากระตุก เด็กละเมอ กัดฟัน เด็กนอนกรนหรือไม่กรน อาการนอนกรนเป็นทุกคืนหรือไม่ เด็กตื่นกี่โมงตอนเช้า ตื่นเอง หรือต้องปลุก เมื่อตื่นแล้ว งอแง อยากนอนต่อ หรือสดชื่นดี ตอนกลางวันเด็กสดชื่น ร่าเริงดีหรืองอแง ง่วงตลอดเวลา ตอนกลางวันเด็กไม่สดชื่น ง่วงบ่อย หลับงีบบ่อยหรือไม่ เด็กงีบหลับตอนกลางวันบ่อยหรือไม่”

…แน่นอนว่ายานอนหลับในเด็กจะไม่ใช้ยาวนานมากกว่า 2 สัปดาห์ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่โดยทั่วไปจะแค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น และยาที่ใช้ก็มีหลายประเภทและมีมากมายหลายชนิดในท้องตลาด ที่พ่อแม่สามารถหาซื้อได้เองด้วยความปลอดภัย ยกเว้นยาบางชนิดซึ่งควรจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
…ยานอนหลับแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ในแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันครับ เช่น ยาที่กินแล้วมีฤทธิ์ง่วงช่วยให้หลับได้ กลุ่มนี้มักได้แก่ยาแก้แพ้ แก้คัน ยาคลายเครียด แต่มีฤทธิ์ง่วงช่วยให้หลับได้ เป็นต้น แต่ในที่นี้ยาที่ผมอยากจะแนะนำให้ใช้ คือ 2 ตัวแรกครับ ได้แก่ Diphenhydramine และ Hydroxyzine ซึ่ง Diphenhydramine คือยาแก้แพ้ แก้คัน ปลอดภัยมากสำหรับเด็ก เป็นยาตัวแรกที่แนะนำให้ใช้ ใช้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบ ขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ส่วน Hydroxyzine คือยาแก้แพ้เช่นเดียวกับ Diphenhydramine การออกฤทธิ์เช่นเดียวกัน
…อย่างไรก็ดี ทั้ง Diphenhydramine และ Hydroxyzine มีผลข้างเคียงที่สำคัญคือง่วงมากครับ สาร Histamine ในสมองจะทำให้เรารู้สึกตื่น แต่ก็ทำให้เราเกิดอาการแพ้บวมแดงคัน ยาทั้งสองจะทำให้เราหายคัน แก้แพ้ หรือ Anti-histamine ผลข้างเคียงอื่นที่อาจพบได้คือ ปากแห้ง คอแห้ง และผิวแห้ง
…อีกตัวคือ Chloral hydrate เป็นยาที่กุมารแพทย์คุ้นเคยมากที่สุด หากบุตรหลานของท่านร้องกวน งอแง พบว่ามีโอกาสสูงมากที่กุมารแพทย์จะให้ยานี้แก่เด็ก ซึ่งท่านไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยา เพราะเป็นยาสำหรับแพทย์จ่ายให้เท่านั้น ข้อดีสำหรับยานี้คือ สามารถให้ได้ในเด็กเล็ก จึงเป็นยาที่แพทย์นิยมและใช้กันมานานแล้ว ยานี้ไม่เหมาะกับเด็กโตครับ เพราะว่าขมและอาจต้องใช้ปริมาณมาก อย่างไรก็ดีอย่าลืมสิ่งที่สำคัญคือ การใช้ยาไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์”
ลูกวัยเล็ก ควรต้องเสริมสร้างนิสัยการนอนที่ดีให้เขาอย่างไรบ้างคะ เขาถึงจะนอนหลับเต็มอิ่ม มีความสุข ควรเตรียมพร้อมอย่างไร ขอทราบรายละเอียดด้วยค่ะ
“ข้อแนะนำเพี่อทำให้มีการนอนหลับที่ดี สภาพห้องนอนควรเงียบ สงบ สบาย และมืด มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ กิจวัตรประจำวัน ก่อนเข้านอนควร ทำเป็นประจำ และเคร่งครัด ซึ่งเป็นการเตรียมตัวนอนด้วยกิจกรรมง่ายๆแบบผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น อาบน้ำ ฟังนิทาน เป็นต้น
…ควรเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาเป็นประจำ ทั้งวันเรียนปกติและวันหยุด เวลาตื่นนอนตอนเช้าจะสำคัญมาก ควรให้ตาเห็นแสงสว่าง รับแสงแดดให้เพียงพอในตอนเช้าทุกวัน อย่างน้อย 30 นาที
…เด็กต้องไม่หิวในเวลาเข้านอน อาหารเล็กน้อยก่อนเข้านอนมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ นมอุ่นๆ ครึ่งถึงหนึ่งแก้ว ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภทที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการนอนได้ เช่น โกโก้ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เป็นต้น ก่อนนอนอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมงไม่ควรเล่น หรือออกกำลังกายและเล่นกีฬาหนัก
…หลีกเลี่ยงการงีบหลับตอนกลางวันในเด็กโต การงีบหลับตอนกลางวันต้องเหมาะสมในแต่ละวัย ไม่ควรใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆเช่นทำการบ้าน กินอาหาร ดูโทรทัศน์ เป็นต้น”
ทำไมลูกถึงนอนยากจังค่ะ ไม่ค่อยยอมนอน ติดเล่น พอจับนอนก็ร้องงอแง เราควรช่วยลูกอย่างไร อยากให้เขานอนหลับง่ายๆ
“ปัญหาต่างๆในการนอนของเจ้าตัวน้อย มักเริ่มจากตัวเด็กเองที่กำลังปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ภายนอกมดลูก เด็กเล็กจะมีสมองที่กำลังเจริญเติบโต และกำลังเรียนรู้และปรับตัวที่จะนอน ซึ่งการปรับตัวไปตามช่วงเวลาในแต่ละช่วงอายุ โดยที่การปรับตัวของเด็กนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับผู้เลี้ยงดู
…ถ้าคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกมีปัญหาเรื่องการนอน ขอให้ใจเย็นสังเกตอาการลูกต่อไปก่อน แล้วตอบคำถามข้างล่างเหล่านี้ พร้อมสังเกต และจดบันทึกพฤติกรรมหรือลักษณะนิสัยเด็ก ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะช่วยให้เข้าใจหรือในรายที่รับคำปรึกษาจากแพทย์ ตั้งแต่เด็กทำอะไรก่อนเข้านอน กิจกรรมใด โดยเฉพาะ 2 ชั่วโมง ก่อนนอน เวลาปกติที่เด็กเข้านอน หลังเข้านอน เด็กใช้เวลานานเท่าไรกว่าที่เด็กจะนอนหลับ ถ้าใช้เวลานานกว่า 30 นาที เพื่อที่จะหลับ เด็กทำอะไร และคุณพ่อคุณแม่ตอบสนองการกระทำของเด็กอย่างไร
…ก่อนเข้านอนพ่อแม่ช่วยให้เด็กหลับได้ง่ายขึ้นได้อย่างไร สถานที่นอนหรือสภาพแวดล้อมที่นอน เด็กนอนห้องนอนของตัวเอง ที่อื่น หรือ ไม่นอนเตียง เด็กต้องการอะไรเพื่อช่วยให้นอนหลับ เด็กตื่นตอนดึกหรือไม่ ตื่นกี่ครั้งต่อคืน และตื่นเวลาใด ถ้าตื่นตอนดึกพ่อแม่ทำอย่างไร เพื่อจะให้เด็กหลับต่อได้

กิจกรรมเพื่อลูกน้อย

แรกเกิด – 3 เดือน

พัฒนาการของ ลูกในช่วงวัยนี้ คือการพยายามทำเสียงต่างๆ ในคอ ส่งเสียงอ้อ แอ้ อือ ออ มองตามสิ่งของที่เคลื่อนไหว โดยเฉพาะที่มีสีสันสดใส ชอบกำมือและพยายามคว้าจับสิ่งของ และเมื่อได้ยินเสียงจะชะงัก แต่ยังหันไปตามเสียงไม่ได้ในทันที

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• ลองเล่นเกมทายใจลูก พยายามสังเกตเสียงและท่าทางของลูกว่าต้องการสื่อสารอะไร ส่งยิ้ม ทำเสียงอือ ออไปกับลูก และบอกกับลูกตลอดเวลาว่าจะทำอะไรกับเขา

• ร้องเพลงให้ลูกฟังเวลาที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม หรือขณะอาบน้ำให้ลูก

• อุ้มและลูบไล้สัมผัสตัวลูกบ่อยๆ ใช้นิ้วไต่ไปตามตัวลูก ใส่นิ้วในอุ้มมือลูกให้ลูกกำ

• แขวนโมบายสีสดใสหรือมีเพลงบรรเลงไว้ ให้ลูกมองตามและหัดคว้าจับ

• ชี้ชวนให้ลูกดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ส่งเสียงเรียก หรือเขย่าของเล่นให้ลูกมองหาที่มาของเสียง

3 – 6 เดือน

ลูก วัยนี้เริ่มเลียนแบบเสียงและการเคลื่อนไหว และพยายามใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วชี้หยิบของ และถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือได้ รวมทั้งคืบไปข้างหน้าหรือข้างหลังและเอื้อมหยิบของได้

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• พูดคุยและเล่นกับลูกบ่อยๆ เช่น เล่นเกมจ๊ะเอ๋ นอกจากจะฝึกให้ลูกเห็นการเคลื่อนไหวและการใช้เสียงแล้ว ยังเป็นการเริ่มพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกรู้ว่าเวลาเราพูดกัน เราจะผลัดกันพูดและผลัดกันฟังด้วย

• บีบของเล่นมีเสียงให้ลูกฟัง ส่งของเล่นกรุ๋งกริ๋งให้ลูกถือเขย่า

• ส่งของเล่นขนาดต่างๆ ให้ลูกรับไปถือไว้ แล้วบอกให้ลูกหยิบมาส่งคืน

• เล่นรถไฟ ปู๊น ปู๊น โดยใช้เชือกผูกของเล่นเล็กๆ ไว้ แล้วให้ลูกลากเข้ามาหาตัว หรือให้ลูกหัดคืบตามหลังขบวนรถไฟของเล่นที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนลากก็ได้

6 เดือน – 1 ปี

ลูก เริ่มนั่ง และคลานได้ เกาะโซฟาเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืนเองได้ เริ่มเลียนเสียงและแสดงสีหน้ากับคนใกล้ชิดเพื่อแสดงอารมณ์ได้ สามารถพูดได้ 2 – 3 คำ

พาลูกเดินเล่นบ่อยๆ ให้ลูกได้สำรวจผู้คน และสิ่งของต่างๆ พร้อมกับหัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว

• อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หัดให้พลิกดูทีละหน้า หรือลองอ่านข้ามหน้าเพื่อกระตุ้นความสนใจของลูก

• ให้ลูกเล่นโทรศัพท์ของเล่น ทำทีเป็นพูดโทรศัพท์หาคนอื่น ผลัดกันคุยกับลูกทางโทรศัพท์ของเล่น

• ปล่อยให้ลูกได้เล่นสนุกกับน้ำ โดยเตรียมถัง ขวด หรือแก้วพลาสติกไว้ ให้ลูกลองรินน้ำ เทน้ำ เติมน้ำ กรอกน้ำจนล้นขวด แล้วเทน้ำออกจากขวด การตีน้ำให้กระจาย เป็นต้น

ขอ ย้ำว่า ตลอดเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ เพราะสิ่งสำคัญเหนือกิจกรรม คือ อ้อมกอดที่อบอุ่นด้วยความรักของคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ2-3 ปี

วัย นี้เริ่มจะวิ่ง กระโดด และโยนลูกบอลได้แล้ว และรู้จักเล่นกับเด็กคนอื่นๆ และยอมแบ่งปันบ้างแล้ว อีกทั้งยังชอบเลียนแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคุณพ่อคุณแม่ ชอบพูดคุยถึงสิ่งที่ตัวเองรู้ และเล่าเรื่องสมมุติได้

กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ…

• ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง ให้ลูกได้วิ่งเล่นอย่างอิสระกับเด็กคนอื่นๆบ้าง

• ปล่อยให้ลูกมีโอกาสช่วยงานประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น พับผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ล้างรถ ถูพื้น เป็นต้น

• อ่านนิทานเล่มเดิมให้ลูกฟังซ้ำๆ แล้วให้ลูกเล่าให้ฟังหรือเล่าต่อจากที่คุณเว้นไว้ให้

• ชวนลูกเล่นเกมบทบาทสมมุติ โดยจัดหาอุปกรณ์ เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว ให้ลูกได้แต่งตัวเป็นคนในอาชีพต่างๆ ที่ลูกเคยเห็น เช่น คุณหมอ ตำรวจ ทหาร ครู หรือแต่งเป็นตัวละครในนิทานต่างๆ

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• กระตุ้นให้ลูกคลาน เดินเตาะแตะไปหาของเล่น หรือคนคุ้นเคยที่นั่งใกล้ๆ โดยยิ้ม ปรบมือเป็นกำลังใจไปด้วย

• ชี้ชวนกันดูอัลบั้มภาพสมาชิกในครอบครัว ส่งเสียงแสดงความตื่นเต้น สนุกสนานเมื่อเห็นรูปภาพที่น่าสนใจ

• อ่านหนังสือนิทานและเล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน โดยอุ้มลูกนั่งตักและถือหนังสือให้กางออกตรงหน้าลูก ชี้ให้ลูกดูรูปภาพ เพื่อให้ลูกมีส่วนร่วม อาจหาหุ่นมือหรือ ตุ๊กตา มาเพิ่มความสนุก ตื่นเต้น ด้วยก็ยิ่งดี

Polish youngster can resist

Why the opposition and rejected?

Another trick is to make the choice to have children. Because of this age do not like to be forced. If your parents use a command like “I need a bath now” may be made against children. If children have the opportunity to decide for yourself. Children feel that they have control of the situation. If parents take their children to make choices, such as “I will make you take a bath. Or will you take my father “or” I will give you a shower for me at least. Or it will only give me my own little “pick on children. I did not feel forced. And understand that they have control of the situation. But the fact that the people who control the real parents. Because what parents and children select. Is chosen to be the parents to choose freely the same results. Parents take their children to the bathroom as well. Achieve the desired objectives without losing my temper on both sides.When children enter the toddler (1-3 years), mental and physical development of the brain was more developed than his baby. Start the ball into his own. Look at themselves and to focus on yourself first. What to do with a lot more. The parents did not want him all With the ability of this age are still dependent on their parents. Sometimes it is a conflict in the mind. When parents tell them to do something, but I do not want to start a fight with me.

Children this age will want to choose what they like or do not like it. Made it clear that All parents can not control the ball as before. The most favorite word is “no no no” words like that makes me upset, frustrated parents have become the two sides do not understand each other.

Victor Wong denied the youngster.

A good way to handle the ball against Central. The parents must accept and understand that the rejection and the eventual development of resistance with age. If the start of one’s own That children learn to be less dependent on others. However, if the parents do not reject or resist. I do not think it will be a child. And the need to rely on my parents.

So, if faced with the situation of children against this. Parents should not fret and do not try to control it all. I will be forced to have children. I was even more frantic cries to temper itself is not. Into a bad mood. But parents should allow children to think and deal with his emotions. This is the way to go.

The first strategy is to send a warning.

While the children are attracted to one of the events. Parents need to be told to do something else. I was feeling upset or angry. The attitude expressed in the refusal. Whether outcry, shouting, etc..

I had to adjust and prepare themselves with anger. Parents should tell children to an early warning as the ball was played to the children as “the next 10 minutes, I’ll take it to the bathroom or eat me” when the child may be showing signs of resistance emerged. I let him vent his feelings. Parents also may be moved to another. In order to release it. (Children may not understand that 10 minutes is long. But to understand the attitude of the parents that I have played with it a little).

Step 2: Discuss strategies to comprehend.

I was talking to. It will also teach your child learn how to handle the emotional upset. We should talk about how to better use the bad behavior out. I said I do not know. Do not just put it on my son. I think that’s what parents are doing. I did not want to win. But we need to do to achieve the objective. I was taking a bath. I need to cool it.

I really need to do this step. Is to take a shower now. It must be in a manner that is not severe or the child should not be dragged by force. I should explain that I have to go along with. I’ll take a shower and go. For example, children may be seen as a comparison, “Look, I was left to me.”
After sending a warning to parents. When it’s time to stop playing it. Parents should talk to their children. It’s time to go to the baths. At this stage, it may be even more frantic. But parents need gradually. Tell a peaceful manner and concise statement such as “I know you’re fun. I understand that I do not want a bath. But this time, it is time to water. I had to go to the bathroom “.
Children often like to emulate it. I see other people do. He did not do it. Or maybe it’s a fun game. With children. Based on what I was playing like I know who are taking less Duck doll a bath before I go to work and children to reduce the resistance to it.

If parents do not understand me.

Parents are often frustrated trying to control the ball at all. Do not allow children to think and decide for yourself. Although parents can do what they want. But the return is the result you get. Because the child does not want to become that. I have not decided. Lack of confidence in itself. I can not do anything by itself.

If parents are frantic with children. It is likely that the child will be aggressive mood with emotional abuse others. Because I do not know how to deal with their own emotions. And to see an example of the intense emotions of parents with me.

โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ

เจ้าหนูจะมีอาการคันในจมูก จามบ่อยๆ น้ำมูกใส คัดจมูก แน่นจมูก และอาการอื่นๆ เช่น เจ็บในจมูก หูอื้อ ปวดศรีษะ ไม่ได้กลิ่น มีน้ำมูกไหลลงคอ มีเสมหะติดคอ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนกรน และอาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้ โดยในบางคนอาจมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หอบหืด ลมพิษ ผื่นผิวหนังตามข้อพับ คอ ใบหน้า คุณพ่อคุณแม่ลองสำรวจอาการของลูกกันนะครับ

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีการหลั่งสารฮิสตามีนมากเกินไปในเลือด จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว เชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นครับ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

มีปัจจัยที่อาจทำให้เจ้าหนูเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้หลายข้อเลยนะครับ

1. สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม ที่พบบ่อยคือ ไรฝุ่น ฝุ่นในบ้าน นุ่น ขนสัตว์ แมลง และเชื้อราในอากาศ

2. สารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อาจพบ เช่น ถุงมือยาง อาหารบางชนิด และในปัจจุบันพบปัญหาแพ้นมวัวบ่อยมากขึ้น

ปัจจัยเสริมที่อาจไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้แต่ทำให้เกิดอาการขึ้นได้ หรือถ้ามีอาการอยู่แล้วก็อาจทำให้เป็นมากขึ้น ได้แก่

• สารระคายเคืองต่อเยื่อบุโดยตรง เช่น ควันไฟ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุนต่างๆ อากาศร้อนจัด อากาศเย็นจัด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ฝนตก แอร์เป่า พัดลมเป่า การอดนอน ทำงานหนัก ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์ตึงเครียด

• สารติดเชื้อ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอลซิลอักเสบ เจ็บคอ ฟันผุ ไข้หวัด ก็ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ทำให้อาการภูมิแพ้เกิดมากขึ้นได้

การปฏิบัติตัว เมื่อเจ้าหนูป่วยเป็นภูมิแพ้จมูกอักเสบ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจ และพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ก็จะป้องกันโรคไม่ให้เกิดอาการหรือมีอาการกับลูกน้อยที่สุด การได้รับการรักษาภูมิแพ้จมูกอักเสบยังทำให้เจ้าหนูมีโอกาสลดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัส หูอักเสบ หรือนอนกรน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหอบหืดในอนาคตได้ ดังนั้น การดูแลเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจึงควรปฏิบัติ ดังนี้….
โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัยและทุกเชื้อ ชาติเลยนะครับ และมีแนวโน้มจะพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันพบว่า 20% ของผู้ใหญ่และ 40% ของเด็กจะเป็นโรคนี้ และพบบ่อยขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเวลามีอากาศเปลี่ยน จึงเรียกว่า โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจะใกล้เคียงกับการเป็นหวัด เรื้อรัง จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจนิ่งนอนใจ แต่หากรู้เร็วและรีบรักษา อาการดังกล่าวก็จะไม่กวนใจและรักษาได้ไว …มาเช็กกันค่ะ ว่าอาการที่เจ้าตัวเล็กเป็นเข้าข่าย โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบหรือไม่

1. พาเจ้าหนูไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจริงหรือไม่ เพราะมีโรคอีกหลายโรคซึ่งมีอาการคล้ายกัน เช่น ไข้หวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ เป็นต้น

เมื่อพาเจ้าหนูไปพบแพทย์ นอกจากการซักประวัติและตรวจหู คอ จมูกแล้ว การตรวจที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และตรวจเลือดแต่การตรวจเลือดมีข้อจำกัด คือ ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ทราบผลในทันที ปัจจุบันยังคงอาศัยการทดสอบทางผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งการทดสอบนี้จะไม่เหมือนกับการฉีดยาทั่วไป และเจ็บน้อยกว่ากันมาก นอกจากนั้นยังเห็นผลได้ไม่เกิน 20 นาที คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ด้วยตาตัวเองว่าลูกน้อยแพ้อะไรบ้างและแพ้มากน้อยแค่ไหน

2.กำจัดและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ คุณพ่อคุณแม่ที่สามารถกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กให้เหลือน้อยที่สุดอาจไม่มีอาการโดยไม่ต้องรักษาเลยก็ได้ พยายามควบคุมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับตัวลูก เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่สะอาดและนอนในห้องที่ไม่มีฝุ่น

3.หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วเนื่องจากเยื่อบุจมูกของลูกที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อสารระคายเคืองเหล่านี้มากกว่าคนธรรมดา
4.อย่าให้นอนดึก และให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และควรให้ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น

5.อย่าเด็กให้มีความเครียด เพราะถ้าจิตใจไม่สบายอาการของโรคภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้นด้วย ควรหาทางผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศตามความชอบเป็นครั้งคราว

6.ให้รักษาโรคติดเชื้อถ้าพบร่วมด้วย เพราะการอักเสบเรื้อรังไม่ว่าชนิดใดจะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ควรพยายามป้องกันการติดเชื้อให้น้อยที่สุด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบด้วยครับ

7.ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะยาบางชนิดถ้าใช้ต่อเนื่องกันอาจเป็นอันตรายได้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ถูกเวลา รวมถึงทำความเข้าใจว่ายาแต่ละตัว ตัวใดต้องใช้ต่อเนื่อง ตัวใดใช้เฉพาะเมื่อมีอาการ

ลูกน้อยคนเก่ง

เด็กหมดไฟ(เรียนรู้) เป็นเพราะใคร

พ่อ แม่ยุคปัจจุบันอยากให้ลูกเก่ง ฉลาดด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา แต่กลับลืมให้ความสำคัญกับทักษะด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกาย ดนตรี มนุษยสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ รวมทั้งไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำหรือกำลังทำ อาทิ ความชอบ ความถนัด ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูก และนั่นอาจไม่ใช่วิธีการตัดสินใจ ‘เลือก’ ที่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะคะ

โอกาสพิสูจน์ฝีมือ

กิจวัตรประจำวัน

เรื่อง พื้นฐานที่สุดที่ลูกควรจะทำได้ด้วยตนเอง หากลูกแสดงความเฉื่อยชาหรือโอ้เอ้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีวางเงื่อนไขกับเขา หรืออาจปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ผลของการไม่รักษาเวลา เช่น ไปโรงเรียนสายจะถูกครูทำโทษ นอกจากนั้นแล้ว หากสิ่งใดที่เขาสามารถที่จะทำได้เองแต่ขี้เกียจทำ เช่น วานให้เราหยิบของให้ในขณะที่ตัวเองนั่งเล่นเกมอยู่ หรือลืมเอาของที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรปล่อยให้เขาได้มีโอกาสที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองซึ่ง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุดค่ะ

ช่วยเหลืองานคุณพ่อคุณแม่

Do & Don’t พ่อแม่รังแกฉัน…

เนื่อง จากเด็กในวัยนี้มีร่างกายและสติปัญญาที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ทักษะและ กิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างว่องไว หรือแขนขาที่แข็งแรงและการประสานงานของมือและตาที่ดีกว่าในช่วงปฐมวัย ซึ่งโดยปกติเด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะเฝ้าสังเกตและหาโอกาสส่งเสริมทักษะ หรือกิจกรรมที่ลูกสนใจและทำได้ดี

 

หางานอดิเรกทำ

หลัง จากเด็กๆ เลิกเรียน งานอดิเรกของลูกก็มักจะจบลงที่การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ซึ่งจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะออกไปแสวงหาความถนัดของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเหลือลูกให้เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเขา และยังจะช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้มากกว่าการดูโทรทัศน์อย่างแน่นอนเมื่อ ลูกอยากที่จะช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ พ่อแม่มักจะบอกว่า “ไม่เป็นไรลูก หนูไปทำอย่างอื่นเถอะ พ่อแม่ทำเองได้” การปฏิเสธความช่วยเหลือของลูกนั้น อาจทำให้เขารู้สึกว่าเขานี่ช่างไร้ค่า หรือต่อให้ไม่มีเขาอยู่ พ่อแม่ก็อยู่กันเองได้ ในทางตรงกันข้ามหากคุณพ่อคุณแม่หัดที่จะทำตัวอ่อนแอลงบ้างและร้องขอความช่วย เหลือจากเขา (ไม่ใช่การสั่ง) เมื่อลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือเรา นอกจากความภาคภูมิใจที่จะได้รับแล้ว เขาก็จะได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาอีกด้วย

สิ่งที่ควร Do

1.สังเกตว่าลูกชอบอะไร การค้นหาว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอะไรนั้นอาจสังเกตได้จากเวลา ที่ลูกให้ความสนใจในกิจกรรมอะไรบางอย่างและให้เวลากับเรื่องนั้นๆนานกว่า เรื่องอื่น นอกจากนั้นเราอาจจะพบว่าเขาเรียนรู้เรื่องนั้นได้ไวกว่าเรื่องอื่นๆและมี ความสุขกับมันอย่างมาก เชื่อได้เลยว่านั่นคือความถนัดของเขานั่นเอง

2.ให้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากการนั่งอยู่กับบ้านดูทีวีไปเรื่อยๆ คงยากที่จะหาเจอว่าลูกมีความสนใจในเรื่องอะไร ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสที่จะพาเด็กไปทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น การทดลองทำสิ่งๆต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำในวัยนี้เพราะหากลูกเคยชินกับการอยู่ติดบ้าน เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่น รับประกันได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด และจะมีกิจกรรมโปรดคือการนั่งเล่นเกมกับอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน

3.พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย หากการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นทำไปโดยไร้เป้าหมายและทิศทาง เช่น เมื่อเราเห็นว่าลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี การให้ลูกไปเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้นคงจะไม่พอ เพราะวันหนึ่งลูกก็อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “จะเล่นไปทำไม” และอาจพาลเลิกฝึกเอาดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อลูกกำลังสนใจอะไรสักอย่างการฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น พ่อแม่ควรหาโอกาสให้เขาได้นำความสามารถที่มีไปโชว์ อวด ประกวด หรือแข่งขัน เพื่อให้ลูกมีเป้าหมายและกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อม

สิ่งที่ควร Don’t

1.เลี้ยงลูกให้เป็นยอดมนุษย์ ถึงซุปเปอร์แมนจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมและเหนือมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครเคยถามซุปเปอร์แมนเลยว่า แต่ละวันที่เขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้คนนั้นเขาเครียดแค่ไหน ดังนั้นเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างมากในแต่ละวัน เช่น การเรียนพิเศษ จันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์เรียนเปียโน วันอาทิตย์เรียนว่ายน้ำ นั้นก็อาจจะเครียดไม่แพ้กัน และอาจส่งผลให้ลูกเกิดความสับสนได้ว่าตกลงตัวเองนั้นชอบ สนใจ หรือมีความถนัดในเรื่องใดกันแน่

ดัง นั้นผู้ปกครองควรที่จะ ‘เลือก’ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ สนใจ และรักที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ลูกเกิดสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกินในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นคือ ‘ความสุข’

2.บังคับในสิ่งที่ลูกไม่ได้เป็น เพราะบางคนนั้นอาจไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิชาการ บางคนมีความไม่ถนัดในการคำนวณ ดังนั้นหากคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาน้อยกว่าเพื่อน ในขณะที่เขาสามารถวาดรูปได้สวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผู้ปกครองควรชี้ให้ลูกเห็นว่าเขาอาจเหมาะที่จะเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็น นักบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ปกครองยังคงคาดหวังให้ศิลปินน้อยคนนี้พยายามพัฒนาการ คำนวณของเขาเพื่อที่จะเป็นนักบัญชี (เพราะรายได้น่าจะเยอะกว่าและงานน่าจะมั่นคงกว่าศิลปิน) ผลลัพท์ที่ได้อาจคือความล้มเหลว

3.ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ เพราะความมั่นใจในตนเองนั้นเกิดจากการเอาชนะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ‘ด้วยตนเอง’ ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสให้ลูกได้รู้จักที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาด้วยตัวเขาเอง เช่น การแก้ปัญหาเวลาที่เขาลืมเอาของบางอย่างไปโรงเรียน หรือ เวลาที่ลูกหาของไม่เจอเนื่องจากไม่ยอมเก็บให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

……………………………………………………………………………………………….

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ยังใช้ได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองใจเย็นสักนิด และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ เขาทำได้ ผิดถูกบ้างก็ถือว่าเรียนรู้กันไป เพราะพลังของเด็กๆ ก็มีทีเด็ดที่รอเวลาฉายแววความสามารถอยู่นะคะ

 

 

ความผูกพัน

momandson

เด็กทารกซึ่งต่างกัน
มีการศึกษาวิจัยเด็กซึ่งถูกเลี้ยงดูในสภาวะของสายใยรักและความผูกพันซึ่งแตก ต่างกัน เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้วจะแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร พบว่าเด็กทารกจะพัฒนาความมั่นคงทางใจ โดยมีความสัมพันธ์กับการดูแลซึ่งอ่อนโยน พร้อมที่จะตอบสนองและให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
ได้มีการศึกษาพฤติกรรมและการแสดงออกของเด็ก โดยในตอนแรกให้แม่และเด็กเล่นอยู่ด้วยกันในห้อง แล้วให้แม่แยกจากไป เป็นระยะเวลา 3 นาที ต่อมาจึงให้แม่กลับมาใหม่ พร้อมกับสังเกตว่าเด็กแต่ละคนจะตอบสนองต่อการกลับมาของแม่ในลักษณะที่แตก ต่างกันอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถจำแนกเด็กซึ่งได้รับความผูกพันแตกต่างกันออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

เมื่อโตขึ้นสายใยรักและความผูกพันจะหมดไปหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่” ครับ หากแต่รูปแบบพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะลดความถี่ ความรุนแรงลง ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ตามเพศ และประสบการณ์ในอดีต แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อ มีความเครียด เจ็บป่วย หรือหวาดกลัว
ยกตัวอย่างง่ายๆ นักศึกษาคนหนึ่งต้องจากพ่อแม่ไปศึกษาต่อต่างประเทศหลายปี  สายใยรักและความผูกพันที่มีต่อพ่อแม่ยังคงอยู่ แต่ไม่แสดงออกมากนัก มีการติดต่อ คิดถึงครอบครัวบ้างพอสมควร แต่จะไม่เหมือนเด็กอนุบาล 1 ซึ่งเพิ่งเข้าโรงเรียนวันแรกแล้วร้องไห้คร่ำครวญตามพ่อแม่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง นักศึกษาคนนี้เกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการรุนแรง ไข้สูง หนาวสั่น ไม่มีใครหาข้าวปลาอาหารให้กิน ในขณะที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่นั้น สายใยรักและความผูกพันก็จะกลับมารุนแรงและถี่ขึ้นอีกครั้ง โดยคนแรกที่นึกถึงคือแม่ คิดย้อนไปถึงวัยเด็กที่มีพ่อแม่คอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้องและปลอบโยน ไม่ลำบากเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
สายใยรักและความผูกพันจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติแห่งอารมณ์และความสัมพันธ์ของมนุษย์เรานั่นเองครับ

1. กลุ่มที่มีความมั่นคงทางจิตใจ (Secure)
เป็นกลุ่มที่ได้รับความผูกพันทางใจอย่างมั่นคง ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทารกกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจว่าความต้องการของตนเองจะได้รับการตอบสนองอย่าง เหมาะสม สม่ำเสมอและทันที

2. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและหลีกหนี (Insecure avoidant)
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับตอบสนองในลักษณะ หลีกหนีไปจากแม่ เย็นชา แสดงท่าทีและพฤติกรรมที่ไม่สนใจแม่

3. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและต่อต้าน (Insecure resistant)      
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ตอบสนองการกลับมาของแม่โดยการเข้ามาหา แต่กลับแสดงอารมณ์โกรธ เกรี้ยวกราด และต่อมายังแสดงพฤติกรรมต่อต้านการกลับมาของแม่อีกด้วย

เมนูไข่เพิ่มพลังให้ลูกน้อย

ไข่
การบริโภคไข่สำหรับเด็กเป็นประจำ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติถูกต้องอยู่แล้ว ไข่มีผลต่อการพัฒนาการของสมอง เชาว์ปัญญา หากขาดธาตุเหล็กจะเกิดปัญหาดังนี้ ทำให้สมาธิในการเรียนต่ำ ความจำไม่ดี  เด็กจะมีอาการเหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนต่ำ และยังไม่มีกำลังสำหรับการประกอบกิจกรรมหรือเล่นกีฬา
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กได้แก่ ไข่แดง เลือดสัตว์ ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้แห้ง ใครที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินผลไม้แห้ง เครื่องในสัตว์ ก็จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ไข่ไก่ยังมีสารที่มีประโยชน์ดังนี้
สารลูทีน และ ซีแซนทิน ซึ่งเป็นสารจำพวกแคโรทีนหรือเม็ดสีที่อยู่ในอาหารจากพืชและสัตว์ สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพที่ตา ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งในปัจจุบัน

โปรตีนที่ร่างกายได้รับจากอาหาร จะมีคุณภาพแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ไข่ไก่มีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งมีมากในไข่ เพียงพอต่อความต้องการของเด็กในวัยเรียน
จากสถิติพบว่า เด็กไทยเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคคอพอก จากการขาดธาตุไอโอดีนกันมาก ปัญหาจากการขาดธาตุเหล็กและไอโอดีน จะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ในการเรียนต่ำ และสมรรถภาพในการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาต่ำ ดังนั้น ธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียน
ฟอสฟอรัส ในรูปของเกลือฟอสเฟตที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของกรด–ด่างของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของสารอินทรีย์สำคัญ คือ กรดนิวคลิอิก ทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนฟอสโฟไลปิด ซึ่งช่วยให้ไขมันละลายในน้ำ และช่วยขนส่งน้ำมันและกรดไขมัน เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ เป็นส่วนประกอบของสารที่เก็บพลังงานเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระดูกและฟัน เราจะพบฟอสฟอรัสได้ในอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อสัตว์ หมู ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กและผู้สูงอายุที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้รับฟอสฟอรัสเข้าไปเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากขาดสังกะสีอย่างรุนแรง จะทำให้เด็กไม่โต เบื่ออาหาร ต่อมไร้ท่อของระบบสืบพันธุ์ทำงานน้อย ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ทำให้แผลหายช้า ผิวหน้ามีปัญหา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของไข่มีมากมาย อีกทั้งไข่หาซื้อง่าย เป็นโปรตีนที่ราคาไม่แพง สามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และคนวัยทำงานที่ร่างกายปกติ ก็สามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง คุณพ่อคุณแม่ควรปรับเมนูอาหารจากไข่ให้ลูกลิ้มลองให้มีความหลากหลายนะครับ
เมนูคุณหนูฉบับนี้นำเสนอเมนูที่ประกอบจากไข่ ได้แก่ อาหารเช้าคุณหนู แพนเค้กแซนวิช และคาราเมลคัสตาร์ดนึ่ง เหมาะเป็นอาหารจานโปรดของลูกน้อยได้ทุกมื้อครับ

Q&A

กุ้งที่ลวกแล้วเนื้อยังใสๆ กรอบๆ เด้งๆ นี่ปกติเขาทำอย่างไรก่อนนำมาปรุงคะ มันต้องแช่สารอะไรหรือไม่ แล้วกินเยอะๆ เป็นอันตรายหรือไม่ คือซื้อกุ้งยี่ห้อหนึ่งมา สงสัยมาก ว่าทำไมเนื้อเด้งจัง ลูกๆ ก็ชอบกินด้วยสิ
“โดยปกติกุ้งที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง เนื้อสัมผัสจะเด้งอยู่แล้ว เมื่อนำมาประกอบอาหาร การเลือกอาหารให้ลูกรับประทาน ควรที่จะเลือกให้หลากหลาย หรือเลือกกุ้งที่สดจากธรรมชาติบ้าง บางครั้งลูกอาจจะชอบก็ได้ เพราะการเลือกซื้ออาหารที่สดใหม่ ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการย่อมมีมากกว่าครับ”

 

วิปปิ้งครีมที่ใส่กาแฟ เราสามารถทำเองที่บ้านได้ไหมคะ ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือและส่วนผสมใดบ้าง ปกติจะซื้อติดบ้านไว้ ทำเค้กให้ลูกๆ กิน ไม่ก็ราดบนเครปหรือน้ำผลไม้ปั่น ลูกๆ ชอบมาก แต่หลังๆ ค่อนข้างแพง ถ้าทำเองจะถูกกว่าไหมคะ
“วิปปิ้งครีมที่คุณแม่บ้านกล่าวถึง น่าจะเป็นชนิดที่บีบออกมาจากกระป๋อง แล้วใช้ได้เลย ราคาจะค่อนข้างแพงครับ แต่ถ้าต้องการทำเอง เราก็ซื้อครีมที่เป็นกล่องมาใช้ โดยนำมาตีเอง
…การ ตี เราต้องแช่ครีมให้เย็น ตัวภาชนะที่ใข้อาจเป็นอ่างแสตนเลส และตระกร้อมือต้องเย็นด้วย หรืออาจมีอ่างใส่น้ำแข็งรองด้านล่าง ใส่ครีมลงในอ่างผสมแล้วตี ก็จะได้วิปปิ้งครีมที่เซ็ตตัว ตักใส่ถุงบีบ หรือตักไปแต่งอาหารได้ครับ (ครีมคือ วิปปิ้งครีมที่เรายังไม่ได้ตี มีขายเป็นกล่องๆ หลายยี่ห้อ แต่ถ้าเปิดใช้แล้ว ต้องรีบใช้ให้หมดนะครับ อย่าเก็บไว้หลายวันในตู้เย็น จะนำมาตีแล้วไม่ขึ้นฟู) การตีเองทำไม่ยากเลยลองทำดูครับ”

ช่วยแนะนำวิธีเลือกซื้อปลาทูหน่อยค่ะ บางวันซื้อมาทอด เนื้อสากๆ ไม่อร่อย บางวันก็อร่อย หรืออยู่ที่วิธีการทอดคะ ควรทอดอย่างไรจึงจะได้รสเค็มๆ หน่อย แล้วเด็กๆ นี่กินปลาทูได้หรือยังคะ ชอบให้กินเขากินปลาค่ะ จะได้ประโยชน์และไม่อ้วน
“ถ้าเป็นปลาทูสด ให้ควักไส้ออกครับ ล้างให้สะอาด ถ้าเป็นปลาตัวโตควรบั้งเล็กน้อย แล้วโรยเกลือให้ทั่ว พักไว้ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อให้เกลือซึมเข้าเนื้อปลา แล้วนำลงทอดให้น้ำมันที่ร้อนปานกลาง ทอดให้สุกแล้วค่อยกลับอีกด้าน ทอดต่อจนสุก
…เด็กกินปลาทูได้ครับ เนื้อปลาให้สารอาหารโปรตีน และเนื้อปลาย่อยง่าย ถ้าเป็นปลาทะเลด้วยแล้วจะได้ไอโอดีนด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือก้างปลา ต้องดูแลให้ดี พยายามแกะเนื้อปลาให้เขากิน อย่าให้เขาแกะอีก อาจเหลือก้างได้”

อยากลองทำผัดไทยให้ที่บ้านกิน ต้องเตรียมส่วนผสมใดบ้างคะ ขอสูตรหน่อยค่ะ
“ส่วนผสมก็มีเส้นเล็ก กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ไข่ไก่ ใบกุยช่ายหั่นเป็นท่อน ถั่วงอกเด็ดหาง หอมแดงสับ หัวไชโป๊วสับ น้ำมันพืช ส่วนผสมน้ำปรุงรสมี น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะขามเปียกคั้นขั้นๆ
…วิธีทำ เริ่มจากผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก เข้าด้วยกันคนให้ละลาย ตั้งไฟใช้ไฟกลางเคี่ยวพอข้นเป็นน้ำผัดไทย จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟแรง ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่หอมแดงผัดให้หอม ใส่กุ้งผัดพอสุกใส่ไข่ เต้าหู้ หัวไชโป๊ว กุ้งแห้ง ใส่น้ำผัดไทย ผัดให้เข้ากัน ใส่กุ่ยช่าย ถั่วงอก และเกี๊ยวกรอบ ผัดให้เข้ากัน
…จัดเสิร์ฟ พร้อมพริกป่น มะนาว ถั่วลิสงคั่วป่น น้ำตาลทราย รับประทานกับ หัวปลี ใบบัวบก ถั่งงอกสด”

เคยซื้อวุ้นเส้นมาทำอาหารหลายยี่ห้อ ที่ชอบคือตราเสือ เหนียวนุ่มดีค่ะ สงสัยว่าวุ้นเส้นแต่ละเจ้ามีส่วนผสมไม่เหมือนกันหรือคะ แล้วเราจะเลือกวุ้นเส้นแบบไหนจึงเอามาทำอาหารอร่อย
“ในการนำวุ้นเส้นมาประกอบอาหาร ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่ดีจะมีลักษณะเหนียว ใส เมื่อปล่อยไว้เส้นจะไม่ดูดน้ำเพิ่ม แต่ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่คุณภาพรองลงมา หากปล่อยอาหารที่ทำจากวุ้นเส้นไว้ เส้นจะดูดน้ำเพิ่มทำให้อาหารผิดลักษณะไป เนื่องจากวุ้นเส้นชนิดนี้อาจมีแป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยครับ”

ซอสบาร์บีคิวทำยากไหมคะ อยากลองทำดู เคยซื้อมาที่ขายเป็นขวด ราคาแพงเหมือนกัน ใช้แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ลูกๆ ชอบกินมาก รบกวนขอสูตรหน่อยค่ะ
“ซอสบาร์บีคิวทำเองไม่ยากครับ ส่วนผสมก็มีซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือป่น กระเทียมสับ น้ำมันพืช อัตราส่วนก็ลองปรับดู เพราะแต่คนชอบไม่เท่ากัน ถ้าชอบรสจัดหน่อย ก็เพิ่มส่วนผสมมากหน่อย อย่างชอบเผ็ด ก็เพิ่มซอสพริก ชอบหวานก็เพิ่มซอสมะเขือเทศ
…จากนั้นก็ตั้งกระทะ ปรับไฟแรง เทน้ำมันพืช พอร้อน ใส่กระเทียมเจียวให้เหลือง ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือ เคี่ยวแล้วปรับให้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนข้น แล้วยกลง พักไว้ให้เย็น บรรจุใส่ขวดหรือภาชนะที่มีฝาบิด ไม่ต้องเข้าตู้เย็นก็ได้ แต่ถ้าเข้าตู้เย็นก็เก็บไว้นานขึ้น สามารถเอามาใช้ทำบาร์บีคิวหรือผัดอาหารก็ได้”

อาหารเช้าคุณหนู

การดูแลลูกในช่วงท้องแรก

เด็ก“การดูแลตนเองช่วงสามเดือนแรก คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยง่าย ทานได้น้อย เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารเท่าที่กินได้ อย่าฝืน อาหารที่กินแล้วอาเจียนก็ควรหลีกเลี่ยง งดอาหารรสจัด ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ และพบสูติแพทย์เพื่อฝากครรภ์ในเบื้องต้น ในช่วงนี้ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก แพ้ท้องมาก กินไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็ว
…พอเข้าสู่ไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ 4 – 6 เดือน เป็นช่วงที่มีการตรวจหาความผิดปกติด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ ตรวจเลือดหาภาวะเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์ เจาะน้ำคร่ำในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อภาวะโครโมโซมผิดปกติ ช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น อาจมีอาการเจ็บๆ ตึงๆ บริเวณท้องน้อย และเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ ควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ รวมถึงแคลเซียมด้วย ที่สำคัญ ควรควบคุมให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คือ สองกิโลกรัมต่อเดือน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดี เช่น ว่ายน้ำ เล่นโยคะ ทำท่ากายบริหารต่างๆ
…และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อายุครรภ์ 7 – 9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะเริ่มมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดเอว ปวดหลัง นอนไม่หลับ มือเท้าบวม แนะนำให้พักผ่อนมากเท่าที่ทำได้ ทานอาหารมีประโยชน์ ได้แก่ ไข่ นมจืด ผัก ผลไม้ไม่หวานมาก รวมถึงถั่วชนิดต่างๆ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้าได้ ดังนั้น ควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย คุณแม่ที่กำลังงานควรมีการวาง
อายุ 26 ปีค่ะ แต่งงานมา 4 ปีแล้ว พยายามมีลูก แต่ไม่มีสักที ปีนี้ตั้งใจจะมี เพราะเป็นปีมังกร ปีดี ควรต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างคะ
“อันดับแรก ควรตรวจสุขภาพทั่วไปก่อนค่ะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไทรอยด์ เป็นต้น ในผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลรักษา ว่าสมควรจะตั้งครรภ์หรือไม่ หรือถ้าตั้งครรภ์แล้วจะมีอันตรายกับแม่และลูกอย่างไร
…จากนั้นก็มาพบสูติแพทย์ เพื่อตรวจเลือดเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ประกอบไปด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด กรุ๊ปเลือด ภาวะเลือดจางธาลัสซีเมีย การติดเชื้อตับอักเสบบี เอชไอวีและซิฟิลิส ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และตับอักเสบบี การตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูก รวมถึงควรจะตรวจอัลตร้าซาวด์หาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
…การเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ในคนที่อ้วนมากๆ ทางที่ดีควรลดน้ำหนัก คุมอาหาร และปรับพฤติกรรมการกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ และควรรับประทานโฟลิคแอซิดเสริมก่อนการตั้งครรภ์
…สุดท้าย ควรจะวางแผนเรื่องความพร้อมทางการเงิน การทำงาน และการเลี้ยงดูบุตรด้วยค่ะ”
ปกติมะเร็งปากมดลูกจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าใดร่คะ ต้องตรวจอย่างไรบ้าง ต้องอดข้าวหรือเตรียมพร้อมมาก่อนหรือไม่
“ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยังมีทัศนคติในเรื่องการตรวจภายในที่ไม่ค่อยดี ด้วยความอายที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นระหว่างคุณหมอกับคนไข้ หรือไม่กล้าไปตรวจเพราะกลัวเจ็บ แต่ตนอยากจะบอกว่าโรคนี้เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ดังนั้นอย่าอายที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะเมื่อถึงเวลาอาจสายเกินแก้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงไทยก็เริ่มเป็นกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาตามมาในระยะยาว เช่น ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก หรือเป็นมะเร็งรังไข่ในอนาคต ดังนั้นควรหมั่นดูแลสุขภาพ และหากพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นประจำ ก็ควรรีบมาแพทย์โดยเร็ว
…เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น มีระยะเวลาในการเพาะเชื้อในร่างกายนานถึง 10 – 15 ปี ดังนั้นกว่าจะรู้ตัว ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันแล้ว ซึ่งในปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ก็ได้ผลิตวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกมาเพื่อป้องกัน แต่ก็ได้แค่เฉพาะสายพันธุ์หลักๆ เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นกลุ่มผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ได้ฉีด ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Thin prep Plus เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำที่สุด เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

Kid can do

A little bit. But did you know that even children are in preschool, but he has the power and ability to absorb and learn and experience. It also can act more like adults. I do not believe in me Growing Up kindergarten.

Age in rats., A small but good as a mother (father) is.

Preschool seems like manner. Or as often as the traditional. “I do not smell the milk,” but in fact. Even a preschool child, but it is powerful in many aspects. Whether it is physical, mental – emotional, social, intellectual and ready.

* The body is capable of handling, walking, running.

Psychological – it * can temper it.

* Social behavior that display.

* Children have the cognitive ability to think. And ready to learn all you can get.

At this point, some parents may be viewed as “not true” for various reasons, many do not see that …

“Not really, because I do not eat the mess. Continue to fall. Cycling is falling “.

Some people say that …

“I control my own behavior and how. Taken to store the bell I fidget “.

Please tell me that this is actually they are born with all the potential that we mentioned ‘I’, but the lack of experience and the promotion of the point. Even if your parents are saying, ‘I do not so I do not do’ that will further undermine the vitality and viability and future of the ball with shine. So I adjusted my attitude toward the preschool. And I have activities to help empower young people together in it.

I do not lose adults.

Several studies have found that children’s ability to think and act like adults. If I do not have experience. So mature, so as to enhance the experience for my children.

For example, a research psychologist Jerry Bruner line Rome intelligence Said the child. Learn to absorb it better if he had discovered the self. The foster children. This self-study. Adults are people who are responsible for the proper experience to children with

A recent study from the New York Sun, Alison Gordon, professor of psychology. University of California confirmed that children are capable of thinking like adults. You can know what is good – not great – being wrong through action and play with it.

Concluded that the children have learned in the capacity. But we have to compose learning. And promote and encourage the children. Tried everything. Without blocking it. By the way it is …

No.1 did not insult you.
The key to promoting the vitality and viability of the child is. ‘Do not libel’ I do not believe that young children do not have much. So that he could ‘do’ attitude adjustment made pursuant to this Article. I ask you to compose. It is important that the patient and try to do these preschool view it.

• Instead of using the plates, glasses, utensils, plastic containers, try to get him to try some of these with you. Do not worry that it will fall apart. I should tell him with a smile, “I hold it to gradually slow” to teach him how to use those items. It also taught him how to be careful with it.

• Give children chores such as sweeping the house, little house, let him not do rub. You are told by a neighbor. How to sweep it. How to rub. What if I do not follow you or will you manage to wipe it up, however. He was released on my own. Because if it is, that is the fun way to help children develop their potential.

• Children at this age can be a very important … There is the ability to doubt and questioning. They always have the time. So do you think it’s insulting to the question is a simple question. That children should not be asked. But should pay attention to the question. When I asked because it means I want to ‘know’ and this is the power that drives the children. Learning … Do not neglect it.

No.2 appreciate the effort.

When the activity was successful, there is a story about the ability to sing as he did at school with a friend. Help teachers erase the blackboard. Traffic teacher talks about painting, drawing, etc. I recommend that you do not forget to mention that my son told me about it. Because it acts as a force to enhance and increase the power and the courage to think and act in the issue. As well.

I do not surf the N0.3 “okay”.

If the dishwasher does not clean. Holding a glass of water, then drop. I need to make a clean sweep of the house to rub it turns out slop over. Please tell me that it’s “not bad” and are said to be with my son’s. “Not to be”.

Saying this because I want you to look at the intent of that. ‘He needs help’ and if this time is to help alleviate some errors I do not mind. In fact, we’ve made a mistake, but all of them were for me to say “okay” to help the children do not feel scare activities. I also have the power of courage to do what they were trained to be with me.