การดูแลลูกในช่วงท้องแรก

เด็ก“การดูแลตนเองช่วงสามเดือนแรก คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยง่าย ทานได้น้อย เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารเท่าที่กินได้ อย่าฝืน อาหารที่กินแล้วอาเจียนก็ควรหลีกเลี่ยง งดอาหารรสจัด ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ และพบสูติแพทย์เพื่อฝากครรภ์ในเบื้องต้น ในช่วงนี้ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก แพ้ท้องมาก กินไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็ว
…พอเข้าสู่ไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ 4 – 6 เดือน เป็นช่วงที่มีการตรวจหาความผิดปกติด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ ตรวจเลือดหาภาวะเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์ เจาะน้ำคร่ำในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อภาวะโครโมโซมผิดปกติ ช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น อาจมีอาการเจ็บๆ ตึงๆ บริเวณท้องน้อย และเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ ควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ รวมถึงแคลเซียมด้วย ที่สำคัญ ควรควบคุมให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คือ สองกิโลกรัมต่อเดือน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดี เช่น ว่ายน้ำ เล่นโยคะ ทำท่ากายบริหารต่างๆ
…และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อายุครรภ์ 7 – 9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะเริ่มมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดเอว ปวดหลัง นอนไม่หลับ มือเท้าบวม แนะนำให้พักผ่อนมากเท่าที่ทำได้ ทานอาหารมีประโยชน์ ได้แก่ ไข่ นมจืด ผัก ผลไม้ไม่หวานมาก รวมถึงถั่วชนิดต่างๆ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้าได้ ดังนั้น ควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย คุณแม่ที่กำลังงานควรมีการวาง
อายุ 26 ปีค่ะ แต่งงานมา 4 ปีแล้ว พยายามมีลูก แต่ไม่มีสักที ปีนี้ตั้งใจจะมี เพราะเป็นปีมังกร ปีดี ควรต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างคะ
“อันดับแรก ควรตรวจสุขภาพทั่วไปก่อนค่ะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไทรอยด์ เป็นต้น ในผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลรักษา ว่าสมควรจะตั้งครรภ์หรือไม่ หรือถ้าตั้งครรภ์แล้วจะมีอันตรายกับแม่และลูกอย่างไร
…จากนั้นก็มาพบสูติแพทย์ เพื่อตรวจเลือดเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ประกอบไปด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด กรุ๊ปเลือด ภาวะเลือดจางธาลัสซีเมีย การติดเชื้อตับอักเสบบี เอชไอวีและซิฟิลิส ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และตับอักเสบบี การตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูก รวมถึงควรจะตรวจอัลตร้าซาวด์หาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
…การเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ในคนที่อ้วนมากๆ ทางที่ดีควรลดน้ำหนัก คุมอาหาร และปรับพฤติกรรมการกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ และควรรับประทานโฟลิคแอซิดเสริมก่อนการตั้งครรภ์
…สุดท้าย ควรจะวางแผนเรื่องความพร้อมทางการเงิน การทำงาน และการเลี้ยงดูบุตรด้วยค่ะ”
ปกติมะเร็งปากมดลูกจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าใดร่คะ ต้องตรวจอย่างไรบ้าง ต้องอดข้าวหรือเตรียมพร้อมมาก่อนหรือไม่
“ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยังมีทัศนคติในเรื่องการตรวจภายในที่ไม่ค่อยดี ด้วยความอายที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นระหว่างคุณหมอกับคนไข้ หรือไม่กล้าไปตรวจเพราะกลัวเจ็บ แต่ตนอยากจะบอกว่าโรคนี้เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ดังนั้นอย่าอายที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะเมื่อถึงเวลาอาจสายเกินแก้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงไทยก็เริ่มเป็นกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาตามมาในระยะยาว เช่น ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก หรือเป็นมะเร็งรังไข่ในอนาคต ดังนั้นควรหมั่นดูแลสุขภาพ และหากพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นประจำ ก็ควรรีบมาแพทย์โดยเร็ว
…เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น มีระยะเวลาในการเพาะเชื้อในร่างกายนานถึง 10 – 15 ปี ดังนั้นกว่าจะรู้ตัว ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันแล้ว ซึ่งในปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ก็ได้ผลิตวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกมาเพื่อป้องกัน แต่ก็ได้แค่เฉพาะสายพันธุ์หลักๆ เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นกลุ่มผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ได้ฉีด ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Thin prep Plus เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำที่สุด เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก