กินเยอะเพื่อลูก

ครรภ์ แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย
…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”

“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”

เป็นเบาหวานเมื่อท้อง

แม่ตั้งครรภ์สามารถดื่มน้ำอัดลมได้หรือไม่ และถ้าดื่มแล้วจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่
”แม่ตั้งครรภ์ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม ถ้าดื่มวันละขวดสองขวด ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรเกินกว่านี้ อย่างไรในน้ำอัดลมก็มีสารคาเฟอีน แม้จะไม่มาก แต่สารเหล่านี้ก็สามารถผ่านรกเข้าไปสู่ร่างกายของทารกได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนดื่มจนติด ต้องดื่มทุกวัน ขาดไม่ได้ หรือต้องดื่มขณะทานอาหารไปด้วย
…ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็จะดีกว่า ยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว ก็จะมีเรื่องเบาหวานซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ เนื่องจากในน้ำอัดลมจะผสมน้ำตาลไว้สูง ทานมากๆ ก็อาจจะมีภาวะเบาหวานรุนแรงได้”
อยากทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงอย่างไรบ้างคะ
“การที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้น เราพบว่าจะมีอัตราตายสูงกว่าเด็กปกติ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเด็กยังทำงานเองไม่ได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตนอกครรภ์มารดาได้ เช่น การทำงานของปอดยังไม่สมบูรณ์ เด็กหยุดหายใจเป็นพักๆ น้ำตาลในเลือดเด็กต่ำ แคลเซียมในเด็กต่ำ ตัวเหลือง ซีด บวม ตัวเย็น และอาจมีการติดเชื้อ เด็กคลอดก่อนกำหนดหลายคนก็กินไม่ได้ดี น้ำหนักขึ้นช้า หยุดหายใจ หรือมีเลือดออก”
ครรภ์แรกค่ะ อายุแม่ 27 ปี อายุลูกในครรภ์ปัจจุบัน 4เดือน ขอถามคุณหมอค่ะ ช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเพิ่งความระมัดระวังให้ตัวเองที่สุด คือช่วงใด และคนท้องมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากน้อยแค่ไหน และความเสี่ยงนั้นจะเกิดกับทารกหรือไม่
“ช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คือ 3 เดือนสุดท้าย มักจะเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตของทารกมากกว่าช่วงอื่นๆ จึงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรระวังตัวเองมากกว่าปกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล จนคลอด เพื่อให้การดูแลอย่างเข้มงวด และจะได้หาทางป้องกันสาเหตุที่จะทำให้ทารกและตัวคุณแม่เป็นอันตราย
…โรคเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์อาจจะเป็นเฉพาะการตั้งครรภ์ หรืออาจจะลุกลามกลายเป็นเบาหวานแท้จริงก็ได้ แต่ในกลุ่มที่ตรวจพบภาวะผิดปกติ มีแนวโน้มของการเป็นเบาหวานในอนาคตจะสูง การดูแลอาหารและน้ำหนักตัวจะเป็นทางเลี่ยงหนีโรคนี้ และทารกที่แม่เป็นเบาหวาน ถ้าได้รับการดูเจริญเติบโตไปได้ตามปกติ ไม่เป็นโรคติดต่อที่จะต้องเป็นเบาหวานเช่นผู้เป็นแม่ ก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่เนื่องจากโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมีโอกาสที่ทารกจะเป็นโรคนี้เมื่อเติบโตต่อไป จึงต้องระมัดระวังต่อสุขภาพของเขาให้ดีนับจากนี้”
ตรวจพบว่าท้อง (ลูกคนแรก) อยากทราบวิธีดูแลให้ลูกรอดปลอดภัยจนคลอดค่ะ เพราะตัวเองอายุมากแล้ว (42 ปี)
“โดยปกติแล้ว มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ถ้าอายุของคุณแม่มากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรจะได้รับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจสอบลักษณะของโครโมโซมของลูก เพื่อแพทย์จะได้สามารถหาหนทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีลูกที่ไม่สมประกอบ ให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ คุณแม่ควรได้รับสารอาหารครบตามหลักโภชนาการ โดยแนะนำว่า คุณแม่ควรจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเป็นสำคัญ และโปรตีนที่ได้มาจากเนื้อปลาจะดีกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว ส่วนพวกเกลือแร่และวิตามิน ก็อย่าลืมทานยาบำรุงครรภ์ที่คุณหมอให้มาด้วย เพราะยาเหล่านั้นอุดมไปด้วยเกลือแร่ และวิตามินที่ร่างกายยามตั้งครรภ์ต้องการ
…การคลอดในคุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หากเป็นครรภ์แรก ก็อาจใช้วิธีผ่าออก เพราะการผ่าคลอดนั้นแน่นอนกว่าการคลอดเอง เนื่องจากบางครั้งการคลอดทางช่องคลอดอาจประสบความล้มเหลว คือ คลอดไม่ได้และต้องผ่าในที่สุด หรือคลอดได้แต่ลูกก็ออกมาในสภาพที่สะบักสะบอกเต็มที เนื่องจากปกติการตั้งครรภ์ กระดูกเชิงกรานของแม่จะขยายออก หรือที่เรียกว่าสะโพกผาย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างกระดูกเชิงกรานนั้นอ่อนตัวลง สามารถยืดออกขยายออกห่างจากกัน ทำให้ง่ายต่อทารกที่จะมุดผ่านออกมาได้ในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ผู้มีบุตรยาก จึงต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอมากหน่อย”

การตกเลือดก่อนคลอดกับหลัง แบบไหนจะมีความรุนแรงกว่ากันคะ
“การตกเลือด หมายถึงเลือดที่ออกจากช่องคลอด ไม่ตรงตามรอบประจำเดือน มีจำนวนมาก หรือออกนานกว่าปกติ อาจเป็นมะเร็งของมดลูก ปากมดลูก หรือช่องคลอด การตกเลือดก่อนคลอดแม้รุนแรง แต่ถ้าเทียบกับการตกเลือดหลังคลอดแล้ว อย่างหลังดูน่าจะกลัวกว่า เพราะจากสถิติทางสาธารณสุขการเสียชีวิตในคุณแม่ที่คลอดลูกนั้น สาเหตุที่นำมาคือการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งหลังคลอดที่กล่าวนี้ทางการแพทย์หมายถึงระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด”

ไข้หวัดมาเยือนเมื่อตั้งครรภ์

ไข้หวัดใหญ่มีความเสี่ยงต่อแม่ตั้งครรภ์มากน้อยเพียงใด และสามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงใดได้บ้าง
“ความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน ซึ่งคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ตลอดจนคนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และมะเร็ง กลุ่มนี้หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะมีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นที่จะเกิด พบอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ และอาการติดเชื้อในหูชั้นในตามมาได้ปอดอักเสบ หรือปอดบวม เป็นอาการที่ต่อเนื่องมาจากโรคไข้หวัดใหญ่ ที่เกิดจากการเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสที่ร่างกายได้รับเข้าผ่านทางระบบ ทางเดินหายใจส่วนกลาง โดยระดับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันออกไป
…ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากปอดอักเสบสูงมาก เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุเป็นโรคนี้เสียชีวิตสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลให้โรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุน่ากลัวกว่าปอดอักเสบในคนทั่วไป ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับระบบต่างๆ ในร่างกาย ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก
…โดยปอดอักเสบมีระยะเวลาดำเนินโรคในช่วง 3 – 4 วัน หลังจากเริ่มป่วยเป็นไข้หวัด ไอมีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย และมีไข้สูงตลอดเวลา อาการเหล่านี้เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่มีอาการปอดอักเสบร่วมด้วย
…หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าปวดอักเสบ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจเอ๊กซเรย์ปอดและตรวจเลือด รวมถึงนำเสมหะของคนไข้ไปตรวจเพาะเชื้อ เพื่อหาสาเหตุว่าเป็นโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อชนิดไหน ซึ่งผลตรวจที่ได้จะนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง”
สังเกตอย่างไรถ้ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ และการรักษาควรทำอย่างไร
“อาการทั่วไปของผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง เจ็บคอ และมีน้ำมูก แต่ในผู้สูงอายุอาการจะแตกต่างออกไป เช่น มีภาวะซึมลง ทานข้าวไม่ได้ สับสน ทั้งหมดนี้เป็นอาการนำของโรคไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน อีกทั้งอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุมักมีความรุนแรงมากกว่าคน ปกติ และอาจพบอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
…วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่ที่ได้ผล คนไข้ควรได้รับยาต้านไวรัส ภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากมีอาการไข้  ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากนั้นจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
…ในขณะที่ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาได้โดยให้ยาฆ่าเชื้อในรูปแบบยากินและยาฉีด โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาจากระดับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปหลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อ อาการจะดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ส่วนโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีความรุนแรงน้อยกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการรักษาจะพิจารณาตามอาการ เน้นให้คนไข้ดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ”
ในแม่ตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ แนะนำทีค่ะ
“โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะในแต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลง และพบการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดเชื้อตัวใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเชื้อที่ ระบาดในช่วงเวลานั้น โดยหลักแล้วจะครอบคลุม 3สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่พบ
…วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากอาการบวมแดงเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ส่วนอาการไข้หลังฉีดวัคซีนที่หลายคนกังวลนั้น พบได้น้อยมาก เนื่องจากวัคซีนช่วยในเรื่องการป้องกัน แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใกล้เคียง แต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรค ไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมาได้”
…อย่างไรก็ดี วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นไข้หวัดและโรคปอดอักเสบ คือพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยเป็นไข้หวัดหรือเริ่มมี อาการไข้หวัด ควรล้างมือสม่ำเสมอเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคปอดอักเสบได้อีกทางหนึ่ง
…แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร่งด่วน เพราะการซื้อยาลดไข้มากินเองสำหรับคนปกตินั้น ร่างกายอาจหายจากไข้หวัดเองได้ แต่ในกรณีของผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว การปล่อยให้เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน อีกทั้งเพิ่มระดับความรุนแรงของโรคให้มากขึ้น

เชื้อแบคทีเรียในเด็ก

สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาทีมนักวิจัยตั้งข้อสังเกตเด็กที่มีแผลเปื่อยและผู้ที่ไม่มีกลากเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันหกและอายุ 18 เดือน ผู้เชี่ยวชาญต้องการเปรียบเทียบแบคทีเรียในลำไส้ของพวกเขา

ผลการศึกษาพบว่าทารกทั้งหมดที่มีชนิดเดียวกันของแบคทีเรียที่หกเดือน อย่างไรก็ตามที่ 18 เดือนเด็กวัยหัดเดินที่มีแผลเปื่อยมีมากขึ้นของประเภทของแบคทีเรียที่รู้จักกันเป็นกลุ่ม Clostridium IV และ XIVa ซึ่งจะเชื่อมโยงมักจะผู้ใหญ่

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในความกล้าของเด็กที่มีแผลเปื่อยได้มากขึ้นตามแบบฉบับของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นผู้ใหญ่กว่าสำหรับเด็กทารกโดยไม่ต้องกลาก

กลาก อธิบายว่าการอักเสบบ่อยของหนังกำพร้า; นอกจากนั้นยังสามารถเรียกว่าโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังกลาก (รูปแบบที่พบมากที่สุดของโรคเรื้อนกวาง)ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กมีแนวโน้ม ที่จะพัฒนากลากถ้าพวกเขากินอาหารอย่างรวดเร็ว 3 ครั้งหรือมาก

คนได้ รับผลกระทบจากสภาพอาจพัฒนาคันผิวหนังแดงแตกและแห้ง งานวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าการให้อาบน้ำของชายหาดเป็นประจำเพื่อปรับลด เด็กที่มีโรคเรื้อรังรุนแรงกลากจะช่วยลดความรุนแรงของสภาพในกรณีที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียรอง

เด็กที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อนกวางมีปริมาณที่สูงขึ้นของ Bacteroidetes

Lotta Nylund, MSc จากมหาวิทยาลัยเตอร์กู, ฟินแลนด์, อธิบาย:

ป้องกันธาลัสซีเมีย


…ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์ได้รับสิทธิที่จะรับการตรวจกรองธาลัสซีเมียตาม โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วยหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 หากเป็นพาหะต้องตรวจคู่สมรสด้วยว่าเป็นคู่สมรสเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นธาลัสซี เมียหรือไม่ ปัจจุบันสามารถตรวจทารกในครรภ์ได้ว่าเป็นโรค เป็นพาหะ หรือเป็นปกติ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์อ่อนๆ โดยโครงการควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมียนี้ได้ดำเนินการในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยต่างๆ รองรับอยู่แล้ว
ธาลัสซีเมียในเด็กมีความรุนแรงอย่างไร สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ขอคำแนะนำต่างๆ ด้วยค่ะ เนื่องจากไปตรวจมา สามีเป็นพาหะของโรค แต่ตัวเองไม่เป็น แต่อยากมีลูกด้วยกัน ต้องทำอย่างไรบ้าง
โรคธาลัสซีเมียมีความรุนแรงหลายระดับ บางชนิดรุนแรงมาก ระดับที่รุนแรงที่สุด ทารกจะบวมน้ำและอาจเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนอีกระดับคือช่วงทารกแรกเกิด จะปกติและเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1 – 2 ปี หรืออีกระดับคือ มีอาการซีดเล็กน้อย แต่ถ้ามีไข้หรือติดเชื้อ จะมีอาการซีดลงได้มากและเร็ว ซึ่งถ้ามีอาการไข้หรือติดเชื้อรุนแรงอาจหัวใจวายได้
…อาการของผู้ป่วยชนิดที่ค่อนข้างรุนแรงคือ ซีดเรื้อรัง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เจริญเติบโตไม่สมอายุ ม้ามและตับโต ต้องรับการให้เลือดเป็นประจำ ทำให้มีธาตุเหล็กเกินสะสมในร่างกาย มีผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ มีการเจ็บป่วยไม่สบายบ่อยๆ มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของตนเองและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง”
…การรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย จะรักษาโดยการให้เลือดซึ่งมี  2 แบบคือ แบบแรกเป็นการให้เลือดแบบประคับประคอง เพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินขึ้นให้สูงพอที่ผู้ป่วยจะหายจากอาการอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยจากการขาดออกซิเจน โดยให้ตามความจำเป็น และแบบที่ 2 เป็นการให้เลือดจนผู้ป่วยหายซีด ซึ่งส่วนมากจะให้แก่ผู้ป่วยชนิดรุนแรง ที่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อยๆ การให้เลือดอย่างสม่ำเสมอจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของลักษณะกระดูกใบหน้า และป้องกันไม่ให้ตับและม้ามโตได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะแข็ง แรง ไม่เหนื่อย และมีการเจริญเติบโตเป็นปกติทั้งความสูงและน้ำหนักตัว

ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับ กรรมพันธุ์ของพ่อแม่อย่างไรคะ ถ้าจะมีลูกต้องเข้ารับการตรวจก่อนหรือไม่ ต้องตรวจพร้อมกันทั้งสามีภรรยาหรือไม่
“โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโดยยีนด้อย และพบมากในประเทศไทย โดยพบว่าประชากรไทยประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ มีพันธุกรรมของโรคนี้แฝงอยู่โดยไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะถ่ายทอดทางพันธุกรรมธาลัสซีเมียต่อไปให้ลูกหลาน เนื่องจากคนที่เป็นพาหะสุขภาพจะปกติ จึงทำให้ไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะ หากบุคคลเหล่านี้มาแต่งงานกันและเผอิญมีพันธุกรรมธาลัสซีเมียที่สอดคล้องกัน ก็อาจมีบุตรเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียได้
…แต่ข้อเสียของการให้เลือดวิธีนี้คือ ผู้ป่วยต้องมารับเลือดอย่างสม่ำเสมอ และจะมีปัญหาที่สำคัญแทรกซ้อนตามมา คือภาวะเหล็กเกิน เพราะการให้เลือดทุก 1 มิลลิลิตรของเม็ดเลือดแดง จะมีธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม ธาตุเหล็กที่ได้รับนี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายและไปสะสมในอวัยวะต่างๆ  เช่น หัวใจ ตับและตับอ่อน ในรายที่ได้รับเลือด ตั้งแต่  10 – 12 ครั้งขึ้นไป จะเริ่มมีภาวะเหล็กเกิน จึงจำเป็นต้องให้ยาขับธาตุเหล็ก
…ในอดีตยาขับธาตุเหล็กต้องให้โดยวิธีฉีดเท่านั้น โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังช้า ๆ ครั้งละ 10 – 12 ชั่วโมง  สัปดาห์ละ 5 – 6 วัน จึงจะขับธาตุเหล็กออกได้เต็มที่ และต้องฉีดยาดังกล่าวตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการใช้ยาขับเหล็กในรูปยารับประทาน ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพและผลแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้ยาดังกล่าว การรักษาวิธีดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น
…ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้หายขาดได้แล้ว โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ได้จากไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือของพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน หรือจากผู้บริจาคท่มีเอชแอลเอ (HLA) ตรงกัน ซึ่งการรักษาโรคโดยวิธีนี้ทำได้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
…นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ที่ผาดโผน เนื่องจากมีภาวะกระดูกเปราะและหักได้ง่าย

ลูกไม่ยอมพูด

ทำไม๊..ทำไม ลูกไม่พูด
มีสาเหตุและปัจจัยแวดล้อมมากมายค่ะที่มีผลต่อการพูดช้า หรือไม่พูดของลูกน้อยที่ไม่เป็นไปตามพัฒนาการที่เหมาะสม เช่น
- เด็กที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงปล่อยปละให้ลูกเล่นคนเดียว มีเวลาพูดคุยกับลูกน้อย เด็กจะพูดได้ช้ากว่าเด็กที่พ่อแม่เอาใจใส่พูดคุยกับลูกเป็นประจำ
- เด็กที่ร้องไห้มากหรือร้องเสียงดัง อาจทำให้เสียงแหบไม่มีเสียงพูดได้
- พูดไม่ได้เพราะผิดปกติด้านการได้ยิน เด็กบางคนมีความผิดปกติของการได้ยิน ซึ่งอาจส่งผลต่อการพูดของเด็กได้ค่ะ
- ถ้าลูกไม่ยอมพูด และลูกเคยมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม ป่วยเป็นโรค เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตัวเหลืองมาก มีความพิการแต่กำเนิดของช่องหู ใบหน้า และลำคอ และมีคนในครอบครัวหูหนวก หรือเป็นใบ้ คุณแม่ควรพาลูกไปตรวจกับแพทย์ทันที
คุณแม่สามารถตรวจสอบด้วยตนเองง่ายๆ ค่ะว่าลูกของเรานั้นมีพัฒนาการการพูดช้าเกินไปไหม โดยสังเกตว่า
อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอืออา ไม่หันหาเสียง ไม่ตกใจเวลาได้ยินเสียงดังๆ
อายุ 10 เดือน เรียกชื่อไม่หันหา
อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งห้าม ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น บ๊ายบาย
อายุ 18 เดือน พูดคำที่มีพยางค์เดียวได้น้อยกว่า 5-6 คำ
อายุ 2 ขวบ พูดคำที่มีความหมาย 2 พยางค์ต่อกันไม่ได้ เช่น ไม่เที่ยว ไม่เอา หรือชี้ส่วนของร่างกายง่ายๆ ไม่ได้
การที่เด็กปกติจะพูดช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั่นเองค่ะ แต่ถ้าเมื่อถึงเกณฑ์กำหนดแล้วลูกยังไม่พูด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกพูดดังนี้ค่ะ
- พยายามจูงใจให้เด็กพูด ถ้าเด็กพยายามพูด แม้ในระยะแรกจะไม่ชัด ควรให้คำชมเชย และพูดคำที่ถูกต้องให้เด็กฟัง แต่ถ้ายังพูดไม่ได้คุณแม่ไม่ควรกังวลจนลงโทษเด็ก เพราะอาจทำให้ลูกยิ่งหวาดกลัวและไม่พูดมากขึ้น
- ขณะที่พูดกับเด็กต้องหันหน้าเข้าหาและสบตากับลูก เพื่อที่ลูกจะสามารถมองการเคลื่อนไหวและการขยับปากของแม่และสามารถพูดตามได้
- เวลาที่เด็กเริ่มคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่ต้องให้ความสนใจ สังเกตท่าทาง และตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กพยายามสื่อความหมาย
- เลือกคำสั้นๆ ง่ายๆ ก่อน พูดช้าๆ และชัดๆ บ่อยๆ อาจเริ่มจากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่น แม่ พ่อ กิน ข้าว เป็นต้น
- เมื่อเด็กเริ่มพูดคำสั้นๆ ได้แล้ว ให้คุณแม่เสริมให้คำยาวขึ้น เช่น เมื่อเด็กพูดว่านก ให้พ่อแม่เสริมว่านกบิน นกร้อง ฯลฯ
การ ที่จะบอกว่าเด็กพูดช้า หรือมีปัญหาทางด้านการพูดหรือไม่นั้น ไม่ควรเสียเวลารอจนเกินอายุ 2 ขวบ แล้วจึงนำไปตรวจ เพราะถ้าสังเกตให้ดีเด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ ขวบปีแรกแล้ว ถ้าหากทิ้งไว้นานๆ นอกจากจะแก้ไขได้ยากแล้ว เด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมาด้วยค่ะ เพราะการที่เด็กไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ มักจะหงุดหงิด และอาจมีปัญหาในการเข้าสังคมต่อไปได้ด้วย

อาการแพ้ท้อง

“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง


“จริงๆ เราไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุของริดสีดวง รู้แค่ว่าเกิดจากการที่เส้นเลือดดำขยายตัว พูดง่ายๆ ริดสีดวงก็คือเส้นเลือดขอดที่อยู่ในลำไส้ตรง ฉะนั้นสาเหตุชัดเจนไม่มีอะไรบอกได้ แต่เรารู้ว่ามีสาเหตุที่ทำให้ริดสีดวงเป็นมากขึ้น ทั้งท้องผูกและท้องเสีย ซึ่งถ้าท้องเสียบ่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน แต่คงไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย นั่นเป็นเรื่องของกระเพาะอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับอายุครรภ์ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็จะขยายโตขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดดำ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งกดทับมากเท่านั้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดส่วนล่างน้อยลง ยิ่งถ้าคุณแม่มีปัญหาเส้นเลือดขอดในลำไส้หรือเป็นริดสีดวงอยู่เดิม
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย

…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”
ครรภ์แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ

…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”