เป็นเบาหวานเมื่อท้อง

แม่ตั้งครรภ์สามารถดื่มน้ำอัดลมได้หรือไม่ และถ้าดื่มแล้วจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่
”แม่ตั้งครรภ์ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม ถ้าดื่มวันละขวดสองขวด ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรเกินกว่านี้ อย่างไรในน้ำอัดลมก็มีสารคาเฟอีน แม้จะไม่มาก แต่สารเหล่านี้ก็สามารถผ่านรกเข้าไปสู่ร่างกายของทารกได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนดื่มจนติด ต้องดื่มทุกวัน ขาดไม่ได้ หรือต้องดื่มขณะทานอาหารไปด้วย
…ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็จะดีกว่า ยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว ก็จะมีเรื่องเบาหวานซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ เนื่องจากในน้ำอัดลมจะผสมน้ำตาลไว้สูง ทานมากๆ ก็อาจจะมีภาวะเบาหวานรุนแรงได้”
อยากทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงอย่างไรบ้างคะ
“การที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้น เราพบว่าจะมีอัตราตายสูงกว่าเด็กปกติ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเด็กยังทำงานเองไม่ได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตนอกครรภ์มารดาได้ เช่น การทำงานของปอดยังไม่สมบูรณ์ เด็กหยุดหายใจเป็นพักๆ น้ำตาลในเลือดเด็กต่ำ แคลเซียมในเด็กต่ำ ตัวเหลือง ซีด บวม ตัวเย็น และอาจมีการติดเชื้อ เด็กคลอดก่อนกำหนดหลายคนก็กินไม่ได้ดี น้ำหนักขึ้นช้า หยุดหายใจ หรือมีเลือดออก”
ครรภ์แรกค่ะ อายุแม่ 27 ปี อายุลูกในครรภ์ปัจจุบัน 4เดือน ขอถามคุณหมอค่ะ ช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเพิ่งความระมัดระวังให้ตัวเองที่สุด คือช่วงใด และคนท้องมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากน้อยแค่ไหน และความเสี่ยงนั้นจะเกิดกับทารกหรือไม่
“ช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คือ 3 เดือนสุดท้าย มักจะเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตของทารกมากกว่าช่วงอื่นๆ จึงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรระวังตัวเองมากกว่าปกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล จนคลอด เพื่อให้การดูแลอย่างเข้มงวด และจะได้หาทางป้องกันสาเหตุที่จะทำให้ทารกและตัวคุณแม่เป็นอันตราย
…โรคเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์อาจจะเป็นเฉพาะการตั้งครรภ์ หรืออาจจะลุกลามกลายเป็นเบาหวานแท้จริงก็ได้ แต่ในกลุ่มที่ตรวจพบภาวะผิดปกติ มีแนวโน้มของการเป็นเบาหวานในอนาคตจะสูง การดูแลอาหารและน้ำหนักตัวจะเป็นทางเลี่ยงหนีโรคนี้ และทารกที่แม่เป็นเบาหวาน ถ้าได้รับการดูเจริญเติบโตไปได้ตามปกติ ไม่เป็นโรคติดต่อที่จะต้องเป็นเบาหวานเช่นผู้เป็นแม่ ก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่เนื่องจากโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมีโอกาสที่ทารกจะเป็นโรคนี้เมื่อเติบโตต่อไป จึงต้องระมัดระวังต่อสุขภาพของเขาให้ดีนับจากนี้”
ตรวจพบว่าท้อง (ลูกคนแรก) อยากทราบวิธีดูแลให้ลูกรอดปลอดภัยจนคลอดค่ะ เพราะตัวเองอายุมากแล้ว (42 ปี)
“โดยปกติแล้ว มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ถ้าอายุของคุณแม่มากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรจะได้รับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจสอบลักษณะของโครโมโซมของลูก เพื่อแพทย์จะได้สามารถหาหนทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีลูกที่ไม่สมประกอบ ให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ คุณแม่ควรได้รับสารอาหารครบตามหลักโภชนาการ โดยแนะนำว่า คุณแม่ควรจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเป็นสำคัญ และโปรตีนที่ได้มาจากเนื้อปลาจะดีกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว ส่วนพวกเกลือแร่และวิตามิน ก็อย่าลืมทานยาบำรุงครรภ์ที่คุณหมอให้มาด้วย เพราะยาเหล่านั้นอุดมไปด้วยเกลือแร่ และวิตามินที่ร่างกายยามตั้งครรภ์ต้องการ
…การคลอดในคุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หากเป็นครรภ์แรก ก็อาจใช้วิธีผ่าออก เพราะการผ่าคลอดนั้นแน่นอนกว่าการคลอดเอง เนื่องจากบางครั้งการคลอดทางช่องคลอดอาจประสบความล้มเหลว คือ คลอดไม่ได้และต้องผ่าในที่สุด หรือคลอดได้แต่ลูกก็ออกมาในสภาพที่สะบักสะบอกเต็มที เนื่องจากปกติการตั้งครรภ์ กระดูกเชิงกรานของแม่จะขยายออก หรือที่เรียกว่าสะโพกผาย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างกระดูกเชิงกรานนั้นอ่อนตัวลง สามารถยืดออกขยายออกห่างจากกัน ทำให้ง่ายต่อทารกที่จะมุดผ่านออกมาได้ในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ผู้มีบุตรยาก จึงต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอมากหน่อย”

การตกเลือดก่อนคลอดกับหลัง แบบไหนจะมีความรุนแรงกว่ากันคะ
“การตกเลือด หมายถึงเลือดที่ออกจากช่องคลอด ไม่ตรงตามรอบประจำเดือน มีจำนวนมาก หรือออกนานกว่าปกติ อาจเป็นมะเร็งของมดลูก ปากมดลูก หรือช่องคลอด การตกเลือดก่อนคลอดแม้รุนแรง แต่ถ้าเทียบกับการตกเลือดหลังคลอดแล้ว อย่างหลังดูน่าจะกลัวกว่า เพราะจากสถิติทางสาธารณสุขการเสียชีวิตในคุณแม่ที่คลอดลูกนั้น สาเหตุที่นำมาคือการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งหลังคลอดที่กล่าวนี้ทางการแพทย์หมายถึงระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด”