กินเยอะเพื่อลูก

ครรภ์ แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย
…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”

“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”