กินอย่างไรให้ลูกฉลาด

เด็ก

 

อาหารที่มีโฟเลทสูง: ผัก ใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีท แต่ควรรับประทานสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง
กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3

เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์ สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์


Food

ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย

Modern mom tip: หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทอง แทนได้ค่ะ

ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก “อาหารสร้างเซลล์”

เมื่อตั้งครรภ์ระบบภายในร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด จึงต้องใช้พลังงานและแบ่งสารอาหารเพื่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์
ลูกน้อยใน ครรรภ์ช่วงนี้ เซลล์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มสร้างอวัยวะทั้งด้านร่างกาย โครงกระดูก แขน ขา รวมถึงอวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ปอด สมอง ไต ดังนั้น สารอาหารที่จำเป็นในช่วงนี้คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท

เป็นสารอาหารจำ เป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง ป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural tube defect) มีการศึกษาพบว่าคุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทาง สมองมากกว่าปกติ


ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง “เซลล์ขยายขนาด”

เมื่อร่างกายเริ่มสร้างอวัยวะครบแล้ว ในช่วงไตรมาสแรกที่สองเดือนที่ 4-6 เซลล์ในร่างกายลูกน้อยจะเริ่มขยายขนาด อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยจะขยายขนาดขึ้น ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ มีเล็บ มีผม มีขนคิ้ว ส่วนสมองก็เป็นช่วงที่พัฒนาการมากขึ้นในช่วงไตรมาแรกถึง 4 เท่า

 

ช่วงนี้แม่ตั้งท้องจึงจำเป็นต้องได้รับอาหาร เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น ขณะเดียวกันขนาดของมดลูกของคุณแม่ก็เริ่มขยายตัวตามขนาดตัวลูกขึ้น ช่วงนี้คุณแม่พยายามทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ เพื่อให้การสร้างอวัยวะไม่ชะงัก
เหล็ก

เมื่อลูกน้อยในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ นอกจากนี้ควรได้รับวิตามินซีควบคู่กันไป เพราะวิตามินซีมีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี ฝรั่ง


Food

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

วิธีแก้ลูกคลอดแล้วตัวเหลือง

การ รักษาก็จะดูเป็นระยะๆ ไปตามความรุนแรงของอาการตัวเหลืองนั้น โดยทั่วๆไปแล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าเป็นน้อยๆ จะหายไปเอง แต่ในกรณีที่ตัวเหลืองมองเห็นด้วยตา และตรวจสอบได้ว่ามีระดับบิลิลูบินสูงขึ้นอยู่ระดับปานกลาง คุณหมอจะให้การรักษาด้วยการอบไฟตามที่คุณแม่ได้รับทราบมาแล้ว จากนั้นก็จะตรวจระดับของบิลิลูบินเป็นช่วงๆ ว่าไม่สูงขึ้นอีก การที่คุณหมอบอกว่าผลของบิลิลูบินปกตินั้นคงหมายความว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ ไม่มีอันตรายค่ะ ทำให้ไม่ต้องมีการรักษาพยาบาลที่มากไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายเลือดซึ่งอาจจะมีความจำเป็นในเด็กที่มีตัวเหลือง มากๆ

ทั่วๆ ไปแล้วเด็กที่ตัวเหลืองจะหายไปเป็นปกติและสามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะว่าเด็กที่มีอาการตัวเหลืองและคุณหมอได้ให้การดูแลรักษาในช่วงแรก คุณหมอจะตรวจกรองโรคต่างๆ ดังที่เรียนให้ทราบแล้ว คุณแม่คลายกังวลและเลี้ยงลูกไปตามปกติเลยค่ะ

ความเชื่อในเรื่องของ เด็กตัวเหลืองจากกินน้ำน้อยนั้น คงจะไม่ใช่ความจริงอีกต่อไปนะคะ หมอคิดว่าที่เราเข้าใจกันว่าตัวเหลืองต้องทานน้ำมากๆนั้น น่าจะเกิดจากเรามีประสบการณ์ว่าถ้าดื่มน้ำน้อยหรือขาดน้ำปัสสาวะจะออกมามีสี เหลืองเข้มขึ้น ดังนั้นจึงเอาเรื่องของปัสสาวะเหลืองไปผูกกันกับตัวเหลือง และไปแนะนำให้เด็กที่ตัวเหลืองดื่มน้ำมากขึ้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันนะคะ เวลาที่เด็กตัวเหลืองจึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ แต่ให้ดื่มนมแม่ต่อไปเพราะว่าในนมแม่เองนั้นก็มีทั้งน้ำทั้งสารอาหารอยู่ครบ ถ้วนแล้ว คุณแม่ไม่ต้องลังเลใจที่จะให้ลูกดื่มแต่นมแม่อย่างเดียว ซึ่งจะทำให้การผลิตนมแม่ หรือการที่คุณแม่จะมีน้ำนมเต็มที่นั้นก็จะมีมากขึ้น และในเวลาเดียวกันเด็กๆก็จะชินต่อการดื่มนมแม่ โดยไม่สับสนกับน้ำที่เราให้จากขวดน้ำด้วยค่ะ ถ้าคุณแม่จะให้น้ำในช่วงเดือนแรก หมออยากจะแนะนำให้ดื่มน้ำด้วยวิธีอื่นไม่ใช่จากการดูดขวดน้ำ เช่นดื่มจากแก้วหรือดื่มจากช้อน หรือหลอดดูด ซึ่งคุณแม่สามารถจะดัดแปลงพัฒนาได้ตามความเหมาะสมค่ะ

ตอนนี้ดิฉันคลอดลูกสาวได้ประมาณ 1 เดือนเศษ น้ำหนักแรกคลอด 3,100 ก.ก. มีเรื่องจะมาเรียนถามคุณหมอค่ะ

ลูกสาวดิฉันคลอดมาแข็งแรงดี แต่พอได้ 1 วันคุณหมอมาตรวจบอกว่า เด็กตัวเหลืองให้ใส่ตู้อบไฟ แล้วเจาะเลือดไปตรวจ พอผลออกมา หมอบอกว่าปกติ แต่ว่าเด็กยังตัวเหลืองอีก 1 วันหมอก็เจาะเลือดไปตรวจใหม่ ผลก็ปกติดี ไม่ทราบว่าทำไมลูกถึงตัวเหลือง เป็นเพราะสาเหตุใด แล้วเด็กตัวเหลืองจะเป็นโรคอะไรคะ

มีบางคนบอกว่าเด็กตัวเหลืองเพราะ กินน้ำน้อยจริงหรือเปล่าคะ ดิฉันให้กินนมแม่อย่างเดียวไม่ได้ให้กินน้ำจากขวดน้ำเลย เพราะหมอบอกว่าไม่ให้กินน้ำเพราะน้ำนมแม่ อย่างเดียวก็พอจริงหรือเปล่าคะ ตอนนี้ดิฉันก็ให้กินน้ำจากขวดบ้าง วันหนึ่งไม่เกิน 2 ออนซ์ แม่น้องวิน/กรุงเทพฯ
ยินดีด้วยนะคะที่ได้ลูกสาวสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักตัวแรกเกิดปกติ ปัญหาต่างๆที่จะตามมานั้นก็คงจะเล็กๆน้อยๆ ตามประสาของเด็กๆนะคะ เริ่มต้นตามประเด็นที่คุณแม่ขอมาแล้วกันนะคะ

เด็กตัวเหลืองหลังคลอดพบได้เสมอค่ะ เกิดจากสาเหตุได้หลายประการ เช่น มีปัญหาโรคตับ ปัญหาของความผิดปกติของเอ็นไซม์ที่อยู่ในเม็ดเลือดบางประการ รวมทั้ง ปัญหาของกลุ่มเลือดของแม่กับลูกที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดก็เป็นอาการตัวเหลืองปกติในเด็กๆ ที่เกิดจากระบบการทำงานของตับยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนมากจะหายไปได้ภายในเวลาไม่นาน

เด็กแต่ละคนจะมีระดับของความ เหลืองหรือที่เรียกว่าระดับบิลิลูบินไม่เหมือน กัน บางคนเป็นน้อยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางคนก็มีระดับความเหลืองสูงจนคุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า

เมนูผักสำหรับลูกน้อย

หยิบผักจับปรุง
ผักแบ่งง่ายๆเป็น 2 อย่างคือ เสียง่ายกับเสียยาก ผักที่เสียง่ายมักมีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะจึงทำให้ผักช้ำง่าย เช่น ผักกาด ตำลึง ผักสลัดต่างๆ ส่วนผักที่เสียยากจะเป็นผักที่ต้องปลอกเปลือกออก เนื้อค่อนข้างแน่น แข็ง เช่น พืชหัวอย่างมันฝรั่ง แครอท รวมถึงตระกูลฟักด้วย

ดังนั้นถ้าจะนำผักที่เสียง่ายมาปรุงควรแบ่งออกมาแค่พอทำแต่ละมื้อ ถ้าทำ 3 มื้อก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ทำทีละส่วน โดยล้างแล้วผึ่งให้แห้งจึงค่อยเก็บใส่ตู้เย็น ไว้หยิบมาปรุงครั้งต่อไป

Pure Soup
ต้นแบบเมนูผัก (เป็นหัวอาหาร นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง)
วัตถุดิบ : หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศต้มทั้งลูก (ถ้าให้ลูกกินต้องคว้านเม็ดออก น้ำซุปจะไม่ขุ่น) มันฝรั่ง ขึ้นไฉ่ ผักกาดขาว แครอท ฟักทอง กะหล่ำปลี หั่นชิ้นใหญ่ๆ เกลือหรือซอสปรุงรสเล็กน้อย
ปรุง : ต้มผักทั้งหมดรวมกันด้วยไฟกลาง ตุ๋นจนผักเปื่อยยุ่ยทั้งหมด รสชาติของน้ำซุปจะเปลี่ยนไป ได้ความหวานและความหอมของผักออกมา ไม่ต้องทิ้งเนื้อผัก จากนั้นให้พักไว้แล้ว แบ่งเก็บใส่ตู้เย็นได้ให้พอดีกับแต่ละมื้อตามความต้องการ (พักให้เย็นก่อนเก็บเข้าตู้เย็น)

ข้าวบด ซุปใส
ปรุง : เมื่อจะนำมาใช้ให้ต้มน้ำซุปที่เก็บไว้จนเดือด และใส่เนื้อสัตว์ตามต้องการลงไป เช่น หมูสับ ไก่สับ เป็นต้น เมื่อสุกผสมกับข้าวเป็นอาหารเสริม บำรุงสมองจากวิตามินในซุปผักรวม

ลิ้มรสผักแรก
อาหาร เสริมมื้อแรกที่มีผัก ควรเป็นผักชนิดอ่อนนุ่ม กากใยไม่เยอะ ไม่ฝืดคอ ไม่มีกลิ่นฉุน เช่น แครอท ฟักทอง และผักใบเขียวใบอ่อนๆ เช่น ผักกาด ผักหวาน ตำลึง ฯลฯ เจ้าหนูจะต้องหัดใช้ลิ้นในการกวาดอาหารที่หยาบขึ้นเพื่อกลืนลงคอ ซึ่งนอกจากเนื้ออาหารจะทำให้เจ้าหนูรู้สึกแปลกประหลาดแล้ว รสชาติก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแรกให้เจ้าหนู

รสชาติผัก เรื่องสำคัญ
คุณแม่ต้องสังเกตลูกว่าชอบกินผักผลไม้ชนิดไหน เช่นเด็กบางคนไม่ชอบกินเปรี้ยว แต่แม่ให้กินแต่ข้าวบดผสมมะเขือเทศ เจ้าหนูย่อมไม่อยากกินอาหารเสริมแน่นอน แล้วเมื่อโตขึ้นก็อาจจะฝังใจไม่ชอบมะเขือเทศไปเลย

ขอแนะนำให้ลองเริ่มต้นด้วยผักกาดขาว ฟักเขียว หรือผักสีเขียวใบอ่อนที่มีรสหวานนิดๆ เช่น ใบอ่อนของผักหวานและตำลึง ซึ่งเด็กๆ ชอบ เมื่อลูกคุ้นเคยแล้วการกินผักก็จะไม่ใช่เรื่องยากค่ะ

ผัก…มื้อแรก
คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกกินผักเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน โดยเริ่มทีละน้อย เช่นเพิ่มครั้งละ 1 ช้อนชา และเลือกผักที่มีความนุ่มมากๆ เช่น ฟักเขียว ผักกาดขาวบด ฟักทอง แครอทและตำลึง เพราะผักที่มีสีสันสดสวยเหล่านี้ จะมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาและสมอง ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเติบโตสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก และการที่มีผักสีสวยๆ ในอาหารยังเพิ่มความอยากกินอาหารของเด็กอีกด้วยค่ะ

สำหรับผักที่ค่อนข้างมีรสขมอย่าง ผักโขม คะน้า ควรเริ่มให้หลังจากที่ลูกกินผักรสอ่อนๆ ไปแล้วสักระยะหนึ่ง เพื่อความเคยชินและลดการปฏิเสธตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ

ซุปข้น ทรงเครื่อง
ปรุง : นำน้ำซุปตั้งไฟเติมเนื้อสัตว์ลงไป หรือจะใช้วิธีนึ่งเนื้อสัตว์ให้สุกก่อน แล้วยีให้ละเอียดแล้วละลายลงในน้ำซุป ละลายนมผงที่ลูกกินใส่ลงไปในซุป ถ้ายังไม่ข้นให้เพิ่มเนื้อฟักทอง ข้าวโอ๊ต หรือนมข้าวโพด (ข้าวโพดต้มปั่นคั้นเอาแต่น้ำ) ใส่ร่วมด้วยได้

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นสาว

เมื่อลูกถามคำถาม เราน่าจะตีความให้กว้างออกไป เพราะคำถามของลูกอาจจะกำกวม ไม่กล้าถามเรื่องเพศหรือความเปลี่ยนแปลงตรงๆ เราอาจถามนำเขาก็ได้ว่า “อยากรู้เรื่องอะไรอีกไหม” ลูกอาจถามคำถามเดียว แล้วเราก็ถือโอกาสอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องอื่นที่เขาควรรู้สอดแทรกลงไปด้วย ก็ได้ค่ะ
เวลาอธิบายให้ลูกฟัง แล้วลูกพูดว่า “รู้หมดทุกอย่างแล้วล่ะแม่” หรือ “แหยะ.. ไม่เห็นจะน่ารู้เลย” อย่าเพิ่งหยุดให้ความรู้กับเขานะคะ บางทีเขาอาจแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะอาย แต่จะจดจำทุกคำพูดของเราได้ดีทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าร่ายยาวกับเขาครั้งเดียวแล้วเลิก แต่ทยอยให้ความรู้เขาไปทีละเล็กละน้อยแทรกไปกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้าลูกมาปรึกษากับเราด้วยความไว้วางใจ ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับพ่อแม่อาจเป็นเรื่องน่าอายใหญ่โตสำหรับลูกก็ได้ หรือไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกจะเปิดใจคุยด้วย อย่าเผลอบอกคนอื่น หรือแค่แซวเล่นๆ ก็ไม่ได้ จะทำให้ลูกไม่ไว้ใจคุยกับเราอีกค่ะ

พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะเป็นที่พึ่งให้ลูกได้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ความรู้สึกเด็กๆ นะคะ ไม่เช่นนั้นเราอาจหัวปั่นเพราะอาการ “ป่วน” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเจ้าฮอร์โมนของลูกวัยพรีทีน ทางที่ดีเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยนี้ เราควรทำตัวเป็นทั้งแหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ เป็นเพื่อนรู้ใจที่ตอบข้อสงสัยของลูกได้ทุกเมื่อ
การปูพื้นให้ลูกรู้จักและเข้าใจตัวเขาเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เราสามารถให้ความรู้กับลูกมาเป็นระยะ ตามความเหมาะสมของวัยเขา พอราวๆ 8 – 10 ขวบ ลูกก็น่าจะได้รู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเขาบ้างแล้ว เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจว่า เวลาย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดบ้าง
เราอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น เพื่อนของลูกมีใครมีประจำเดือนแล้วบ้างไหม? หรือยกตัวอย่างเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประสบการณ์ของเราในวัยเด็กของเราเอง ถ้าลูกไม่กล้าถามเพราะอายที่จะพูดเรื่องส่วนตัว เราเองเป็นคนเปิดประเด็นก่อนได้ เช่นถ้าบังเอิญไปเยี่ยมญาติที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น ก็ชวนลูกคุยเช่น
“เออ หวานเขาเป็นสาวแล้วนะปีนี้ เริ่มมีอกมีเอว ตอนแม่อายุเท่าหวานแม่ยังตัวเป็นกุ้งแห้งอยู่เลย” แล้วก็ชวนคุยให้ความรู้กับลูกต่อ

คุยกับลูกสาว

ทางด้านสรีระ ลูกสาววัยพรีทีนจะสูงแซงหน้าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันราวกับเป็นเด็กคนละรุ่น ทีเดียว ในวัย 12 โดยทั่วไปทรวดทรงของลูกสาวจะเริ่มเปลี่ยน เอวเริ่มคอด สะโพกเริ่มผาย หน้าอกเริ่มขยาย ขนอ่อนเริ่มขึ้นที่รักแร้และอวัยวะเพศ บางคนเริ่มมีประจำเดือน

 

“ในช่วงนี้ร่างกายของเราจึงต้องการอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ กินน้อยเป็นแมวดมไม่ได้แล้วนะ”
ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ยังทำให้อารมณ์ของสาวน้อยวัยนี้ขึ้นๆ ลงๆ ด้วย บางคราวคึกคักดี บางทีหงุดหงิดขี้น้อยใจ เจ็บคัดหน้าอก มีสิว และท้องผูก การกินผักผลไม้มากๆ และลดของหวานกับอาหารรสเค็มลง รวมทั้งการออกกำลังกาย จะช่วยให้อาการน่ารำคาญเหล่านี้ลดน้อยลง
“ประจำเดือนของแต่ละคนจะมาช้าเร็วไม่เท่ากัน เกณฑ์ปกติคือระหว่าง 10-15 ปี ลูกหายกังวลได้จ้ะเพราะลูกยังปกติดีอยู่ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มี แม่จะพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ
“การมีประจำเดือนในช่วงเดือนแรกๆ ของหนู อาจมีน้อยบ้าง หรืออาจไม่มาทุกเดือน ขาดหายไปบ้าง ไม่ต้องกังวลนะ เพราะร่างกายของเรายังไม่สมบูรณ์ ไปสักระยะเข้าที่เข้าทางก็มาปกติสม่ำเสมอทุกเดือนไปเอง
“เรื่องสำคัญของผู้หญิงเราก็คือความสะอาดจ้ะ อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดแบบปกติก็พอแล้ว ไม่ต้องไปใช้น้ำยาดับกลิ่นหรอกลูก
“วันที่มีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะได้ไม่หมักหมมไง ใช้เสร็จต้องห่อกระดาษมิดชิดทิ้งในถังขยะ ถ้ากางเกงในเปื้อนใช้น้ำเย็นล้างออกก่อนแล้วค่อยซัก ถ้าเปื้อนผ้าปูที่นอนก็เปลี่ยนผ้าปู บอกแม่แม่จะหากะละมังแช่ผงซักฟอกให้ ของพวกนี้หนูต้องหัดซักเองแล้วนะ “
เมื่อแม่ของพราวสังเกตว่าลูกสาวเริ่มมีหน้าอก เธอจึงพาลูกไปเลือกซื้อบราด้วยกัน ชักชวนและชี้แนะการเลือกบราที่เหมาะกับวัยแรกรุ่น ทั้งขนาดที่พอเหมาะ แบบและเนื้อผ้าสวมใส่สบาย
เรื่องหน้าอกผ่านไปเรียบร้อยเรื่องนึงแล้ว มาถึงเรื่องประจำเดือนบ้าง น้องพราวถามแม่ว่า
“เป็นไปได้ไหมคะที่บางคนจะไม่มีประจำเดือน”
“เอ…แม่ไม่รู้สินะ แต่เท่าที่รู้ผู้หญิงเราต้องมีกันทุกคน หนูกังวลหรือลูก”
“ก็นิดหน่อยค่ะ เห็นเพื่อนๆ ในห้องหลายคนมีแล้วหนูสงสัยว่าตัวเองจะมีหรือเปล่า ไม่มีก็ดีค่ะ ไม่อยากเลือดออก”
“ประจำเดือนไม่ใช่เลือดออกอย่างที่หนูเข้าใจหรอกค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกเดือนเลือดหมดตัวแน่ แต่ละเดือนร่างกายเราจะสร้างเลือดพิเศษขึ้นมาเป็นส่วนของผนังบุมดลูกต่างหาก ล่ะจ๊ะ
แม่ต้องมองเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องสอนให้ลูกรู้ ค่อยๆ พูดค่อยๆแทรกลงไปในการพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ทีละนิดทีละหน่อย อาจถามความเห็นลูกต่อเรื่องต่างๆ ลูกจะซึมซับไปได้ง่ายกว่าจับเขามาเข้าคอร์สอบรมยาวยืดค่ะ
ทัศนคติของพ่อแม่ที่มองเรื่องนี้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกควรทำความเข้าใจ จะช่วยให้เขาผ่านพ้นวัยนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ

The ESP Couple

You (women): This is a question astronomers would say that because I come from a different star. Men are from Mars, women are from Venus. Then I found love in the world. Many things are different. If the scientists are saying that women and men. Different level of small units called cells makes it quite different to the whole body, mind, thoughts, feelings, etc., as required.

He (man) is the most emotional. Focus on feeling good. Need a close and interest. Focus on family relationships. To focus on finer and sometimes it is a conflict. On the contrary, it would.

Talk to the understanding of the frustrations. And need someone to talk to for comfort and stress relief.
Read his mind.
So often you quarrel with nonsense. I do not understand the basics of each other. Okay, today we will be together. Starting your first try. Eaaฤkษs finish out this Father’s Day, then you might ask why I’m first. Why not before. I suggest you start first. Because you’re reading this. And I believe that once you begin to understand him, he approached him to adapt with it. (By the very manner in which we choose a pair that is given to him to return).

He tried to see as much value. Do not wait for the girls. Others see. But we can not see. I’ll probably go for the one that he values his behalf. I express concern. Pay attention to him. I have several children. To do and so little time left to spend more time with her children and husband. It is recommended that (By the Minister Thaksin indeed is) the practice with her husband and a son. Trying to appease him. But not even the husband was not so sure. Himself as a husband or a son to me. But do not be caring like I looks like a mother. Because I will be out of the gossip that I did this, it would be a wife or mother, anyway!

Another important aspect to remember, to honor her husband. This is a very important man. We may have to have him home. But that was in front of his family or his associates. I will make him lose face. (Male pug and we would not do … I know you want me here).

Sex is necessary …
Another very important thing is. If he wanted to have sex with you, do not deny it. I was discouraged. This is important because a lot of men. I denied it. To give him confidence. (Depressed mood bully withered away to nothing) is to focus on the male sex over the female. For men who love sex with then separate it out. Considered part of the male one.

So often when you guys talk. One subject that is often boast about sex (which really does boast some he called them spit at each other), the two sides will focus on sex. Not equal to. Excitable than men have completed the task faster and faster. (Typically takes 4-5 minutes), while the slower and longer than the female. The imbalance. Although the men in this event will start. But sometimes you may begin earlier. This will make him proud. (The man) asked, but do not say anything about the work or calling me. (I do it).

There are many careers that you guys wanted me to be his wife. (While in bed) is a wrestler, gymnast or a chiropractor. Help cover the dough with water and massage (but not recommended by my husband to do the work of the house) or a fine taste. I use the tongue to taste things. Taking the Baroque. This is not to me. (But for the newly married. This should be the first settler. I do understand that you have your husband to come to church surfing strategic depth) and on the other hand I do not have a career, I would say it to me.

One. Teacher (doing so far. Doing it this far).

Two. Nurse (not capacitance. Before going to the bathroom. I brush my teeth or not! I think this is better than sleeping Hanhlagใhgkan).

Three. Nuns or orator. (Talk show to do it).

4. A Business (must book in advance before it).

But if you have such a career (really) but I forgot to do it. I will give you a clear head and a good husband, I have a happy family! Write it finished. I did try to take it to his wife. I do not like ugh ugh.

การดูแลเด็กช่วงอายุ 3-4ปี

พัฒนาการทางภาษา เด็กอายุ 3 – 4 ปี

ช่างพูดจา มีเหตุมีผล
ชอบใช้คำถามว่า อะไร อย่างไร ทำไม เมื่อไร
เข้าใจภาษาพูดง่ายๆ ของผู้ใหญ่ แต่จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่มองเห็น ยังไม่เข้าใจความหมาย คำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้ใหญ่
พัฒนาการทางภาษาเจริญเร็วมาก จะตั้งคำศัพท์ใหม่ๆ หรือเรียกชื่อสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ เด็กบางคนจะคิดคำพูด
สร้างท่วงทำนองการพูด และทำเสียงแปลกๆ และชอบใช้คำว่า “สมมติว่า…”
รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ เช่น คำบอกตำแหน่ง คำบอกกาลเวลา คำบอกความรู้สึกและความคิดที่เป็นนามธรรมได้ เช่น ดี เหนื่อย หนาว ร้อน อุ่น และรู้จักการปฏิเสธ
จะรู้จักนำเอาคำศัพท์มาเรียงเป็นคำพูด และจะพูดได้ยาวขึ้น มีกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์มากขึ้น เรียงประโยคได้ถูกต้อง
บางคนที่เคยพูดช้าหรือไม่ค่อยพูดตอนอายุ 2 ปี จะพูดเยอะมาก กลับกันบางคนอาจจะพูดติดอ่าง
เด็กจะเริ่มหัดอาน ยังไม่มีอารมณ์ร่วม และยังอ่านเรื่องตลกไม่เข้าใจ

การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3-4 ปี

เด็กมักสงสัยและมีคำถามมากมาย ควรตอบคำถาม ด้วยคำตอบง่ายๆ สั้นๆ และใช้ภาษาที่ถูกต้อง
อ่านหนังสือให้เด็กฟัง และใช้หนังสือภาพ (Picture books) มาประกอบการเล่าเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เด็กใฝ่รู้มากขึ้น
อ่านบทอาขยานสั้นๆ ง่ายๆ หรือคำคล้องจอง จะช่วยให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานของระบบเสียงที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้ง่ายขึ้น
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องลำดับก่อนหลัง สิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ สี ขนาด จำนวน เป็นต้น
สอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์หรือคำพูดที่บอกอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น เช่น ถ้าเด็กรู้สึกโกรธ เมื่อถูกแย่งของเล่น ควรสอนให้เด็กเข้าใจว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์โกรธ โดยพูดว่า “หนูรู้สึกโกรธที่ถูกแย่งของเล่น”
เมื่อเด็กพูดคำหยาบ ไม่ควรดุหรือลงโทษ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของคำหยาบ ควรสอนให้ใช้คำอื่นแทน

พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริม

เด็กในช่วงปฐมวัย หรือวัย 3-4 ปี ถือเป็นช่วงตกผลึกทางภาษา เด็กจะมีพัฒนาการดีในด้านการใช้ภาษา เรียนรู้คำใหม่ๆ ได้มากขึ้น ออกเสียงได้สมบูรณ์ ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการใช้ภาษาได้ถูกต้อง และมักจะชอบถามคำถามถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว

เด็กในช่วงอายุ 3-4 ปี จะอยู่ในระยะขยาย (The Stage of Expansion) จะเริ่มหัดพูดเป็นคำๆ ระยะแรกจะเป็นการพูดโดยเรียกชื่อคำนาม เรียกชื่อคนที่อยู่รอบข้าง สิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รวมทั้งคำคุณศัพท์ที่เด็กได้ยินผู้ใหญ่พูดกัน

เด็ก วัยนี้มีความสนใจสิ่งแวดลอมรอบๆ ตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ของเล่น ชอบฟงคำพูดซ้ำๆ สั้นๆ คําคลองจอง ชอบฟงนิทานสั้นๆ ดูการตูน ชอบดูรูป สี ดูตัวหนังสือนอย ดูรูปมาก แต่เด็กวัยนี้จะมีความสนใจในระยะสั้นมาก ประมาณ 5–10 นาที
พัฒนาการทางสติปัญญาและการส่งเสริม

เด็กปฐมวัย หรือวัย 3-4 ปี สามารถพัฒนาความสามารถทางสติปัญญาให้เพิ่มมากขึ้นด้วยการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม เด็กจะเรียนรู้ด้านคำศัพท์และภาษามากขึ้น ช่างซักถาม อยากรู้อยากเห็น เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการกระทำและการใช้ประสาทสัมผัสของเด็กเอง คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง มีความคิดและเหตุผล ที่ยังไม่สมบูรณ์

ดังนั้นเด็กต้องเรียนรู้จากของจริง โดยพ่อแม่ คนในครอบครัวหรือผู้เลี้ยงดู ต้องพยายามให้เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กพัฒนาการคิดและการแก้ปัญหา

พัฒนาการทางสติปัญญาของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

บอกรูปร่าง สี และขนาดได้
จับคู่ภาพต่างๆ และแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ
อธิบายรูปภาพต่างๆ ในหนังสือได้
เข้าใจตำแหน่ง เช่น บน ล่าง รู้จักเวลา เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ และเข้าใจคำว่า “ที่สุด”
บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้
ชอบตั้งคำถามตลอดเวลา
ปั้นดินเหนียว ดินน้ำมันได้
ใช้สายตาติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวได้โดยไม่เสียสมาธิ
รู้ถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง สนใจร่างกายของตัวเอง รู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น และรู้ว่าร่างกายมีสองข้าง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าข้างไหนขวาหรือซ้าย
จะค้นพบว่าสิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน และพยายามควบคุมโลกของตัวเอง จะมีความคิดซับซ้อนขึ้น สนุกกับจินตนาการ เพ้อฝัน จนคิดหรือผูกเรื่องราวต่างๆได้ฉับพลัน คิดเรื่องยาวๆ และเล่าเรื่องได้
ชอบการเล่นบทบาทสมมติ การเล่นอาจมีเนื้อหารุนแรง เพื่อจัดการกับความก้าวร้าวรุนแรงภายในของตนเอง ไม่ใช่ลักษณะที่ผิดปกติ หรือไม่ได้แสดงว่าเด็กมีความก้าวร้าวแต่อย่างใด

การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 – 4 ปี

หัดให้เด็กพยายามหาวิธีใส่รองเท้าด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหา ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
ถามคำถามกับเด็ก เพื่อให้เด็กรู้จักคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่เน้นถูกหรือผิด แต่เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักคิด
ส่งเสริมการเล่นตามจินตนาการ และการเล่นบทบาทสมมติ ให้เด็กได้เล่นตามจินตนาการที่มีเนื้อหารุนแรง เพื่อขจัดความก้าวร้าวรุนแรงภายในของตนเอง
ควบคุมและจำกัดการดูรายการโทรทัศน์ วีดีโอ การเล่นคอมพิวเตอร์ หรือเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปขวางการพัฒนาทักษะการพัฒนาจินตนาการของเด็ก
เด็กวัยนี้อาจพูดคุยกับตัวเอง หรือพูดติดขัด อันเป็นพัฒนาการปกติตามวัย ควรสนใจพูดคุยและฟังเด็กพูดอย่างตั้งใจ แต่ไม่ควรจับผิด หรือแก้ไขคำพูดของเด็กตลอดเวลา
ควรใช้เวลาอ่านหนังสือกับเด็ก ช่วยให้พัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหา รู้จักผลของการกระทำ รู้จักลักษณะบุคลิกภาพแบบต่างๆ และการเรียงลำดับเหตุการณ์ ขณะอ่านควรถามคำถามเป็นระยะ ให้เด็กคิด เช่น “ทายซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

พัฒนาการทางสังคมและการส่งเสริม

เด็กวัย 3- 4 ปี อยู่ในวัยที่เริ่มออกนอกบ้าน เรียนรู้ที่จะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะกับเด็กวัยเดียวกัน เพราะเมื่อถึงวัยนี้ เด็กๆ จะต้องออกไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล ทำให้เด็กต้องพบกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือคนในครอบครัว ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีพฤติกรรมการเข้าสังคมและการเล่นที่ต่างกันออกไป

เล่นคนเดียว : จะเล่นกับของเล่นโดยไม่สนใจเด็กที่เล่นอยู่ใกล้เคียง
เฝ้ามองดูการเล่นของเพื่อน : อาจจะพูดคุย ถามคำถาม แนะนำ แต่ไม่เล่นร่วมกับเพื่อน
เล่นแบบขนาน : อาจจะสนใจเล่นด้วยกัน และช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ

เด็กวัยนี้ บางคนไม่สามารถเข้าสังคมได้ เป็นเพราะอยู่ในภาวะ เก็บตัว เพราะขาดพื้นฐานทางด้านสังคม หรือประสบความล้มเหลวในการเข้ากลุ่ม จึงหาทางออกให้ตนเองด้วยการอยู่คนเดียว หรือเด็กบางคนอยู่ในภาวะขี้อาย อาจเกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือไม่ก็ขาดความไว้วางใจในสังคม จนเป็นเหตุให้เข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้และ “สมอง” ของเด็กเองก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะเมื่อสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe)ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ก็จะมีผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กด้วย
พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจและการส่งเสริม

เด็กอายุ 3 – 4 ปี จะมีพัฒนาการทางอารมณ์มากขึ้น เพราะมีพัฒนาการด้านร่างกาย ทำให้เด็กสามารถแสดงความต้องการของตนได้มากขึ้น เด็กอาจมีความกระวนกระวายใจ ไม่มั่นใจ เอาแต่ใจตนเอง และมักแสดงออกชัดเจน เช่น พูดติดอ่าง เสียงสั่น ดูดนิ้วมือ แคะจมูก กัดเล็บ หรือแสดงอาการไม่พอใจเมื่อถูกห้าม ร้องไห้เสียงดัง ขว้างปาสิ่งของ เป็นต้น ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป เพราะเด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้น

นอกจากนี้ ความพร้อมของพัฒนาการทางร่างกาย ก็เป็นสาเหตุหลักด้วย เพราะเด็กในวัยก่อนอายุ 4 ปี จะซน ดื้อ และเจ้าอารมณ์ เพราะสมองส่วนหน้า ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และการยับยั้งชั่งใจ ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์แต่เมื่อเด็กโตขึ้นความรุนแรงของอารมณ์ที่แสดงออกจะลดลงตามวัย ซึ่งพ่อแม่และคนในครอบครัวจะผู้ช่วยที่ดีที่สุด ให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจไปในทิศทางที่ดี

อารมณ์ต่างๆ ที่เด็กวัยนี้แสดงออก มาจากความรู้สึกต่างๆ ดังนี้

ความโกรธ เป็นอารมณ์ธรรมดาที่สุดของเด็กวัยนี้ มักแสดงออกด้วยการทุบตี กัด ข่วน หรือพูดคำแสดงความโกรธ เมื่อแย่งของเล่นกับเพื่อน หรือ ถูกขัดใจ เป็นต้น
ความกลัว กลัวโดยไม่มีเหตุผล เพราะมีจินตนาการสูง ความกลัวมักเกิดจากความคิดของเด็กเอง แสดงอาการหวาดกลัว เช่น ร้องไห้ วิ่งหนี หรือหลบซ่อน เป็นต้น
ความอิจฉา เกิดจากกลัวการสูญเสียสิ่งที่ตนเองรัก หรือสูญเสียความเป็นเจ้าของ จะแสดงออกเหมือนอารมณ์โกรธ แต่ก้าวร้าวกว่า หรือเรียกร้องความสนใจแบบเด็กเล็กๆ เป็นต้น
ความสนุกสนาน เกิดจากอารมณ์ที่เป็นสุข หรือประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ เด็กจะ ยิ้ม หัวเราะ ตบมือ แสดงความดีใจ หรือกอดรัดบุคคลที่ทำให้ตนมีความสุข
ความเศร้าเสียใจ เกิดขึ้นเมื่อเด็กรู้สึกสูญเสียสิ่งที่รัก หรือสิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญ แสดงออกด้วยการ ร้องไห้ เศร้าซึม ไม่ยอมรับประทานอาหาร เป็นต้น
ความรัก อารมณ์นี้เกิดเมื่อมีเด็กความสุข แสดงออกด้วยการกอด ยิ้ม หัวเราะ หรืออยากอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลหรือสิ่งของที่รัก

พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

สนใจท่าทางการแสดงออก
สนใจเด็กเล็กกว่า อยากมีน้อง
เริ่มฝันร้าย และฝันร้ายบ่อยขึ้น
มีหลายอารมณ์ความรู้สึก
มีความกลัวจากจินตนาการที่สร้างขึ้น คนหรือสัตว์ที่มีหน้าตาแปลกผิดธรรมดา จะทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายใจ
ขี้โมโห อิจฉาเป็น แข่งขัน แย่งชิงความรักความสนใจจากพ่อแม่
แสดงออกถึงความรักอย่างเด่นชัด เช่น หวงพ่อแม่ ต่อต้านอำนาจของแม่ แต่ก็จะแสดงความรักต่อพ่อแม่อย่างเปิดเผยทั้งคำพูดและท่าทาง
จะพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ เพราะอยากให้มีคนรักและยอมรับตัวเอง
เล่นสมมติเพื่อให้เกิดความพึงพอใจในตนเอง เป็นการวางรากฐานทางอารมณ์และพัฒนาความคิดให้กว้างไกล และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในตนเอง
การเล่นเป็นเครื่องมือช่วยปลดเปลื้องและผ่อนคลายอารมณ์ แม้จะเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น แต่จะชอบนั่งเล่นอยู่กับที่ มีความสุขกับการต่อภาพ เล่นโดมิโน่รูปภาพ จะวิ่งเล่นหรือเคลื่อนไหวได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
จะมีอารมณ์สนุกสนาน เมื่อได้ของเล่นถูกใจ ได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือกับผู้ใหญ่
ติดสิ่งของบางอย่าง เช่น ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น เพราะมีความสุข จึงแสดงออกด้วยความรัก
ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

พัฒนาการทางสังคมของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

ชอบเข้ากลุ่ม มีท่าทีเป็นมิตร รู้จักผ่อนปรน รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ยังไม่เข้าใจแท้จริงถึงการร่วมมือช่วยเหลือกัน
อยากมีเพื่อน จนบางครั้งยอมเป็นลูกไล่ให้เด็กโตหรือยอมเข้ากลุ่มเด็กที่เล็กกว่า
ถ้าเข้ากลุ่มไม่ได้จะหาวิธีใหม่ๆ เช่น บางคนแสดงท่าทางตลก เพื่อนจะได้ชอบใจและยอมรับเข้ากลุ่ม
มักเปลี่ยนเพื่อนเล่นบ่อย เลือกเพื่อนเล่นเป็นเพศตรงข้ามมากกว่าจะเล่นกับเพศเดียวกัน และคนที่เหนืออกว่าคนอื่นมักจะได้เป็นหัวหน้า
มีพัฒนาการทางภาษาและสมอง ทำให้รู้จักคำศัพท์มากขึ้น จะพูดชักชวนหรือกีดกันเพื่อนให้เล่นด้วยกัน แต่จะเล่นกับเพศตรงข้ามได้ไม่นาน การทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา โกรธง่ายหายเร็ว ไม่เก็บความโกรธเอาไว้ในใจเลย
แสดงความรักชอบพอกับผู้ใหญ่และเพื่อนๆ
สังเกตเห็นว่าหญิงชายมีลักษณะและท่าทางที่ต่างกัน พ่อจะเป็นแบบอย่างของผู้ชาย และแม่เป็นแบบอย่างของผู้หญิง
เชื่อฟังมากขึ้น
รู้จักเก็บของเล่น

การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3-4 ปี

สร้างบรรยากาศสบายๆ เพื่อพาเด็กเข้าสังคม
รู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเด็ก และช่วยกระตุ้นให้เข้ากลุ่มเพื่อน ให้เด็กรู้สึกว่า การเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องยาก หรือน่ากลัว
เด็กบางคนอาจชอบเล่นคนเดียว หรืออาจจะเล่นกับพี่น้อง ผู้ใหญ่หรือกลุ่มเพื่อนได้บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เด็กบางคน ตอนเล็กๆ อาจจะขี้อาย แต่ก็จะค่อยๆ ปรับตัว ถ้ามีโอกาสได้อยู่ใกล้หรือได้เล่นกับเด็กอื่นบ่อยๆ
แนะนำให้เด็กเล่นอย่างเหมาะสม โดยพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวแสดงบทบาทการเล่นที่เหมาะสม
อย่าทำให้เด็กอายมากขึ้น ด้วยการพยายามลุ้นให้เข้าหาคนอื่น หรือพูดจาดุว่า ให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นเป้าสายตา
ให้เด็กแสดงความสามารถ ได้คิดอะไรด้วยตัวเอง ต้องไม่คาดหวังให้เด็กดีเลิศไปทั้งหมด ไม่จ้ำจี้จ้ำไชหรือวิพากษ์วิจารณ์เวลาที่เด็กทำไม่ได้ และสนับสนุนให้ลองทำใหม่ หากทำครั้งแรกไม่สำเร็จ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง
จัดตารางกิจวัตรประจำวันของเด็กให้แน่นอน โดยเฉพาะกิจวัตรพื้นฐาน เช่น เวลาตื่นนอน เวลารับประทานอาหาร และเวลาเข้านอน เป็นต้น
ควบคุมและจำกัดการดูรายการโทรทัศน์ วีดีโอ การเล่นคอมพิวเตอร์ หรือการเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะขัดขวางการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็ก
ให้เวลาพูดคุยกับเด็กในช่วงวัยนี้เด็กให้มากพอ เพื่อคอยเป็นผู้ช่วยและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเด็ก
ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ในทุกๆ เรื่อง เพราะเด็กจะเลียนแบบ
ฝึกมารยาท และสร้างระเบียบวินัย โดยให้เด็กรู้จักและทำตามกฎ กติกาหรือข้อตกลงภายในบ้าน
เล่นบทบาทสมมติกับเด็ก ในรูปแบบต่างๆ ที่จะเจอในชีวิตประจำวันเพื่อฝึกหัดก่อนที่เด็กจะได้เจอสถานการณ์จริง
ส่งเสริมบทบาททางเพศของเด็ก เช่น เด็กผู้หญิงเล่นแต่งตัว แต่งหน้าเลียนแบบแม่ ให้เด็กพูดถึงลักษณะเอกลักษณ์ของตัวเอง และแสดงออกด้วยท่าท่างและคำพูดว่าชื่นชมเด็กในแง่บวก
ควรสอนเด็กทั้งเพศชายและหญิงให้มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยน
มอบหมายงานหรือให้เด็กช่วยเหลือตัวเองตามวัย ให้รางวัลเป็นชมเชยกับเด็ก เช่น ชมเชยเมื่อเด็กมีความพยายามทำงานจนสำเร็จ แม้ว่าผลงานจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ไม่ควรลงโทษ เด็กโดยการให้เด็กช่วยทำงานบ้าน แต่ควรมอบหมายให้ทำงานบ้าน โดยเลือกให้เหมาะสมกับวัย

การส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของเด็กวัย 3 -4 ปี

ให้ความเอาใจใส่ ใกล้ชิดเด็ก ให้มากๆ
แสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อเด็กด้วยการกอด และถ้าเป็นเด็กผู้ชาย พ่อควรกอดลูก เพราะความใกล้ชิดและได้รับความอบอุ่นจากพ่อ จะช่วยพัฒนาความเป็นชายของเด็กได้ดีขึ้น
ไม่ควรพูดขู่เด็กว่าจะไม่รักหรือเอาไปทิ้ง
สอนให้เด็กรู้จักและเข้าใจอารมณ์ต่างๆ เช่น สอนเด็กว่า อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติ แสดงออกได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
เด็กวัยนี้มีจินตนาการมาก อาจจะขยายให้จินตนาการให้น่ากลัวขึ้น จะต้องเข้าใจความกลัวของเด็ก ไม่ดุว่า และควรพูดคุย ถึงเรื่องที่เด็กกลัว เพื่อช่วยแบ่งปันอารมณ์ ความรู้สึก และหาทางช่วยเด็กแก้ไขปัญหา ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับวัย หลีกเลี่ยงการดูรายการที่น่ากลัว รุนแรง หรือตื่นเต้นมากเกินไป
เตรียมตัวเด็กก่อนเผชิญเหตุการณ์แปลกใหม่ โดยเล่าคร่าวๆ ว่าจะไปทำอะไร หรือจะเจออะไรบ้าง เพื่อช่วยให้เด็กลดความกลัวหรือกังวลลงได้
เด็กที่ได้เล่นจะมีสุขภาพจิตดี สดใสร่าเริง เพราะการเล่นจะช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ ควรปล่อยให้เด็กได้เล่นให้มาก ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ มีความคิดที่กว้างไกล เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และช่วยให้เกิดพัฒนาการทางสังคม
เมื่อเด็กแสดงความอิจฉา กลัวจะเสียของรัก จะต้องรีบแก้ไขด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น แสดงให้เด็กเห็นว่า เด็กมีความสำคัญและต้องให้ความยุติธรรมแก่เด็กทุกๆ คน
ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์ ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย

ครรภ์เป็นพิษคืออะไร

ครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น จากการศึกษาวิจัยพบว่ากลไกในการสร้างสารเคมีที่มีชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน มีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ สารพรอสตาแกลนดินบางตัวทำให้หลอดเลือดขยายตัว บางตัวทำให้หลอดเลือดบีบตัว คุณแม่ที่เกิดครรภ์เป็นพิษจะสร้างพรอสตาแกนดินที่ทำให้เส้นเลือดบีบตัว มากกว่า ทำให้แรงดันในหลอดเลือดที่มีความตีบตัวสูงขึ้นมาก และเส้นเลือดดังกล่าวยังปล่อยน้ำที่อยู่ในหลอดเลือดให้รั่วซึมออกนอกเส้น เลือดได้ง่ายอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การสร้างฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ที่มากกว่าปกติ และปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาและวิจัยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับ สาเหตุของโรคนี้ค่ะ

ครรภ์เป็นพิษรักษาได้อย่างไ

การ รักษาโรคนี้ดีที่สุดคือ ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือการยุติการตั้งครรภ์นั่นเอง เพราะอาการต่างๆ เกิดจากการตั้งครรภ์ทั้งสิ้น ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ครบกำหนด หรือใกล้ครบกำหนดแล้ว คุณหมอจะตัดสินใจให้คุณแม่คลอดให้เร็วที่สุด ซึ่งหากคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดแล้วจะพิจารณาให้คลอดทางช่องคลอดก่อน แต่ถ้าหากลูกตัวใหญ่มาก หรือคุณแม่ไม่มีอาการเจ็บท้องเลย คุณหมอจะพิจารณาผ่าตัดคลอด

แต่หากโรคนี้เกิดในขณะที่อายุครรภ์ยัง น้อยหรือยังไม่ครบกำหนด การรักษาโดยการให้คลอดเลยอาจมีปัญหากับลูกได้เนื่องจากลูกยังตัวเล็กมากมี น้ำหนักน้อย การทำงานของปอดยังไม่ดีพอ ซึ่งเสี่ยงมากที่ลู%

ลูกร้องกลางดึก

ปัญหา การนอนนี่ พบได้บ่อยครับ เด็กบางคนแยกที่นอนกับพ่อแม่ ก็มักจะตื่นร้อง แล้วปืนขึ้นเตียงพ่อแม่หรือมานอนที่นอนกับพ่อแม่จนเช้า คนที่มีอาชีพที่ต้องอยู่เวร คงเข้าใจดีถึงการอดหลับ อดนอนว่าเป็นอย่างไรนะครับ อยู่เวรวันนี้ ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังได้นอนพัก แต่ใครที่มีลูกเล็กๆ ที่มีปัญหาการนอนจะแย่กว่ามากเพราะมันเป็นประสบการณ์อยู่เวร อยู่ยามทุกคืน โดยไม่มีวันได้หยุดพักเลยครับ เมื่อลูกตื่น พ่อแม่ก็ต้องตื่น (พ่อบางคนอาจไม่ตื่น แต่คนเป็นแม่ตื่นแน่) อดนอนหลายคืนแล้ว ทุกเช้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่หลายคนถึงกับโทรม เดินไปทำงานแบบเบลอๆ เลยครับ ปัญหาการนอนของลูกอาจเริ่มตั้งแต่รับลูกมาจากโรงพยาบาลจนบางทีไปถึงวัย อนุบาลก็ได้ครับ เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องการนอนของเด็กกันดีกว่านะครับ

 

การที่เราเอาขวดนมใส่ปากแล้วเด็กทารกหยุดร้องชั่วคราวนั้นเกิดจากกลไกทาง ระบบประสาทที่เรียกว่ารีเฟลกซ์ (Sucking reflex) ครับ โดยเมื่อมีวัตถุเช่นจุกนมหรือหัวนมแม่เข้ามาสัมผัสในปาก ระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการดูดโดยอัตโนมัติ เมื่อต้องดูดก็ต้องหยุดร้อง เพราะไม่มีใครสามารถดูดไปด้วยร้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ซ้ำๆ แบบนี้ล่ะครับ จะทำให้พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกร้องเพราะหิว เพราะเอานมใส่ปากทีไร ก็หยุดร้องทุกที เด็กเองก็ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการตื่นขึ้นมากินนมตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้เมื่อลูกร้องกลางคืนก็ควรปฏิบัติตามขั้น ตอนเช่นหาสาเหตุก่อน เช่นเปียกอุจจาระ ปัสสาวะหรือไม่ อากาศร้อน เย็นเกินไป ถ้าไม่เจอสาเหตุลองตบก้นให้หลับหรืออุ้มปลอบดูก่อน ถ้าไม่หยุดจริงๆ อาจให้ดูดน้ำจากขวดนม เด็กหลายคนก็จะหลับต่อได้ โดยไม่ต้องให้นม ร่วมกับทำตามข้อปฏิบัติเพื่อการนอนที่ดีของลูกดังนี้

การนอนกับพัฒนาการตามวัย

การ นอนก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กครับ จากการศึกษาวิจัย เด็กทารกจะใช้เวลากับการนอนมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยมักตื่นร้องทุก 3 – 4 ชั่วโมง ซึ่งสัมพันธ์กับความหิว เนื่องจากเด็กทารกต้องกินนมทุก 3 – 4 ชั่วโมงนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เด็กทารกจะตื่นกลางคืนทุก 3 – 4 ชั่วโมง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องทนเหนื่อยไปก่อนครับ แต่เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะหลับกลางคืนได้นานขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุ 3 เดือนจะเริ่มหลับยาวได้เกือบตลอดคืน และที่อายุ 4 เดือนเด็กหลายคนจะหลับต่อเนื่องได้ถึง 8 ชั่วโมง ดังนั้นพอลูกอายุ 3 – 4 เดือนคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็จะเริ่มสบายขึ้น แต่ก็พบว่าเด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เช่นในตอนกลางวันพ่อแม่ให้นมลูกทุก 1 – 2 ชั่วโมง หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องเด็ก กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน (Trained night feeders) อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ตอบสนองต่อการตื่นของลูกทุกครั้งด้วยการ ให้นม (Trained night crier) อันนี้พบบ่อยมากจริงๆ ครับ คือเวลากลางคืน ถ้าลูกร้อง ไม่ว่าจะร้องดัง หรือแค่ร้องแอ๊ะๆ ก็รีบเอาขวดนมใส่ปากทันที ถ้าทำอย่างนี้เด็กจะถูกฝึกให้ตื่นร้องมากินนมกลางคืนไปตลอด คราวนี้ล่ะครับ แทนที่จะได้หลับยาวๆ ตามที่ควรจะเป็น ก็เลยร้องตื่นคืนละ 3 – 4 รอบ ทำให้พ่อแม่อดหลับอดนอนไปตามๆ กัน เหมือนอย่างกรณีของเฟรม

  • ให้ลูกหลับ บนเบาะหรือเตียงเสมอ ไม่อุ้มเดินให้เด็กหลับคาอกแล้วจึงเอาไป วางบนเบาะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเมื่อลูกร้องมักจะอุ้มไปมาเป็นชั่วโมงๆ ให้ลูกหลับคาอกขณะอุ้ม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องครับ วันหลังก็ต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พ่อแม่บางคนปวดหลังไปเลย เพราะลูกโตขึ้น ก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ
  • จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับเช่น เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ปรับอากาศให้เย็นสบาย มืด ปิดไฟนอน ไม่เปิดไฟหรือเปิดทีวีในห้องนอนทิ้งไว้
  • ก่อนเข้านอนไม่กระตุ้นหรือ เล่นกับลูกมากเกินไป คุณพ่อบางคนทำงานมาก กลับบ้านดึก มาถึงก็พยายามเล่นกับลูกการเล่นกับลูกก็ดีอยู่ครับ แต่ถ้าเล่นใกล้เวลาเข้านอนมาก หรือเล่นจนเด็กสนุกตื่นเต้นมากเกินไป อาจมีผลต่อการนอนหลับได้

ในกรณีของเฟรม หลังจากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจที่มาของปัญหาแล้ว สรุปว่าเฟรมถูกตั้งเงื่อนไขในการนอนไว้ดังนี้คือตื่นขึ้นมาต้องมี

  1. พ่อแม่กอดตามด้วยการอุ้มเดิน และเปิดไฟ
  2. เสียงเรียกหรือพูดคุยของพ่อแม่
  3. ที่สำคัญต้องมีนมขวดให้
  4. หลับบนอก บนตักหรือขณะพ่อแม่อุ้มอยู่

คุณ พ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ ถอนการตอบสนองออกทีละอย่าง เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ไม่พาเดินรอบห้อง อีก 2 – 3 วันต่อมาเริ่มไม่เปิดไฟ ไม่พูดคุย พยายามให้หลับบนที่นอนตัวเอง ต่อมาก็พยายามจะไม่อุ้มขึ้นมา ต่อมาอีก 2 – 3วันก็ค่อยๆ ลดความถี่ในการให้นมขวด บางทีก็เริ่มให้น้ำเปล่าแทนนมขวด จากนม 4 ขวดต่อคืนก็ลดเหลือ 3 2 1 ขวด ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เฟรมก็เริ่มร้องน้อยลงและไม่ค่อยตื่นกลางคืนแล้ว

ลูกนอนดึก ตื่นสาย

แทบ ไม่น่าเชื่อว่าผมได้พบเด็กชายอายุ 2 ปีอีกคนหนึ่งที่นอนดึกมาก คือกว่าจะนอนเกือบตี 1 แล้วไปตื่นเอา 10 โมงเช้า รายนี้พ่อแม่ขายของกลางคืน เลยเลิกงานดึกเกือบเที่ยงคืน ลูกก็รอเล่นด้วย พอจะปิดไฟให้นอน ลูกก็ร้องไห้ ไม่ยอม จะเล่นต่อ พ่อแม่เห็นลูกร้องมากก็ตามใจ เด็กก็เริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ หรือบางทีปัญหาการนอนของลูกอาจเกิดจากคุณพ่อคุณแม่บางคนมีพฤติกรรมนอนดึก อย่างอื่นเช่นชอบนั่งดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึก เด็กมักคุ้นเคยกับการนอนดึกตามไปด้วย ผลเสียของการนอนดึกเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งจะหลั่งออกมาในสมองเฉพาะเวลานอนหลับตอนกลางคืนเท่านั้น มันจะไม่หลั่งเวลาเช้าหรือสายๆ ดังนั้นเด็กที่ไม่นอนกลางคืน แต่มานอนกลางวัน ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมาน้อยอาจมีผลกระทบการเจริญเติบโตได้ ดังนั้นเด็กจึงไม่ควรนอนดึกเกิน 4 ทุ่มครับ สำหรับเด็กที่นอนผิดเวลาไปแล้ว อาจปรับพฤติกรรมโดยลองปลุกลูกให้เช้ากว่าปกติ เช่นปกติตื่น 10 โมงเช้าก็ค่อยๆ ปลุกเร็วขึ้นเป็น 9 โมงครึ่ง วันต่อไปก็เป็น 9 โมงเช้า เด็กอาจง่วงนอนตอนกลางคืนเร็วขึ้น เราก็พยายามค่อยๆ เอาลูกเข้านอนเร็วขึ้นเช่นเคยนอนเที่ยงคืน ก็เลื่อนลงเป็น 5 ทุ่มครึ่ง เป็น 5 ทุ่มพร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับอย่างที่แนะนำไปแล้วตอนต้น
นอกจากนี้เด็กส่วนใหญ่จะมีการนอนกลางวัน ซึ่งปกติแล้วเด็กทารกมักมีนอนกลางวัน (nap) ประมาณ 1 – 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง ส่วนเด็กอายุ 2 – 3 ปีก็จะมีนอนกลางวัน ประมาณ 1 ครั้งต่อวัน ถ้าเด็กมีปัญหานอนดึก ให้ลองสำรวจว่านอนกลางวันกี่ครั้ง เวลาใดบ้าง ที่ผมเคยเจอบ่อยๆ ก็คือเด็กบางคนมีนอนกลางวัน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 อาจเป็นตอนเย็นหรือหัวค่ำ เช่นถ้านอนตอน 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มไปแล้ว ก็จะทำให้เด็กนอนดึกขึ้นเช่นนอน5 ทุ่มหรือเที่ยงคืน ดังนั้นควรปรับการนอนกลางวันให้เหลือครั้งเดียว เอาเฉพาะที่ง่วงจริงๆ และเลื่อนเวลานอนตอนเย็นหรือหัวค่ำไปเป็นนอนช่วงบ่ายแทน

ปัญหาการนอน ในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และแตกต่างจากปัญหาการนอนของผู้ใหญ่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการนอนของลูก คอยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หรือถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้พัฒนาการและสุขอนามัยของลูกดีขึ้นและพ่อแม่ก็ ไม่เครียด ได้นอนหลับพักผ่อนตามลูกไปด้วยครับ

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การ ส่งเสียงตะโกน แผดเสียง เพื่อแสดงอำนาจและหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูก อาจใช้ได้ผลในระยะแรก แต่พอนานไปผลเสียจะยิ่งมากขึ้นด้วย

  1. คุณพ่อคุณแม่จะเหนื่อยหงุดหงิดและหน้าเหี่ยวเอง
  2. เด็กกลัวคุณเฉพาะต่อหน้า แต่ลับหลังจะทำต่อ
  3. ซึมซับพฤติกรรมตะโกน โวยวายไปเรื่อยๆ และติดบุคลิกแบบนี้ไปจนโต
  4. น้องหนูจะตะโกนแข่งสวนกลับมา เพื่อให้คุณได้ยินในสิ่งที่เขาพูด และอาจส่งผลถึงการไม่ตั้งใจฟังผู้อื่นด้วย

หลายคนอาจคิดว่าการพูดเด็กวัยนี้ต้องเสียงดัง เพื่อแข่งกับเสียงเด็กๆ แต่ในมุมตรงข้าม การพูดด้วยน้ำเสียงปกติ มีโทนสูง โทนต่ำ และไม่ต้องตะโกน จะช่วยให้น้องหนูตั้งใจฟังคนอื่นและมีสมาธิมากขึ้น

ลองใช้เทคนิคเหล่านี้แทนการตะโกนดูนะคะ

  1. การปรับพฤติกรรมและฝึกวินัยเป็นเรื่อง ที่สัมพันธ์กับอายุของเด็กด้วย วัยอนุบาล 2 นี้จะเริ่มเข้าใจเหตุผลได้แล้วว่าทำไมคุณถึงไม่ให้ทำแบบนี้ แต่ควรให้เหตุผลที่สั้นและเข้าใจง่าย
  2. ทำ กฎ กติกา ให้เป็นเกม เพื่อเพิ่มความสนุก เช่น ใครเปิดหนังสือเบาที่สุด ใครเดินเบาที่สุด
  3. อย่าโต้เถียงหรือต่อรองกับบางเรื่องด้วยการแผดเสียงแข่งกัน แต่ให้เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตร แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ทำด้วยเช่นกัน อย่างการล้างมือก่อนกินข้าว
  4. บางเรื่องต้องใช้เวลา เพราะเป็นผลจากพัฒนาการทางกล้ามเนื้อบวกกับประสบการณ์ที่ทำจนเคยชิน เรื่องของการปรับพฤติกรรมก็เป็นความสามารถและพัฒนาการตามวัยบวกกับความสม่ำ เสมอด้วยเช่นกัน
  5. ย้ำบ่อยๆ เพื่อให้กลายเป็นนิสัย แต่ระวังอย่าให้ความบ่อยในการบอกกลายเป็นการบ่นไปนะคะ
  6. เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำ เช่น คุณไม่อยากให้ลูกอาละวาดในงานปาร์ตี้ จึงไม่กล้าพาน้องหนูไปงานไหนอีกเลย หลังจากที่เพิ่งออกฤทธิ์ไป เด็กๆ คงไม่มีโอกาสแก้ตัวและปรับพฤติกรรมในการเข้าสังคมหรอกค่ะ