เลี้ยงลูกให้สมองดี

กระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยเมื่อไรดี เซลล์ สมองเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จะสร้างและเพิ่มทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเรื่อยไปจนกระทั้งคลอดออกมา และในช่วงวัยขวบปีแรกนั้นก็เป็นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยค่ะ
กระตุ้นพัฒนาการสมองทำได้อย่างไร
1. เลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น  สิ่ง กระตุ้นพัฒนาการสมองที่ดีที่สุดของลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด คือ ประสบการณ์ความรักจากพ่อและแม่ ทั้งการมองหน้าสบสายตา เห่กล่อมโอบกอดรัดด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น นอกจากจะเชื่อมความผูกพันระหว่างกันแล้ว ลูกยังเรียนรู้ว่าตัวเองสำคัญ มีคุณค่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของสมองของลูกให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ เพิ่มขึ้น
2. หมั่นพูดคุยกับลูก หมั่น พูดคุยกับลูกในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น ตอนอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม การโต้ตอบแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ส่งผลต่อทักษะการใช้ภาษาและเพิ่มพูนความผูกพันได้อีกด้วย
3. พัฒนาสมองลูกด้วยนิทาน ถึง เวลานอนก็ยังพัฒนาสมองลูกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาในเด็กเล็ก และเตรียมพร้อมเรื่องภาษาและสำเนียงการพูดต่อไปในอนาคต แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ลูกหลับฝันดี ซึ่งการที่ลูกได้หลับเต็มที่ยังช่วยให้สมองทำงานได้ดี เกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมอง ส่งผลให้ลูกฉลาดเรียนรู้ได้ดีอีกด้วย
4. สมาธิก็สำคัญ  แรกเกิดก็มีสมาธิได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง เวลาเด็กนิ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจะเกิดคลื่นสมองอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัลฟา (Alpha) ทำให้สมองรับและเก็บข้อมูลในเรื่องที่สนใจได้ดี โดยในเด็กอ่อน คุณแม่สามารถสร้างสมาธิได้ด้วยการอุ้มลูกแนบอกขณะให้นม พูดคุย มองหน้า และสบตาให้ลูกได้จดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้ค่ะ
5. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสมอง  ลูก จะเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะที่มีสมาธิ ดังนั้นจัดมุมหนึ่งในบ้านให้มีของเล่นเสริมสมาธิ เช่น บล็อกไม้ จิ๊กซอ ไม่ควรหาของเล่นให้ลูกหลายชิ้น เพราะลูกจะสับสนขาดสมาธิ
6. กิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ควร พาลูกน้อยทำกิจวัตรต่างๆ ให้เป็นเวลาประจำสม่ำเสมอ ให้ลูกสามารถคาดการณ์ได้นั้น มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่มีสมาธิที่ดี เนื่องจากลูกจะรู้สึกมั่นคงและสบายใจกับสิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้ว่าในแต่ละวันฃจะต้องทำอะไรบ้าง
7. ดนตรีคลาสสิค  การ ฟังเพลงคลาสสิกในช่วงปีแรกของชีวิตมีผลเชิงบวกต่อระบบประสาท งานวิจัยหลายๆ ชิ้น แสดงให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิคเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ สามารถทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการที่ลูกรู้จักเสียงดนตรีนั้น ยังเป็นการสร้างความรู้สึกทางด้านอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
8. ปกป้องลูกน้อยจากอารมณ์ตึงเครียด ความ เครียดจะชะลอการพัฒนาสมองของลูกได้ ซึ่งความเครียดในเด็กทารกนั้นเกิดจากการที่รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย หรือถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นควรตอบสนองความต้องการของลูกและให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอ
9. สิ่งแวดล้อมที่ดี สถาน ที่ที่ดีต้องเป็นสถานที่ๆ เป็นมิตรกับเด็ก มีอุปกรณ์และของเล่นให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะ มีการจัดสถานที่เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนว่าส่วนไหนทำอะไร ของเล่นควรจัดให้เป็นระเบียบ เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็มีการรับรู้ทางสมองแล้ว สามารถรับข้อมูลได้และต้องการข้อมูลป้อนเข้าสมองอย่างมาก การให้ลูกได้ยินเสียง ได้เห็นภาพ ได้เห็นการเคลื่อนไหว ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมตามวัยจะช่วยพัฒนาสมองให้มีการทำงานที่มี ประสิทธิภาพค่ะ
10. เปิดโอกาสให้ลูกเห็นโลกกว้าง ที่ นอนหรือเปลของลูกนั้นควรเป็นเปลที่โล่งเพื่อลูกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ ไม่ควรเป็นเปลที่ปิดรอบด้านที่ลูกไม่สามารถมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจะช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองของลูกในช่วงนี้ได้อย่างดีที่สุด

11. ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ  เลือกของเล่นให้เหมาะกับพัฒนาการแต่ละช่วงเดือน โดยเน้นของเล่นที่เสริมทักษะและสร้างความสุข สนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้  วัย 0-3 เดือน เช่น กล่องดนตรี, กระจกชนิดไม่แตกใช้ติดที่เตียงไว้ให้ลูกมองหน้าตัวเอง, โมบายสีสดใส วัย 3-5 เดือน เช่น ของเล่นเขย่า หรือตุ๊กตายางบีบมีเสียง วัย 6-9 เดือน เช่น หนังสือ , บล็อกตัวต่อนิ่มๆ, ลูกบอลเล็กๆ สำหรับโยนและคลานตามได้ และวัย 9-12 เดือน เช่น ที่หัดเดิน, ม้าโยก, ของเล่นไขลาน, กระป๋องตักทราย เป็นต้น
12.เลือกคนดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูง พี่ เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีคุณสมบัติ รักเด็ก, ยิ้มง่าย, ใจดี, มีความรับผิดชอบต่อเด็ก และควรมี IQ พอสมควร ซึ่งบุคลิกและอารมณ์ของพี่เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นสมองและ การเรียนรู้ของลูกน้อย

Tip  สารอาหารบำรุงสมองลูกน้อย
การ ที่สมองจะทำงานได้จำเป็นต้องมีพลังงานที่ได้จากอาหารที่สำคัญสำหรับ สมองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเด็กแรกเกิดอาหารที่ดีที่สุดก็คือน้ำนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้วควรให้อาหารเสริมที่อุดมด้วยสารอาหารทั้ง 9 ต่อไปนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดไขมัน กรดไลโนเลอิก วิตามินต่างๆ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสีและทอรีน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสารอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย

จุดประกายความคิดด้วยศิลปะ

การวาดรูปเปิดโลกกว้าง วิธีเรียนรู้ศิลปะ
* จัดเตรียมอุปกรณ์การทำงานศิลปะ ในที่ที่ลูกสามารถหยิบจับได้เอง และสอนเรื่องการเก็บ เพื่อฝึกเรื่องความรับผิดชอบในการเก็บของเข้าที่ และสอนให้ลูกใช้อุปกรณ์แต่ละอย่างใช้อย่างไร ดูแลอย่างไร เช่น พู่กัน เมื่อใช้เสร็จ ควรล้าง ทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง
* เพิ่มความสนุก ด้วยการพาลูกออกไปวาดรูปตามสถานที่ต่างๆ นอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเปิดโลกประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูก หรือตั้งโจทย์สนุกๆ เช่น ไปเที่ยวสวนสัตว์เมื่อกลับมาบ้านก็ให้ลูกวาดรูปสัตว์ที่ตัวเองชอบมากที่สุด เป็นต้น
* ให้ความสนใจ พูดคุยถึงงานศิลปะของลูก เช่น คำชมเชย คำชมก็เป็นแรงบวก ที่ดีในการสนับสนุนเรื่องศิลปะ
‘ศิลปะ’ ไม่มีข้อจำกัด
ควร เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำงานศิลปะที่หลากหลาย ในรูปแบบอื่นๆ อย่างงานประดิษฐ์ งานปั้น ก็ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการลูกน้อย และเหมาะกับช่วงวัยข้อสำคัญ คือ หากทำได้อย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับลูกเรียนรู้อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
เปิดใจ เข้าใจศิลปะ
พ่อแม่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ศิลปะอย่างมาก เพราะผลลัพธ์ สิ่งที่ซึมซับจากการทำงานศิลปะจะเกิดได้ ก็เมื่อพ่อแม่เข้าใจเงื่อนไขที่ว่า ศิลปะคือการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดและจินตนาการ ฉะนั้น พ่อแม่ต้องเปิดใจกว้างไม่คาดหวังหรือมีกรอบกับสิ่งที่ลูกแสดงออก ที่สำคัญ ต้องเป็นไปตามความพร้อม ความสามารถของลูกเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้ศิลปะสนุกและมีความสุข

วัยกับการเรียนรู้ศิลปะ
* ถ้าเป็นเด็กเล็กวัย 1-3 ปี วัยนี้ควรเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการใช้นิ้วและมือ การกำ ใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก นิ้ว มือ และข้อมือ อย่างการปั้น การปะติด เป็นต้น
* ลูกวัยอนุบาล จะเริ่มขีดเขียนเป็นรูปร่างได้ เป็นช่วงวัยที่มีจินตนาการสูง แนวแฟนตาซี  เหนือจริง ฉะนั้น ลูกวัยนี้จึงเป็นช่วงบ่มเพาะ เรียนรู้เรื่องศิลปะได้เป็นอย่างดี
* ส่วนลูกวัยประถม ที่มากประสบการณ์มาแล้วในระดับหนึ่ง งานศิลปะของเด็กวัยนี้จึงเริ่มมีลักษณะที่เขียน วาด ระบายสี ทำได้เหมือนจริงยิ่งขึ้น และเป็นช่วงที่เพิ่มพูนทักษะได้ดี

กิจกรรม งานศิลปะ
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ พอได้นึกคิด ประยุกต์วิธีการชวนลูกสร้างสรรค์งานศิลปะ เรามีตัวอย่างกิจกรรมนำเสนอค่ะ

ปั้นแป้ง
ให้ลูกสนุกกับการปั้น กำ คลึงดินแป้งโดว์ อย่างอิสระตามที่ต้องการ หรือเพิ่มอุปกรณ์ช้อน ถุงพลาสติกเข้ามาช่วยในการปั้นให้มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น
ภาพพิมพ์
นิ้วมือแต่ละนิ้วของลูกและพ่อแม่ก็เป็นเรื่องสนุก งานศิลปะที่ลงทุนไม่มากมายเลย แต่ถ้าขั้นแอดวานซ์ อาจใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบไม้ดอกไม้ เป็นตัวช่วยต่อเติมงานศิลปะ
งานประดิษฐ์
สิ่งของเหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน ขวดพลาสติก กระดาษหนังสือพิมพ์ และอื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นอุปกรณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ และลูกๆ สามารถนำมาประดิษฐ์ ตามจินตนาการ สร้างเป็นผลงานได้ไม่ยากเลย

น้ำนมแม่แสนอร่อย

  จากสถิติที่เปิดเผยออกมานี้ จะเห็นได้ว่าการติดเชื้อในเด็กมีสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ที่ติดชื้อทั้งหมด ดังนั้น ศูนย์ควบคุมโรคจึงได้ออกมาให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกวัย ทารก ว่า คุณแม่ควรให้นมลูกเองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
นอกจากนี้ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น แหล่งชุมนุมชนต่างๆ รวมทั้งไม่คลุกคลีกับญาติ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และถ้าหากลูกไม่สบาย ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการรักษาจะได้ผลอย่างทันท่วงที หากได้รับการดูแลภายใน 2 วันแรกที่เริ่มมีอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจ็บป่วยของทารกในช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

จาก การเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในสหรัฐ อเมริกา โดยศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐ พบว่า ในช่วง 6เดือนแรกของการแพร่ระบาดในสหรัฐ มีชาวอเมริกันว่า 22 ล้านคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีราว 1 แสนคนที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และ มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,900 คน สำหรับการติดเชื้อในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีถึง 8 ล้านคน เสียชีวิต 540 คน

 

     ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลวิจัยที่ศึกษาถึงภาวะโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในเด็กเชื่อมโยงกับการ ตั้งครรภ์ของแม่ โดยการสุ่มตัวอย่างเด็กทารกกว่า 6,440 คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเด็กปกติ 5,673 คน พบว่า แม่ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ลูกที่เกิดมาจะมีปัญหาโรคหัวใจมากกว่าแม่ที่น้ำหนักปกติประมาณ 18 %
ดร.ซูซาน กิลบัวร์ นักวิจัยที่เผยแพร่ผลการศึกษานี้ กล่าวว่า
“ผล จากการวิจัยชิ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กระตุ้นให้ผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ต้องตระหนัก เรื่องการควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีของแม่ย่อมมีผลต่อตัวลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทางด้าน ดร.เอ็ดวิน เทรเวสัน เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ให้คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่วางแผนเรื่องการมีลูกว่า
“ผู้หญิง ที่เป็นโรคอ้วนที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและ ลูกน้อย”

10 เคล็ดลับเลี่ยงลูก

อย่าทำแทนลูกทุกอย่าง
การไม่ปล่อยให้ลูกทำงานด้วยตัวเองให้สำเร็จลุล่วงไป จะเป็นการทำลายความมั่นใจของลูก ทำให้ลูกไม่กล้าที่จะทำงานต่างๆ ด้วยตัวเองตามลำพังคนเดียว เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถที่จะทำได้ ดังนั้นเมื่อเห็นลูกทำอะไรชักช้าไม่ทันใจ อย่าตัดความรำคาญด้วยการรีบทำแทนลูกทันที หรือช่วยเหลือลูกทุกอย่างเพราะกลัวลูกจะลำบากนะคะ ต้องใจเย็นๆ ปล่อยให้ลูกทำเองจะดีกว่า เก็บความอยากช่วยงานลูกไว้ก่อน ถ้าลูกจัดการงานนั้นได้เสร็จเรียบร้อย เป็นแม่เองที่อาจอยากจะช่วยทำแทนลูกน้อยลงเรื่อยๆ ในอนาคตได้ค่ะ

พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี
ถ้าอยากให้ลูกรู้จักพึ่งตัวเองได้ดี แต่พ่อแม่ไม่ค่อยได้ทำงานบ้านให้ลูกเห็น หรือถ้าทำก็จะมีเสียงบ่น หรือทำงานบ้านด้วยท่าทีเคร่งเครียด เหล่านี้ไม่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานบ้านอย่างเต็มใจและมีความสุข ต้องอดทน และหนักแน่นด้วย เพราะลูกจะไม่สามารถปฏิบัติเพียงครั้งเดียวแล้วทำได้เลย อย่าคาดหวังว่าลูกจะต้องทำได้ดีอย่างที่สอนทุกครั้ง พูดจาดีๆ กับลูกให้ลูกเต็มใจทำ  การที่ลูกได้ช่วยเหลืองานบ้าน ก็นับเป็นแบบฝึกหัดที่ดี ทำให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจรู้จักช่วยเหลือคนอื่นด้วยค่ะ

เริ่มมอบหมายงานบ้าน
โอกาสทองที่เพิ่มความรู้สึกความภาคภูมิใจ และความเชื่อมั่นในตัวเองให้ลูก คือ การให้ลูกรู้จักช่วยงานบ้าน แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามค่ะ เพราะเหล่านี้ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่มีความเชื่อมั่นว่าลูกจะสามารถรับผิดชอบ และทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แถมยังช่วยให้ลูกรู้ว่าตัวเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวด้วยเหมือนกัน แล้วลูกยังรู้สึกดีมีความภาคภูมิใจที่ได้รู้ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้องการของพ่อแม่ด้วยเช่นกันค่ะ

อย่าคิดว่าลูกไม่สามารถ
ถึงจะดูว่าลูกวัยเตาะแตะยังเล็ก แต่ขอบอกว่าลูกก็สามารถช่วยเก็บของเล่นที่ลูกเล่นเกลื่อนบ้านลงใส่ในตะกร้าเก็บ ของเล่นได้ หยิบเสื้อผ้าที่จะซักใส่เครื่องซักผ้าได้ (แม้ว่าจะค่อยๆ ใส่ทีละชิ้นทีละชิ้น) วางช้อนส้อมบนโต๊ะอาหารเมื่อถึงเวลากินข้าวเย็นได้ วางผ้ารองจานข้าวได้ (ถ้าที่บ้านใช้) จับคู่ถุงเท้าของพ่อที่ซักสะอาดแล้วให้เข้าคู่ได้ (โดยแม่เป็นคนพับ) เมื่อลูกทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี้จนเริ่มชินแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้ลูกทำงานที่ยากขึ้นไปอีกนิดเมื่อลูกโตขึ้นได้

ทำงานบ้านเป็นเรื่องสนุก
ควรแสดงออกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่สนุกและพอใจที่ได้ทำงานบ้านร่วมกับลูก เช่น แทนการใช้คำสั่งให้เก็บของเล่นที่เกลื่อนกลาดบนพื้น อาจใช้วิธี   ชวนลูกเล่นแข่งเก็บของเล่นใส่กล่อง เกมพาน้องตุ๊กตากลับบ้าน ซึ่งก็คือ  เก็บตุ๊กตาเข้าที่ ร้องเพลงที่ลูกชอบด้วยกัน แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ในการพับผ้า คิดท่าเต้นขณะกวาดบ้าน แข่งกันเก็บผ้าปูที่นอน ซื้อไม้กวาดเด็ก ที่พรวนดินเด็ก ถุงมือเด็กให้ลูกหยิบจับ ซึ่งนอกจากช่วยให้ลูกยินดีที่จะทำมากขึ้น ลูกยังสนุก และลดความวุ่นวายเวลาลูกมาแย่งอุปกรณ์จากแม่ได้ด้วย

5 ดูความสนใจของลูก
การที่จะฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับงานบ้าน พ่อแม่ควรเริ่มต้นจากงานที่ลูกสนใจก่อน เพราะความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงกระตุ้นให้ลูกเรียนรู้ และทำสิ่งนั้นได้ดี รวมทั้งรู้สึกสนุกได้ มากกว่าการไปบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่สนใจ ถ้าลูกอยากจะเข้ามาช่วย หรือขอเข้ามามีส่วนร่วมขณะพ่อแม่กำลังทำงานบ้าน ควรให้ลูกเข้ามามีส่วนช่วยทำงานบ้าง ถึงลูกจะถ่วงเวลาให้ทำได้ชักช้า วุ่นวาย หรือไม่ทันใจไปบ้าง ก็ได้อย่าดุว่าลูกเลยนะคะ

หางานง่ายๆ ให้ลูกทำ
อย่าเริ่มด้วยงานบ้านยากๆ จนลูกรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อถอย หางานง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก  ซับซ้อน ทำได้ง่ายตามวัย โดยเน้นเรื่องความพยายามของลูก แม้ว่าผลงานที่ออกมาจะ ไม่เรียบร้อย แต่คนตัวเล็กอย่างลูกต้องใช้ความพยายามมาก งานที่ควรให้ลูกทำ เช่น  * เก็บของเล่น ของใช้ เสื้อผ้าเข้าที่ *ให้อาหารสุนัข แมว ปลา * ล้างผัก * เก็บของเล่นชิ้นเล็กใส่ตะกร้าหรือกล่อง * หยิบเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าที่เปิดฝาด้านหน้า *วางรองเท้าในที่เก็บ *วางช้อนส้อมบนโต๊ะ * วางแผ่นรองจานข้าว

ชมเชยและชื่นชมลูกบ้าง
หลายคนอาจนึกไปไม่ถึงว่าการที่ลูกได้รับความไว้วางใจให้ทำงาน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นในใจลูกอย่างได้ผล จนเกินคาดค่ะ นักจิตวิทยายืนยันว่าการให้ลูกมีส่วนร่วมทำงานบ้าน จะทำให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เกิดรู้สึกในทางบวกกับตัวเองมากขึ้น คำชมและเสียงตบมือจึงเป็นกำลังใจที่ลูกต้องการ เมื่อลูกทำงาน   ได้สำเร็จ ทำได้ดีก็อย่าลืมชมเชยในความสามารถของลูกถึงลูกจะยังทำได้ไม่เนี้ยบเรียบร้อยเท่าพ่อแม่ก็ตาม ให้เวลาลูก อีกสักนิดนะคะ แล้วลูกก็จะค่อยทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

อย่าให้งานลูกมากเกิน
การให้ลูกทำงานหลายชิ้นจะทำให้ลูกรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะจะทำให้ลูกล้มเลิกการทำงานเหล่านั้นได้ค่ะ เลือกงานบ้านให้ลูกทำทีละอย่างก็พอ หรืออย่างมากสุดก็ไม่ควรให้เกิน 2 ชิ้น ที่สำคัญไม่ควรเปลี่ยนใจไปมาให้ลูกทำงานอย่างอื่นแทรกขึ้นมาทั้งที่ลูกยังทำงานชิ้นเดิมไม่เสร็จ ถ้าจะให้ลูกทำงานบ้านเพิ่มอีก ควรเริ่มให้หลังจากที่ลูกทำงานหลักเสร็จไปแล้วลูกจะได้ตั้งใจทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้นๆ ไป ควรให้ลูกทำทีละน้อย ใช้เวลา   ไม่นานนักลูกจะได้ทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้น แล้วควรอยู่ใกล้ๆ ลูกด้วย จะได้ช่วยเหลือเมื่อเกิดติดขัดค่ะ

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก

การดูแลอาหารในหน้าร้อนของลูกรัก

การป้องกันและดูแลคนครอบครัวจากโรคอาหารเป็นพิษ
ง่าย ที่สุดเลยคือการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ สดใหม่ ไม่ควรทานอาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่น ส่วนการดูแลอาการเบื้องต้นเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ โดยปกติส่วนใหญ่การรักษาอาหารเป็นพิษ เราจะรักษาตามอาการ ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนเราก็จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ถ้าหากว่าถ่ายท้องเราด้วยจะต้องให้น้ำเกลือทดแทนที่ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ ให้เพียงพออีกตัวนึงที่มีประโยชน์มากคือการให้ยาที่เป็นผงดินพิเศษ ซึ่งนอกจากจะสามารถดูดซับสารพิษแล้วยังสามารถดูดซับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัส สาเหตุของการเกิดอาการท้องร่วง ช่วยให้อาการผ่อนหนักเป็นเบา และยาพวากนี้จะค่อนข้างปลอดภัยสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กเล็กและทุกคนในครอบ ครัว ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไปอาหารเป็นพิษเกิดจากอะไร

อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปอาจเป็นสารพิษที่มาจากเชื้อโรค แบคทีเรียรวมถึงอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นจึงทำให้แบคทีเรียที่ให้สาร พิษเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เมื่อเราได้รับเข้าไปก็จะส่งผลทำให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยจะเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมาโดยอาการที่เกิดนี้จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่เราได้รับ ในบางคนอาจจะเกิดอาการเร็วตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง เมื่อเราได้รับสารพิษเข้าไป หรืออาจจะเกิดอาการดีเลย์อย่างน้อย 2-3 วัน
ทำไมอาการอาหารเป็นพิษจึงพบเห็นได้บ่อยจากการรับประทานอาหารทะเล

จริงๆ ต้องบอกว่าอาหารที่จะทำให้เกิดอาการของโรคอาหารเป็นพิษความจริงแล้วไม่ใช่ อาหารทะเล อาจเกิดจากอาหารอะไรก็ได้ สาเหตุจริงๆ แล้วมาจากการกรรมวิธีปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะมากกว่า อาหารไม่สด หรืออาหารที่เก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียขึ้นมาได้ แล้วนำมารับประทานจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้เช่นเดียวกัน แต่ในอาหารทะเล เราก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะอาหารที่ไม่สด เรารับประทานเข้าไปจึงได้รับแบคทีเรียที่มีพิษเข้าไปสะสม จนเกิดอาการอาหารเป็นพิษตามมาได้

อย่างนี้นอกจากอาหารทะเลแล้ว อาหารมีเราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

เราควรระวังอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์อาหารที่ไม่สดสะอาด และอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ให้สารพิษกับ ร่างกายได้

อาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงต่างกัน เกิดจาก

เกิดจากการที่เราได้รับสารพิษมากน้อยต่างกัน และขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้ด้วยว่าแข็งแรงมากน้อยเพียงใด เพราะว่าการที่เราได้รับสารพิษในปริมาณทีเท่ากัน แล้วเกิดกับเด็กเล็ก ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นกับคนชรานั้น อาการมันก็จะรุนแรงกว่าคนไข้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่า
บางคนแค่ทานอาหารรสจัด ก็เกิดอาการท้องเสีย เป็นเพราะ?

การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้การคลื่นตัวของลำไส้เร็วขึ้น ถึงเราไม่ท้องเสีย แต่ร่างกายก็จะขับขับถ่ายออกมาปกติ แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย ดังนั้น การรับประทานอาหารรสจัดจึงไม่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่ในคนมีอาการท้องเสียจากอาหารเป็นพิษนั้น เมื่อเวลาเราท้องเสีย ถ่ายท้อง ร่างกายของเราก็จะมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายพยายามขับของสารพิษที่ได้รับเข้าไปออกมาให้หมด ดังนั้นข้อควรระวังอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ยารักษาอาการท้องเสียคือการใช้ยา หยุดถ่ายเนื่องจากจะเป็นการกักสารพิษเอาไว้ในร่างกาย ทำให้สารพิษและเชื้อโรคก่อโรคในร่างกายได้มากขึ้น

ลูกติดคอมและเทคโนโลยี

การ เร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอด ความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการ ติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจ ได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้ รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น มาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้ว ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดย เฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยี นั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

ใน ปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมี ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตาม บริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

การสอนลูกใช้ผ้าอนามัย

ผ้าอนามัยแบบสอดซึ่ง มีลักษณะเป็นแท่งก็ไม่เหมาะกับเด็กสาวๆ แต่อาจเหมาะกับคนเคยมีเพศสัมพันธ์ เพราะช่องคลอดเราอยู่ดีๆ แล้วเอาไอ้สิ่งนี้เข้าไปขยายมันออก เพื่ออะไร จริงอยู่เวลาเข้าไปเป็นแท่งเล็กๆ แต่พอเอาออกมากลับกลายเป็นแท่งใหญ่แล้วนะ เพราะมันไปซับน้ำเลือดเต็มที่ อีกอย่างคือการสอดใส่เข้าไปไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ สำหรับเด็กที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีย์เสียเปล่าๆ

ความเสี่ยงก็สูงด้วย เพราะเคยมีผู้หญิงในต่างประเทศใช้ผ้าอนามัยชนิดนี้แล้วลืมเอาออกจนเกิดการติดเชื้อ ถึงตายในที่สุด

“สิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องที่ คุณแม่ต้องบอกลูกนะคะ รวมถึงเรื่องการดูแล ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วย เพราะถ้าเขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมาได้”

“แรกๆ ยังไม่รู้สาเหตุ ก็งงๆ นะ พอเขาบอกว่ามีอาการคันที่ปากช่องคลอด ซึ่งคืออาการของการเป็นเชื้อรา เราก็เอ๊…ทำไมเด็กสาวๆ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนถึงได้เป็นเชื้อรากันเยอะ เพราะทั้งจากการถามและการตรวจเขายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แน่นอน

“จนพบหลายๆ คนเข้า จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นเพราะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางวันละผืน ตรงนั้นมันก็อบ ซึ่งความจริงถ้าใส่กางเกงในที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายมันก็อบอยู่แล้ว แล้วยังเอาพลาสติกไปทับไว้บนกางเกงในอีก

“ปกติผู้หญิงเรามักมีสิ่งขับออกมาเปื้อนกางเกงนิดๆ เด็กๆ ขี้เกียจซักกางเกงใน ก็จะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางแทน เลยทำให้เป็นเชื้อรา เกิดอาการคันที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีตกขาวเยอะ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่น่าจะเกิด แต่เพราะความไม่รู้ แล้วก็ไม่มีใครบอกจนมาถึงหมอนี่แหละ

แต่พอเวลามีรอบเดือนจริงๆ ก็ใช้ผ้าอนามัยไม่ถูกอีก บางคนขี้รำคาญ เปลี่ยนบ่อยเกินไป ในขณะบางคนไม่เปลี่ยนเลยทั้งวัน ก็ไม่ไหว เพราะเลือดเป็นสารอาหารที่ดีของแบคทีเรีย ถ้ามันหมักหมมนานๆ ก็ทำให้มีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนผ้าอนามัยตามความเหมาะสม คือ อย่าให้นานเกินไปหรือบ่อยเกินไป

 

น้ำ+สบู่ธรรมดา=สะอาดพอเพียง
การทำความสะอาดจุดนั้นของผู้ หญิงเรานั้น เพียงแค่ใช้น้ำเปล่า และฟอกสบู่เหมือนส่วนอื่นๆ ตามปกติก็เพียงพอแล้ว ยิ่งเด็กๆ วัยแรกสาวที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ยิ่งไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และไม่ เคยมีการคลอด ช่องคลอดจะปิดมิดชิด โอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ จะเข้าไปยากมาก เพราะฉะนั้นล้างแค่ภายนอกพอ ไม่ต้องเข้าไปถึงข้างใน เนื่องจากระบบร่างกายเราจะทำความสะอาดเองโดยธรรมชาติ เพราะมันมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดความสมดุลของภาวะกรดด่างในช่องคลอดซึ่ง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ยากอยู่แล้ว” คุณหมอกล่าว

การใช้สบู่เฉพาะ ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่สกัดจากสารเคมี อาจทำให้เกิดความระคายเคือง และทำให้มีตกขาวมากขึ้น เพราะมันไปสร้างความระคายและนำเอาเชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอด

อย่างที่มีโฆษณาน้ำยาล้างที่ ทำให้มีกลิ่นหอมก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะตรงส่วนนี้ของเราไม่ได้สกปรกอะไรหนักหนา ความจริงน้ำยาพวกนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพราะคนบ้านเขาไม่ค่อยอาบน้ำ อาทิตย์หนึ่งอาบน้ำทีหนึ่ง อวัยวะเพศก็อบ ทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ พอจะมีเพศสัมพันธ์ก็มีกลิ่น เลยต้องใช้น้ำยาทำให้หอม

“อย่างเราอาบน้ำวันละสองหนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เลย การโฆษณาทำให้เกิดการเข้าใจผิดเพราะตรงส่วนนี้ไม่ต้องใช้การดูแลขนาดนั้น”

เพียงแค่ชำระล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอเท่านั้นละค่ะ แต่ไม่ต้องถึงขนาดทาด้วยแป้งฝุ่น เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความอบมากขึ้น และตอนนี้ก็มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า การทาแป้งที่อวัยวะเพศทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่

ที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่าง หนึ่งคือ การเลือกใช้กางเกงในควรเป็นผ้าฝ้ายจะดีที่สุด เพราะไม่ก่อให้เกิดความอับชื้น ซึ่งจะก่อให้เกิดเชื้อรา และอาการตกขาวตามมา

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ใส่กางเกงในนอนในเวลากลางคืนได้จะดีที่สุด เพราะตรงนั้นของคุณผู้หญิงจะได้แห้งๆ โดยไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นไว้บ้าง

สำคัญคือวิธีทำความสะอาด
สิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ วิธีการล้างและเช็ดก้นให้สะอาดหลังอุจจาระเสร็จ เพราะมันมีผลมาถึงช่องคลอดค่ะ

“อยากให้เด็กผู้หญิงทุกคนมี ความเข้าใจว่า ช่องคลอดมันอยู่ข้างหน้าต่อกับทวารหนักซึ่งอยู่ข้างหลัง ฉะนั้นเวลาอุจจาระแล้วต้องการเช็ดก้น ควรจะเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพราะถ้าเช็ดมาข้างหน้าอุจจาระจะมาป้ายแถวช่องคลอด ทำให้แบคทีเรียมาสะสม และเกิดการอักเสบที่ปากช่องคลอด หรืออาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น ผลก็คือจะทำให้เกิดอาการตกขาว หรือเป็นสีเหลือง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ตรงนี้จึงเป็นเรื่อง ที่ต้องพิถีพิถันและต้องฝึก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเริ่มดูแลตัวเองได้จะดีที่สุด เพราะมันไม่ใช่วิธีที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติซึ่งคนมักถนัดล้างจากข้างหน้า ไปข้างหลัง

“โดยเฉพาะจะสำคัญมากสำหรับผู้หญิง เพราะมีผลสืบเนื่องไปจนถึงวัยแต่งงาน มีลูก เนื่องจากเวลาคลอดทางช่องคลอดจะต้องมีแผลฝีเย็บ การเช็ดผิดวิธีจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หมอก็ต้องมานั่งสอน ซึ่งเป็นเรื่องลำบากนิดหนึ่งเพราะช้าไป จริงๆ มันน่าจะเป็นบทเรียนในชั้นเรียนให้เด็กได้รู้ด้วยซ้ำ”

 

ทำอย่างไรให้ลูกห่างยาเสพติด

การติดยาเสพย์ติดทุกชนิดสร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เปิดอกระหว่างพ่อแม่-ลูก ในเรื่องยาเสพย์ติด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสคิดด้วยตัวเอง ไม่ใช่เล็กเชอร์ให้ลูกฟังฝ่ายเดียว และพูดให้จะแจ้งไปเลยว่า พ่อแม่นั้นจะไม่มีวันตามติดไปดูแลลูกในเรื่องนี้ได้ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำ ได้ก็เพียงให้ข้อมูลผลร้ายทั้งที่มีต่อร่างกายและจิตใจของคน ติด หรือตัวอย่างของคนติดที่เห็นกันอยู่ ต่อเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
เอาแผ่นพับ หรือข้อมูลง่ายๆที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพย์ติด ฯลฯ วางไว้ตรงโน้นตรงนี้บ้างในบ้าน เผื่อจะผ่านตาลูก
ถ้าครอบครัวของคุณมีคนติดยาเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์มาก่อน โปรดตระหนักว่า ลูกของคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้น ควรพยายามเอาใจใส่ระมัดระวังกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงมองเห็นแต่ปัญหายาเสพย์ติดหรือสิ่งเสพย์ติด เพราะนั่นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนัก ถ้าแก้ที่นั่นได้ ปัญหายาเสพย์ติด สิ่งเสพย์ติดก็อาจจะลดลง

ดีที่สุดก็คือ ถ้าลูกยังเล็ก ตั้งแต่วัยอนุบาล ควรพูดคุยให้แกเข้าใจและซึมซับถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติดและสิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย บอกให้ลูกเข้าใจว่า ยาทุกชนิดที่แม้แต่แอสไพริน ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ล้วนมีผลข้างเคียงที่เป็นโทษได้ทั้งนั้น
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้าหาสิ่งเหล่านี้ ในบ้านไม่ควรส่งเสริมการดื่มเหล้าจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ฝึกลูกวัยเรียน 7-8 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้เขารู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา และรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสม หรือที่เรามักใช้คำว่า “ฝึกทักษะชีวิต” เช่น ให้เขาเรียนรู้ว่าทางออกในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว : ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็หาใช่อนาคตดับวูบ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายไม่ ยังมีสถานศึกษาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ และประสบความสำเร็จได้ หรือ วิธีปฏิเสธเพื่อนแบบที่เพื่อนไม่โกรธ หรือ ถ้าเราไม่สมหวังเราจะมีวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ
บอกให้ลูกรู้อย่างชัดแจ้ง เคร่งครัดเด็ดขาดว่า พ่อกับแม่ไม่ยอมรับ

การสอนลูกให้คบเพื่อน

วันก่อน คุณแม่ของ ตุ้ม สาวน้อยวัย 15 มาบ่นให้ฟังเรื่องเพื่อนสนิทคนล่าสุดของลูก ที่แม่ทำใจให้ชอบเอาไม่ได้เสียเลย ก็เจ้าหล่อนทั้งเจาะลิ้น เจาะจมูก แถมมีประวัติโดนเชิญออกจากโรงเรียนมา 2 ครั้งซ้อน ตั้งแต่คบกับเพื่อนคนนี้ พฤติกรรมของตุ้มเปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น กลับบ้านผิดเวลาบ่อยๆ ใช้เงินเปลืองขึ้นจนผิดสังเกต แถมไม่ค่อยคุยกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนก่อน กลับถึงบ้านก็ปิดประตูเข้าห้องลูกเดียว แม่กลุ้มใจไม่รู้จะจัดการยังไง ครั้นจะใช้วิธียื่นคำขาด ก็กลัวลูกจะยิ่งเตลิด

แม่ของตุ้มคิดถูกและทำ ถูกต้องแล้วละครับ ที่ไม่ใช้วิธีชนตรงๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังยิ่งจะก่อให้เกิดการต่อต้าน ซึ่งพ่อแม่จะเอาชนะไม่ได้ง่ายๆเสียด้วย

คำ แนะนำสำหรับพ่อแม่ที่มีปัญหาทำนองเดียวกันนี้ คือควรหาวิธีการแสดงให้ลูกเห็นเป็นนัยๆว่า พ่อแม่ไม่ชอบเพื่อนลูกคนนี้เท่าไร เช่น ถ้าลูกขอไปไหนมาไหนกับเพื่อนคนอื่น พ่อแม่อนุญาตไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเพื่อนคนนี้ พ่อแม่เป็นต้องมีเหตุผลที่จะปฏิเสธต่างๆนานาทุกครั้ง

 

พ่อแม่มืออาชีพแนะว่า โดยปกติแล้วพ่อแม่ควรทำตัวเป็นมิตรและสนิทสนมกับเพื่อนลูกครับ อาจชวนมาทำกิจกรรมที่บ้าน ชวนมาทานข้าวเย็น หรือชวนไปเที่ยวด้วยกัน นอกจากจะทำให้ลูกประทับใจในท่าทีที่พ่อแม่แสดงต่อเพื่อนของเขาแล้ว พ่อแม่ยังอาจได้รับรู้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากปากเพื่อนลูกด้วย

แม่คนหนึ่งเล่าว่า เดี๋ยวนี้เวลาเพื่อนลูกมาที่บ้าน จะคุยกับแม่มากกว่าลูกเสียอีก การสนินสนมกับเพื่อนๆ ของลูกนี้จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่นให้เขึ้น ครับ ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นพวกเดียวกัน

ที่สำคัญ พ่อแม่ไม่ควรเริ่มต้นมองเพื่อนลูกอย่างจับผิด อย่างน้อยก็ควรเชื่อมั่นในตัวลูกว่า เขาน่าจะฉลาดพอที่จะเลือกคบเพื่อนที่ดี เว้นเสียแต่เห็นว่าสุด..สุดจริงๆ ขืนปล่อยให้คบไป พาลูกไปเสียผู้เสียคนแน่ อ่างนี้คงต้องจัดการครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินและประเมินค่าเพื่อนของลูก เพียงแค่การแต่งตัว ทรงผม หรือบุคลิกภายนอก เพราะความจริงแล้ว เพื่อนของลูกอาจมีสิ่งดีๆ อยู่ภายใต้ท่าทีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของพ่อแม่ (ซึ่งอาจล้าสมัยเกินไปแล้ว)

 

นอกจากนั้น แทนที่จะพูดถึงข้อเสียของเพื่อนลูกที่พ่อแม่ไม่ชอบ เปลี่ยนเป็นพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลง หรือสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่รู้สึกว่าหายไปจากตัวลูก เช่น การเรียนตกลง กลับบ้านผิดเวลา ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนแต่ก่อน ฯลฯ ด้วยท่าทีที่ห่วงใย ไม่ใช่จับผิด