ดนตรีเสริมพัฒนาการ

ทำกิจกรรมต่างๆ บ้าง โดยให้ฟังทุกวัน วันละสักครึ่งชั่วโมง”
คุณหมอยังบอกด้วยค่ะว่า ถ้าอยากให้ลูกมีสมาธิก็แค่ให้เขาได้ฟังเพลงเบาๆ ในห้องหรือสถานที่ที่ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกก็ใช้ได้แล้ว
แต่สำหรับการลดอาการก้าวร้าว นอกจากฟังแล้วควรให้เด็กได้เล่นดนตรี เช่น ตีกลอง หรือเคาะจังหวะไปด้วยจะช่วยได้มากขึ้นค่ะ
ดนตรีจึงเปรียบเสมือนวิตามินที่ทุกๆ ครอบครัวควรมีติดบ้านไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ลูกหรือคนในบ้านมีอาการซะก่อนแล้วค่อยไปซื้อหา เพราะขนาดวงการแพทย์สมัยใหม่ยังบอกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้ตั้งแต่นอนหลับอยู่ในท้องแม่เป็นเดือน ที่ 6 นั่นแล้วค่ะ การเปิดเพลงฟังบ่อยๆ จึงนับเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับพ่อแม่และลูก
โดยเฉพาะกับเด็กๆ จะมีประโยชน์มาก เหมือนที่คุณหมอบอกว่า
“ถ้าคนเราได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจนะ แค่ให้มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์เท่านั้น ก็จะช่วยให้ความก้าวร้าวหรืออาการสมาธิสั้นลดลง”

นายแพทย์ ดร.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพฯได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า

“เรา สามารถนำดนตรีบำบัดมาใช้ ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไปทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่นปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า อัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บป่วย และภาวะอื่นๆ

“สำหรับบุคคลทั่วไปก็สามารถใช้ดนตรีบำบัดได้ในแง่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และใช้กับการออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีได้”

ถ้า เป็นคนป่วยคงต้องให้นักดนตรี บำบัดเข้ามาช่วย แต่สำหรับลูกเราที่เป็นเด็กปกติ หรือแค่เพิ่งมีวี่แววว่าจะเป็นเด็กไม่ค่อยมีสมาธิ ดูเหมือนจะก้าวร้าว หรือส่อเค้าจะมีอาการซึมเศร้า คุณพ่อคุณแม่ช่วยได้ โดยคุณหมอแนะนำว่า
“ถ้าเด็กไม่ค่อยมีสมาธิควรให้ฟังดนตรีที่มีเสียงมั่นคง จังหวะช้าๆ เบาๆ ท่วงทำนองสม่ำเสมอ โน้ตที่ใช้ไม่ควรกระโดดจากคีย์สูงไปคีย์ต่ำ และควรให้เป็นโทนเสียงกลางเสียงสูง อย่างเสียงที่เกิดจากเปียโน กีตาร์ จะทำให้เกิดสมาธิได้
“ส่วนดนตรีที่มีโทนเสียงต่ำจะเหมาะกับคนก้าวร้าวมากกว่า สำหรับเด็กซึมเศร้าก็น่าจะให้ฟังดนตรีที่มีจังหวะค่อนข้างกระตุ้น เขาจะได้ลุกขึ้นมา
ดนตรี จึงเป็นศาสตร์สารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งกับคนไข้และบุคคลทั่วไป แถมยังไม่แยกเพศและวัยอีกต่างหาก
ว่าแล้วชักชวนลูกๆ มาเปิดเพลงฟังกันดีกว่าค่ะ