การสอนให้ลูกเป็นคนดีของสังคม

พ่อแม่หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่แล้ว แต่ทำไมลูกถึงยังออกนอกลู่นอกทาง?

ผมมีความเห็นในเรื่องนี้ 2 ประการครับ
ประการแรก คือ น้ำหนักมันไม่พอ จากรายงานการวิจัยของ ‘ศูนย์วิจัยรักลูกกรุ๊ป’ เราพบว่าพ่อแม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 40 ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่ แต่ความถี่และน้ำหนักของมันสู้กับแบบอย่างที่ไม่ดีที่มีอยู่ในสังคมและใน เรื่องรอบๆ ตัวเราไม่ได้ ลูกของเราได้สัมผัสกับพ่อแม่วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่สัมผัสกับโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตวันละไม่น้อยกว่า 3-4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแม้เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีแต่ก็ไม่มีความหมายอะไร
ประการที่สอง ผมคิดว่าเราเผลอกันบ่อยครั้ง บางเรื่องแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เราไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายลูกก็ซึมซับเอาสิ่งที่เราทำไปเป็นแบบอย่างของเขา ยกตัวอย่างเช่น เวลาขับรถบางคนชอบสบถโดยลืมไปว่าลูกเราก็นั่งอยู่ด้วย หรือไม่ยอมให้ทางรถคันอื่นเพราะเขามาแบบผิดกฎจราจรแล้วเราเป็นฝ่ายถูก เราอาจจะบอกตนเองว่าเราสอนให้ลูกเคารพกฎกติกา แต่อย่าลืมนะครับลูกเราได้เห็นแบบอย่างของความไม่มีเมตตา ไม่มีการให้อภัยของเราแล้ว

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรหากไม่ สามารถปลูกฝังสิ่งที่สังคมต้องการให้ลูกของเราได้? สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการที่ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ศีลธรรมคุณธรรม ประเพณี ตลอดจนปทัสถานที่สังคมช่วยกันตั้งขึ้น ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองทำแบบนี้ดูครับ

ผมมีความเห็นว่าที่จริงแล้วพ่อแม่ ทุกคนในวันนี้ก็ยังอบรมบ่มนิสัยลูกกันอยู่ ไม่ได้แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของเราหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการที่เราใช้อยู่มันเริ่มไม่ได้ผลต่างหากครับ
สังคมไทยอบรมบ่มนิสัยลูกหลานด้วย วิธี ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ มาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วและทุกวันนี้เรายังคงใช้วิธีการนี้กันอยู่ แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสังคมเปลี่ยนวิธีการที่เคยใช้ได้ผลก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าการปลูกฝังนิสัยที่เหมาะสมให้ กับบุตรหลานหรือภาษาทางวิชาการเขาใช้คำว่า ‘กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม’ หรือ ‘socialization’ ด้วยการสั่งและสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล เพราะพฤติกรรมทางสังคมและนิสัยใจคอของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งการปลูกฝังทักษะจะต้องมีแบบอย่างให้ผู้ถูกสอนเห็นและจะต้องมีแบบฝึกหัด ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติฝึกฝน

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าหากการ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ไม่ได้ผลแล้วทำไมผู้ใหญ่อย่างเราๆ ซึ่งก็ผ่านกระบวนการแบบนี้มาทั้งนั้นจึงยังสามารถเป็นคนดีของสังคม ยังทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อยู่
หากวิเคราะห์ตามทฤษฎีเซลล์ กระจกเงาซึ่งเป็นการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยเล่าให้ฟังใน ‘รักลูก’ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าที่เราเป็นคนดีได้เช่นทุกวันนี้ไม่ใช่การ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ของพ่อแม่ของเราหรอกครับ แต่เราดีได้เพราะ ‘แบบอย่างดีๆ’ ที่เราเห็นได้จากการปฏิบัติของพ่อแม่และปู่ย่าตายายต่างหาก
เมื่อตอนเป็นเด็กเราอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติพี่น้อง เราได้เห็นการปฏิบัติของพวกท่านอยู่ทุกวัน ยายให้เราช่วยหิ้วปิ่นโตไปวัด แม่ให้เราเอาแกงไปส่งป้าข้างบ้าน เมื่อถึงเทศกาลญาติๆก็กลับมากราบญาติผู้ใหญ่ของเรา หรือพ่อแม่ของเราก็พาไปกราบญาติผู้ใหญ่ เราได้เห็นได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า แบบอย่างอื่นๆ ที่ไม่ดีก็มีให้เราเห็นน้อย
เราไม่เคยเห็นนักการเมืองออกมาด่าทอปะทะคารมกัน เราไม่เคยได้เห็นดาราออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องฟรีเซ็กซ์เป็นเสรีภาพส่วน บุคคล เราไม่เคยต้องเผชิญกับการโฆษณาสินค้าแบบบ้าเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอย่าง เช่นทุกวันนี้ เราได้พบแต่แบบอย่างที่ดีโดยไม่มีแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมมาเจือปน อันนี้ต่างหากที่ทำให้เราเป็นคนดีได้ ไม่ใช่เพราะ ‘การสอนสั่ง’ ของพ่อแม่เรา

 

บอกตนเอง เตือนตนเองอยู่เสมอว่าเด็กเลียนแบบทุกอย่างที่เราปฏิบัติ อย่าเผลอทำแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จะสอนอะไรลูก เราก็ต้องทำแบบนั้นเสมอ อย่าสอนด้วยคำพูดเพราะมันไม่ได้ผล
กันลูกของเราออกจากแบบอย่างที่ไม่ดี รายการโทรทัศน์ห่วยๆ เกมที่รุนแรง ภาพยนตร์ลามก เอาออกให้ห่างจากลูกเรา
ให้ลูกได้ฝึกฝนทำในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจเขา สนับสนุนเขา เพราะมันจะทำให้เขาเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม ได้ดีกว่า

ธรรมชาติของคุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ จากขั้นเริ่มต้นก้าวไปสู่ขั้นยอมรับว่ามันคือคุณค่าของชีวิต แต่การที่จะช่วยให้มันเกิดขึ้นและพัฒนาต่อไปในตัวตนของมนุษย์นั้นจำเป็นจะ ต้องใช้กระบวนการที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ในอดีตและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆบอกเราว่าการสอนด้วยแบบ อย่างคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด

เข้าใจลูกวัยรุ่น

วัยรุ่นตามปกติจะมีลักษณะที่สำคัญๆดังนี้ครับ
1. ต้องการความเป็นอิสระวัย รุ่นชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัว ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาแยกตัว แต่เป็นความรู้สึกอยากมีความเป็นส่วนตัว อยากมีห้องของตนเอง ที่จะทำอะไรได้ตามอิสระ ไม่ชอบการตรวจเช็ก ไม่ชอบการตรวจค้น ตรงจุดนี้พ่อแม่คงต้องให้วัยรุ่นมีความเป็นอิสระตามสมควร แต่ไม่ใช่ปล่อยอย่างอิสระจนไม่มีขอบเขต เพราะถึงแม้ว่าจะโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตาม วัยรุ่นก็ยังต้องการคำแนะนำในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ของชีวิต แต่การแนะนำนั้นต้องแนะนำกันด้วยเหตุผลและอยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพอันดี ต่อกันระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น

2. มีลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่การต่อต้านผู้ใหญ่กับความต้องการความเป็นอิสระนั้นดู จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสอด คล้องกัน คือเมื่อต้องการความเป็นอิสระก็จะรู้สึกต่อต้านการควบคุม ต่อต้านผู้ใหญ่ วัยรุ่นมักจะไม่ฟังคำแนะนำ สิ่งที่เราพูดให้ฟัง วัยรุ่นจะคิดว่าไปสั่งสอนเขา สิ่งที่พ่อแม่จุกจิกบ่นกับวัยรุ่น วัยรุ่นก็จะบอกว่าถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว การต่อต้านผู้ใหญ่นี้เอง ทำให้ผู้ใหญ่หงุดหงิด และเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่เคารพพ่อแม่แล้ว เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกเสียแล้ว ในที่สุดพ่อแม่อาจจะคิดน้อยใจและมีเจตคติไม่ดีต่อวัยรุ่น เช่น ไม่อยากมองหน้า ไม่อยากพูดคุยด้วย เป็นต้น

ลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่ของ วัยรุ่นนี้แก้ไขได้ไม่ยากเลยนะครับ แก้ง่ายๆ คือเราต้องลดความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง ลดบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ลงบ้าง แล้วเพิ่มบทบาทของความเป็นเพื่อนกับลูกให้มากขึ้น เราเคยรู้สึกง่ายๆ กับเพื่อนอย่างไร ก็ลองง่ายๆ กับวัยรุ่นดูบ้าง เราเคยพูดเรื่องตลกๆ เราเคยพูดเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นสาระกับเพื่อนอย่างไรก็พูดกับวัยรุ่นดูบ้าง ลองดูนะครับวัยรุ่นจะพูดคุยกับท่านได้ดีขึ้น และต่อต้านท่านน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

3. ไวต่อความรู้สึกมาก อ่อนไหวต่อความรู้สึกมากต่อการถูกตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย วัยรุ่นจะมีความรู้สึกมากและมักจะย้อนถามอยู่ในใจของวัยรุ่นเสมอว่า แค่นี้ทำไมถึงให้ไม่ได้ เรื่องเล็กนิดเดียวไม่เห็นสลักสำคัญอะไร ไม่เห็นจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตสักหน่อย ทำไมถึงได้คอยตำหนิติเตียนกันอยู่ร่ำไป

วัยรุ่นมักจะคิดอย่างนี้จริงๆ ครับ ยิ่งถ้าเป็นการลงโทษที่รุนแรง จะเป็นด้วยวาจา อารมณ์ หรือถึงขั้นลงโทษเฆี่ยนตี วัยรุ่นจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ รู้สึกว่ารุนแรงมาก จนบางทีเขาอาจแสดงพฤติกรรมต่อต้านที่น่าเกลียด ไม่เหมาะสมและไม่น่าดู แต่อย่างไรก็ตาม แม้วัยรุ่นจะรู้สึกไม่ดีกับผู้ใหญ่ แสดงพฤติกรรมที่ไม่หมาะสมกับผู้ใหญ่อย่างมากมายหรือรุนแรงก็ตาม ผมได้เคยนั่งคุยกับวัยรุ่นเหล่านี้ เด็กๆ วัยรุ่นบอกว่าการที่เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น จริงๆ แล้วเขาเสียใจมาก รู้สึกผิด รู้ว่าไม่ดี แต่เขาก็ยังไม่อยากจะยอมพ่อแม่ในตอนนั้น แปลความหมายของความรู้สึกนี้ได้ว่า เป็นเพราะยังคงมีความรู้สึกต่อต้านผู้ใหญ่อยู่ซึ่งเป็นภาวะปกติของวัยรุ่น จุดนี้เป็นจุดที่ผู้ใหญ่ต้องระวังเป็นพิเศษสักหน่อยในการแสดงอารมณ์กับวัย รุ่น การใช้อารมณ์จะก่อให้เกิดผลเสียมากทีเดียว ดังนั้น ใช้เหตุผลดีกว่าครับ

4.เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้สึกอ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกนั้น เราสามารถพบลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกสองจิตสองใจ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยแน่ คิดแล้ว ตัดสินใจแล้วประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนอีกแล้ว ลักษณะนี้ผู้ใหญ่คงต้องเข้าใจ ต้องทำใจ และอดทนต่ออารมณ์ของตนเองนะครับ ในที่สุดเมื่อเขาโตขึ้นความรู้สึกสองจิตสองใจนี้จะค่อยๆ หายไป

5. มีความรู้สึกว่าเพื่อนมีความสำคัญกับเขามาก ลักษณะนี้เป็นพัฒนาการตามปกติที่วัยรุ่นทุกคนจะต้องพัฒนามาถึงจุดที่เขามี ความรู้สึกว่าเพื่อนมีอิทธิพลกับเขามาก จนดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่เสียอีก อะไรๆ ก็จะบอกว่าเพื่อนเขาทำกันอย่างนั้น เพื่อนเขาคิดกันอย่างนี้

ตรงนี้ จริงๆ แล้วพ่อแม่ก็ยังคงเป็นดวงใจของวัยรุ่นอยู่ วัยรุ่นยังเคารพผู้ใหญ่อยู่ในจิตสำนึกของเขาเสมอ แต่ด้วยพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นมีความก้าวหน้าอย่างมากมายนี้เอง ทำให้เขาหันเหความสนใจจากพ่อแม่ไปสู่เพื่อน ใช้เวลากับเพื่อนได้อย่างมีความสุขจนลืมเวลา พยายามทำตัวให้เข้ากับกลุ่มทั้งกิริยามารยาทและการแต่งกาย ณ จุดหักเหนี้ถ้าวัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดี เขาก็จะมีแนวคิดที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเขาเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่เป็นปัญหาเขาก็จะมีแนวโน้มไปตามกลุ่มที่มี ปัญหานั้นๆ

ผู้ใหญ่ไม่ควรกีดกันการเข้ากลุ่มของวัยรุ่น แต่ควรให้ความใกล้ชิดสนิทด้วย เพื่อจะได้ทราบว่ากลุ่มเป็นอย่างไร การให้ข้อคิด ให้เหตุผล การชักนำที่อยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดีนั้น เราสามารถเหนี่ยวนำ โน้มนำให้วัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดีได้ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่วัยรุ่นมีแนวโน้มเข้าหากลุ่ม คือ เป็นการเก็บแบบฉบับหรือเอกลักษณ์ต่างๆ ทั้งจากกลุ่ม จากผู้ที่เขาชื่นชอบ จากบุคคลสำคัญในสังคม ประมวลเข้ามาเป็นเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของตนเอง การที่วัยรุ่นจะเก็บเอกลักษณ์ต่างๆ จากพ่อและแม่เท่านั้นคงไม่พอกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเขา

 

ผมได้ประมวลและรวบรวมลักษณะทางจิตวิทยาของวัยรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่คิดว่าผิด ปกติ หรือคิดว่าเป็นปัญหาเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีลูกวัยรุ่นได้วิเคราะห์ พินิจพิจารณาเพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและสามารถตอบสนองหรือมีปฏิกิริยากับวัยรุ่นได้ราบรื่นขึ้น (แต่ถ้าลูกยังไม่ถึงวัยรุ่นก็ถือว่าอ่านเก็บข้อมูลเตรียมไว้ใช้กันนะครับ)

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จากลักษณะสำคัญของวัยรุ่นที่ผมเขียนมาข้างต้นนั้นถ้าเข้าใจวัยรุ่น และเราดูแลวัยรุ่นด้วยเหตุผล อดทน และพยายามดำรงสัมพันธภาพที่ดีไว้ ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี เมื่อเขาเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เราจะพบว่าวัยรุ่นของเราเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาก เป็นบุคคลที่น่ารักมากขึ้นทีเดียว

ในระหว่างที่เราดูแลวัยรุ่นอยู่นั้น ผมขอเสนอข้อคิดบางอย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การดูแลวัยรุ่น สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปัจจัยที่ว่านี้คือ

บ้านต้องมีความสุข บ้านที่มีความสุขเปรียบเหมือนขุมพลังให้กับวัยรุ่นทั้งพลังผลักดันและพลัง สำรอง ที่ทำให้วัยรุ่นสามารถเผชิญและปรับตัวกับสภาพสังคมปัจจุบันได้ สามารถเป็นกำลังใจให้เดินไปในทิศทางที่ดี สามารถปลอบประโลมใจเมื่อทุกข์ร้อนหรือผิดหวัง และเป็นแหล่งของความสุขเป็นแหล่งของที่พักพิงทางใจ โดยไม่ต้องไปหาที่พักพิงทางใจที่อื่นซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
พ่อ แม่ต้องพยายามปรับให้เข้ากับวัยรุ่น อย่าคิดว่าวัยรุ่นควรจะปรับเข้าหาพ่อแม่เท่านั้น กับวัยรุ่นการใช้วิธีปรับกันคนละครึ่งทางจะได้ประโยชน์และได้ผลมาก พ่อแม่คงต้องปรับเปลี่ยนเป็นวัยรุ่นกับลูกด้วยลูกก็จะเข้ากับพ่อแม่ได้ดี ยิ่งขึ้น
งดการลงโทษที่รุนแรง หันมาใช้เหตุผลจะทำให้วัยรุ่นเข้าใจเราได้มากขึ้น คล้อยตามและปฎิบัติตามเราได้มากขึ้น และเราเองก็ต้องรับฟังเหตุผลของวัยรุ่นด้วยเช่นกัน เหตุผลในสมัยเมื่อพ่อแม่เป็นวัยรุ่นหลายๆ เหตุผล อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับแนวคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันบ้างเพราะวัฒนธรรมและสังคมได้ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ให้วัยรุ่นได้มีประสบการณ์หลายๆ แง่หลายๆ มุมแม้ว่าจะเป็นประสบการณ์ในด้านลบก็สามารถให้รู้เห็นได้ สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยความคิดและปัญญาว่าอะไรควรไม่ควรเพราะอะไร การปิดบังประสบการณ์บางอย่างอาจผลักดันให้เด็กคิดและอยากรู้อยากเห็นแล้ว เดินทางเข้าไปสู่ประสบการณ์อันไม่ดีนั้นอย่างปราศจากหางเสือ ปราศจากการยับยั้งและปราศจากปัญญาที่จะคิด

สิ่งที่ลูกจะเปลี่ยนเมื่อเป็นหนุ่ม

วัยนี้เป็นวัยของการแสวงหา พยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิด และรู้สึก ตัดสินใจเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด หรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เป็นวัยที่เขาตัดสินใจในสิ่งต่างๆได้ถ้ามีได้รับข้อมูลข่าวสารและแง่มุมมอง ที่กว้างขวางและมากพอ เป็นวัยที่เรียกได้ว่า กำลังมีการพัฒนาด้านคุณค่าขึ้นในจิตใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่และครูบาอาจารย์มักจะไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ และทิ้งให้เขาต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่เขายังไม่มีความพร้อม ไม่มีพื้นฐานข้อมูล แง่คิดมุมมองที่ไม่เพียงพอ อยากจะพูดว่า วัยรุ่นที่ไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการคิด ชีวิต มุมมองมาดีพอ มักจะตกอยู่ในฐานะลำบากเสมอ

การดูแลตัวเองและชีวิตประจำวัน
เพราะ วัยนี้สูงขึ้น จึงดูตัวผอมๆยาวๆ แต่ความต้องการอาหารก็ไม่ได้ลดลง วัยนี้เข้านอนเอง รู้เวลาของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ถ้าอยู่ดึกเพื่อเล่นเกม ก็ต้องเตือนกันบ้าง เด็กไทยการบ้านมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยดูแลเรื่องเวลานอน ลูกชายวัยนี้ยังมีให้เตือนไปอาบน้ำ แม้กระทั่งเตือนให้ล้างมือก่อนทานอาหาร

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่แต่งตัวไป ตามความสนใจในแฟชั่นบ้าง ตามความชอบบ้าง วัยนี้ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกเสื้อผ้า ในกรณีที่รู้สึกว่าพ่อแม่พอพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องละก็ เสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้นั้นรับรองว่าจะถูกแขวนค้างเติ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้า ตลอดกาล

ลูกชายวัยนี้ถือเป็นวัยเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วง 13 รูปร่างหน้าตาของลูกชายส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กชาย แต่พอเข้า 15 กลับกลายเป็นชายหนุ่ม ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก็คือช่วง 14 ปีนั่นเอง ร่างกายวัยนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ เด็กชายส่วนใหญ่จะสูงชะลูดปรู๊ดปร๊าดก็ช่วงวัยนี้ ความสูงเฉลี่ยปกติของหนุ่มน้อยชาวไทยเริ่มต้นที่ 155 เซนติเมตร บางคนอาจพุ่งไปจนถึง 165 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยควรอยู่ที่ 42 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อยไปจนถึง 53 กิโลกรัม

ร่างกายเริ่มปรากฏกล้าม เนื้อเป็นมัดขึ้นมาบ้าง บึกบึก แสดงออกถึงร่างกายเพศชายชัดกว่าเมื่อเทียบกับ วัยก่อนมีขนขึ้นเต็มตามที่ต่างๆ หน้าอก รักแร้ อวัยวะเพศ แข้งขา เสียงจะมีการเปลี่ยนแปลง บางคนค่อยๆเปลี่ยนไปช้าๆ แต่บางคนก็กะทันหัน สะดุดกึก ฟังดูเหมือนจะเป็นหวัด แต่ที่แท้เสียงแตกขึ้นมาทันทีเลย…ก็แล้วแต่สไตล์เติบโตของใครของมันค่ะ
ไอ้เจ้าอาการเสียงแตกนี่แหละ ที่ทำให้ชายไทยวัยสิบสี่ส่วนใหญ่เกิดอาการช็อค…เราเป็นหนุ่มแล้วหรือนี่ ส่วนอวัยวะเพศซึ่งเปลี่ยนแปลงขนาดจนเห็นได้มาตั้งแต่วัย 13 ในวัยสิบสี่นี้เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น นั่นคือช่วงปลายของวัยสิบสี่ ส่วนใหญ่จะเคยมีประสบการณ์การหลั่งน้ำอสุจิแล้ว อาจโดยการฝันเปียก หรือบางคนอาจจากการทำมาสเตอร์เบชั่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ช่วงเวลานี้เอง เป็นเวลาที่นักจิตวิทยาเห็นว่าสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งในพัฒนาการทางเพศคือ ไม่นานหลังการหลั่งครั้งแรก เด็กชายเกือบทุกคนจะพัฒนาแบบของกิจกรรมทางเพศส่วนตัวขึ้นมา แต่ละคนพัฒนาต่อประสบการณ์เหล่านี้ตามแบบของใครของมัน และตามความเข้าใจที่ตัวเองมี เด็กที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ อาจจะผ่านการพูดคุยกับพ่อหรือแม่ หรือจากสื่อ หรือจากโรงเรียน อาจจะเข้าใจได้ว่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่เด็กชายบางคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่า หรือเคยรับรู้มาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ดีก็อาจจะเกิดความรู้สึกอับอายและ ซ่อนเร้น ซึ่งตรงนี้นี่เองที่อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เป็นปกติก็ได้

วัยสิบสี่เพศชาย จึงเป็นวัยที่ควรได้รับการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ไม่เฉพาะ บทบาทหน้าที่ของอวัยวะเพศ หากเขาควรได้เรียนรู้ไปถึงปัญหาที่อาจตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนกำหนด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งควรมีการพูดคุยอภิปรายในปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รักร่วมเพศ พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การเที่ยวโสเภณี การทำแท้ง ลูกๆ เขาก็ต้องการและ มันเป็นเรื่องจำเป็นด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนะการมองต่อเพศตรงข้ามซึ่งจากการพูดคุย จะนำไปสู่การพิจารณา ขบคิดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเองช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พ่อแม่ควรคุย กับลูกเรื่องเพศศึกษาค่ะ

 

กิจกรรมกับคนในบ้าน
ช่วง วัยนี้ก็ยังคล้ายปีก่อนตอนสิบสาม ที่ชอบหมกอยู่ในห้องของตัวเอง พอสมควร แต่วัยสิบสี่จะดีขึ้นหน่อยที่ว่า ยังออกมานั่งเล่นนอนเล่นกับคนอื่นในห้องโถงของบ้านมากกว่า พูดคุยทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ก้มหน้าเอาแต่แกะสิวงุดๆ หน้าบูดๆบอกบุญไม่รับทั้งวันๆ อย่างที่แล้วมา เรื่องความรกเลอะเทอะในบ้านจากข้าวของที่วางไว้เรี่ยราดก็ยังพอมีให้เห็น แต่ถ้าบอกว่าจะมีแขกมาบ้าน อาจจะเคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ในฉันพลันทันที ลูกชายวัยนี้ช่วยงานบ้านมากขึ้น อาจจะล้างรถ เปลี่ยนยาง ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ

พัฒนาการเข้าสังคมลูกด้วยกีฬา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่าน ไหนที่ไม่รู้ว่า จะนำกีฬากับการบริหารสมองมาผสมผสานใช้กับเด็กๆ ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นแบบไหน ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ลองทำตามคำแนะนำของเราดูสิคะ

เน้น Play & Fun การให้ลูกเล่นกีฬานั้นแน่นอนที่สุดว่าเมื่อลูกทำได้ดี ความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่อาจต้องการเห็นลูกเป็นเลิศด้านกีฬา ซึ่งคุณหมออุดม เพชรสังหาร จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาสมองเด็ก รองประธานกรรมการฝ่ายพัฒนาความรู้และบุคลากร บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด เคยกล่าวไว้ว่า การส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬานั้นพ่อแม่ไม่ควรเคร่งครัดเกินไป แต่ควรอยู่บนพื้นฐานที่ลูกต้องเล่นอย่างสนุก ซึ่งจะทำให้เขาไม่ต่อต้านการเล่นกีฬาในอนาคต อีกทั้งเมื่อลูกสนุกและมีความสุขแล้วสมองส่วน Nucleus Accumbens จะมีการหลั่งสารโดปามีนทำให้เด็กๆ รู้สึกมีความสุข สมองปลอดโปร่งค่ะ ดังนั้นสำหรับวัยนี้ควรเล่นกีฬาแบบ Play & Fun ดีที่สุด

ซึ่งสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะวัยอนุบาลหรือประถม สมองทั้งสองซีกจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเขาได้ลง มือทำค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวผ่านการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นการทำงาน ของสมองซีกซ้ายและขวาทำงานอย่างสัมพันธ์กัน รวมทั้งกีฬายังส่งเสริมให้เด็กๆ ได้คิดวางแผน คิดจินตนาการ ขณะเล่นกีฬาอีกด้วยค่ะ

 

วิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Brain Research ฉบับเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2553 โดยลอรา แชดด็อกและทีมวิจัย พบว่า เด็กวัย 9-10 ปี ที่มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายจะมีปริมาณสมองส่วน ฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าเด็กที่ไม่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายเลยถึง 12% ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมด้านความจำและการเรียนรู้ ยิ่งถ้าสมองส่วนนี้มีขนาดใหญ่ การเรียนรู้ของคนๆ นั้นก็จะดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ และนี่จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าการออกกำลังกายดีต่อสมองลูกชัวร์

Sport for Kids… ฟิตสมองด้วยกีฬ

 

• พลิกแพลงวิธีเล่นกระตุ้นทักษะการคิด ใครว่าเทนนิสจะต้องเล่นตีข้ามเน็ตเพียงอย่างเดียว แบดมินตันจำเป็นจะต้องตีให้ชนะฝ่ายตรงข้ามเสมอ หรือแม้แต่ฟุตบอลก็ไม่จำเป็นต้องเตะเข้าโกลล์เพียงอย่างเดียว ขอแค่ให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่นกับลูกนิดหน่อยก็จะช่วยให้กีฬาน่า สนุกยิ่งขึ้นค่ะ เช่น…

 

* ใช้ไม้เทนนิสตีลูกเหมือนตีลูกกอล์ฟ ให้โดนแก้วน้ำจนล้ม ฝึกทักษะการควบคุมทิศทางของลูกเทนนิส การจับไม้เทนนิสที่ถูกต้อง และกระตุ้นทักษะการคิดวางแผนเพื่อให้ลูกเทนนิสกระเด็นไปโดนแก้ว หรือจะตีโต้กับคุณพ่อคุณแม่แบบกีฬาฮอกกี้ก็สนุกไปอีกแบบ

 

* กีฬาแบดมินตันก็ชวนกันเล่นตีโต้เพื่อรักษาลูกแบดมินตันให้อยู่บนอากาศนานที่ สุด ขณะเล่นก็นับแต้มไปด้วย ช่วยฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ด้วยนะคะ

 

* แทนที่จะแข่งกันเตะฟุตบอลเข้าโกลล์อย่างเดียว ก็ชวนคุณแม่ พี่ชาย-น้องชาย มาล้อมวงส่งต่อลูกบอลด้วยเท้ากัน ฝึกทักษะการควบคุมบอลด้วยปลายเท้า จะทำให้สมองเกิดการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างอวัยวะต่างๆ ทั้งสายตา ช่วงขา และปลายเท้า ทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วยค่ะ

 

• จัดการแข่งขันแบบสนุกไม่ซีเรียส จัดการแข่งขันให้กับเด็กๆ เพื่อเพิ่มความสนุกในการเล่นกีฬากันบ้างนะคะ แค่ชวนเพื่อนๆ ของลูก หรือแม้แต่แข่งขันกันเองในบ้าน ซึ่งระหว่างการเล่นอาจต้องใช้ทักษะการคิดวางแผน การแก้ปัญหา และเทคนิคด้านกีฬาอื่นๆ มาประกอบการเล่น ทั้งยังเป็นการบ่มเพาะเจ้าหนูให้เป็นเด็กอดทน และมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะอีกด้วยนะคะ

 

• ไม่บังคับ ย้อนไปดูกฎข้อแรกที่ว่า Play & Fun ค่ะ หากวันไหนลูกเหนื่อยจากการเรียน และดูท่าจะไม่อยากเล่นกีฬาสนุกๆ แล้วละก็ ท่องไว้ค่ะว่า “ยืดหยุ่นบ้าง” เพราะการเล่นกีฬาที่สนุกจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้สมองของเด็กๆ ปลอดโปร่ง รวมทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะด้านการเล่นกีฬาได้ดีกว่าการเล่นแบบที่โดนบังคับ อีกค่ะ เพื่อกีฬาจะได้ไม่กลายเป็นยาขมของลูกในอนาคตอย่างไรล่ะคะ

เห็นไหมคะว่าการชวนลูกเล่นกีฬานั้นไม่จำ เป็นว่าคุณจะต้องเป็นกูรูด้านกีฬา เพียงแต่ชวนเขาเล่นด้วยความสนุก สร้างสรรค์เกมกีฬาใหม่ๆ และที่สำคัญคือไม่บังคับให้เขาทำเท่านี้กีฬาก็จะดีต่อสมองลูกได้อย่างไม่ ต้องสงสัยเลยค่ะ

 

 

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

ทำกิจกรรมต่างๆ บ้าง โดยให้ฟังทุกวัน วันละสักครึ่งชั่วโมง”
คุณหมอยังบอกด้วยค่ะว่า ถ้าอยากให้ลูกมีสมาธิก็แค่ให้เขาได้ฟังเพลงเบาๆ ในห้องหรือสถานที่ที่ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกก็ใช้ได้แล้ว
แต่สำหรับการลดอาการก้าวร้าว นอกจากฟังแล้วควรให้เด็กได้เล่นดนตรี เช่น ตีกลอง หรือเคาะจังหวะไปด้วยจะช่วยได้มากขึ้นค่ะ
ดนตรีจึงเปรียบเสมือนวิตามินที่ทุกๆ ครอบครัวควรมีติดบ้านไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ลูกหรือคนในบ้านมีอาการซะก่อนแล้วค่อยไปซื้อหา เพราะขนาดวงการแพทย์สมัยใหม่ยังบอกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้ตั้งแต่นอนหลับอยู่ในท้องแม่เป็นเดือน ที่ 6 นั่นแล้วค่ะ การเปิดเพลงฟังบ่อยๆ จึงนับเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับพ่อแม่และลูก
โดยเฉพาะกับเด็กๆ จะมีประโยชน์มาก เหมือนที่คุณหมอบอกว่า
“ถ้าคนเราได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจนะ แค่ให้มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์เท่านั้น ก็จะช่วยให้ความก้าวร้าวหรืออาการสมาธิสั้นลดลง”

นายแพทย์ ดร.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพฯได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า

“เรา สามารถนำดนตรีบำบัดมาใช้ ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไปทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่นปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า อัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บป่วย และภาวะอื่นๆ

“สำหรับบุคคลทั่วไปก็สามารถใช้ดนตรีบำบัดได้ในแง่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และใช้กับการออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีได้”

ถ้า เป็นคนป่วยคงต้องให้นักดนตรี บำบัดเข้ามาช่วย แต่สำหรับลูกเราที่เป็นเด็กปกติ หรือแค่เพิ่งมีวี่แววว่าจะเป็นเด็กไม่ค่อยมีสมาธิ ดูเหมือนจะก้าวร้าว หรือส่อเค้าจะมีอาการซึมเศร้า คุณพ่อคุณแม่ช่วยได้ โดยคุณหมอแนะนำว่า
“ถ้าเด็กไม่ค่อยมีสมาธิควรให้ฟังดนตรีที่มีเสียงมั่นคง จังหวะช้าๆ เบาๆ ท่วงทำนองสม่ำเสมอ โน้ตที่ใช้ไม่ควรกระโดดจากคีย์สูงไปคีย์ต่ำ และควรให้เป็นโทนเสียงกลางเสียงสูง อย่างเสียงที่เกิดจากเปียโน กีตาร์ จะทำให้เกิดสมาธิได้
“ส่วนดนตรีที่มีโทนเสียงต่ำจะเหมาะกับคนก้าวร้าวมากกว่า สำหรับเด็กซึมเศร้าก็น่าจะให้ฟังดนตรีที่มีจังหวะค่อนข้างกระตุ้น เขาจะได้ลุกขึ้นมา
ดนตรี จึงเป็นศาสตร์สารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งกับคนไข้และบุคคลทั่วไป แถมยังไม่แยกเพศและวัยอีกต่างหาก
ว่าแล้วชักชวนลูกๆ มาเปิดเพลงฟังกันดีกว่าค่ะ

สอนลูกวาดเขียน

พ่อแม่จะส่งเสริมอย่างไร
เวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ลองให้เขาเขียนออกมาเป็นภาพการ์ตูน เพื่อเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง โดยจัดพื้นที่หรือบริเวณในบ้านให้เป็นมุมเขียนการ์ตูน เตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ อ้อ! กระดาษในที่นี้ แนะนำให้ใช้สมุดวาดเขียนเป็นเล่มๆ นะคะ ผลงานจะได้ไม่กระจัดกระจาย สามารถเก็บไว้อวดได้ และที่สำคัญ เขาจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง รวมทั้งให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ในการที่จะได้ฝึกทักษะ ใช้ความคิดและจินตนาการ อย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษจนหมดแรง

สำหรับ พ่อแม่เอาใจใส่กับผลงานแล้วให้ความเห็นตามสมควรค่ะ อย่าติจนท้อแท้ หรือชมจนเกินจริง ที่สำคัญอย่าตั้งความคาดหวังไว้ที่ลูกมากเกินไป จะทำให้เขาเกร็งจนหมดสนุก

เด็กแต่ละคนมีสไตล์การใช้เส้นที่ไม่เหมือนกัน เด็กที่วาดโดราเอมอนได้สวย อาจจะวาดเซเลอร์มูนไม่ได้เลย ตามขั้นตอน โดยมีนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคอยเสริมจุดเด่น และลบข้อบกพร่อง จะทำให้เขาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการที่ได้รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียง กัน ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาฝีมือ และสร้างสังคมได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ของการวาดการ์ตูน

      • เสริมจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะโดยธรรมชาติของการ์ตูนไม่ยึดติดกับความสมจริง แต่เกิดจากการนำความรู้สึก และเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาขยายให้ดูเหนือจริง ผิดธรรมชาติ เด็กๆ จะสนุกกับการคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกังวลว่าถูกหรือผิด เพราะสำหรับการ์ตูน ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวค่ะ
      • สร้างเสริมทักษะทางศิลปะ การเรียนวาดการ์ตูนก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเรื่องเส้น สี แสง เงา และมิติต่างๆ อันจะเป็นการเปิดประตูสู่แขนงศิลปะอื่น ๆ ได้ในอนาคต
      • พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้น เพราะการ์ตูนต้องมีการวางโครงเรื่อง สร้างตัวละคร และรายละเอียดของแต่ละตอน ก่อนจะนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน
      • ช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้น เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ มีความเป็นสากลที่สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ที่วาดการ์ตูนเป็น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เช่น วาดภาพประกอบรายงาน จัดบอร์ดนิทรรศการได้ด้วย
      • เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี และมีความอ่อนโยนในจิต ใจอันเกิดขึ้นจากการได้ทำงานที่รัก และยังสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้วย สอนอะไร

พื้นฐานโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่การเขียนลายเส้น รูปทรง การใช้แสงเงาทำภาพให้มีมิติ การใช้สี และการเขียนรูปตามจินตนาการหรือเรื่องเล่า ส่วนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป ก็จะเน้นการเขียนบท วางโครงเรื่อง ออกแบบตัวละคร ไปจนถึงการสร้างบทสนทนา

จะกระซิบบอกให้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นจ้าวยุทธจักร เขาเรียนกันลึกซึ้งถึงขั้นทำเป็นกราฟเลยนะคะ ระหว่างแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนหน้า กับแกนตั้งซึ่งเป็นอารมณ์ จริงจังกัน แบบนี้เชียวล่ะ

คุณสมบัติของเด็ก
พรสวรรค์ที่หลายคนถามถึง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ เปลี่ยนชื่อใหม่จากนางสาวพรสวรรค์ เป็นนายทักษะจะเข้าท่ากว่า ใครที่มีอยู่น้อย ก็อาจจะใช้เวลามากสักหน่อยในการฝึกฝน ขอแค่ใจรักเท่านั้น อะไรๆ ก็ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็กช่างคิด ช่างสังเกต และมีจินตนาการจะได้เปรียบ

เรื่องวัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การวาดเส้น สัก 5 ขวบก็พอไปได้ เพราะพื้นฐานของเด็กทุกคน ชอบขีดเขียนรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นวางโครงเรื่อง ระยะภาพ รอให้โตสักหน่อย ประมาณ 9 ขวบขึ้นไปจะทำได้ดีขึ้น เพราะสมาธิจะยาว และความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อก็จะมากกว่าเด็กเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กเป็นพื้นฐาน เพราะลองว่าไม่ชอบเสียแล้ว จะรอให้ถึงกี่ขวบก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ

 

การเลือกซื้อนมที่มีคุณภาพ

นาย แพทย์ อีริค เคนเดล พบว่าการทำงานต่างๆ ของสมองล้วนเกิดจากการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ประสาทของเซลล์ในสมอง ซึ่งจะสร้างความทรงจำ การเรียนรู้ และส่งผลต่อความคิด ความสร้างสรรค์ อารมณ์ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เรา โดยการสื่อสารดังกล่าวจะสื่อสารกันผ่าน ”สารสื่อประสาท” ที่เป็นเหมือนเป็นตัวช่วยหรือสื่อกลางในการส่งต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ในสมองที่มีอยู่นับล้านๆเซลล์ให้สื่อสารถึงกันและส่งต่อข้อมูลถึงกัน

“แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” สารอาหารสำคัญในนมแม่ เพื่อการทำงานของสมองของลูกน้อย
“แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” (Alpha-Lactalbumin) อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับเรา แต่ทราบไหมคะว่า แอลฟา-แล็คตัลบูมินคือสารอาหารสำคัญที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารสื่อ ประสาทให้กับเด็ก และแหล่งอาหารที่มีสารอาหารชนิดนี้มากที่สุดและมีคุณภาพที่สุดคือนมแม่นั่น เอง

ถ้าเด็กได้รับ แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ในปริมาณที่น้อยหรือไม่เพียงพอจะทำให้เด็กเติบโตช้าและมีพัฒนาการไม่สมวัย นอกจากนี้ยังส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของสมองลดลงอีกด้วย

นมแม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของ แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งพบได้น้อยในนมผสมทั่วไป โดยแอลฟา-แล็คตัลบูมิน จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทช่วยในการทำงานของสมอง นมผสมทั่วไปมีปริมาณแอลฟา-แล็คตัลบูมินน้อยจึงให้สารตั้งต้นสำหรับสารสื่อ ประสาทต่ำกว่า มีผลวิจัยทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าเด็กที่ดื่มนมผสมซึ่งปรับเพิ่ม แอลฟา-แล็คตัลบูมินสูงจะได้รับสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทสำคัญมากกว่าเด็ก ที่ดื่มนมผงทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เด็กที่ดื่มนมซึ่งมีสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทสูงจะสามารถนอน หลับได้ดีกว่าและมีอารมณ์ดีกว่าเด็กที่ดื่มนมผสมทั่วไป ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และการพัฒนาสมองของเด็ก

มั่นใจว่าลูกรักได้รับแอลฟา-แล็คตัลบูมินอย่างเพียงพอ
เด็กต้องการสารตั้งต้นสำหรับการสร้างสารสื่อประสาทสำคัญในปริมาณที่สูงกว่า ผู้ใหญ่อย่างมาก โดยร่างกายเด็กต้องการสารตั้งต้นสูงถึง 19 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ต้องการเพียง 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน เช่น เด็กน้ำหนัก 5 กิโลกรัมจะต้องการสารตั้งต้น 95 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นต้น

อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ

ลูกเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว

 

สาเหตุที่ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว
โรค ลิ้นหัวใจรั่วในเด็กพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หากเฉลี่ยจากเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกประมาณ 1,000 คน จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 คน และใน 8 คนนี้จะเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 5% ซึ่งพบได้จาก 2 สาเหตุ คือ

1. เกิดจากความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งมีความพิการได้หลายอย่าง เช่น ลิ้นหัวใจตีบที่เกิดจากกล้ามเนื้อที่ดึงลิ้นหัวใจไม่ปกติ ลิ้นหัวใจรั่วซึ่งอาจเกิดจากมีพยาธิสภาพของลิ้นหัวใจนั้นๆ หรือรูปร่างของลิ้นหัวใจผิดปกติ

2. เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก จากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เริ่มโดยมีอาการคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ และหากรักษาด้วยยาแก้อักเสบไม่ต่อเนื่อง เมื่อติดเชื้อเป็นระยะเวลานานๆ หรือบ่อยๆ จะส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจตัว เอง ทำให้เกิดการอักเสบที่ลิ้นหัวใจและเกิดโรคหัวใจรั่วหรือตีบตามมา

ลิ้นหัวใจ

ลิ้นหัวใจของคนเราจะทำหน้าที่เป็นเหมือนวาล์วเปิด-ปิดก๊อกน้ำ ซึ่งเปิดเมื่อเลือดไหลผ่านและจะปิดเพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว วาล์วเปิด-ปิดจะทำงานไม่ปกติ เลือดจึงไหลย้อนกลับทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเหนื่อยง่ายขึ้น

โรคหัวใจรูมาติกนี้ เมื่อก่อนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบในเด็กอายุน้อยลง ซึ่งที่ผ่านเคยพบในเด็กที่เข้ามารับการผ่าตัด มีอายุประมาณ 9-10 ขวบ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่อายุเด็กจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเด็กเป็นหวัดและติดเชื้อในคอมากขึ้น ประกอบกับการกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง ส่งผลให้เชื้อดื้อยา

อาการที่พบ

เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะมาด้วยอาการเหนื่อยๆ เลี้ยงไม่โต น้ำหนักตัวน้อย ปอดแฉะ ติดเชื้อบ่อย

การตรวจรักษา

รู้ได้ด้วยการพาไปพบกุมารแพทย์โรคหัวใจ เพื่อตรวจดูความผิดปกติและฟังเสียงหัวใจ ถ้ามีเสียง ‘เมอเมอ (Murmur)’ หรือ ‘ฟู่’ แสดงว่าหัวใจผิดปกติ เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นหัวใจด้วย

หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันอย่างละเอียด ด้วยการทำเอคโค่ (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจที่สามารถบอกลักษณะความรุนแรงของลิ้นหัวใจได้ดีที่สุด

หลังจากแพทย์ตรวจเรียบร้อยแล้วก็จะวางแผนการรักษาต่อไปตามความเหมาะสม ถ้ารักษาด้วยยาได้ก็ใช้ยา เพราะการซ่อมลิ้นหัวใจในเด็กทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นมากก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดลิ้นหัวใจเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจสามารถทำได้แต่หากลิ้นหัวใจมีพยาธิ สภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจต่อไป

การป้องกัน

ถ้าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากความพิการแต่กำเนิดจะไม่สามารถป้องกัน ได้ แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อรูมาติก สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาโรคติดเชื้อในลำคอให้หายเป็นปกติ ด้วยการทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

พ่อแม่ต้องระวัง!
1. เนื่องจากเด็กๆ ส่วนใหญ่จะชอบทานขนมกรุบกรอบที่มีเกลือแอบแฝงอยู่ ความเค็มจากขนมเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น บวมน้ำ และลิ้นหัวใจรั่วมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่จะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยให้เด็กๆ กินขนมกรุบกรอบ

2. ปัจจุบันพบเด็กเป็นโรคหัวใจรูมาติกเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เด็กมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ พ่อแม่จะต้องหมั่นดูแลเป็นอย่างดี ต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะถ้าเชื้อไม่หมด จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ และส่งผลให้เป็นโรคหัวใจรูมาติกได้