ปัญหาในการคลอดลูก

ผลต่อตัวคุณแม่ : ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เพราะว่าแม่หลังคลอดกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องอาศัยอาหารที่ถูกสัด ส่วนด้วย แต่พอซึมเศร้าคุณแม่มักินอาหารได้ไม่ดี นอกจากนั้นก็ยังมีภาระในการเลี้ยงลูกซึ่งต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พอกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพก็จะแย่ลง การเลี้ยงดูลูกก็พลอยแย่ลงไปด้วย

ความไม่สบายตัว : เช่น หลังคลอดแล้วรู้สึกเจ็บแผล รู้สึกไม่สบายตัว พักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอนมากๆ

ปัญหาครอบครัว : การไม่พร้อมในหลายๆ เรื่องของครอบครัวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ได้ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ฯลฯ

กังวลเรื่องการเลี้ยงลูก : เช่น กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ไม่รู้จะอุ้มลูกอย่างไร ต้องอาบน้ำลูกเองให้เป็น ฯลฯ

กลัวไม่เป็นที่รักของสามี : เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเลี้ยงลูก กลัวสามีจะนอกใจ เพราะระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดใหม่ๆ ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และอาจทำให้ซึมเศร้าในที่สุด

ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนทำให้เศร้าหรือไม่

มีงานวิจัยและ รายงานไว้เมื่อปี 1994 ว่าคุณแม่ที่ซึมเศร้าจะมีโปรเจสเตอร์โรนระหว่างตั้งครรภ์สูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยทั่วไป แต่ไม่ได้แจ้งตัวเลขว่าค่ามาตรฐานเป็นเท่าไร และหลังคลอดระดับฮอร์โมนก็จะต่ำมากๆ จึงเชื่อว่าระดับโปรเจสเตอร์โรนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ แต่การศึกษายังค้างอยู่แค่นั้น และไม่มีใครรายงานต่อ ส่วนแฮริสเองก็ยังไม่สรุปว่าอาการซึมเศร้าหลังคลอดเกี่ยวกับโปรเจสเตอร์โร นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรักษาด้วยการให้โปรเจสเตอร์โรนกับคุณแม่ซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าหลังคลอดส่งผลต่อแม่และทารกอย่างไร

ผลต่อลูกน้อย : มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ได้รับการเลี้ยงไม่ถูกต้อง การดูแลไม่ถูกต้อง ที่ร้ายมากๆ ก็อาจถึงขั้นทิ้งลูกหรือทำร้ายลูก

ระดับของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แบ่งได้เป็น 3 ระดับ

1. postpartum blues เป็นอาการในระดับอ่อนและเกิดเร็วที่สุด โดยจะเริ่มเป็นภายใน 2-3 วันแรกหลังคลอด และจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่โดยทั่วไปมักไม่นานเกิน 10 วันหรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ คุณแม่ที่มีอาการในระดับนี้จะรู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีอาการเศร้า เหงา เบื่ออาหาร ซึ่งอาการจะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ลักษณะเหมือนคนหงุดหงิดทั่วๆ ไป ไม่กระทบต่อสุขภาพมากนัก เช่น เบื่ออาหารก็อาจจะรับประทานน้อยลง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้เลย กลุ่มนี้จะมี 50-70% ของแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

2. postpartum depression อาการจะรุนแรงมากขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาจจะคงอยู่ส่วนใหญ่ประมาณ 4 สัปดาห์ คือไม่เกิน 1 เดือน เป็นอาการต่อเนื่องกับระดับแรก คือ ถ้าซึมเศร้าเกิน 2 สัปดาห์เมื่อไหร่ก็จะถือว่าเป็นระดับนี้ ลักษณะอาการจะเหมือนกลุ่มแรกทั้งหมด แต่มีระดับความรุนแรงมากขึ้น หลายๆ อาการจะเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ไม่กิน ไม่ลุกจากเตียง นอนร้องไห้ เลี้ยงดูลูกไม่ได้ ต้องมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น แต่กลุ่มนี้จะไม่ถึงกับหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ทำร้ายลูก ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10-15%

3. postpartum phychosis เป็นดับรุนแรงที่สุด คือมีอาการของโรคทางจิตเวช เริ่มเกิดหลังจาก 4 สัปดาห์ แล้วก็คงอยู่จนกว่าการรักษาจะได้ผล

ส่วนสาเหตุจะคล้ายกับ 2 กลุ่มแรก แต่ที่เพิ่มขึ้น คืออาจมีประวัติป่วยทางจิตเวชมาก่อน เช่น ระหว่างท้องอ่อนๆ มีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติทางจิตเวช หรือตัวเองเป็นอยู่แล้ว ก็จะมีอาการนำไปก่อนได้ง่ายขึ้น ลักษณะอาการกลุ่มนี้จะคล้ายกับไบโพล่าร์ คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย การแสดงอารมณ์จะไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ แต่กลุ่มนี้จะแยกได้ง่าย คืออาการจะหลุดออกไปจากความเป็นจริง ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เลย ในรายที่มีอาการมากๆ อาจทำร้ายลูก แต่พบได้น้อยประมาณ 01.-04% เท่านั้น

การรักษาอาการซึมเศร้าตามระดับดังนี้

ในระดับ postpartum blues (ระดับ 1) และ postpartum depression (ระดับ 2) เป็นอาการที่ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้ แต่จะดูแลเรื่องของการปรับสภาพจิตใจ ซึ่งพบว่าเพียงแค่นี้ก็จะดีขึ้นเอง คือ มีคนเข้าใจ ให้กำลังใจ แม้บางทีไม่ได้เข้ามาช่วยแต่การถามไถ่ ให้กำลังใจก็สามารถช่วยได้แล้วค่ะ
คุณแม่ที่ซึมเศร้าระดับที่ 2 ถ้ามีอาการนอนไม่หลับหรือกินอาหารไม่ได้จนอ่อนเพลียมาก ก็อาจต้องนอนพักในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารบำรุงเพื่อไม่ให้สุขภาพคุณแม่แย่ลง
คุณแม่ที่มีอาการในระดับ postpartum phychosis (ระดับ 3) จะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะถ้าอยู่บ้านอาจจะทำร้ายลูก หรือฆ่าตัวตาย การรักษาก็จะต้องใช้ยาทางจิตเวช

การป้องกันอาการซึมเศร้าหลังคลอด

ฝากครรภ์ ดูแลภาวะการคลอดให้เป็นปกติมากที่สุด ในระหว่างตั้งครรภ์หากมีปัญหาที่รบกวนจิตใจก็ควรที่จะบอกกล่าวให้คุณหมอทราบ เพื่อที่คุณหมอจะได้ติดตามดูอาการ
วางแผนครอบครัว ทางการแพทย์พบว่าโรคนี้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนครอบครัวตั้งแต่ต้น และมีลูกเมื่อพร้อม
ดูแลสุขภาพ ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางจิตเวช หรือโรคที่กระทบต่อการตั้งครรภ์ก็ควรรักษาให้หายก่อนจะตั้งครรภ์ เช่น ธัยรอยด์ เบาหวาน เพราะบางโรคเมื่อท้องแล้วอาการจะกำเริบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิตกกังวลมากขึ้น จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ค่ะ

แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

การปฐมพยาบาลลูกขั้นต้น

เวลาเพียงแต่ 5-10 นาทีที่พ่อแม่อาจะคิดว่าไม่เป็นไรที่จะทิ้งลูกไว้ในรถก็อาจเกิดอันตรายอย่าง คาดไม่ถึงนะคะ ยิ่งแดดร้อนจัดแบบในบ้านเราด้วยแล้วยิ่งต้องระวังกันให้มาก ไม่เพียงแต่การทิ้งเด็กไว้ในรถกลางแดดเท่านั้นค่ะที่เราต้องเป็นห่วง รวมถึงการทิ้งเด็กไว้ในรถในที่อื่นๆ ด้วย เพราะเด็กอาจจะซุกซนเล่นอุปกรณ์ภายในรถจนทำให้รถล็อก รถไหล และได้รับอุบัติเหตุอันตรายได้เช่นกัน

ความร้อนจากในรถเหมือนกับเตาอบมากทีเดียวค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ไม่กี่นาทีก็ทำให้พลาสติกละลายได้ ดังนั้นการเสียชีวิตในรถของเด็กเกิดได้จาก “ความร้อน” ไม่ใช่การขาดอากาศ เพราะด็กจะเกิดภาวะ “ช็อคร้อน” (Heat stroke) ได้ง่าย ทำให้เป็นลม ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตในที่สุด

ทำอย่างไรเมื่อต้องลงจากรถและมีเด็กอยู่ในรถด้วย

อุ้มหรือพาเด็กลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าลงรถไปเพื่อซื้อของเล็กน้อย หรือเพียงแต่เดินไปเก็บของที่กระโปรงหลังรถ เพราะเด็กมักซุกซนและไม่รู้ระบบภายในรถ เด็กอาจจะกดเซ็นทรัลล็อก เบรกมือ หรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่พาลูกขึ้นรถไปด้วยเองก็ตาม เมื่อลงจากรถต้องสำรวจให้แน่ใจว่าลูกลงจากรถแล้วมายืนกับพ่อแม่แล้วเรียบร้อย เพราะพ่อแม่บางคนมักจะเข้าใจว่าลูกลงจากรถมาเองแล้ว

หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องปล่อยลูกไว้ในรถ ควรลดกระจกรถทั้ง 4 ด้านลง 1/4 เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยลูกไว้นานเกิน 10 นาทีเด็ดขาด

พ่อแม่ที่ใช้บริการรถรับส่งของสถานรับเลี้ยงเด็กหรือรถโรงเรียน เมื่อถึงเวลารถมาส่งลูกก็ควรจะรอรับเอง หรือให้บุคคลใกล้ชิดมารอรับแทน เพื่อจะได้ทราบว่าลูกลงรถอย่างปลอดภัยแล้ว

กรณีครูพี่เลี้ยงที่มารับส่งเด็กๆ ควรมีสมุดเช็คชื่อว่าเด็กแต่ละคนขึ้นรถลงรถแลเวเรียบร้อยหรือยัง และจะต้องเห็นหน้าเด็กทุกคนทุกครั้งที่มีการรับขึ้นรถและส่งรถลงรถ ไม่ใช่เพียงการขานชื่อหรือเข้าใจว่าเมื่อรถจอดส่งเด็กแล้ว เด็กก็ลงไปเองแล้ว

ครูพี่เลี้ยงและัพนักงานขับรถส่งเด็กๆ เมื่อเด็กๆ ลงจากรถครบแล้วควรเดินตรวจภายในรถอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้สามารถตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

เมื่อเด็กลงจากรถเพื่อจะเข้าโรงเรียน ครูพี่เลี้ยงควรเช็คชื่ออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเด็กขึ้นรถและลงรถเท่ากัน เป็นการตรวจสอบย้ำว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกลืมทิ้งไว้บนรถ

เหตุการณ์การลืมเด็กไว้ในรถท่ามกลางแดดร้อนจัดหลายๆ ชั่วโมง ในต่างประเทศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและเกิดความสูญเสียชีวิตเด็กมากถึงปีละเป็นพันคนซึ่งเกิดจากความประมาทของผู้ดูแล ซึ่งเราก็หวังว่าจะเรื่องนี้จะได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากผู้ดูแลเด็ก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราควรจะทำอย่างไร

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กช็อกความร้อน
1. อุ้มเด็กออกมานอนในที่ร่ม อากาสถ่ายเทสะดวก หรือให้เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศ
2. คลายชุดให้หลวมหรือถอดชุดของเด็กออกเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
3. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้า ศีรษะ และตามหลอดเลือดใหญ่ อย่าง ซอกคอ แขน และขา
4. อย่าป้อนน้ำในขณะยังไม่ได้สติดี เพราะจะยิ่งทำให้มีอันตรายจากการสำลักมากขึ้น
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้รักษาและช่วยเหลือต่อไป

เลือกนมให้เหมาะกับวัย

นมเปรี้ยวในบ้านเรามี 2 ชนิด คือนมเปรี้ยวแท้ๆ กับนมเปรี้ยวเทียม นมเปรี้ยวแท้ๆ คือเอานมวัวมาใส่เชื้อจุลินทรีย์ที่คนคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คือ แล็คโตบาซิลลัส ตัวจุลินทรีย์นี้จะไปย่อยน้ำตาลแล็คโตสที่มีอยู่ในนมให้เป็นกรดแล็คติค นมจึงมีรสเปรี้ยว เพราะฉะนั้นสารอาหารในนมเปรี้ยวจะมีเท่ากับนมปกติที่เอามาทำในตอนแรกเพียง แต่เพิ่มตัวแล็คโตบาซิลลัสเข้าไปเท่านั้นเอง ด้วยกรรมวิธีการทำแบบนี้นมเปรี้ยวจึงเหมาะกับเด็กที่ดื่มนมปกติที่มีน้ำตาล แล็คโตสไม่ได้ และเด็กที่ท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงคนที่กินยาปฎิชีวนะบ่อยๆ นมเปรี้ยวแท้ก็จะทำมาจากนมวัวสด จะเหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

ส่วน นมเปรี้ยวเทียมซึ่งไม่ได้ใส่แล็คโตบาซิลลัสเข้าไป แต่ใส่หัวเชื้อที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปแทน เช่น กรดรสส้ม กรดรสมะนาว นมเปรี้ยวเทียมชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับเด็กที่ มีอาการท้องเสียเพราะย่อยน้ำตาล็แล็คโตสไม่ได้ ถ้าเราลองไปศึกษาดูที่ข้างกล่องจริงๆ เราจะเห็นว่านมเปรี้ยวไม่แท้นั้นมีเนื้อนมแค่ 20-70% เท่านั้นเอง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเรากินเพียงน้ำหรือรสเปรี้ยวๆเข้าไปเท่านั้น

โดย อาการแพ้นมวัวของเด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าแพ้ คุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่รู้ ส่วนมากมักเป็นโปรตีนบางส่วน ทำให้เกิดอาการได้ทั้งระบบทางเดินอาหาร หรือคล้ายกับลักษณะอาการป่วยทั่วๆ ไป เช่น เป็นหวัดเรื้อรัง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว มีผื่นหรือลมพิษขึ้นตามร่างกาย ผื่นคันที่หน้า สองข้ามแก้ม ตามข้อพับ บางรายเป็นเอคซีมา ECZEMA และเป็นๆ หายๆ ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่เด็กก็ไม่ได้เอะใจหรือสงสัย บางทีพาไปหาหมอก็จะถูกรักษาตามอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กไม่ถึง 20% ที่ถูกวินิจฉัยแล้วรู้ว่าแพ้นมวัว

ให้แคลเซียม สร้างกระดูก เด็กๆต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกให้หนาและแข็งแรง โดยควรได้รับนมวันละไม่ต่ำกว่าเศษสามส่วนแปดออนซ์ ร่างกายจึงจะได้แคลเซียมพอเพียงต่อการสร้างกระดูก
ให้วิตามินดี ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้สร้างกระดูกได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้แน่ใจได้ว่ากระดูกของลูกถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามกระบวนการของธรรมชาติในร่างกาย
ให้วิตามินบี 2 ช่วยดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และในอาหารที่เด็กๆ กิน สำหรับเด็กวัย 1-3 ขวบ นมหนึ่งแก้วซึ่งให้วิตามินบี 2 ประมาณครึ่งแก้ว จะพอเพียงต่อความต้องการวิตามินบี 2 ของร่างกายในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปก็ต้องการวิตามินบี 2 ในแต่ละวันเพียงเศษหนึ่งส่วนสามจากนมหนึ่งแก้ว
ให้โปรตีน ปริมาณนมหนึ่งแก้วจะให้โปรตีนประมาณครึ่งแก้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการโปรตีนของเด็กวัย 1-3 ปีในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 3 ขวบขึ้นถึง 10 ขวบ ร่างกายก็ต้องการโปรตีนจากนมเพียงวันละเศษหนึ่งส่วนสามแก้วจากการดื่มนมหนึ่งแก้ว เด็กที่ไม่กินเนื้อก็สามารถได้โปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันจากการดื่มนมในปริมาณดังกล่าว รวมทั้งเด็กที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนักด้วย

ผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี
นมผง
นมแม่กับนมวัวมีความแตกต่างกัน นมวัวจะมีโปรตีนสูงเกือบ 3 เท่าของนมแม่ซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับความต้องการของเด็กทารก สำหรับนมผสมที่ใช้เลี้ยงทารก (INFANT FORMULA) ในปัจจุบันพยายามดัดแปลงให้คล้ายนมแม่มากที่สุด เช่นปรับเปลี่ยนปริมาณและคุณสมบัติของโปรตีนให้ใกล้เคียงกับนมแม่ และดัดแปลงไขมันโดยเอาไขมันในนมวัวบางส่วนออกไป แล้วผสมน้ำมันพืชบางชนิดเข้าไปแทนเพื่อให้สัดส่วนของไขมันคล้ายกันกับนมแม่ที่สุด

นมผงบางยี่ห้อเติมสารทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเข้าไป เพราะเห็นประโยชน์ที่ว่าสารนี้มีส่วนช่วยพัฒนาจอตา (RETINA) และสมองให้กับเด็ก แต่จริงๆแล้วในนมแม่เองมีทอรีนอยู่แล้ว นอกจากนี้นมผงบางยี่ห้อได้เติมเบต้าแคโรทีนเข้าไป เพราะเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันโรคหัวใจ และมะเร็ง ฯลฯ แต่ในนมแม่เองก็มีเบต้าแคโรทีนอยู่แล้ว นมผงบางยี่ห้อเขาเริ่มเติมสารนิวคลีโอไทด์ ซึ่งอาจมีส่วนเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย หรือดีเอชเอ ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาการของสมองและความฉลาดเข้าไปอีกด้วย

ส่วนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกนั้นเมื่อลูกอายุ 1 ปีขึ้นไป คงต้องให้รับประทานนมสูตร 2 ที่เขียนข้างกระป๋องว่าใช้สำหรับทารกและเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี
ซึ่งคุณแม่สามารถให้กินร่วมไปกับนมกล่อง UHT ได้

เมื่อเป็นมากแพทย์ก็เปลี่ยนชนิดนม เช่น ให้นมถั่วเหลือง หรือนมวัวชนิดพิเศษสำหรับเด็กภูมิแพ้ จะมีการปรับดัดแปลงสารอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น จนอาการภูมิแพ้ทุเลา ส่วนมากก็อายุ 1 ถึง 1 ปีครึ่งพออาการดี ร่างกายแข็งแรงก็สามารถกลับมาดื่มนมวัวได้ และหากคุณพ่อคุณแม่เลือกนมถั่วเหลืองมีก็ควรนำนมไปปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลลูกประจำอยู่ เพื่อพิจารณาคุณค่าอาหาร ซึ่งเด็กที่อายุเกิน 1 ปี แล้วต้องกินข้าว 3 มื้อและอาหารอื่นด้วย จะต้องประเมินว่าเติบโตดีไหม มีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงนำมาเทียบ กับมาตรฐานของเด็กปกติ ซึ่งสามารถขอข้อมูลและปรึกษาได้จากกุมารแพทย์

คลอดก่อนกำหนดมีผลอะไรบ้าง

อาการเริ่มต้นของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
โดยปกติในระยะตั้งครรภ์เกิน 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกหดตัวเบาๆ เป็นพักๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวด (อย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเด็กโก่งตัว) เป็นการฝึกหัดตัวเองของมดลูกที่จะบีบตัวเมื่อถึงกำหนดคลอด การหดตัวของมดลูกแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีการหดตัวบ่อยๆ ถี่เกินไป ท้องตึงแข็งอยู่เป็นเวลานาน และมีอาการอื่นร่วมด้วย ก็แสดงว่าอาจจะมีการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด

สาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด
ปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดมีหลายอย่างคือ
1. คุณสมบัติส่วนตัวและโรคประจำตัว

คุณแม่ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี
คุณแม่ที่เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อนหนึ่งครั้ง มีโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดครั้งต่อไปมีถึงร้อยละ 25 แต่ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดติดกัน 2 ครั้ง โอกาสในท้องต่อไปจะเพิ่มยิ่งขึ้นเป็นร้อยละ 50 ทางแพทย์เชื่อว่าระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บท้องคลอดของคุณแม่คงมีการทำงานผิดปกติ
คุณแม่ที่แท้งบ่อยๆ มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดในการตั้งท้องต่อมามากขึ้น
คุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติ มดลูกพิการมาแต่กำเนิด เช่น มีผนังกั้นภายในโพรงมดลูก หรือมดลูกมีเนื้องอกร่วมด้วย ทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติ และคับแคบเกินกว่าที่ทารกจะเจริญเติบโตตามปกติ จึงคลอดออกมาก่อนกำหนด
คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต ทำให้ทารกในท้องเจริญเติบโตได้ไม่ดี ตัวเล็ก และคลอดก่อนกำหนดได้

2. ชีวิตประจำวัน

คุณแม่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือถึงแม่คุณแม่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนดได้
คุณแม่ที่ดื่มสุราและเบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ทุกชนิดจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตไม่ดีและคลอดก่อนกำหนด นอกจากนั้น อาจจะคลอดทารกออกมาพิการ
สภาพการทำงานที่หนักเกินไป เช่น งานที่ต้องนั่งนานๆ วันละหลายชั่วโมง งานที่ต้องใช้แรงมาก จะทำให้คุณแม่เหนื่อยง่ายและมีปริมาณเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง เพราะต้องแบ่งเลือดส่วนหนึ่งไปให้ตัวแม่เอง เพื่อสร้างพลังงานทดแทนในส่วนที่เสียไปจากการทำงานหนักมากกว่าปกติ ผลจะทำให้ทารกขาดสารอาหารและก๊าซออกซิเจน ทารกจะตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนด
ความเครียด ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากงานหรือปัญหาในครอบครัว ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

3. ปัญหาและภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์แฝด
เลือดออกขณะตั้งครรภ์
ปากมดลูกหลวม
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
อาการต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ พร้อมกับเวลาที่มดลูกหดตัว อาการปวดท้องนี้จะคล้ายกับเวลาที่คุณแม่ปวดประจำเดือน ทั้งที่ขณะนั้นคุณแม่ไม่มีอาการท้องเสียหรืออาหารไม่ย่อยเลย
มีอาการปวดหลังชนิดที่ร้าวลงไปถึงด้านล่างบริเวณก้นกบร่วมกับการปวดท้อง
ปวดถ่วงในอุ้งเชิงกราน อาจจะร้าวไปที่ต้นขา
มีเลือดออกทางช่องคลอด
มีน้ำไหลออกจากช่องคลอดหรือระดูขาวออกมา บางทีอาจจะมีมูกปนเลือดออกมาด้วย

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
ถ้ามีอาการเหล่านี้ขอให้รีบไปพบแพทย์ ซึ่งจะต้องรับตัวคุณแม่ไว้ในสถานพยาบาล และให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ถ้าปากมดลูกยังขยายไม่มากก็จะได้ผลดี สามารถให้ทารกอยู่ในครรภ์ต่อไปได้อีกจนกระทั่งใกล้กำหนดคลอดมากที่สุด

แต่ถ้าแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถหยุดยั้งการหดตัวของมดลูกได้ แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์พวกเบตาเมธาโซน (Betamethasone) หรือเด็กซาเมธาโซน (Dexamethasone) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้ปอดของทารกทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ช่วยให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้นมีโอกาสรอดมากขึ้น

ยานี้จะได้ผลเมื่อฉีดเข้าไปอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และยาจะมีประโยชน์อยู่ 7 วัน หลังจากนั้นอาจจะต้องให้ซ้ำ แต่ยานี้ก็มีจำกัดการใช้ด้วย คือไม่สามารถให้ได้ทุกราย ในกรณีที่มีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด หรือสงสัยว่าจะมีการอักเสบในร่างกายของคุณแม่ ไม่สามารถให้ยาชนิดนี้ได้

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับทารกคลอดก่อนกำหนด
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ได้แก่

1. ภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด

ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ ยิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งเกิดมาก อย่างที่รู้กันว่าทารกคลอดก่อนกำหนดปอดไม่ค่อยสมบูรณ์ เป็นเพราะขาดสารเคมีบางชนิดในปอด ซึ่งสร้างไม่พอในช่วงตอนที่เกิด สารตัวนี้ทารกส่วนใหญ่ก็จะสร้างครบได้เมื่อ 35 สัปดาห์ สารตัวนี้เป็นสารลดความตึงผิวของถุงลม (Surfactant) ทำหน้าที่ให้ถุงลมโป่งง่าย ทำให้หายใจโดยที่ใช้แรงน้อยลง ในผู้ใหญ่เรามีประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทารกแรกเกิดแม้ครบกำหนดก็จะขาดนิดหน่อย มีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ภาวะเลือดออกในสมองอย่างเฉียบพลัน เพราะสมองทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังค่อนข้างนิ่มมาก ยิ่งคลอดก่อนกำหนดมากเท่าไรสมองยิ่งนิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเมื่อคลอดต้องผ่านอะไรหลายๆ อย่าง มีการเขย่า เจอแสงสว่าง เจอความตกใจ เจอร้อนเย็นต่างกัน ไม่เหมือนอยู่ในท้องแม่ ก็ทำให้ความดันเลือดค่อนข้างผันผวน อาจทำให้เส้นเลือดในสมองบางเส้นแตก ซึ่งเกิดได้ประมาณ 30% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม
ปัจจุบันยังไม่มีทางป้องกัน ทารกคนไหนเลือดออกในสมองมากก็จะเสียชีวิต ทารกที่เลือดออกน้อย 90% จะไม่ออกอาการอะไรเลย แล้วก็เติบโตได้โดยไม่มีปัญหา
โรคติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดบางส่วนจะคลอดเพราะแม่มีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือน้ำเดิน ถุงน้ำแตก ทำให้ทารกได้รับเชื้อเข้าไป เมื่อทารกติดเชื้อปุ๊บ ร่างกายของแม่จะขับทารกออกก่อนกำหนด เทารกบางคนจึงอาจมีภาวะติดเชื้อออกมาตั้งแต่เกิดเลย ก็ทำให้ทารกตายได้ แต่กรณีนี้เกิดไม่บ่อยเท่าไร

2. ภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายหลัง

ภาวะลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน ลำไส้ทารกคลอดก่อนกำหนดที่ทำงานอยู่อาจเน่าขึ้นมาโดยที่ไม่มีทางป้องกัน ไม่ทราบสาเหตุ ภาวะนี้เกิดได้ประมาณ 10% ของทารกทั้งหมดที่เกิดมาตัวเล็ก ยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งเกิดเยอะ ใน 10% นี้ ครึ่งหนึ่งจะมีอาการเพียงเล็กน้อย คือ มีลำไส้ขาดเลือดชั่วคราว ท้องอืด กินนมไม่ได้ประมาณ 7-10 วัน อีก 25% มีลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ ซึ่งไม่ต้องทำอะไร รอเฉยๆ แต่ต้องงดนมไปประมาณ 1-2 อาทิตย์ ให้ลำไส้รักษาตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองโดยไม่มีปัญหา ส่วน 25%ที่เหลือลำไส้ทะลุแล้วทารกเสียชีวิต
การหยุดหายใจในทารกแรกเกิด เนื่องจากอยู่ในท้องแม่ ทารกไม่จำเป็นต้องหายใจเอง หายใจเองบ้าง ลืมบ้างได้ พอคลอดออกมาใหม่ๆ บางทีอยู่เฉยๆ เขานอนเงียบไปเลย เมื่อก่อนเราต้องใช้วิธีผูกขากระตุกเอาเป็นการป้องกัน เพราะทารกจะหยุดหายใจตอนหลับ แต่ตอนตื่นกระดุกกระดิกไม่ค่อยหยุดหายใจ แต่พวกนี้บางทีนอนหลับไปเฉยๆ เขียวไปเลยตายได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อทารกครบกำหนดคลอด เช่น บางคนคลอดเมื่อ 32 สัปดาห์ พอเราเลี้ยงไปสัก 5 สัปดาห์เป็น 37 สัปดาห์ อาการหยุดหายใจก็จะหายไปเอง แต่บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวและกังวลกับอาการนี้เช่นกัน

การคลอดก่อนกำหนดเป็นปัญหาที่สำคัญทางด้านอนามัยแม่และเด็ก แม้ว่าความเจริญทางด้านการแพทย์จะสามารถช่วยให้ทารกที่คลอดออกมาก่อนกำหนด นั้นมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ก็มีจำนวนมากที่มีความพิการหรือเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อนโดยการส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่ให้ดี ก่อนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็รีบไปฝากครรภ์ และปฏิบัติตนตามที่ได้รับคำแนะนำ เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นก็ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ถ้าป้องกันแล้วยังเกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดอีก ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ยาระงับการเจ็บครรภ์และให้การดูแลรักษาที่เหมาะ สมต่อไป
ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ทารกคนไหนที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ พอโรคปอดในระยะแรกหายแล้ว แต่เขายังหายใจเองไม่ได้ ไอเองไม่เป็น ไอไม่ค่อยแรง เสมหะก็ออกจากปอดไม่ได้ ทำให้ทารกต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปถึงจุดซึ่งทารกอ้วนพอที่จะมีแรงไอได้ บางทีก็ทำให้ปอดทารกมีปัญหาคล้ายๆ คนสูบบุหรี่ คือโดนออกซิเจน โดนแก๊สไม่ได้จะไอเรื้อรัง แต่โรคปอดนี้หลังจากเอาเครื่องช่วยหายใจออกจะหายไปเองภายใน 1-2 ปี แต่บางคนที่มีปัญหามาก พอเด็กอายุสัก 9-10 ปีก็อาจเป็นหอบได้ ส่วนใหญ่ที่รอดจากระยะแรกก็จะเป็นปกติภายใน 1-2 ปี อาจจะมีบางคนที่เป็นหวัดแล้วจะปอดบวมเพราะเด็กพวกนี้ระยะแรกปอดยังไม่ค่อยดีเท่าไร
พัฒนาการช้า พบได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครึ่งหนึ่งสามารถเป็นปกติได้โดยการกระตุ้น ปัจจุบันเมืองไทยมีโครงการกระตุ้นเด็กเรียกว่า early intervention คือ การกระตุ้นเด็กระยะแรก มีการสอนพ่อแม่ให้กระตุ้นเด็ก ทำให้พัฒนาการเขาดีขึ้นได้

อีกครึ่งหนึ่งค่อนข้างจะลำบาก คือสมองพิการไปเลย ทำอะไรไม่ได้มาก แล้วยังมีเดินไม่ค่อยได้ แต่สมองปกติ ไอคิวปกติ กลุ่มนี้ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน แต่เขายังสามารถช่วยตัวเองได้

การดูแลลูกคลอดก่อนกำหนดเมื่อกลับบ้าน
ขณะอยู่โรงพยาบาลแพทย์จะคอยดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทารกมีน้ำหนักมากกว่า 1.8–2 กิโลกรัม หรือจนสามารถลดการใช้ตู้อบ มีการดูดกลืนได้ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังคงนัดไปตรวจอีกครั้งเมื่ออายุประมาณ 1-2 อาทิตย์
เมื่อกลับมาอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ต้องมีการดูแลลูก ดังต่อไปนี้

จัดสภาพแวดล้อม ควรจัดบรรยากาศในบ้านให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายในของลูกไม่เย็นหรือร้อนเกินไป แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนภาวะตัวเย็นในทารกคลอดก่อนกำหนดก็ไม่น่ากังวลเท่าไร แต่หากมีอาการตัวร้อนขึ้นมาควรรีบพาไปหาแพทย์ทันที
ความสะอาด เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ อาหารการกินของลูกน้อย เพราะทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ มากกว่าเด็กปกติ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบ้านก็ต้องสะอาดด้วย
ส่งเสริมพัฒนาการ ระบบสมองของทารกจะเจริญเร็วในช่วง 6-7 สัปดาห์สุดท้ายในการตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีพัฒนาการล่าช้าบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะคอยเช็คพัฒนาการ เช่น การได้ยินและการมองเห็นอยู่เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะกระตุ้นลูกน้อยได้ด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ใช้การพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่กับลูกบ่อยๆ และใช้สีและแสงอย่างเหมาะสม
นม สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนด แพทย์จะแนะนำว่าให้กินนมแม่เป็นหลัก แต่ก็อาจจะต้องกินนมสูตร Enrich Post-discharge Formula เสริมควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ทารกทำน้ำหนักดีขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวขึ้น 40-50 กรัมต่อวันก็ถือว่าใช้ได้ แต่ก็ต้องมีการประเมินดูในระยะยาวต่อไป
ระบบหายใจ ยังคงต้องมีการระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะการหายใจอาจมีปัญหาได้ เช่น มีเสมหะอุดตัน มีน้ำมูก ทำให้หายใจไม่สะดวกหรือไม่ หายใจอกบุ๋ม หายใจเสียงดังครืดคราด คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพากลับมาตรวจใหม่ โดยเฉพาะเวลาดูดนมแม่จะเห็นได้ชัด ดังนั้นเวลาอุ้มให้นมลูก ก็ควรจะอุ้มลูกให้สูงขึ้น เพื่อระวังการสำลักนมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าไม่สบาย หากลูกเกิดมีไข้ ตัวร้อน ติดเชื้อน้ำมูกเขียวข้น ดูดนมได้น้อยลง น้ำหนักไม่ขึ้น ตัวเหลือง หรือตาเหลือง คุณแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ก่อนถึงเวลานัด ถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องรีบไปให้ทันเวลา

ปกป้องลูกรักจากแสงแดด

ปกป้องผิวลูกจากแสงแดด
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกถูกแดดแรงๆ ในช่วง 10.00-16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่แดดแรงจัดมีรังสี UVA และ UVB มาก และผิวของเด็กทนต่อแดดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ และแพ้แดดได้ง่ายกว่า

+ หากลูกต้องอยู่กลางแดดนาน เช่น เล่นน้ำทะเล คุณแม่ควรทาครีมกันแดดโดยเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กชนิดที่ป้องกันรังสี อัลตราไวโอเลต ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป ทาให้ทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า ใต้ตา จมูก หู คอ หน้าอก มือและเท้า และหากลูกจะว่ายน้ำก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถกันน้ำได้ (ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง)

หากผิวโดนแดดเผามากจะทำให้ผื่นเปลี่ยนเป็นสีม่วงและผิวหนังขาดน้ำจนเกิดอาการช็อกได้

บรรเทาผิวไหม้แดด
ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปทางผิวหนัง จากนั้นทำให้ผิวของลูกเย็นลงโดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติราดบริเวณที่ถูกแดดเผาหรือพาลูกไปแช่ในน้ำ อย่าถูผิวลูกแรงและไม่ใช้สบู่เพราะจะทำให้ผิวบริเวณที่ไหม้แสบและแห้งตึงมากขึ้น หลังอาบน้ำให้ทาครีมทาผิวเพื่อลดความตึงของผิวหนัง

นอกจากนี้ อาจใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางบนรอยไหม้ประมาณ 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าผิวหนังอักเสบแดงหรือเป็นรอยไหม้ไม่ยอมลอกออก ควรพาลูกไปพบแพทย์

+ หากต้องอยู่กลางแจ้งในช่วงแดดแรง ควรให้ลูกใส่หมวกสีจางๆ สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเนื้อบางๆ

+ ในช่วงที่แดดแรงไม่ควรทาน้ำมันทาผิวหรือเบบี้ออยล์ให้ลูก เพราะเมื่อถูกแสงแดด อุณหภูมิของน้ำมันจะสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังไหม้เร็วขึ้น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : เลือกครีมกันแดดให้ลูก
ควรเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะไม่ผสมสาร ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือทำให้เกิดอาการแพ้ และเลือกชนิดที่ปกป้องแสงอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป แต่ไม่ควรเลือกชนิดที่มีค่า SPF สูงมากจนเกินไป เพราะยิ่งค่า SPF สูง เนื้อครีมก็จะมีความเหนียวเหนอะมากขึ้นและมีโอกาสแพ้มากขึ้นด้วย หากลูกมีผื่นขึ้นหลังใช้ครีมกันแดด ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและหยุดใช้ครีมทันที

โรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก

ทำไมลูกแพ้อาหาร
การแพ้อาหารเกิดได้จากพันธุกรรม เช่น พ่อ แม่ หรือมีลูกคนก่อนในครอบครัวมีประวัติ ก็อาจทำให้ลูกมีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าปกติ อีกสาเหตุคือ เกิดจากอาหาร เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น โปรตีนนมวัว ไข่ขาว ฯลฯ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้น อาการแพ้จะค่อยๆ หายไป ด้วยเพราะระบบการย่อยอาหาร เซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำงานได้สมบูรณ์ การยับยั้งสารอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้เกิดปัญหาน้อยลง
ภูมิแพ้ เป็นอย่างไร
คือภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่าง จะเกิดอาการเมื่อมีการสัมผัสหรือรับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันต่างๆ และรวมไปถึงอาหาร ก็เป็นสาเหตุที่สามารถตัวกระตุ้นอาการของลูก ทั้งนี้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้จากลักษณะทางกายภาพต่อไปนี้
ผิวหนัง
มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า แก้ม แขน ขา ตั้งข้อสังเกตกับอาการไปด้วยว่า นอกจากมีผื่นแล้ว ยังมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ (เอาหน้าถูไถไปมากับที่นอน มีอาการหงุดหงิดเหมือนไม่สบายตัว) ถ้าแพ้รุนแรง ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง คล้ายผื่นลมพิษ ต้องระวัง และสังเกตอย่างใกล้ชิด
ระบบทางเดินอาหาร
ลูกแสดงอาการหงุดหงิด เพราะรู้สึกไม่สบายท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายหลายครั้ง ตั้งแต่ถ่ายเล็กน้อยจนถึงอาการถ่ายเรื้อรัง แพ้มาก็อาจถ่ายเหลวบ่อยครั้งต่อวัน ถ่ายเป็นเลือดปนออกมาด้วย ลักษณะแบบนี้ต้องพบคุณหมอทันที
ระบบทางเดินหายใจ
หายใจไม่สะดวก เสียงดังครืดคราด มักเป็นเรื้อรังไม่หาย อาจพบอาการโรคหืดร่วมด้วย แต่ก็พบได้ไม่บ่อย

ป้องกันไว้ก่อน
เพราะอาหารคือ สาเหตุหล ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังกังวลกับเรื่องเมนูอร่อย อยากให้ลูกอิ่มอร่อยแบบครบ 5 หมู่ ไม่ควรมองผ่าน ระมัดระวังกับเรื่องอาหารการดินของลูกในช่วงเริ่มมื้ออาหารเสริมด้วยค่ะ
- การแพ้โปรตีนนมวัว คุณแม่ลดความเสี่ยงนี้ได้ ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เป็นวิธีที่คุ้มค่าและดีที่สุดค่ะ
- การเริ่มให้อาหารเสริมต้องเริ่มครั้งละน้อยๆ และสังเกตอาการ ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ จึงเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ ก็จะช่วยป้องกัน ลดโอกาสเสี่ยง เรื่องอาการแพ้จากอาหารที่กินเข้าไป
-หลักการเดียวใช้ได้หมด คือ เลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ก็ควรเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว
- ลดความเสี่ยงด้วยการปรุงอาหารให้ลูกกินเอง หากต้องเลือกซื้ออาหารผลิตภัณฑ์แปรรูป ควรมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ระบุข้อมูลทางโภชนาการชัดเจน
- ถ้าสงสัยหรือรู้ว่า ลูกมีอาการแพ้ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและขอคำแนะนำที่เหมาะสม
เมื่อแพ้แล้วทำอย่างไร
คุณแม่ควรดูแลตามอาการนั้นๆ เช่น
- เมื่อมีผื่น มีอาการคัน ใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำ เช็ดบริเวณที่มีอาการ และเลี่ยงการอยู่ในที่ๆ มีอากาศร้อน เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่มีกระตุ้นให้เกิดอาการคัน
- ถ้าลูกหายในติดขัด เพราะมีน้ำมูกมาก ใช้น้ำเกลือล้างหรือเช็ดบริเวณจมูกเพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้น
- ถ้าอาเจียน ถ่ายบ่อย ก็ควรหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ไว้ก่อน ระวังภาวะขาดน้ำ ควรให้ลูกจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ