ฝึกนิสัยดีดีให้ลูฏรัก

Rauseo และสามีของเธอ ได้ผ่าน หลักสูตร CPRเจ็ดปี ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ หนึ่งในลูกชายของ พวกเขา ในเวลาสั้น ๆ หยุด หายใจ แต่เธอก็ ไม่เคยใช้ ฝึกอบรมของเธอ และเธอก็เป็น สนิม กับลูกตอนนี้ ปวกเปียก และเปลี่ยน สีฟ้า Rauseo พยายามที่ ดีที่สุดของเธอ ในการหายใจ ชีวิต เป็น หลานชายของเธอ

“ฉัน เป็นระเบียบ ร้อนจริงๆ ” เธอ กล่าวว่า “ถ้า มันไม่ได้รับ สำหรับพวกเขา ผมไม่ทราบว่า ถ้าผม จะมี การปรากฏตัว ของจิตใจที่จะ ทำในสิ่งที่ จำเป็นต้องทำ คนที่มี ผม สงบ ลงและ บอกฉันว่าฉัน สามารถทำมัน . ”

รถพยาบาล ไมอามี่ กู้ภัยดับเพลิง ได้อย่างรวดเร็ว มาถึงและ รีบวิ่ง ไปที่ เซบาสเตียน แจ็คสัน

แต่ ในวันพฤหัสบดีที่ เซบาสเตียน น้อย ที่เกิด ก่อนกำหนด ได้รับการ ต่อสู้การติดเชื้อ ทางเดินหายใจและ ร้องไห้ เป็น ป้าของเขา กำลังมุ่งหน้าไป ทางทิศตะวันตกบนทางด่วน โลมา เมื่อ จู่ ๆ เขาก็ หยุด ร้องไห้ พาเมล่า Rauseo , 37, ไมอามี รู้ว่า มีบางอย่าง ที่ไม่ถูกต้อง

เธอหยุด เอสยูวี ของเธอ บน ทางด่วนทางตะวันออกของ 57th อเวนิว และ กระโดดออกมา ทันที กรีดร้อง ว่า หลานชายของเธอ ได้หยุด หายใจ

ทารก ที่ได้รับการ เปลี่ยน สีฟ้า อัตราการเข้าชม เร็ว ๆ นี้ ได้รับการสนับสนุน

ฉาก ละคร ก่อนที่จะ กางออก Miami Herald ช่างภาพ อัล Diaz , ที่ยัง ติดอยู่ใน การจราจร Diaz วิ่งผ่าน การจราจร จนตรอก ตะโกน ขอความช่วยเหลือ เขา ได้อย่างรวดเร็ว ได้รับความสนใจ ของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ Sweetwater Amauris Bastidas ที่วิ่ง ที่จะช่วยให้ ดำเนินการ CPR

Diaz แล้ว คว้า กล้อง ของเขา หัก ออกจาก ชุดของภาพจับภาพความพยายามที่ กล้าหาญ ของ Bastidas และอื่น ๆ เพื่อ ประหยัด เซ เล็กน้อย

ในเช้าวัน ศุกร์ที่ ข่าวรั่ว ทั่วสหรัฐอเมริกา และจากที่ ไกลที่สุดเท่าที่ ออสเตรเลีย , เยอรมนี และบราซิล ครอบคลุม เรื่องราว หลังจากที่ ภาพถ่าย Diaz ของ ย้าย ของ Rauseo และ ผู้ขับขี่ อื่น ๆ การแสดง CPR ที่ เซบาสเตียน ตี อินเทอร์เน็ต

ดร. ฆ โซลาโน กล่าวว่าวันศุกร์ ที่ ทารกอยู่ในสภาพที่ มั่นคง ใน แจ็คสัน โฮลต์ซ หน่วย ที่สำคัญ การดูแล เด็ก และ ” ภายใต้การสังเกต อย่างใกล้ชิด ” กับ ตารางเวลาสำหรับ เมื่อเขา อาจจะไป ที่บ้าน ไม่มี

“เราไม่ คิดว่าเขา ได้รับ มีปัญหา ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งถูก ทำให้แย่ลงโดย การติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจที่เขาได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ” เขากล่าวว่า

โซลาโน และ ดร. จูดี้ Schaechter หัวหน้า ระหว่างกาล ของ กุมารเวชศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัย ไมอามี่ มิลเลอร์ โรงเรียนแพทย์ กล่าวว่าพวกเขา ต้องการที่จะใช้ เป็นจุดสนใจ ของสื่อ ที่รุนแรง เกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ ทุกคน ที่จะกลายเป็น ได้รับการรับรอง ใน CPR

” กรณี เช่น เซบาสเตียน เกิดขึ้น ทุกวัน” โซลาโน กล่าวว่า “มัน เป็นโชคดีที่ มัน เกิดขึ้นกับ ผลที่ดี เพื่อให้คุณสามารถ กระจายข้อความ ว่าการฝึกอบรม CPR เป็นสิ่งสำคัญและ เซบาสเตียน ถูกบันทึกไว้ โดย ซีพี. ”

หลักสูตรสามารถนำมา ใน 30 นาทีออนไลน์ ตามด้วย อีก 15-30 นาที คนใน เซสชั่น กับ กาชาด หรือ สมาคมหัวใจอเมริกัน โซลาโน กล่าวว่า

ในวันศุกร์ที่ Rauseo จำความพยายาม หมดหวังที่จะ ช่วย หลานชายของเธอ เมื่อ เธอหยุด เอสยูวี ของเธอ ในการเข้าชม

“เขาเป็น แล้ว หมดสติ ” Rauseo ผู้สื่อข่าว วันศุกร์ที่แถลงข่าว รีบร้อง ที่ โรงพยาบาล แจ็คสัน ที่ เซบาสเตียน ได้รับการปฏิบัติ “ผม ไม่สามารถล้มเหลว ฉันได้รับ ลูกนี้ ดี . ”

เซบาสเตียน แม่ Paola วาร์กัส ไม่ปรากฏ ในการแถลงข่าว ในวันศุกร์ แต่ Rauseo กล่าวว่า น้องสาว ของเธอ คือ ” ดีภายใต้ สถานการณ์ เธอ ขอบคุณ เธอมี ลูกของเธอ กับเธอ และเธอก็ หวังว่า สิ่งที่เป็น มีวิธีที่ง่าย . “

I want very badly to you.

When I Grow Up
To eat as a family. Contribute to the child’s positive attitude towards eating vegetables easier. “>Grow up into adults who are healthy both physically and mentally, if not discouraged, but try not to eat the next.
Importantly do not use force. I get the feeling against eating vegetables.
- Change the shape or vegetable juice as an ingredient in other foods, such as chopped into small pieces. Made into jelly, juice Or menu favorites such as carrot, cut into small pieces. Mixing with the broth. “>Pork Fried carrot mixed
The importance of the family table should have at least one menu with vegetables to be a good role model to their children to eat vegetables.
Motivation techniques
Named to eat more vegetables such as pumpkin fairy Jomparang lettuce can cause children to feel wanted to eat.
To mentor recruits children to enjoy eating vegetables. Using fingers picked vegetables such as carrots, boiled lentils, boiled mouth, cut into pieces. “>Eventually, children will eat them.
When children are encouraged to eat it should compliment your child eager to learn new foods next time.
- The nurse noticed that his favorite record or satisfied with broccoli or reject any.
It can help you make a habit of eating the children.

ตั้งชื่อลูกให้โดนใจ

น้องต้นน้ำเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ช่างคิดช่างสังเกตตั้งแต่ยังเล็ก ที่สำคัญเป็นเด็กรักการเดินทาง ชอบการท่องเที่ยวผจญภัย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมใจเอาไว้เลย เมื่อเข้าสู้วัยรุ่นน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ จะต้องหาทางไปเรียนไกลบ้าน และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะหาเรื่องไปทำงานไกลบ้านอย่างแน่นอน ตามดวงชะตาแล้ว จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย ช่วงอยู่ต่างประเทศชีวิตจะดีมากๆ สามารถสร้างตัวได้ที่นั่น

ข้อควร ระวัง คือ น้องต้นน้ำไม่ค่อยสู้งานหนัก ไม่ค่อยอดทนทำอะไรนานๆ ความคิดมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถอบรมให้น้องเป็นคนมีความอดทน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ รับรองได้เลยว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏตัวสระ ซึ่งเป็นตัวกาลกิณีในทักษาวันเกิด ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี ความสำเร็จในชีวิตที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อทำสิ่งใดก็ตาม อย่าได้หวังผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่ชีวิตในอนาคตจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา ไม่มีทางตกต่ำ ชื่อนี้ใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน จะตั้งตัวได้กับชื่อนี้

น้องโฟกัสเป็นเด็กสุขภาพกายดี สุขภาพใจสมบูรณ์ ฉลาด รู้ทันคน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นยอด รักเพื่อน หลายครั้งจะแสดงความรักเพื่อนมากกว่ารักตัวเอง มีจิตอาสาตั้งแต่ยังเล็ก ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อโตขึ้นมีดวงในการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจับธุรกิจใดจะประสบความสำเร็จทั้งนั้น ตามดวงชะตาบอกว่าจะมีหลักทรัพย์ร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว ทั้งบ้าน ที่ดิน จะหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

ข้อควรระวังมีเรื่องเดียว คือ เรื่องการคบเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมและแนะนำเรื่องการคบเพื่อนของน้องโฟกัสให้ดี อย่าไว้ใจเพื่อนมากไป เมื่อโตขึ้นก็ไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน จะเกิดความเสียหาย อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ด.ช.อัยณัฐ หอมสุวรรณ (น้องต้นน้ำ)
ด.ช.อัยณัฐ หรือน้องต้นน้ำ เกิดวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 10.25 น. ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีไม่เป็นมงคลต่อตนเอง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านเมตตาอุปถัมภ์เป็นพิเศษ ชื่อนี้จึงเหมาะสมใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน นอกจากจะพาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ยังได้ผู้ใหญ่ให้ความเมตตาช่วยเหลือในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จอีกด้วย คบผู้ใหญ่ไว้ไม่ผิดหวัง อนาคตจะมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก ชีวิตไม่ลำบาก

 

โรคที่ทำให้ลูกโง่

ในช่วงเริ่มนั่งได้ใหม่ๆ คุณแม่ควรหาเบาะหรือหมอนมาวางไว้ด้านหลังและรอบๆ ตัว เพื่อป้องกันเวลาลูกหงายหลัง หรือทิ้งตัวนอนจะได้ไม่เกิดการบาดเจ็บขึ้น นอกจากนี้ การนั่งหลังตรงยังเป็นการฝึกการทรงตัวที่ดี ทำให้ลูกคลานได้ดีด้วย

ถ้านั่งเองไม่ได้… ถ้าลูกน้อยอายุ 9 เดือน แล้วยังลุกนั่งเองไม่ได้ เป็นสัญญาณบอกว่ากล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณหลังอาจเกิดความผิดปกติ อาจมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง และจะส่งผลต่อพัฒนาการขั้นอื่นต่อไป
ช่วง วัยนี้ ลูกน้อยจะหยิบจับหรือคว้าสิ่งของได้แม่นยำมากขึ้น ควบคุมนิ้วมือเล็กๆ ให้จับของได้มั่นคง เปลี่ยนสลับมือถือของ และถือของได้ 2 มือ คุณแม่ลองหาของเล่นที่เขาชอบแล้วยื่นให้เขา ให้เขาฝึกใช้มือหยิบของจากมือคุณแม่ แล้วเปลี่ยนสลับมือถือ หรือหยิบของจากพื้นยื่นให้คุณแม่ เป็นการทำให้นิ้วมือมีการทำงานดี และหาของเล่นหลายๆ รูปทรงที่มีพื้นผิวต่างกัน นุ่มบ้าง แข็งบ้าง ให้เขาหยิบจับเล่น เป็นการเรียนรู้เรื่องระบบประสาทสัมผัสที่ดี

ถ้า ยังหยิบจับของเล่นเองไม่ได้…หยิบ ของเล่นแล้วหล่น หรือมือไม่มีแรงหยิบ อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรงพอ ลองหาของเล่นนิ่มให้เขาบีบจับบ่อยๆ เพื่อเป็นการบริหารกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรงขึ้น

หลัง 3 เดือน เด็กๆ จะเริ่มยิ้มแบบสื่อความหมายมากขึ้น เป็นการยิ้มเพื่อตอบสนองทางอารมณ์ และตอบสนองเชิงสังคม (Social smile) เริ่มมีการเรียนรู้ที่จะยิ้มเพราะรู้สึกพึงพอใจ มีความสุข กินอิ่มนอนหลับสบาย ได้รับการสนองตอบทางอารมณ์ที่ดีถึงยิ้ม และยิ้มให้คนคุ้นเคย เช่น คุณแม่ เพื่อสื่อความหมายว่าเขารู้สึกดีกับคุณแม่หรือคนที่พบเห็นด้วย

ช่วงนี้เด็กๆ จะเริ่มเหนี่ยวตัวเองเกาะสิ่งของที่อยู่รอบตัว แล้วยกตัวเองขึ้นมาเกาะยืนและค่อยๆ เกาะเดิน จะเป็นช่วงล้มลุกคลุกคลาน คือยืนได้เอง เดิน 2-3 ก้าวแล้วล้มนั่ง แบบนี้ไม่เป็นไร เป็นพัฒนาการที่เขากำลังจะเดิน คุณแม่ควรจัดระเบียบของในบ้านให้เรียบร้อย มีพื้นที่โล่ง และเพื่อความปลอดภัย โต๊ะที่มีมุมแหลมควรห้าผ้าหรือที่กันมุมมาปิดไว้ ไม่ควรมีเก้าอี้ที่มีล้อเลื่อนเพราะถ้าเด็กๆ เกาะยืนแล้วเก้าอี้เลื่อน ก็อาจจะทำให้ลูกน้อยล้มบาดเจ็บและเกิดอาการกลัวไม่กล้าเกาะยืนอีกได้

ถ้า ยังไม่ลุกยืน…ในช่วงวัย 9-10 เดือน ยังไม่ลุกยืนอาจจะยังไม่ผิดปกติอะไรมาก เพราะพัฒนาการช่วงนี้เด็กแต่ละคนจะช้าเร็วแตกต่างกัน แต่ถ้าเลยขวบครึ่งไปแล้วยังไม่ยอมลุกเดิน แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น อวัยวะทำงานไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อขามีความผิดปกติ หรืออาจเกี่ยวกับระบบประสาทมีความผิดปกติและส่งผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อ มีความผิดปกติเกิดขึ้น

ดังนั้นการยิ้มของลูกจึงเป็นสัญญาณบอกว่าลูกมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี ได้รับความรักและการตอบสนองที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่ จะทำให้มีความมั่นคงทางอารมณ์ ร่าเริงแจ่มใส เป็นเด็กน่ารักของทุกๆ คน

ถ้าลูกไม่ยิ้ม…หลัง 3 เดือนไปแล้ว ถ้าคุณพ่อคุณแม่เล่นด้วย หรือมีคนอื่นๆ มาเล่นด้วย แต่ลูกกลับไม่ยิ้ม หรือร้องไห้งอแง อาจเกิดจากไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร หรือเกิดความกลัวอะไรบางอย่าง รู้สึกไม่ไว้ใจคนรอบข้าง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตว่าลูกกลัวอะไร ไม่ยิ้มแล้วร้องไห้เพราะอะไร แล้วกำจัดสิ่งนั้นทิ้งไป เพราะถ้าปล่อยไว้ เด็กๆ จะเติบโตมามีนิสัยก้าวร้าว ขี้กลัว ไม่มั่นใจในตนเอง และไม่ช่วยเหลือผู้อื่นได้ค่ะ
วัย 4-6 เดือน เด็กๆ จะเริ่มพลิกตัว และเริ่มมีการพลิกคว่ำได้ดี ชันคอได้ดี เพราะกล้ามเนื้อส่วนกลางของลำตัว กล้ามเนื้อคอเริ่มมีความแข็งแรง เมื่อพลิกตัวคว่ำจะสามารถชันคอได้ และเริ่มพลิกตัวหงายได้เอง เวลาอุ้มนั่ง อุ้มพาดบ่า คอจะตั้งตรงได้ ไม่ว่าจะอุ้มลูกท่าไหน ลำคอก็จะยังคงตั้งตรงชูคอหันไปมาได้

ถ้ายังชันคอไม่ได้…ลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป ยังชันคอไม่ได้ เวลาคุณแม่อุ้มแล้วคอยังเอียงไปเอียงมา ต้องคอยจับอยู่ตลอด อาจเป็นสัญญาณบอกว่ากล้ามเนื้อมีปัญหา หรืออาจมีปัญหาเรื่องสมองอ่อนแรง ที่ส่งผลให้พัฒนาการกล้ามเนื้อล่าช้าด้ว

ช่วงวัยนี้เด็กจะเริ่มลุกนั่งได้เอง โดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องคอยประคองแล้ว เริ่มยันแขนหมุนตัวเองให้นั่งได้ กล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อหลัง คือกล้ามเนื้อมัดใหญ่มีความแข็งแรง และโน้มตัวไปหยิบจับเล่นของเล่นที่อยู่ตรงหน้าได้ มีการทรงตัวได้ดีมากขึ้น

วัย 0-1 ปี เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะได้ไปพบคุณหมอบ่อยๆ ดังนั้น ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาคุณหมอแต่เนิ่นๆ เพื่อจะรักษาได้ทัน ลูกน้อยจะได้เติบโตอย่างมีพัฒนาการที่ดีตามวัย

การสร้างความมั่นใจให้ลูกน้อย

บางครั้งก็ ดังและ เจ็บปวด บางครั้งเขา โผล่ ตาหรือ ดินแดนที่ หัวเข่าหรือ ใบจุด เปียก slobbered เมื่อ ใครบางคน ทำความสะอาด อาทิตย์ ที่ดีที่สุด บางครั้งเรา ต้อง ยับยั้ง ความทะเยอทะยาน ของเขา เพียงเล็กน้อยสำหรับการป้องกัน ของผู้สูงอายุและ เล็กกระทัดรัด บางครั้งเรา สะดุ้ง เมื่อผู้เข้าชมได้รับเลือก สำหรับ การโอบกอด มันเป็นเรื่อง ที่น่าอึดอัดใจ และมักจะ มันเกือบจะ เสมอ อึดอัด
แต่ ทุกวันอาทิตย์ หลังจากที่ คริสตจักรบูชา จริง จะเริ่มขึ้นใน หัวใจ ของ ความสับสน และ ออทิสติก ที่ไม่ใช่คำพูด พิการ ส่อง บุตรชายคนหนึ่ง เช่น สปอตไล ร้อนสีขาวของ พระคุณของพระเจ้า สำหรับ จุดด่างดำ, ร่างกายของ คริสตจักร หลายแง่มุม ที่จะเห็นและ เข้าใจ -
” พระเจ้า จัด สมาชิกในร่างกายหนึ่งของพวกเขา แต่ละ ที่ เขาเลือก ตา ไม่สามารถ พูดกับ มือ’ฉัน ไม่จำเป็นต้อง ของ คุณ . ‘ ในทางตรงกันข้าม ส่วนของร่างกายที่ ดูเหมือน อ่อนแอที่ขาดไม่ได้ และใน ส่วนของ ร่างกาย ที่เราคิดว่ามีเกียรติ น้อย เรา มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่ มากขึ้น ”
ที่ขาดไม่ได้ : ไม่ใช่เรื่องที่จะ ถูก ตั้งไว้ หรือ ละเลย สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ; สำคัญ ( เมอร์เรียม เว็บสเตอร์ )
ลูก ชาย ของฉันคือ20 ปี ชายชรา ออทิสติก ที่มี ความรู้ความเข้าใจใน ความคิดของเด็ก 2 ปี แต่เขาก็ยัง เป็น indispensableto การชุมนุม ของโบสถ์ ไถ่ถอน เขา ไม่สามารถพูด (แม้ว่าเขาจะ สามารถทำให้ ความอุดมสมบูรณ์ของ เสียง ) แต่เขาก็ยัง isindispensable ที่จะให้บริการ เป็นที่เคารพบูชา เขา มักจะ เตะ เก้าอี้ของ คนในด้านหน้าของ เขาเขาก็ ตบมือ ในช่วงเวลา ที่เงียบสงบและไม่สามารถ นั่งยังคง เป็นเวลาห้า นาที น้อยกว่า ความยาวของ พระธรรมเทศนา แต่เขาก็ยัง isindispensable ไปคริสตจักร ที่ขาดไม่ได้ เพื่อ กายของพระคริสต์
อย่าง น้อยสามารถ กลายเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรและ อ่อนแอกลายเป็นที่จำเป็น ใน พระเจ้า ดูเหมือนจะ ถอยหลัง คว่ำและ ภายใน คริสตจักร ออกจากร่างกาย ? กับพระเยซู ในฐานะหัวหน้า, ฉันให้คุณแสดง ภาพของ พระคุณ อันยิ่งใหญ่ ของพระเจ้า ใน กายของพระคริสต์ ของเขา คริสตจักร
มันเป็น เช้าวันอาทิตย์ และเจค นั่งอยู่ ใน แถวหลัง มากของวิหาร เราไม่ได้ นำมาวางไว้ ในด้านหลังเพราะเราเป็น สำคัญ ; เรา เลือก กลับส่วนใหญ่สำหรับ เหตุผล เชิงกลยุทธ์ ทางออก ที่จะต้อง รีบร้อน บางครั้ง สี่ที่นั่ง สงวนไว้สำหรับ ครอบครัวของเรา นี่เป็นเพียง วิธีหนึ่งที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คริสตจักร ของเราเพื่อ เรา
ภรรยาของผม นั่งอยู่บน ด้านหนึ่งของ เจคและ ฉันนั่ง ในที่อื่น ๆ เรา ผลัดกัน ลูบ แขน และด้านหลัง ของเขา ที่จะทำให้เขา สงบ พอที่จะ นั่ง ผ่านบริการ บูชาทั้งหมด แม่ของเขา ทำงาน นิ้วมือ ของเธอผ่าน ผม สีน้ำตาลแดง ของเขา ผอมบาง จะได้รับเสมอ เจค ยากล่อมประสาท
แต่บริการนี้ จะแตกต่างกัน หลวง พ่อได้ เทศน์ เพียงหนึ่งใน ข้อความ สุดท้ายของเขา จากซีรีส์ พระธรรมเทศนาทั้ง ในหนังสือ ของชาวโรมัน และ ได้มาถึงบทกวี ที่สำคัญที่ เห็นได้ชัดว่า ดึงดูดความสนใจ ของเจค บทกวีเป็น ชาวโรมัน 16:16 ” ทักทาย อีกคนหนึ่ง ด้วยการจูบ ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมด คริสตจักรของพระคริสต์ ทักทายคุณ . ”
perks เจค ขึ้น และฟัง เป็นบาทหลวงเริ่มต้น ที่จะใช้ ข้อความที่ขอให้ การชุมนุม ว่า ” ทำ ไม่ได้ ทำไมเรา ทำอย่างนั้น อีกต่อไป ? ทำไมเราไม่ แสดงความรัก ใน คริสตจักร? ทำไมเราไม่ ทักทายกัน ด้วยการ กอด และจูบ ? ทำไมเราจึง กลัวที่จะ สัมผัส ”
เจค พยักหน้า ใน การอนุมัติของ ข้ออ้าง ของหลวงพ่อและให้เห็นพ้อง เสียงฮึดฮัด ของเขา แน่แท้ “สาธุ ! ”
ผมให้ ภรรยาของฉัน ที่มีลักษณะ เงียบ เธอรู้ว่า มันหมายถึงอะไร เราได้เรียนรู้ ที่จะพูด ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้อง คำ กว่าห้องพัก ปี ข้าม ผ่าน ฝูงชน กว่า เสียง และ ใน คริสตจักร มันเป็น หัว เอียงเล็กน้อย ไปข้างหน้า ตากว้างมอง ริมฝีปาก pursed ผสม ประสาท ของ “ไม่ใช่ ว่า น่ารัก ” และ ” ตรึง ลง ฟักบางสิ่งบางอย่าง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ที่จะเกิดขึ้น ”
บาทหลวงต่อไปขณะที่ เขาสรุป พระธรรมเทศนา “เรา กำลังจะ ลองอะไรใหม่ ๆ ในวันนี้ ( Just what สมาชิก คริสตจักร ทุก ดี อยากได้ยิน ) หลังจาก Supperลอร์ด หันไป คนถัดไป ให้คุณ และให้เขา หรือเธอ กอด และ แสดงความรัก บางอย่าง ”
คุณอาจจะ รู้สึก คืบ คาดหวังอึดอัด ข้ามห้องเป็น คนเริ่ม คิดว่า ” เขา เป็น ร้ายแรง ? ? เรา ต้องสัมผัส แต่ละอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก การจับมือกัน แบบสบาย ๆ”ผม คิด ว่าสิ่งที่ ผู้เข้าชมได้รับ ความคิด ในเช้าวันนั้น ; หลังจาก แอบย่อง เงียบ เข้าไปในห้องตอนนี้ ได้สัมผัสกับ ความกลัว ที่เลวร้ายที่สุด ของพวกเขา ถูก ขับออกจาก ตัวตน ของพวกเขาและ กอด ร่างกาย โดย คนแปลกหน้า สมบูรณ์ .
คน กำลังมอง ไปรอบ ๆ ห้อง ตรวจสอบออก เพื่อนบ้าน ติดดิน ที่คาดหวัง ของพวกเขาและทางออก ที่ใกล้ที่สุด
ฉัน สุจริต จำได้ว่า คิดกับตัวเอง ว่า “ถ้า คนที่แต่งตัวประหลาด บางอย่างที่ พยายามจะจูบ ฉัน ฉันจะ วางเขาลงบน พื้นดิน. ” หัวใจของฉัน เริ่มที่จะ ลอย หัวใจ เหมือน กัน เมื่อพวกเขา จะกลัว
แต่บุตรชายคนหนึ่ง ย้าย ไปที่ขอบของ ที่นั่งของเขาและ โน้มตัวไป ใน คำพูด ของหลวงพ่อ
ในขณะที่ สวดมนต์ สุดท้ายก็ อธิษฐาน ว่า ” สาธุ ” ก็ดัง และ การชุมนุมไล่ คนเริ่ม อึดอัด โรงงาน ต่อ กันและกัน บางคน ก็พยายาม ที่จะมุ่งหน้า สำหรับประตูและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย การบุกรุก จาก โซน ความสะดวกสบาย ของพวกเขา
บาทหลวง กระทุ้ง เบา ๆ”มา เมื่อ ตอนนี้ หาคนที่จะ กอด ก่อนที่จะออก ! ”
สองหรือสาม คู่แต่งงาน ที่ด้านหน้าของ โบสถ์ ที่ใกล้ชิดกับ หลวงพ่อก็ลีนใน ชน ไหล่ กับอุปถัมภ์ ตบหลัง จาก นั้น อีกไม่กี่ ตาม ชุด เป็นส่วนใหญ่ของ การชุมนุมก็ไม่ได้ รู้วิธีการ ตอบสนองต่อคำเชิญ ที่น่าอึดอัดใจ และมี เนื้อหา ที่จะไป ผ่านการเคลื่อนไหวเพื่อโปรด พระ
และที่ว่า เมื่อ มันเกิดขึ้น
นั่นคือเมื่อหัก นิ้วเท้า เล็ก ๆ น้อย ๆ นำ เท้าและ เท้านำ ขาและ ขานำ ร่างกายและปรับตัวลดลง กลายเป็น สมาชิก ที่ขาดไม่ได้
เจค ที่ผุด จากที่นั่ง ของเขาและ วิ่ง เข้าไป เกาะก่อนที่เรา จะ จับเขา เขา วิ่ง ตรง ไปยังสุภาพบุรุษ เก่า ( คนที่กำลังพยายาม จะออกจาก อาคารที่ ไม่มีใครสังเกตเห็น และ ไม่มีใครแตะต้อง สมมุติ ) และเกือบจะ เคาะ เขา ออกจากเท้า ของเขากับหมีกอด มันไม่ได้เป็น อ่อนโยน และมันก็ ไม่ได้ สวย และมันก็ ไม่ได้ สั้น เจค จับ ผู้ชายคนนั้น จนกว่า ฉันจะได้รับ ผ่าน ฝูงชน ของคนที่จะ ดึง เขาออกไป สเติร์น มอง บนใบหน้า ของชายคนนั้น บอกผมว่า นี้ คือการบุกรุก ไม่ได้รับเชิญ เป็น กว้าง ฟอง ผ่านไม่ได้ ของเขา
แต่ ในขณะที่ ผมเริ่มที่จะ แกะ ด้ามจับ ของเจค จากไหล่ ของเหยื่อและ ขอโทษสำหรับ ความไม่สะดวกที่ผมสังเกตเห็น ความชื้นแฉะ ในสายตาของ คน ที่มีอายุมากกว่า เจ ค ที่จัดขึ้น แน่นและ ผู้ชายคนนั้น ลาออกจาก การคัดค้าน ของเขา ร่างกายของเขา ก็เดิน กะเผลก ค่อนข้าง เป็น ความน่าเกรงขาม ละลาย ไปมือ รอยยิ้ม และไม่แน่ใจ เป็นการ โอบกอด
ลูก ชายของฉัน ได้รับการปล่อยตัว ในที่สุด ชายคนนั้น และฉันคิดว่า ทุกอย่างเป็นไป ด้วยดีและ สมบูรณ์ แต่ ก่อนที่ฉันจะ เปลี่ยนเส้นทาง เจค กลับ ไปยังที่นั่ง หรือ ไปที่ประตูทางออกของเขา หลุดออก อีกครั้ง เวลา แทน เขา รั้ง นี้ผม ปล่อยให้เขาไป เพราะ บางครั้งคุณต้อง ตั้ง คน มีอิสระที่จะ ได้สัมผัสกับ อิสรภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยตัวคุณเอง
เขา วิ่งไป กอด อีก และอีก และ ยังอีก เขาก็ หัวเราะและ กระโดด กอด และ ความรัก มัน เลอะเทอะ และ ดังและ หยาบและ เจ็บปวด และร่างกายทั้งหมด ได้รับการ ดูและ การเรียนรู้และ ค้นพบ สิ่ง ” จำเป็น ” หมายจริงๆ
ในไม่ช้า คนอื่น ๆ เข้าร่วม ใน และ กอดกระจาย เหมือน ประกายไฟ กระโดดจากไฟไหม้ รุนแรง ขนาดเล็ก , ในฐานะที่เป็น ของพระวิญญาณ ลมพัด ที่มัน พอใจ ประกายหันไป เปลวไฟ และ โหมกระหน่ำ ผ่าน คริสตจักร แต่สิ่งเดียวที่ เผา ขึ้น วันนั้น เป็นเขตแดน ยาวนาน รอบ โซน ความสะดวกสบายของ ความภาคภูมิใจ ส่วนบุคคลและ ภายใน ภาคภูมิใจในตนเอง
ผู้คน ก็พากันหัวเราะ และพูดคุยกัน และ ไอกรน และ กอด จริง กอด เท้า ออกจากพื้นดิน , แก้ม แก้ม กอด ลมหายใจของคุณ ขโมย และ ถิ่น ส่วนใหญ่ของ การชุมนุมเจค อยู่ตรงกลาง ของมันทั้งหมด เช่น อัครสาวก ถูกคุมขังให้เป็นอิสระ ; เช่น เทศน์โดยไม่ต้อง เสียงเรียก จากพระเจ้า “ไป และทำให้ สาวก ”
อาทิตย์ ที่ เริ่ม สิ่งใหม่ สำหรับ เจค และ สิ่งใหม่ สำหรับร่างกาย ในท้องถิ่น ของพระเยซู คริสตจักร ที่ ไถ่ถอน -เรียงลำดับ ของการฟื้นฟู มินิ ลุกเป็นไฟ โดยไม่สงสัย ถ่านที่ยังไม่มอด เงียบ ของหัวใจ ที่เห็นได้ชัด อย่างหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้
ตอนนี้ ทุกวันอาทิตย์ เขานั่ง รอ ในตอนท้ายของ การให้บริการ รอ อาหารของลอร์ด , พร ปิดและสุดท้าย “สาธุ ” ไม่ได้ เพื่อที่เขา จะได้รับ บ้านและ ดูฟุตบอล ตอนบ่าย วันอาทิตย์ หรือ แก้ไข เย็น วันอาทิตย์ หรือใช้เวลา งีบ อาทิตย์ สิ่ง เหล่านี้มากที่สุด จากใจ ของเขา ที่เรียบง่าย
เขา ใช้ชีวิตอยู่ ที่จะใช้ ความหมายของ ข้อความที่มีการ ขาดความสมบูรณ์ ของ การยับยั้ง สำหรับ ดื้อด้าน ของเขา อกแตกตาย ฟอง ใน ใบหน้าของคุณ ทำให้ คุณ ไปที่พื้นดิน ความเคารพ พระเจ้า พระเยซู exalting วิญญาณ ความสุข อิ่มตัว !

ลูกไม่สบายทำอย่างไร

ระวังความปลอดภัยถ้าถึงวัยหัดคลาน หัดเดิน ลูกจะ ไม่ยอมอยู่นิ่ง ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าบริเวณพื้นที่ที่ลูกคืบคลานไปไม่มี สิ่งแหลมคมที่จะ บาด ข่วนหรือทำอันตรายลูกได้ เช่น เข็มหรือดินสอปลายแหลม เป็นต้น

ดร. แครอล เฟรย์ ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลแมนฮัดตันบีช แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ช่วง 1 ปีควรปล่อยให้ลูก  เดินเท้าเปล่า เพราะจะช่วยทำให้สามารถพัฒนาทักษะการทรงตัว พัฒนากล้ามเนื้อเท้า ได้เรียนรู้การใช้เท้าและนิ้วเท้าเหยียบพื้น ทำให้ก้าวเดินไปรอบๆ ได้ง่ายและมั่นคงขึ้น นอกจากนี้เท้ายังเคลื่อนไหวได้อิสระ ได้สัมผัสพื้นที่แตกต่าง และเท้ายังได้พัฒนาเต็มที่ ไม่ถูก สกัดกั้นการเติบโตด้วยรองเท้า จนมีโอกาสเสียรูป
เมือง ไทยอากาศไม่ หนาวเย็นจัด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ชุด ติดกัน โดยเฉพาะชุดที่มีถุงเท้าอยู่ด้วย การปล่อยให้เท้าเปล่า ได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อได้ ดีกว่าที่ปลายเท้าถูกหุ้มจนมิดชิด ไว้ถึงหน้าหนาวเมื่อไหร่ค่อยให้ลูกสวมชุดติดกันนะคะ
นวดกระตุ้น ใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างของคุณแม่นวดคลึงเบาๆ จากฝ่าเท้าไล่ไปปลายนิ้วเท้า จากหลังเท้าไปที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส เสริมความแข็งแรงให้เท้าลูกได้
ความสะอาด ทั้งเท้าลูกและถุงเท้า เมื่ออาบน้ำเช็ดตัวให้เช็ดเท้าลูกจนแห้ง เปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่ให้ลูกทุกครั้งแม้จะไม่ได้สัมผัสสิ่งสกปรกใดๆ
หมั่นตัดเล็บให้สั้น ปกติเล็บเท้าจะยาวช้ากว่าเล็บมือ จึงไม่ต้องตัดกันบ่อย ตัดเพียงเดือนละ 1-2 ครั้ง ตัดให้เป็นแนวตรง ไม่โค้งตามรูปของเล็บ เพื่อป้องกัน ขอบข้างของเล็บยาวออกมาดันจนเข้าเนื้อ ถ้าลูกยุกยิกไม่อยู่นิ่ง ควรแอบตัดตอนหลับ ถ้าไม่ยุกยิกให้ตัดหลังอาบน้ำ เพราะเล็บจะนิ่ม ตัดง่ายกว่าปกติ กรรไกรตัดเล็บต้องเป็นของเด็กอ่อนที่มีขอบกลมมน ใบมีดสั้น จะได้ไม่เผลอตัดโดนเนื้ออ่อนๆ ของลูก
นอนได้อิสระ เวลานอนควรให้อิสระกับเท้าได้มีโอกาสขยับแข้งขาบ้าง อย่าเอาผ้าห่มรัดลูกแน่น ไม่ควรห่อตัวลูกแน่นเกินไป ผ้าห่มของลูกควร
 
เลือกขนาดพอดี ไม่ใหญ่ ไม่หนา ไม่หนักเกินไป และไม่มีชายยาวรุ่มร่ามเลือกเสื้อผ้าให้ดี ถ้าจะเลือกเสื้อผ้าแบบชุดติดกันให้ลูกใส่ ต้องเลือกที่ช่วงความยาวของขาไม่ยาวเกินเท้าลูก เหลือที่ไว้ให้เท้าเคลื่อนไหวไปมา ไม่ควรเลือกชุดที่เล็กหรือพอดีเกินไป เพราะนอกจากไม่มีที่ว่างให้เท้าแล้ว ยังอาจทำให้การเจริญเติบโตของเท้าผิดรูปได้
 


บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

อาหารบำรุงเมื่อครรภ์

สรรพคุณของยา คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องหรือฝังเข็มได้

แผนปัจจุบัน (แผนฝรั่ง)
เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ ในแผนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงเลือดแคลเซียมหรือยาบำรุงกระดูกโฟเลตเม็ด (ที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์) มากกว่า

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
ยากลุ่ม: ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เช่นยาประเภทวิตามินต่างๆ
ยากลุ่ม B: ต่อทารกคือกลุ่มยาสามัญประจำบ้านเช่นพาราเซตามอลยาลดไข้ยาแก้หวัด
ยากลุ่ม C: B จึงต้องใช้ยาในกลุ่มนี้แทน
ยากลุ่ม D: เช่นยารักษาวัณโรคหรือยารักษาโรคมาลาเรียอาจทำให้ทารกพิการ แต่ถ้าไม่กินยาเพื่อรักษาโรคอาจทำให้ลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยากลุ่ม X: เพราะ ทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกเช่นกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งซึ่งจะมีการระบุบน ฉลากยาอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน’ ก่อนจ่ายยาในกลุ่มนี้แพทย์

ทั้งนี้ ควรเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และนำยาไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่น เพราะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ในครรภ์ได้ยกเว้นยาอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แผนไทย
น้ำอ้อย: ป้องกันไม่ให้เป็นไข้ลดอาการไข้ต่ำ ๆ ซึ่งคุณแม่จะเป็นบ่อยช่วงตั้งครรภ์
กล้วยน้ำว้าสุก: ช่วยระบายท้องทำให้ไม่เป็นท้องผูก
ขิงรากบัว: บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรและยาไทย เช่นว่านชักมดลูกกวาวเครือดอกคำฝอยเพราะจะทำให้ตกเลือดสมองหรือร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์หรือแท้งนอกจากนี้ หากกินเข้าไปจะส่งผลต่อทารกทำให้เกิดความพิการและมีพัฒนาการช้า

แผนจีน
4 กลุ่มคือยาที่มีผลต่อแม่โดยตรงยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ยาที่มีผลต่อการคลอดและยาที่มีผลต่อทารกแรกเกิด เช่นโสมตังกุยชวนป๋วยเป็นต้น 5 เดือนครึ่งขึ้นไป

ทำให้ทารกเติบโตไม่เต็มที่หรือแท้ง

 

พฤติกรรมของเด็กเล็ก

 

มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
- ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
- ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัว ให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
- ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ
กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น

มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสีย อื่นๆ ตามได้

กลัว..อะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้…กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว

เปลี่ยนกลัว… ให้กล้า

- ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ

ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง