พฤติกรรมของเด็กเล็ก

 

มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
- ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
- ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัว ให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
- ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ
กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น

มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสีย อื่นๆ ตามได้

กลัว..อะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้…กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว

เปลี่ยนกลัว… ให้กล้า

- ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ

ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “

การปฐมพยาบาลลูกขั้นต้น

เวลาเพียงแต่ 5-10 นาทีที่พ่อแม่อาจะคิดว่าไม่เป็นไรที่จะทิ้งลูกไว้ในรถก็อาจเกิดอันตรายอย่าง คาดไม่ถึงนะคะ ยิ่งแดดร้อนจัดแบบในบ้านเราด้วยแล้วยิ่งต้องระวังกันให้มาก ไม่เพียงแต่การทิ้งเด็กไว้ในรถกลางแดดเท่านั้นค่ะที่เราต้องเป็นห่วง รวมถึงการทิ้งเด็กไว้ในรถในที่อื่นๆ ด้วย เพราะเด็กอาจจะซุกซนเล่นอุปกรณ์ภายในรถจนทำให้รถล็อก รถไหล และได้รับอุบัติเหตุอันตรายได้เช่นกัน

ความร้อนจากในรถเหมือนกับเตาอบมากทีเดียวค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ไม่กี่นาทีก็ทำให้พลาสติกละลายได้ ดังนั้นการเสียชีวิตในรถของเด็กเกิดได้จาก “ความร้อน” ไม่ใช่การขาดอากาศ เพราะด็กจะเกิดภาวะ “ช็อคร้อน” (Heat stroke) ได้ง่าย ทำให้เป็นลม ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตในที่สุด

ทำอย่างไรเมื่อต้องลงจากรถและมีเด็กอยู่ในรถด้วย

อุ้มหรือพาเด็กลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าลงรถไปเพื่อซื้อของเล็กน้อย หรือเพียงแต่เดินไปเก็บของที่กระโปรงหลังรถ เพราะเด็กมักซุกซนและไม่รู้ระบบภายในรถ เด็กอาจจะกดเซ็นทรัลล็อก เบรกมือ หรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่พาลูกขึ้นรถไปด้วยเองก็ตาม เมื่อลงจากรถต้องสำรวจให้แน่ใจว่าลูกลงจากรถแล้วมายืนกับพ่อแม่แล้วเรียบร้อย เพราะพ่อแม่บางคนมักจะเข้าใจว่าลูกลงจากรถมาเองแล้ว

หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องปล่อยลูกไว้ในรถ ควรลดกระจกรถทั้ง 4 ด้านลง 1/4 เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยลูกไว้นานเกิน 10 นาทีเด็ดขาด

พ่อแม่ที่ใช้บริการรถรับส่งของสถานรับเลี้ยงเด็กหรือรถโรงเรียน เมื่อถึงเวลารถมาส่งลูกก็ควรจะรอรับเอง หรือให้บุคคลใกล้ชิดมารอรับแทน เพื่อจะได้ทราบว่าลูกลงรถอย่างปลอดภัยแล้ว

กรณีครูพี่เลี้ยงที่มารับส่งเด็กๆ ควรมีสมุดเช็คชื่อว่าเด็กแต่ละคนขึ้นรถลงรถแลเวเรียบร้อยหรือยัง และจะต้องเห็นหน้าเด็กทุกคนทุกครั้งที่มีการรับขึ้นรถและส่งรถลงรถ ไม่ใช่เพียงการขานชื่อหรือเข้าใจว่าเมื่อรถจอดส่งเด็กแล้ว เด็กก็ลงไปเองแล้ว

ครูพี่เลี้ยงและัพนักงานขับรถส่งเด็กๆ เมื่อเด็กๆ ลงจากรถครบแล้วควรเดินตรวจภายในรถอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้สามารถตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

เมื่อเด็กลงจากรถเพื่อจะเข้าโรงเรียน ครูพี่เลี้ยงควรเช็คชื่ออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเด็กขึ้นรถและลงรถเท่ากัน เป็นการตรวจสอบย้ำว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกลืมทิ้งไว้บนรถ

เหตุการณ์การลืมเด็กไว้ในรถท่ามกลางแดดร้อนจัดหลายๆ ชั่วโมง ในต่างประเทศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและเกิดความสูญเสียชีวิตเด็กมากถึงปีละเป็นพันคนซึ่งเกิดจากความประมาทของผู้ดูแล ซึ่งเราก็หวังว่าจะเรื่องนี้จะได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากผู้ดูแลเด็ก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราควรจะทำอย่างไร

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กช็อกความร้อน
1. อุ้มเด็กออกมานอนในที่ร่ม อากาสถ่ายเทสะดวก หรือให้เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศ
2. คลายชุดให้หลวมหรือถอดชุดของเด็กออกเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
3. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้า ศีรษะ และตามหลอดเลือดใหญ่ อย่าง ซอกคอ แขน และขา
4. อย่าป้อนน้ำในขณะยังไม่ได้สติดี เพราะจะยิ่งทำให้มีอันตรายจากการสำลักมากขึ้น
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้รักษาและช่วยเหลือต่อไป

เลือกนมให้เหมาะกับวัย

นมเปรี้ยวในบ้านเรามี 2 ชนิด คือนมเปรี้ยวแท้ๆ กับนมเปรี้ยวเทียม นมเปรี้ยวแท้ๆ คือเอานมวัวมาใส่เชื้อจุลินทรีย์ที่คนคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คือ แล็คโตบาซิลลัส ตัวจุลินทรีย์นี้จะไปย่อยน้ำตาลแล็คโตสที่มีอยู่ในนมให้เป็นกรดแล็คติค นมจึงมีรสเปรี้ยว เพราะฉะนั้นสารอาหารในนมเปรี้ยวจะมีเท่ากับนมปกติที่เอามาทำในตอนแรกเพียง แต่เพิ่มตัวแล็คโตบาซิลลัสเข้าไปเท่านั้นเอง ด้วยกรรมวิธีการทำแบบนี้นมเปรี้ยวจึงเหมาะกับเด็กที่ดื่มนมปกติที่มีน้ำตาล แล็คโตสไม่ได้ และเด็กที่ท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงคนที่กินยาปฎิชีวนะบ่อยๆ นมเปรี้ยวแท้ก็จะทำมาจากนมวัวสด จะเหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

ส่วน นมเปรี้ยวเทียมซึ่งไม่ได้ใส่แล็คโตบาซิลลัสเข้าไป แต่ใส่หัวเชื้อที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปแทน เช่น กรดรสส้ม กรดรสมะนาว นมเปรี้ยวเทียมชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับเด็กที่ มีอาการท้องเสียเพราะย่อยน้ำตาล็แล็คโตสไม่ได้ ถ้าเราลองไปศึกษาดูที่ข้างกล่องจริงๆ เราจะเห็นว่านมเปรี้ยวไม่แท้นั้นมีเนื้อนมแค่ 20-70% เท่านั้นเอง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเรากินเพียงน้ำหรือรสเปรี้ยวๆเข้าไปเท่านั้น

โดย อาการแพ้นมวัวของเด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าแพ้ คุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่รู้ ส่วนมากมักเป็นโปรตีนบางส่วน ทำให้เกิดอาการได้ทั้งระบบทางเดินอาหาร หรือคล้ายกับลักษณะอาการป่วยทั่วๆ ไป เช่น เป็นหวัดเรื้อรัง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว มีผื่นหรือลมพิษขึ้นตามร่างกาย ผื่นคันที่หน้า สองข้ามแก้ม ตามข้อพับ บางรายเป็นเอคซีมา ECZEMA และเป็นๆ หายๆ ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่เด็กก็ไม่ได้เอะใจหรือสงสัย บางทีพาไปหาหมอก็จะถูกรักษาตามอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กไม่ถึง 20% ที่ถูกวินิจฉัยแล้วรู้ว่าแพ้นมวัว

ให้แคลเซียม สร้างกระดูก เด็กๆต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกให้หนาและแข็งแรง โดยควรได้รับนมวันละไม่ต่ำกว่าเศษสามส่วนแปดออนซ์ ร่างกายจึงจะได้แคลเซียมพอเพียงต่อการสร้างกระดูก
ให้วิตามินดี ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้สร้างกระดูกได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้แน่ใจได้ว่ากระดูกของลูกถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามกระบวนการของธรรมชาติในร่างกาย
ให้วิตามินบี 2 ช่วยดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และในอาหารที่เด็กๆ กิน สำหรับเด็กวัย 1-3 ขวบ นมหนึ่งแก้วซึ่งให้วิตามินบี 2 ประมาณครึ่งแก้ว จะพอเพียงต่อความต้องการวิตามินบี 2 ของร่างกายในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปก็ต้องการวิตามินบี 2 ในแต่ละวันเพียงเศษหนึ่งส่วนสามจากนมหนึ่งแก้ว
ให้โปรตีน ปริมาณนมหนึ่งแก้วจะให้โปรตีนประมาณครึ่งแก้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการโปรตีนของเด็กวัย 1-3 ปีในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 3 ขวบขึ้นถึง 10 ขวบ ร่างกายก็ต้องการโปรตีนจากนมเพียงวันละเศษหนึ่งส่วนสามแก้วจากการดื่มนมหนึ่งแก้ว เด็กที่ไม่กินเนื้อก็สามารถได้โปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันจากการดื่มนมในปริมาณดังกล่าว รวมทั้งเด็กที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนักด้วย

ผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี
นมผง
นมแม่กับนมวัวมีความแตกต่างกัน นมวัวจะมีโปรตีนสูงเกือบ 3 เท่าของนมแม่ซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับความต้องการของเด็กทารก สำหรับนมผสมที่ใช้เลี้ยงทารก (INFANT FORMULA) ในปัจจุบันพยายามดัดแปลงให้คล้ายนมแม่มากที่สุด เช่นปรับเปลี่ยนปริมาณและคุณสมบัติของโปรตีนให้ใกล้เคียงกับนมแม่ และดัดแปลงไขมันโดยเอาไขมันในนมวัวบางส่วนออกไป แล้วผสมน้ำมันพืชบางชนิดเข้าไปแทนเพื่อให้สัดส่วนของไขมันคล้ายกันกับนมแม่ที่สุด

นมผงบางยี่ห้อเติมสารทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเข้าไป เพราะเห็นประโยชน์ที่ว่าสารนี้มีส่วนช่วยพัฒนาจอตา (RETINA) และสมองให้กับเด็ก แต่จริงๆแล้วในนมแม่เองมีทอรีนอยู่แล้ว นอกจากนี้นมผงบางยี่ห้อได้เติมเบต้าแคโรทีนเข้าไป เพราะเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันโรคหัวใจ และมะเร็ง ฯลฯ แต่ในนมแม่เองก็มีเบต้าแคโรทีนอยู่แล้ว นมผงบางยี่ห้อเขาเริ่มเติมสารนิวคลีโอไทด์ ซึ่งอาจมีส่วนเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย หรือดีเอชเอ ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาการของสมองและความฉลาดเข้าไปอีกด้วย

ส่วนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกนั้นเมื่อลูกอายุ 1 ปีขึ้นไป คงต้องให้รับประทานนมสูตร 2 ที่เขียนข้างกระป๋องว่าใช้สำหรับทารกและเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี
ซึ่งคุณแม่สามารถให้กินร่วมไปกับนมกล่อง UHT ได้

เมื่อเป็นมากแพทย์ก็เปลี่ยนชนิดนม เช่น ให้นมถั่วเหลือง หรือนมวัวชนิดพิเศษสำหรับเด็กภูมิแพ้ จะมีการปรับดัดแปลงสารอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น จนอาการภูมิแพ้ทุเลา ส่วนมากก็อายุ 1 ถึง 1 ปีครึ่งพออาการดี ร่างกายแข็งแรงก็สามารถกลับมาดื่มนมวัวได้ และหากคุณพ่อคุณแม่เลือกนมถั่วเหลืองมีก็ควรนำนมไปปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลลูกประจำอยู่ เพื่อพิจารณาคุณค่าอาหาร ซึ่งเด็กที่อายุเกิน 1 ปี แล้วต้องกินข้าว 3 มื้อและอาหารอื่นด้วย จะต้องประเมินว่าเติบโตดีไหม มีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงนำมาเทียบ กับมาตรฐานของเด็กปกติ ซึ่งสามารถขอข้อมูลและปรึกษาได้จากกุมารแพทย์

จุดประกายความคิดด้วยศิลปะ

การวาดรูปเปิดโลกกว้าง วิธีเรียนรู้ศิลปะ
* จัดเตรียมอุปกรณ์การทำงานศิลปะ ในที่ที่ลูกสามารถหยิบจับได้เอง และสอนเรื่องการเก็บ เพื่อฝึกเรื่องความรับผิดชอบในการเก็บของเข้าที่ และสอนให้ลูกใช้อุปกรณ์แต่ละอย่างใช้อย่างไร ดูแลอย่างไร เช่น พู่กัน เมื่อใช้เสร็จ ควรล้าง ทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง
* เพิ่มความสนุก ด้วยการพาลูกออกไปวาดรูปตามสถานที่ต่างๆ นอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศเปิดโลกประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูก หรือตั้งโจทย์สนุกๆ เช่น ไปเที่ยวสวนสัตว์เมื่อกลับมาบ้านก็ให้ลูกวาดรูปสัตว์ที่ตัวเองชอบมากที่สุด เป็นต้น
* ให้ความสนใจ พูดคุยถึงงานศิลปะของลูก เช่น คำชมเชย คำชมก็เป็นแรงบวก ที่ดีในการสนับสนุนเรื่องศิลปะ
‘ศิลปะ’ ไม่มีข้อจำกัด
ควร เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำงานศิลปะที่หลากหลาย ในรูปแบบอื่นๆ อย่างงานประดิษฐ์ งานปั้น ก็ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการลูกน้อย และเหมาะกับช่วงวัยข้อสำคัญ คือ หากทำได้อย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับลูกเรียนรู้อย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
เปิดใจ เข้าใจศิลปะ
พ่อแม่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ศิลปะอย่างมาก เพราะผลลัพธ์ สิ่งที่ซึมซับจากการทำงานศิลปะจะเกิดได้ ก็เมื่อพ่อแม่เข้าใจเงื่อนไขที่ว่า ศิลปะคือการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดและจินตนาการ ฉะนั้น พ่อแม่ต้องเปิดใจกว้างไม่คาดหวังหรือมีกรอบกับสิ่งที่ลูกแสดงออก ที่สำคัญ ต้องเป็นไปตามความพร้อม ความสามารถของลูกเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้ศิลปะสนุกและมีความสุข

วัยกับการเรียนรู้ศิลปะ
* ถ้าเป็นเด็กเล็กวัย 1-3 ปี วัยนี้ควรเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการใช้นิ้วและมือ การกำ ใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก นิ้ว มือ และข้อมือ อย่างการปั้น การปะติด เป็นต้น
* ลูกวัยอนุบาล จะเริ่มขีดเขียนเป็นรูปร่างได้ เป็นช่วงวัยที่มีจินตนาการสูง แนวแฟนตาซี  เหนือจริง ฉะนั้น ลูกวัยนี้จึงเป็นช่วงบ่มเพาะ เรียนรู้เรื่องศิลปะได้เป็นอย่างดี
* ส่วนลูกวัยประถม ที่มากประสบการณ์มาแล้วในระดับหนึ่ง งานศิลปะของเด็กวัยนี้จึงเริ่มมีลักษณะที่เขียน วาด ระบายสี ทำได้เหมือนจริงยิ่งขึ้น และเป็นช่วงที่เพิ่มพูนทักษะได้ดี

กิจกรรม งานศิลปะ
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ พอได้นึกคิด ประยุกต์วิธีการชวนลูกสร้างสรรค์งานศิลปะ เรามีตัวอย่างกิจกรรมนำเสนอค่ะ

ปั้นแป้ง
ให้ลูกสนุกกับการปั้น กำ คลึงดินแป้งโดว์ อย่างอิสระตามที่ต้องการ หรือเพิ่มอุปกรณ์ช้อน ถุงพลาสติกเข้ามาช่วยในการปั้นให้มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น
ภาพพิมพ์
นิ้วมือแต่ละนิ้วของลูกและพ่อแม่ก็เป็นเรื่องสนุก งานศิลปะที่ลงทุนไม่มากมายเลย แต่ถ้าขั้นแอดวานซ์ อาจใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบไม้ดอกไม้ เป็นตัวช่วยต่อเติมงานศิลปะ
งานประดิษฐ์
สิ่งของเหลือใช้ เช่น กล่องยาสีฟัน ขวดพลาสติก กระดาษหนังสือพิมพ์ และอื่นๆอีกมากมาย ก็เป็นอุปกรณ์ที่คุณพ่อคุณแม่ และลูกๆ สามารถนำมาประดิษฐ์ ตามจินตนาการ สร้างเป็นผลงานได้ไม่ยากเลย