สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “

ปกป้องดวงตาลูกจากแสงแดด

ฮิวจ์ อาร์ แพรี่ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่าการป้องกันสายตาจากรังสียูวีตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีที่เกิดจากการสะท้อนผ่านน้ำ ทราย ถนน จะยิ่งเพิ่มอันตรายต่อดวงตามากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือถ้าเป็นเด็กโตอาจให้สวมแว่นกันแดดตามความเหมาะสม ซึ่งแว่นกันแดดที่ดีควรเป็นแว่นที่มีเลนส์ทำมาจาก โพลีคาร์บอเนต จะสามารถป้องกันรังสียูวีได้มากกว่าแว่นที่ทำจากแก้ว หรือกระจก และสามารถป้องกันการขีดข่วนได้ด้วย
ผู้เชี่ยวชาญทางสายตาจากสถาบันป้องกันความผิดปกติทางสายตา สหรัฐอเมริกา เตือนพ่อแม่ให้ระวังภัยจากแสงแดดและรังสียูวีที่จะมีผลกระทบต่อสายตาของลูกตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่วัยแรกเกิดมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับอันตรายจากรังสียูวีเอและยูวีบี หากพวกเขาต้องเจอกับแสงแดดโดยตรง

ในช่วงที่พ่อแม่พาลูกออกไปนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้น ควรระมัดระวังการออกแดดจัด การพาลูกไปเดินเล่นในช่วงกลางวัน และเมื่อถึงวัยเตาะแตะก็ต้องจำกัดช่วงเวลาในการให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านด้วย เนื่องจากเด็กชอบเล่นอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ซึ่งเลนส์แก้วตาของเด็กมีความโปร่งแสงสูงกว่าผู้ใหญ่ จึงเสี่ยงต่อการปะทะแสงเข้าสู่เลนส์แก้วตาโดยตรงทำให้สายตาสั้นได้ง่ายขึ้น

คลอดก่อนกำหนดมีผลอะไรบ้าง

อาการเริ่มต้นของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
โดยปกติในระยะตั้งครรภ์เกิน 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกหดตัวเบาๆ เป็นพักๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวด (อย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเด็กโก่งตัว) เป็นการฝึกหัดตัวเองของมดลูกที่จะบีบตัวเมื่อถึงกำหนดคลอด การหดตัวของมดลูกแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีการหดตัวบ่อยๆ ถี่เกินไป ท้องตึงแข็งอยู่เป็นเวลานาน และมีอาการอื่นร่วมด้วย ก็แสดงว่าอาจจะมีการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด

สาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด
ปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดมีหลายอย่างคือ
1. คุณสมบัติส่วนตัวและโรคประจำตัว

คุณแม่ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี
คุณแม่ที่เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อนหนึ่งครั้ง มีโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดครั้งต่อไปมีถึงร้อยละ 25 แต่ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดติดกัน 2 ครั้ง โอกาสในท้องต่อไปจะเพิ่มยิ่งขึ้นเป็นร้อยละ 50 ทางแพทย์เชื่อว่าระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บท้องคลอดของคุณแม่คงมีการทำงานผิดปกติ
คุณแม่ที่แท้งบ่อยๆ มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดในการตั้งท้องต่อมามากขึ้น
คุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติ มดลูกพิการมาแต่กำเนิด เช่น มีผนังกั้นภายในโพรงมดลูก หรือมดลูกมีเนื้องอกร่วมด้วย ทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติ และคับแคบเกินกว่าที่ทารกจะเจริญเติบโตตามปกติ จึงคลอดออกมาก่อนกำหนด
คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต ทำให้ทารกในท้องเจริญเติบโตได้ไม่ดี ตัวเล็ก และคลอดก่อนกำหนดได้

2. ชีวิตประจำวัน

คุณแม่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือถึงแม่คุณแม่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนดได้
คุณแม่ที่ดื่มสุราและเบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ทุกชนิดจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตไม่ดีและคลอดก่อนกำหนด นอกจากนั้น อาจจะคลอดทารกออกมาพิการ
สภาพการทำงานที่หนักเกินไป เช่น งานที่ต้องนั่งนานๆ วันละหลายชั่วโมง งานที่ต้องใช้แรงมาก จะทำให้คุณแม่เหนื่อยง่ายและมีปริมาณเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง เพราะต้องแบ่งเลือดส่วนหนึ่งไปให้ตัวแม่เอง เพื่อสร้างพลังงานทดแทนในส่วนที่เสียไปจากการทำงานหนักมากกว่าปกติ ผลจะทำให้ทารกขาดสารอาหารและก๊าซออกซิเจน ทารกจะตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนด
ความเครียด ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากงานหรือปัญหาในครอบครัว ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

3. ปัญหาและภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์แฝด
เลือดออกขณะตั้งครรภ์
ปากมดลูกหลวม
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
อาการต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ พร้อมกับเวลาที่มดลูกหดตัว อาการปวดท้องนี้จะคล้ายกับเวลาที่คุณแม่ปวดประจำเดือน ทั้งที่ขณะนั้นคุณแม่ไม่มีอาการท้องเสียหรืออาหารไม่ย่อยเลย
มีอาการปวดหลังชนิดที่ร้าวลงไปถึงด้านล่างบริเวณก้นกบร่วมกับการปวดท้อง
ปวดถ่วงในอุ้งเชิงกราน อาจจะร้าวไปที่ต้นขา
มีเลือดออกทางช่องคลอด
มีน้ำไหลออกจากช่องคลอดหรือระดูขาวออกมา บางทีอาจจะมีมูกปนเลือดออกมาด้วย

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
ถ้ามีอาการเหล่านี้ขอให้รีบไปพบแพทย์ ซึ่งจะต้องรับตัวคุณแม่ไว้ในสถานพยาบาล และให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ถ้าปากมดลูกยังขยายไม่มากก็จะได้ผลดี สามารถให้ทารกอยู่ในครรภ์ต่อไปได้อีกจนกระทั่งใกล้กำหนดคลอดมากที่สุด

แต่ถ้าแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถหยุดยั้งการหดตัวของมดลูกได้ แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์พวกเบตาเมธาโซน (Betamethasone) หรือเด็กซาเมธาโซน (Dexamethasone) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้ปอดของทารกทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ช่วยให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้นมีโอกาสรอดมากขึ้น

ยานี้จะได้ผลเมื่อฉีดเข้าไปอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และยาจะมีประโยชน์อยู่ 7 วัน หลังจากนั้นอาจจะต้องให้ซ้ำ แต่ยานี้ก็มีจำกัดการใช้ด้วย คือไม่สามารถให้ได้ทุกราย ในกรณีที่มีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด หรือสงสัยว่าจะมีการอักเสบในร่างกายของคุณแม่ ไม่สามารถให้ยาชนิดนี้ได้

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับทารกคลอดก่อนกำหนด
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ได้แก่

1. ภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด

ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ ยิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งเกิดมาก อย่างที่รู้กันว่าทารกคลอดก่อนกำหนดปอดไม่ค่อยสมบูรณ์ เป็นเพราะขาดสารเคมีบางชนิดในปอด ซึ่งสร้างไม่พอในช่วงตอนที่เกิด สารตัวนี้ทารกส่วนใหญ่ก็จะสร้างครบได้เมื่อ 35 สัปดาห์ สารตัวนี้เป็นสารลดความตึงผิวของถุงลม (Surfactant) ทำหน้าที่ให้ถุงลมโป่งง่าย ทำให้หายใจโดยที่ใช้แรงน้อยลง ในผู้ใหญ่เรามีประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทารกแรกเกิดแม้ครบกำหนดก็จะขาดนิดหน่อย มีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ภาวะเลือดออกในสมองอย่างเฉียบพลัน เพราะสมองทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังค่อนข้างนิ่มมาก ยิ่งคลอดก่อนกำหนดมากเท่าไรสมองยิ่งนิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเมื่อคลอดต้องผ่านอะไรหลายๆ อย่าง มีการเขย่า เจอแสงสว่าง เจอความตกใจ เจอร้อนเย็นต่างกัน ไม่เหมือนอยู่ในท้องแม่ ก็ทำให้ความดันเลือดค่อนข้างผันผวน อาจทำให้เส้นเลือดในสมองบางเส้นแตก ซึ่งเกิดได้ประมาณ 30% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม
ปัจจุบันยังไม่มีทางป้องกัน ทารกคนไหนเลือดออกในสมองมากก็จะเสียชีวิต ทารกที่เลือดออกน้อย 90% จะไม่ออกอาการอะไรเลย แล้วก็เติบโตได้โดยไม่มีปัญหา
โรคติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดบางส่วนจะคลอดเพราะแม่มีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือน้ำเดิน ถุงน้ำแตก ทำให้ทารกได้รับเชื้อเข้าไป เมื่อทารกติดเชื้อปุ๊บ ร่างกายของแม่จะขับทารกออกก่อนกำหนด เทารกบางคนจึงอาจมีภาวะติดเชื้อออกมาตั้งแต่เกิดเลย ก็ทำให้ทารกตายได้ แต่กรณีนี้เกิดไม่บ่อยเท่าไร

2. ภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายหลัง

ภาวะลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน ลำไส้ทารกคลอดก่อนกำหนดที่ทำงานอยู่อาจเน่าขึ้นมาโดยที่ไม่มีทางป้องกัน ไม่ทราบสาเหตุ ภาวะนี้เกิดได้ประมาณ 10% ของทารกทั้งหมดที่เกิดมาตัวเล็ก ยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งเกิดเยอะ ใน 10% นี้ ครึ่งหนึ่งจะมีอาการเพียงเล็กน้อย คือ มีลำไส้ขาดเลือดชั่วคราว ท้องอืด กินนมไม่ได้ประมาณ 7-10 วัน อีก 25% มีลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ ซึ่งไม่ต้องทำอะไร รอเฉยๆ แต่ต้องงดนมไปประมาณ 1-2 อาทิตย์ ให้ลำไส้รักษาตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองโดยไม่มีปัญหา ส่วน 25%ที่เหลือลำไส้ทะลุแล้วทารกเสียชีวิต
การหยุดหายใจในทารกแรกเกิด เนื่องจากอยู่ในท้องแม่ ทารกไม่จำเป็นต้องหายใจเอง หายใจเองบ้าง ลืมบ้างได้ พอคลอดออกมาใหม่ๆ บางทีอยู่เฉยๆ เขานอนเงียบไปเลย เมื่อก่อนเราต้องใช้วิธีผูกขากระตุกเอาเป็นการป้องกัน เพราะทารกจะหยุดหายใจตอนหลับ แต่ตอนตื่นกระดุกกระดิกไม่ค่อยหยุดหายใจ แต่พวกนี้บางทีนอนหลับไปเฉยๆ เขียวไปเลยตายได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อทารกครบกำหนดคลอด เช่น บางคนคลอดเมื่อ 32 สัปดาห์ พอเราเลี้ยงไปสัก 5 สัปดาห์เป็น 37 สัปดาห์ อาการหยุดหายใจก็จะหายไปเอง แต่บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวและกังวลกับอาการนี้เช่นกัน

การคลอดก่อนกำหนดเป็นปัญหาที่สำคัญทางด้านอนามัยแม่และเด็ก แม้ว่าความเจริญทางด้านการแพทย์จะสามารถช่วยให้ทารกที่คลอดออกมาก่อนกำหนด นั้นมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ก็มีจำนวนมากที่มีความพิการหรือเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อนโดยการส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่ให้ดี ก่อนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็รีบไปฝากครรภ์ และปฏิบัติตนตามที่ได้รับคำแนะนำ เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นก็ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ถ้าป้องกันแล้วยังเกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดอีก ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ยาระงับการเจ็บครรภ์และให้การดูแลรักษาที่เหมาะ สมต่อไป
ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ทารกคนไหนที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ พอโรคปอดในระยะแรกหายแล้ว แต่เขายังหายใจเองไม่ได้ ไอเองไม่เป็น ไอไม่ค่อยแรง เสมหะก็ออกจากปอดไม่ได้ ทำให้ทารกต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปถึงจุดซึ่งทารกอ้วนพอที่จะมีแรงไอได้ บางทีก็ทำให้ปอดทารกมีปัญหาคล้ายๆ คนสูบบุหรี่ คือโดนออกซิเจน โดนแก๊สไม่ได้จะไอเรื้อรัง แต่โรคปอดนี้หลังจากเอาเครื่องช่วยหายใจออกจะหายไปเองภายใน 1-2 ปี แต่บางคนที่มีปัญหามาก พอเด็กอายุสัก 9-10 ปีก็อาจเป็นหอบได้ ส่วนใหญ่ที่รอดจากระยะแรกก็จะเป็นปกติภายใน 1-2 ปี อาจจะมีบางคนที่เป็นหวัดแล้วจะปอดบวมเพราะเด็กพวกนี้ระยะแรกปอดยังไม่ค่อยดีเท่าไร
พัฒนาการช้า พบได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครึ่งหนึ่งสามารถเป็นปกติได้โดยการกระตุ้น ปัจจุบันเมืองไทยมีโครงการกระตุ้นเด็กเรียกว่า early intervention คือ การกระตุ้นเด็กระยะแรก มีการสอนพ่อแม่ให้กระตุ้นเด็ก ทำให้พัฒนาการเขาดีขึ้นได้

อีกครึ่งหนึ่งค่อนข้างจะลำบาก คือสมองพิการไปเลย ทำอะไรไม่ได้มาก แล้วยังมีเดินไม่ค่อยได้ แต่สมองปกติ ไอคิวปกติ กลุ่มนี้ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน แต่เขายังสามารถช่วยตัวเองได้

การดูแลลูกคลอดก่อนกำหนดเมื่อกลับบ้าน
ขณะอยู่โรงพยาบาลแพทย์จะคอยดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทารกมีน้ำหนักมากกว่า 1.8–2 กิโลกรัม หรือจนสามารถลดการใช้ตู้อบ มีการดูดกลืนได้ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังคงนัดไปตรวจอีกครั้งเมื่ออายุประมาณ 1-2 อาทิตย์
เมื่อกลับมาอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ต้องมีการดูแลลูก ดังต่อไปนี้

จัดสภาพแวดล้อม ควรจัดบรรยากาศในบ้านให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายในของลูกไม่เย็นหรือร้อนเกินไป แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนภาวะตัวเย็นในทารกคลอดก่อนกำหนดก็ไม่น่ากังวลเท่าไร แต่หากมีอาการตัวร้อนขึ้นมาควรรีบพาไปหาแพทย์ทันที
ความสะอาด เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ อาหารการกินของลูกน้อย เพราะทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ มากกว่าเด็กปกติ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบ้านก็ต้องสะอาดด้วย
ส่งเสริมพัฒนาการ ระบบสมองของทารกจะเจริญเร็วในช่วง 6-7 สัปดาห์สุดท้ายในการตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีพัฒนาการล่าช้าบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะคอยเช็คพัฒนาการ เช่น การได้ยินและการมองเห็นอยู่เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะกระตุ้นลูกน้อยได้ด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ใช้การพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่กับลูกบ่อยๆ และใช้สีและแสงอย่างเหมาะสม
นม สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนด แพทย์จะแนะนำว่าให้กินนมแม่เป็นหลัก แต่ก็อาจจะต้องกินนมสูตร Enrich Post-discharge Formula เสริมควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ทารกทำน้ำหนักดีขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวขึ้น 40-50 กรัมต่อวันก็ถือว่าใช้ได้ แต่ก็ต้องมีการประเมินดูในระยะยาวต่อไป
ระบบหายใจ ยังคงต้องมีการระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะการหายใจอาจมีปัญหาได้ เช่น มีเสมหะอุดตัน มีน้ำมูก ทำให้หายใจไม่สะดวกหรือไม่ หายใจอกบุ๋ม หายใจเสียงดังครืดคราด คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพากลับมาตรวจใหม่ โดยเฉพาะเวลาดูดนมแม่จะเห็นได้ชัด ดังนั้นเวลาอุ้มให้นมลูก ก็ควรจะอุ้มลูกให้สูงขึ้น เพื่อระวังการสำลักนมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าไม่สบาย หากลูกเกิดมีไข้ ตัวร้อน ติดเชื้อน้ำมูกเขียวข้น ดูดนมได้น้อยลง น้ำหนักไม่ขึ้น ตัวเหลือง หรือตาเหลือง คุณแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ก่อนถึงเวลานัด ถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องรีบไปให้ทันเวลา

ทำอย่างไรให้ลูกห่างยาเสพติด

การติดยาเสพย์ติดทุกชนิดสร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เปิดอกระหว่างพ่อแม่-ลูก ในเรื่องยาเสพย์ติด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสคิดด้วยตัวเอง ไม่ใช่เล็กเชอร์ให้ลูกฟังฝ่ายเดียว และพูดให้จะแจ้งไปเลยว่า พ่อแม่นั้นจะไม่มีวันตามติดไปดูแลลูกในเรื่องนี้ได้ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำ ได้ก็เพียงให้ข้อมูลผลร้ายทั้งที่มีต่อร่างกายและจิตใจของคน ติด หรือตัวอย่างของคนติดที่เห็นกันอยู่ ต่อเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
เอาแผ่นพับ หรือข้อมูลง่ายๆที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพย์ติด ฯลฯ วางไว้ตรงโน้นตรงนี้บ้างในบ้าน เผื่อจะผ่านตาลูก
ถ้าครอบครัวของคุณมีคนติดยาเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์มาก่อน โปรดตระหนักว่า ลูกของคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้น ควรพยายามเอาใจใส่ระมัดระวังกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงมองเห็นแต่ปัญหายาเสพย์ติดหรือสิ่งเสพย์ติด เพราะนั่นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนัก ถ้าแก้ที่นั่นได้ ปัญหายาเสพย์ติด สิ่งเสพย์ติดก็อาจจะลดลง

ดีที่สุดก็คือ ถ้าลูกยังเล็ก ตั้งแต่วัยอนุบาล ควรพูดคุยให้แกเข้าใจและซึมซับถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติดและสิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย บอกให้ลูกเข้าใจว่า ยาทุกชนิดที่แม้แต่แอสไพริน ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ล้วนมีผลข้างเคียงที่เป็นโทษได้ทั้งนั้น
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้าหาสิ่งเหล่านี้ ในบ้านไม่ควรส่งเสริมการดื่มเหล้าจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ฝึกลูกวัยเรียน 7-8 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้เขารู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา และรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสม หรือที่เรามักใช้คำว่า “ฝึกทักษะชีวิต” เช่น ให้เขาเรียนรู้ว่าทางออกในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว : ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็หาใช่อนาคตดับวูบ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายไม่ ยังมีสถานศึกษาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ และประสบความสำเร็จได้ หรือ วิธีปฏิเสธเพื่อนแบบที่เพื่อนไม่โกรธ หรือ ถ้าเราไม่สมหวังเราจะมีวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ
บอกให้ลูกรู้อย่างชัดแจ้ง เคร่งครัดเด็ดขาดว่า พ่อกับแม่ไม่ยอมรับ

การสอนลูกให้คบเพื่อน

วันก่อน คุณแม่ของ ตุ้ม สาวน้อยวัย 15 มาบ่นให้ฟังเรื่องเพื่อนสนิทคนล่าสุดของลูก ที่แม่ทำใจให้ชอบเอาไม่ได้เสียเลย ก็เจ้าหล่อนทั้งเจาะลิ้น เจาะจมูก แถมมีประวัติโดนเชิญออกจากโรงเรียนมา 2 ครั้งซ้อน ตั้งแต่คบกับเพื่อนคนนี้ พฤติกรรมของตุ้มเปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น กลับบ้านผิดเวลาบ่อยๆ ใช้เงินเปลืองขึ้นจนผิดสังเกต แถมไม่ค่อยคุยกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนก่อน กลับถึงบ้านก็ปิดประตูเข้าห้องลูกเดียว แม่กลุ้มใจไม่รู้จะจัดการยังไง ครั้นจะใช้วิธียื่นคำขาด ก็กลัวลูกจะยิ่งเตลิด

แม่ของตุ้มคิดถูกและทำ ถูกต้องแล้วละครับ ที่ไม่ใช้วิธีชนตรงๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังยิ่งจะก่อให้เกิดการต่อต้าน ซึ่งพ่อแม่จะเอาชนะไม่ได้ง่ายๆเสียด้วย

คำ แนะนำสำหรับพ่อแม่ที่มีปัญหาทำนองเดียวกันนี้ คือควรหาวิธีการแสดงให้ลูกเห็นเป็นนัยๆว่า พ่อแม่ไม่ชอบเพื่อนลูกคนนี้เท่าไร เช่น ถ้าลูกขอไปไหนมาไหนกับเพื่อนคนอื่น พ่อแม่อนุญาตไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเพื่อนคนนี้ พ่อแม่เป็นต้องมีเหตุผลที่จะปฏิเสธต่างๆนานาทุกครั้ง

 

พ่อแม่มืออาชีพแนะว่า โดยปกติแล้วพ่อแม่ควรทำตัวเป็นมิตรและสนิทสนมกับเพื่อนลูกครับ อาจชวนมาทำกิจกรรมที่บ้าน ชวนมาทานข้าวเย็น หรือชวนไปเที่ยวด้วยกัน นอกจากจะทำให้ลูกประทับใจในท่าทีที่พ่อแม่แสดงต่อเพื่อนของเขาแล้ว พ่อแม่ยังอาจได้รับรู้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากปากเพื่อนลูกด้วย

แม่คนหนึ่งเล่าว่า เดี๋ยวนี้เวลาเพื่อนลูกมาที่บ้าน จะคุยกับแม่มากกว่าลูกเสียอีก การสนินสนมกับเพื่อนๆ ของลูกนี้จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่นให้เขึ้น ครับ ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นพวกเดียวกัน

ที่สำคัญ พ่อแม่ไม่ควรเริ่มต้นมองเพื่อนลูกอย่างจับผิด อย่างน้อยก็ควรเชื่อมั่นในตัวลูกว่า เขาน่าจะฉลาดพอที่จะเลือกคบเพื่อนที่ดี เว้นเสียแต่เห็นว่าสุด..สุดจริงๆ ขืนปล่อยให้คบไป พาลูกไปเสียผู้เสียคนแน่ อ่างนี้คงต้องจัดการครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินและประเมินค่าเพื่อนของลูก เพียงแค่การแต่งตัว ทรงผม หรือบุคลิกภายนอก เพราะความจริงแล้ว เพื่อนของลูกอาจมีสิ่งดีๆ อยู่ภายใต้ท่าทีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของพ่อแม่ (ซึ่งอาจล้าสมัยเกินไปแล้ว)

 

นอกจากนั้น แทนที่จะพูดถึงข้อเสียของเพื่อนลูกที่พ่อแม่ไม่ชอบ เปลี่ยนเป็นพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลง หรือสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่รู้สึกว่าหายไปจากตัวลูก เช่น การเรียนตกลง กลับบ้านผิดเวลา ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนแต่ก่อน ฯลฯ ด้วยท่าทีที่ห่วงใย ไม่ใช่จับผิด

เข้าใจลูกวัยรุ่น

วัยรุ่นตามปกติจะมีลักษณะที่สำคัญๆดังนี้ครับ
1. ต้องการความเป็นอิสระวัย รุ่นชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัว ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาแยกตัว แต่เป็นความรู้สึกอยากมีความเป็นส่วนตัว อยากมีห้องของตนเอง ที่จะทำอะไรได้ตามอิสระ ไม่ชอบการตรวจเช็ก ไม่ชอบการตรวจค้น ตรงจุดนี้พ่อแม่คงต้องให้วัยรุ่นมีความเป็นอิสระตามสมควร แต่ไม่ใช่ปล่อยอย่างอิสระจนไม่มีขอบเขต เพราะถึงแม้ว่าจะโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตาม วัยรุ่นก็ยังต้องการคำแนะนำในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ของชีวิต แต่การแนะนำนั้นต้องแนะนำกันด้วยเหตุผลและอยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพอันดี ต่อกันระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น

2. มีลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่การต่อต้านผู้ใหญ่กับความต้องการความเป็นอิสระนั้นดู จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสอด คล้องกัน คือเมื่อต้องการความเป็นอิสระก็จะรู้สึกต่อต้านการควบคุม ต่อต้านผู้ใหญ่ วัยรุ่นมักจะไม่ฟังคำแนะนำ สิ่งที่เราพูดให้ฟัง วัยรุ่นจะคิดว่าไปสั่งสอนเขา สิ่งที่พ่อแม่จุกจิกบ่นกับวัยรุ่น วัยรุ่นก็จะบอกว่าถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว การต่อต้านผู้ใหญ่นี้เอง ทำให้ผู้ใหญ่หงุดหงิด และเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่เคารพพ่อแม่แล้ว เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกเสียแล้ว ในที่สุดพ่อแม่อาจจะคิดน้อยใจและมีเจตคติไม่ดีต่อวัยรุ่น เช่น ไม่อยากมองหน้า ไม่อยากพูดคุยด้วย เป็นต้น

ลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่ของ วัยรุ่นนี้แก้ไขได้ไม่ยากเลยนะครับ แก้ง่ายๆ คือเราต้องลดความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง ลดบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ลงบ้าง แล้วเพิ่มบทบาทของความเป็นเพื่อนกับลูกให้มากขึ้น เราเคยรู้สึกง่ายๆ กับเพื่อนอย่างไร ก็ลองง่ายๆ กับวัยรุ่นดูบ้าง เราเคยพูดเรื่องตลกๆ เราเคยพูดเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นสาระกับเพื่อนอย่างไรก็พูดกับวัยรุ่นดูบ้าง ลองดูนะครับวัยรุ่นจะพูดคุยกับท่านได้ดีขึ้น และต่อต้านท่านน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

3. ไวต่อความรู้สึกมาก อ่อนไหวต่อความรู้สึกมากต่อการถูกตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย วัยรุ่นจะมีความรู้สึกมากและมักจะย้อนถามอยู่ในใจของวัยรุ่นเสมอว่า แค่นี้ทำไมถึงให้ไม่ได้ เรื่องเล็กนิดเดียวไม่เห็นสลักสำคัญอะไร ไม่เห็นจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตสักหน่อย ทำไมถึงได้คอยตำหนิติเตียนกันอยู่ร่ำไป

วัยรุ่นมักจะคิดอย่างนี้จริงๆ ครับ ยิ่งถ้าเป็นการลงโทษที่รุนแรง จะเป็นด้วยวาจา อารมณ์ หรือถึงขั้นลงโทษเฆี่ยนตี วัยรุ่นจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ รู้สึกว่ารุนแรงมาก จนบางทีเขาอาจแสดงพฤติกรรมต่อต้านที่น่าเกลียด ไม่เหมาะสมและไม่น่าดู แต่อย่างไรก็ตาม แม้วัยรุ่นจะรู้สึกไม่ดีกับผู้ใหญ่ แสดงพฤติกรรมที่ไม่หมาะสมกับผู้ใหญ่อย่างมากมายหรือรุนแรงก็ตาม ผมได้เคยนั่งคุยกับวัยรุ่นเหล่านี้ เด็กๆ วัยรุ่นบอกว่าการที่เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น จริงๆ แล้วเขาเสียใจมาก รู้สึกผิด รู้ว่าไม่ดี แต่เขาก็ยังไม่อยากจะยอมพ่อแม่ในตอนนั้น แปลความหมายของความรู้สึกนี้ได้ว่า เป็นเพราะยังคงมีความรู้สึกต่อต้านผู้ใหญ่อยู่ซึ่งเป็นภาวะปกติของวัยรุ่น จุดนี้เป็นจุดที่ผู้ใหญ่ต้องระวังเป็นพิเศษสักหน่อยในการแสดงอารมณ์กับวัย รุ่น การใช้อารมณ์จะก่อให้เกิดผลเสียมากทีเดียว ดังนั้น ใช้เหตุผลดีกว่าครับ

4.เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้สึกอ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกนั้น เราสามารถพบลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกสองจิตสองใจ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยแน่ คิดแล้ว ตัดสินใจแล้วประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนอีกแล้ว ลักษณะนี้ผู้ใหญ่คงต้องเข้าใจ ต้องทำใจ และอดทนต่ออารมณ์ของตนเองนะครับ ในที่สุดเมื่อเขาโตขึ้นความรู้สึกสองจิตสองใจนี้จะค่อยๆ หายไป

5. มีความรู้สึกว่าเพื่อนมีความสำคัญกับเขามาก ลักษณะนี้เป็นพัฒนาการตามปกติที่วัยรุ่นทุกคนจะต้องพัฒนามาถึงจุดที่เขามี ความรู้สึกว่าเพื่อนมีอิทธิพลกับเขามาก จนดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่เสียอีก อะไรๆ ก็จะบอกว่าเพื่อนเขาทำกันอย่างนั้น เพื่อนเขาคิดกันอย่างนี้

ตรงนี้ จริงๆ แล้วพ่อแม่ก็ยังคงเป็นดวงใจของวัยรุ่นอยู่ วัยรุ่นยังเคารพผู้ใหญ่อยู่ในจิตสำนึกของเขาเสมอ แต่ด้วยพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นมีความก้าวหน้าอย่างมากมายนี้เอง ทำให้เขาหันเหความสนใจจากพ่อแม่ไปสู่เพื่อน ใช้เวลากับเพื่อนได้อย่างมีความสุขจนลืมเวลา พยายามทำตัวให้เข้ากับกลุ่มทั้งกิริยามารยาทและการแต่งกาย ณ จุดหักเหนี้ถ้าวัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดี เขาก็จะมีแนวคิดที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเขาเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่เป็นปัญหาเขาก็จะมีแนวโน้มไปตามกลุ่มที่มี ปัญหานั้นๆ

ผู้ใหญ่ไม่ควรกีดกันการเข้ากลุ่มของวัยรุ่น แต่ควรให้ความใกล้ชิดสนิทด้วย เพื่อจะได้ทราบว่ากลุ่มเป็นอย่างไร การให้ข้อคิด ให้เหตุผล การชักนำที่อยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดีนั้น เราสามารถเหนี่ยวนำ โน้มนำให้วัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดีได้ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่วัยรุ่นมีแนวโน้มเข้าหากลุ่ม คือ เป็นการเก็บแบบฉบับหรือเอกลักษณ์ต่างๆ ทั้งจากกลุ่ม จากผู้ที่เขาชื่นชอบ จากบุคคลสำคัญในสังคม ประมวลเข้ามาเป็นเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของตนเอง การที่วัยรุ่นจะเก็บเอกลักษณ์ต่างๆ จากพ่อและแม่เท่านั้นคงไม่พอกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเขา

 

ผมได้ประมวลและรวบรวมลักษณะทางจิตวิทยาของวัยรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่คิดว่าผิด ปกติ หรือคิดว่าเป็นปัญหาเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีลูกวัยรุ่นได้วิเคราะห์ พินิจพิจารณาเพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและสามารถตอบสนองหรือมีปฏิกิริยากับวัยรุ่นได้ราบรื่นขึ้น (แต่ถ้าลูกยังไม่ถึงวัยรุ่นก็ถือว่าอ่านเก็บข้อมูลเตรียมไว้ใช้กันนะครับ)

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จากลักษณะสำคัญของวัยรุ่นที่ผมเขียนมาข้างต้นนั้นถ้าเข้าใจวัยรุ่น และเราดูแลวัยรุ่นด้วยเหตุผล อดทน และพยายามดำรงสัมพันธภาพที่ดีไว้ ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี เมื่อเขาเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เราจะพบว่าวัยรุ่นของเราเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาก เป็นบุคคลที่น่ารักมากขึ้นทีเดียว

ในระหว่างที่เราดูแลวัยรุ่นอยู่นั้น ผมขอเสนอข้อคิดบางอย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การดูแลวัยรุ่น สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปัจจัยที่ว่านี้คือ

บ้านต้องมีความสุข บ้านที่มีความสุขเปรียบเหมือนขุมพลังให้กับวัยรุ่นทั้งพลังผลักดันและพลัง สำรอง ที่ทำให้วัยรุ่นสามารถเผชิญและปรับตัวกับสภาพสังคมปัจจุบันได้ สามารถเป็นกำลังใจให้เดินไปในทิศทางที่ดี สามารถปลอบประโลมใจเมื่อทุกข์ร้อนหรือผิดหวัง และเป็นแหล่งของความสุขเป็นแหล่งของที่พักพิงทางใจ โดยไม่ต้องไปหาที่พักพิงทางใจที่อื่นซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
พ่อ แม่ต้องพยายามปรับให้เข้ากับวัยรุ่น อย่าคิดว่าวัยรุ่นควรจะปรับเข้าหาพ่อแม่เท่านั้น กับวัยรุ่นการใช้วิธีปรับกันคนละครึ่งทางจะได้ประโยชน์และได้ผลมาก พ่อแม่คงต้องปรับเปลี่ยนเป็นวัยรุ่นกับลูกด้วยลูกก็จะเข้ากับพ่อแม่ได้ดี ยิ่งขึ้น
งดการลงโทษที่รุนแรง หันมาใช้เหตุผลจะทำให้วัยรุ่นเข้าใจเราได้มากขึ้น คล้อยตามและปฎิบัติตามเราได้มากขึ้น และเราเองก็ต้องรับฟังเหตุผลของวัยรุ่นด้วยเช่นกัน เหตุผลในสมัยเมื่อพ่อแม่เป็นวัยรุ่นหลายๆ เหตุผล อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับแนวคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันบ้างเพราะวัฒนธรรมและสังคมได้ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ให้วัยรุ่นได้มีประสบการณ์หลายๆ แง่หลายๆ มุมแม้ว่าจะเป็นประสบการณ์ในด้านลบก็สามารถให้รู้เห็นได้ สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยความคิดและปัญญาว่าอะไรควรไม่ควรเพราะอะไร การปิดบังประสบการณ์บางอย่างอาจผลักดันให้เด็กคิดและอยากรู้อยากเห็นแล้ว เดินทางเข้าไปสู่ประสบการณ์อันไม่ดีนั้นอย่างปราศจากหางเสือ ปราศจากการยับยั้งและปราศจากปัญญาที่จะคิด