อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นสาว

เมื่อลูกถามคำถาม เราน่าจะตีความให้กว้างออกไป เพราะคำถามของลูกอาจจะกำกวม ไม่กล้าถามเรื่องเพศหรือความเปลี่ยนแปลงตรงๆ เราอาจถามนำเขาก็ได้ว่า “อยากรู้เรื่องอะไรอีกไหม” ลูกอาจถามคำถามเดียว แล้วเราก็ถือโอกาสอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องอื่นที่เขาควรรู้สอดแทรกลงไปด้วย ก็ได้ค่ะ
เวลาอธิบายให้ลูกฟัง แล้วลูกพูดว่า “รู้หมดทุกอย่างแล้วล่ะแม่” หรือ “แหยะ.. ไม่เห็นจะน่ารู้เลย” อย่าเพิ่งหยุดให้ความรู้กับเขานะคะ บางทีเขาอาจแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะอาย แต่จะจดจำทุกคำพูดของเราได้ดีทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าร่ายยาวกับเขาครั้งเดียวแล้วเลิก แต่ทยอยให้ความรู้เขาไปทีละเล็กละน้อยแทรกไปกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้าลูกมาปรึกษากับเราด้วยความไว้วางใจ ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับพ่อแม่อาจเป็นเรื่องน่าอายใหญ่โตสำหรับลูกก็ได้ หรือไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกจะเปิดใจคุยด้วย อย่าเผลอบอกคนอื่น หรือแค่แซวเล่นๆ ก็ไม่ได้ จะทำให้ลูกไม่ไว้ใจคุยกับเราอีกค่ะ

พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะเป็นที่พึ่งให้ลูกได้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ความรู้สึกเด็กๆ นะคะ ไม่เช่นนั้นเราอาจหัวปั่นเพราะอาการ “ป่วน” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเจ้าฮอร์โมนของลูกวัยพรีทีน ทางที่ดีเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยนี้ เราควรทำตัวเป็นทั้งแหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ เป็นเพื่อนรู้ใจที่ตอบข้อสงสัยของลูกได้ทุกเมื่อ
การปูพื้นให้ลูกรู้จักและเข้าใจตัวเขาเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เราสามารถให้ความรู้กับลูกมาเป็นระยะ ตามความเหมาะสมของวัยเขา พอราวๆ 8 – 10 ขวบ ลูกก็น่าจะได้รู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเขาบ้างแล้ว เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจว่า เวลาย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดบ้าง
เราอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น เพื่อนของลูกมีใครมีประจำเดือนแล้วบ้างไหม? หรือยกตัวอย่างเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประสบการณ์ของเราในวัยเด็กของเราเอง ถ้าลูกไม่กล้าถามเพราะอายที่จะพูดเรื่องส่วนตัว เราเองเป็นคนเปิดประเด็นก่อนได้ เช่นถ้าบังเอิญไปเยี่ยมญาติที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น ก็ชวนลูกคุยเช่น
“เออ หวานเขาเป็นสาวแล้วนะปีนี้ เริ่มมีอกมีเอว ตอนแม่อายุเท่าหวานแม่ยังตัวเป็นกุ้งแห้งอยู่เลย” แล้วก็ชวนคุยให้ความรู้กับลูกต่อ

คุยกับลูกสาว

ทางด้านสรีระ ลูกสาววัยพรีทีนจะสูงแซงหน้าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันราวกับเป็นเด็กคนละรุ่น ทีเดียว ในวัย 12 โดยทั่วไปทรวดทรงของลูกสาวจะเริ่มเปลี่ยน เอวเริ่มคอด สะโพกเริ่มผาย หน้าอกเริ่มขยาย ขนอ่อนเริ่มขึ้นที่รักแร้และอวัยวะเพศ บางคนเริ่มมีประจำเดือน

 

“ในช่วงนี้ร่างกายของเราจึงต้องการอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ กินน้อยเป็นแมวดมไม่ได้แล้วนะ”
ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ยังทำให้อารมณ์ของสาวน้อยวัยนี้ขึ้นๆ ลงๆ ด้วย บางคราวคึกคักดี บางทีหงุดหงิดขี้น้อยใจ เจ็บคัดหน้าอก มีสิว และท้องผูก การกินผักผลไม้มากๆ และลดของหวานกับอาหารรสเค็มลง รวมทั้งการออกกำลังกาย จะช่วยให้อาการน่ารำคาญเหล่านี้ลดน้อยลง
“ประจำเดือนของแต่ละคนจะมาช้าเร็วไม่เท่ากัน เกณฑ์ปกติคือระหว่าง 10-15 ปี ลูกหายกังวลได้จ้ะเพราะลูกยังปกติดีอยู่ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มี แม่จะพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ
“การมีประจำเดือนในช่วงเดือนแรกๆ ของหนู อาจมีน้อยบ้าง หรืออาจไม่มาทุกเดือน ขาดหายไปบ้าง ไม่ต้องกังวลนะ เพราะร่างกายของเรายังไม่สมบูรณ์ ไปสักระยะเข้าที่เข้าทางก็มาปกติสม่ำเสมอทุกเดือนไปเอง
“เรื่องสำคัญของผู้หญิงเราก็คือความสะอาดจ้ะ อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดแบบปกติก็พอแล้ว ไม่ต้องไปใช้น้ำยาดับกลิ่นหรอกลูก
“วันที่มีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะได้ไม่หมักหมมไง ใช้เสร็จต้องห่อกระดาษมิดชิดทิ้งในถังขยะ ถ้ากางเกงในเปื้อนใช้น้ำเย็นล้างออกก่อนแล้วค่อยซัก ถ้าเปื้อนผ้าปูที่นอนก็เปลี่ยนผ้าปู บอกแม่แม่จะหากะละมังแช่ผงซักฟอกให้ ของพวกนี้หนูต้องหัดซักเองแล้วนะ “
เมื่อแม่ของพราวสังเกตว่าลูกสาวเริ่มมีหน้าอก เธอจึงพาลูกไปเลือกซื้อบราด้วยกัน ชักชวนและชี้แนะการเลือกบราที่เหมาะกับวัยแรกรุ่น ทั้งขนาดที่พอเหมาะ แบบและเนื้อผ้าสวมใส่สบาย
เรื่องหน้าอกผ่านไปเรียบร้อยเรื่องนึงแล้ว มาถึงเรื่องประจำเดือนบ้าง น้องพราวถามแม่ว่า
“เป็นไปได้ไหมคะที่บางคนจะไม่มีประจำเดือน”
“เอ…แม่ไม่รู้สินะ แต่เท่าที่รู้ผู้หญิงเราต้องมีกันทุกคน หนูกังวลหรือลูก”
“ก็นิดหน่อยค่ะ เห็นเพื่อนๆ ในห้องหลายคนมีแล้วหนูสงสัยว่าตัวเองจะมีหรือเปล่า ไม่มีก็ดีค่ะ ไม่อยากเลือดออก”
“ประจำเดือนไม่ใช่เลือดออกอย่างที่หนูเข้าใจหรอกค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกเดือนเลือดหมดตัวแน่ แต่ละเดือนร่างกายเราจะสร้างเลือดพิเศษขึ้นมาเป็นส่วนของผนังบุมดลูกต่างหาก ล่ะจ๊ะ
แม่ต้องมองเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องสอนให้ลูกรู้ ค่อยๆ พูดค่อยๆแทรกลงไปในการพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ทีละนิดทีละหน่อย อาจถามความเห็นลูกต่อเรื่องต่างๆ ลูกจะซึมซับไปได้ง่ายกว่าจับเขามาเข้าคอร์สอบรมยาวยืดค่ะ
ทัศนคติของพ่อแม่ที่มองเรื่องนี้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกควรทำความเข้าใจ จะช่วยให้เขาผ่านพ้นวัยนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ