การสร้างความมั่นใจให้ลูกน้อย

บางครั้งก็ ดังและ เจ็บปวด บางครั้งเขา โผล่ ตาหรือ ดินแดนที่ หัวเข่าหรือ ใบจุด เปียก slobbered เมื่อ ใครบางคน ทำความสะอาด อาทิตย์ ที่ดีที่สุด บางครั้งเรา ต้อง ยับยั้ง ความทะเยอทะยาน ของเขา เพียงเล็กน้อยสำหรับการป้องกัน ของผู้สูงอายุและ เล็กกระทัดรัด บางครั้งเรา สะดุ้ง เมื่อผู้เข้าชมได้รับเลือก สำหรับ การโอบกอด มันเป็นเรื่อง ที่น่าอึดอัดใจ และมักจะ มันเกือบจะ เสมอ อึดอัด
แต่ ทุกวันอาทิตย์ หลังจากที่ คริสตจักรบูชา จริง จะเริ่มขึ้นใน หัวใจ ของ ความสับสน และ ออทิสติก ที่ไม่ใช่คำพูด พิการ ส่อง บุตรชายคนหนึ่ง เช่น สปอตไล ร้อนสีขาวของ พระคุณของพระเจ้า สำหรับ จุดด่างดำ, ร่างกายของ คริสตจักร หลายแง่มุม ที่จะเห็นและ เข้าใจ -
” พระเจ้า จัด สมาชิกในร่างกายหนึ่งของพวกเขา แต่ละ ที่ เขาเลือก ตา ไม่สามารถ พูดกับ มือ’ฉัน ไม่จำเป็นต้อง ของ คุณ . ‘ ในทางตรงกันข้าม ส่วนของร่างกายที่ ดูเหมือน อ่อนแอที่ขาดไม่ได้ และใน ส่วนของ ร่างกาย ที่เราคิดว่ามีเกียรติ น้อย เรา มอบให้เพื่อเป็นเกียรติแก่ มากขึ้น ”
ที่ขาดไม่ได้ : ไม่ใช่เรื่องที่จะ ถูก ตั้งไว้ หรือ ละเลย สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ; สำคัญ ( เมอร์เรียม เว็บสเตอร์ )
ลูก ชาย ของฉันคือ20 ปี ชายชรา ออทิสติก ที่มี ความรู้ความเข้าใจใน ความคิดของเด็ก 2 ปี แต่เขาก็ยัง เป็น indispensableto การชุมนุม ของโบสถ์ ไถ่ถอน เขา ไม่สามารถพูด (แม้ว่าเขาจะ สามารถทำให้ ความอุดมสมบูรณ์ของ เสียง ) แต่เขาก็ยัง isindispensable ที่จะให้บริการ เป็นที่เคารพบูชา เขา มักจะ เตะ เก้าอี้ของ คนในด้านหน้าของ เขาเขาก็ ตบมือ ในช่วงเวลา ที่เงียบสงบและไม่สามารถ นั่งยังคง เป็นเวลาห้า นาที น้อยกว่า ความยาวของ พระธรรมเทศนา แต่เขาก็ยัง isindispensable ไปคริสตจักร ที่ขาดไม่ได้ เพื่อ กายของพระคริสต์
อย่าง น้อยสามารถ กลายเป็นสิ่งจำเป็น อย่างไรและ อ่อนแอกลายเป็นที่จำเป็น ใน พระเจ้า ดูเหมือนจะ ถอยหลัง คว่ำและ ภายใน คริสตจักร ออกจากร่างกาย ? กับพระเยซู ในฐานะหัวหน้า, ฉันให้คุณแสดง ภาพของ พระคุณ อันยิ่งใหญ่ ของพระเจ้า ใน กายของพระคริสต์ ของเขา คริสตจักร
มันเป็น เช้าวันอาทิตย์ และเจค นั่งอยู่ ใน แถวหลัง มากของวิหาร เราไม่ได้ นำมาวางไว้ ในด้านหลังเพราะเราเป็น สำคัญ ; เรา เลือก กลับส่วนใหญ่สำหรับ เหตุผล เชิงกลยุทธ์ ทางออก ที่จะต้อง รีบร้อน บางครั้ง สี่ที่นั่ง สงวนไว้สำหรับ ครอบครัวของเรา นี่เป็นเพียง วิธีหนึ่งที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คริสตจักร ของเราเพื่อ เรา
ภรรยาของผม นั่งอยู่บน ด้านหนึ่งของ เจคและ ฉันนั่ง ในที่อื่น ๆ เรา ผลัดกัน ลูบ แขน และด้านหลัง ของเขา ที่จะทำให้เขา สงบ พอที่จะ นั่ง ผ่านบริการ บูชาทั้งหมด แม่ของเขา ทำงาน นิ้วมือ ของเธอผ่าน ผม สีน้ำตาลแดง ของเขา ผอมบาง จะได้รับเสมอ เจค ยากล่อมประสาท
แต่บริการนี้ จะแตกต่างกัน หลวง พ่อได้ เทศน์ เพียงหนึ่งใน ข้อความ สุดท้ายของเขา จากซีรีส์ พระธรรมเทศนาทั้ง ในหนังสือ ของชาวโรมัน และ ได้มาถึงบทกวี ที่สำคัญที่ เห็นได้ชัดว่า ดึงดูดความสนใจ ของเจค บทกวีเป็น ชาวโรมัน 16:16 ” ทักทาย อีกคนหนึ่ง ด้วยการจูบ ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมด คริสตจักรของพระคริสต์ ทักทายคุณ . ”
perks เจค ขึ้น และฟัง เป็นบาทหลวงเริ่มต้น ที่จะใช้ ข้อความที่ขอให้ การชุมนุม ว่า ” ทำ ไม่ได้ ทำไมเรา ทำอย่างนั้น อีกต่อไป ? ทำไมเราไม่ แสดงความรัก ใน คริสตจักร? ทำไมเราไม่ ทักทายกัน ด้วยการ กอด และจูบ ? ทำไมเราจึง กลัวที่จะ สัมผัส ”
เจค พยักหน้า ใน การอนุมัติของ ข้ออ้าง ของหลวงพ่อและให้เห็นพ้อง เสียงฮึดฮัด ของเขา แน่แท้ “สาธุ ! ”
ผมให้ ภรรยาของฉัน ที่มีลักษณะ เงียบ เธอรู้ว่า มันหมายถึงอะไร เราได้เรียนรู้ ที่จะพูด ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้อง คำ กว่าห้องพัก ปี ข้าม ผ่าน ฝูงชน กว่า เสียง และ ใน คริสตจักร มันเป็น หัว เอียงเล็กน้อย ไปข้างหน้า ตากว้างมอง ริมฝีปาก pursed ผสม ประสาท ของ “ไม่ใช่ ว่า น่ารัก ” และ ” ตรึง ลง ฟักบางสิ่งบางอย่าง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ที่จะเกิดขึ้น ”
บาทหลวงต่อไปขณะที่ เขาสรุป พระธรรมเทศนา “เรา กำลังจะ ลองอะไรใหม่ ๆ ในวันนี้ ( Just what สมาชิก คริสตจักร ทุก ดี อยากได้ยิน ) หลังจาก Supperลอร์ด หันไป คนถัดไป ให้คุณ และให้เขา หรือเธอ กอด และ แสดงความรัก บางอย่าง ”
คุณอาจจะ รู้สึก คืบ คาดหวังอึดอัด ข้ามห้องเป็น คนเริ่ม คิดว่า ” เขา เป็น ร้ายแรง ? ? เรา ต้องสัมผัส แต่ละอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก การจับมือกัน แบบสบาย ๆ”ผม คิด ว่าสิ่งที่ ผู้เข้าชมได้รับ ความคิด ในเช้าวันนั้น ; หลังจาก แอบย่อง เงียบ เข้าไปในห้องตอนนี้ ได้สัมผัสกับ ความกลัว ที่เลวร้ายที่สุด ของพวกเขา ถูก ขับออกจาก ตัวตน ของพวกเขาและ กอด ร่างกาย โดย คนแปลกหน้า สมบูรณ์ .
คน กำลังมอง ไปรอบ ๆ ห้อง ตรวจสอบออก เพื่อนบ้าน ติดดิน ที่คาดหวัง ของพวกเขาและทางออก ที่ใกล้ที่สุด
ฉัน สุจริต จำได้ว่า คิดกับตัวเอง ว่า “ถ้า คนที่แต่งตัวประหลาด บางอย่างที่ พยายามจะจูบ ฉัน ฉันจะ วางเขาลงบน พื้นดิน. ” หัวใจของฉัน เริ่มที่จะ ลอย หัวใจ เหมือน กัน เมื่อพวกเขา จะกลัว
แต่บุตรชายคนหนึ่ง ย้าย ไปที่ขอบของ ที่นั่งของเขาและ โน้มตัวไป ใน คำพูด ของหลวงพ่อ
ในขณะที่ สวดมนต์ สุดท้ายก็ อธิษฐาน ว่า ” สาธุ ” ก็ดัง และ การชุมนุมไล่ คนเริ่ม อึดอัด โรงงาน ต่อ กันและกัน บางคน ก็พยายาม ที่จะมุ่งหน้า สำหรับประตูและหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมาย การบุกรุก จาก โซน ความสะดวกสบาย ของพวกเขา
บาทหลวง กระทุ้ง เบา ๆ”มา เมื่อ ตอนนี้ หาคนที่จะ กอด ก่อนที่จะออก ! ”
สองหรือสาม คู่แต่งงาน ที่ด้านหน้าของ โบสถ์ ที่ใกล้ชิดกับ หลวงพ่อก็ลีนใน ชน ไหล่ กับอุปถัมภ์ ตบหลัง จาก นั้น อีกไม่กี่ ตาม ชุด เป็นส่วนใหญ่ของ การชุมนุมก็ไม่ได้ รู้วิธีการ ตอบสนองต่อคำเชิญ ที่น่าอึดอัดใจ และมี เนื้อหา ที่จะไป ผ่านการเคลื่อนไหวเพื่อโปรด พระ
และที่ว่า เมื่อ มันเกิดขึ้น
นั่นคือเมื่อหัก นิ้วเท้า เล็ก ๆ น้อย ๆ นำ เท้าและ เท้านำ ขาและ ขานำ ร่างกายและปรับตัวลดลง กลายเป็น สมาชิก ที่ขาดไม่ได้
เจค ที่ผุด จากที่นั่ง ของเขาและ วิ่ง เข้าไป เกาะก่อนที่เรา จะ จับเขา เขา วิ่ง ตรง ไปยังสุภาพบุรุษ เก่า ( คนที่กำลังพยายาม จะออกจาก อาคารที่ ไม่มีใครสังเกตเห็น และ ไม่มีใครแตะต้อง สมมุติ ) และเกือบจะ เคาะ เขา ออกจากเท้า ของเขากับหมีกอด มันไม่ได้เป็น อ่อนโยน และมันก็ ไม่ได้ สวย และมันก็ ไม่ได้ สั้น เจค จับ ผู้ชายคนนั้น จนกว่า ฉันจะได้รับ ผ่าน ฝูงชน ของคนที่จะ ดึง เขาออกไป สเติร์น มอง บนใบหน้า ของชายคนนั้น บอกผมว่า นี้ คือการบุกรุก ไม่ได้รับเชิญ เป็น กว้าง ฟอง ผ่านไม่ได้ ของเขา
แต่ ในขณะที่ ผมเริ่มที่จะ แกะ ด้ามจับ ของเจค จากไหล่ ของเหยื่อและ ขอโทษสำหรับ ความไม่สะดวกที่ผมสังเกตเห็น ความชื้นแฉะ ในสายตาของ คน ที่มีอายุมากกว่า เจ ค ที่จัดขึ้น แน่นและ ผู้ชายคนนั้น ลาออกจาก การคัดค้าน ของเขา ร่างกายของเขา ก็เดิน กะเผลก ค่อนข้าง เป็น ความน่าเกรงขาม ละลาย ไปมือ รอยยิ้ม และไม่แน่ใจ เป็นการ โอบกอด
ลูก ชายของฉัน ได้รับการปล่อยตัว ในที่สุด ชายคนนั้น และฉันคิดว่า ทุกอย่างเป็นไป ด้วยดีและ สมบูรณ์ แต่ ก่อนที่ฉันจะ เปลี่ยนเส้นทาง เจค กลับ ไปยังที่นั่ง หรือ ไปที่ประตูทางออกของเขา หลุดออก อีกครั้ง เวลา แทน เขา รั้ง นี้ผม ปล่อยให้เขาไป เพราะ บางครั้งคุณต้อง ตั้ง คน มีอิสระที่จะ ได้สัมผัสกับ อิสรภาพ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยตัวคุณเอง
เขา วิ่งไป กอด อีก และอีก และ ยังอีก เขาก็ หัวเราะและ กระโดด กอด และ ความรัก มัน เลอะเทอะ และ ดังและ หยาบและ เจ็บปวด และร่างกายทั้งหมด ได้รับการ ดูและ การเรียนรู้และ ค้นพบ สิ่ง ” จำเป็น ” หมายจริงๆ
ในไม่ช้า คนอื่น ๆ เข้าร่วม ใน และ กอดกระจาย เหมือน ประกายไฟ กระโดดจากไฟไหม้ รุนแรง ขนาดเล็ก , ในฐานะที่เป็น ของพระวิญญาณ ลมพัด ที่มัน พอใจ ประกายหันไป เปลวไฟ และ โหมกระหน่ำ ผ่าน คริสตจักร แต่สิ่งเดียวที่ เผา ขึ้น วันนั้น เป็นเขตแดน ยาวนาน รอบ โซน ความสะดวกสบายของ ความภาคภูมิใจ ส่วนบุคคลและ ภายใน ภาคภูมิใจในตนเอง
ผู้คน ก็พากันหัวเราะ และพูดคุยกัน และ ไอกรน และ กอด จริง กอด เท้า ออกจากพื้นดิน , แก้ม แก้ม กอด ลมหายใจของคุณ ขโมย และ ถิ่น ส่วนใหญ่ของ การชุมนุมเจค อยู่ตรงกลาง ของมันทั้งหมด เช่น อัครสาวก ถูกคุมขังให้เป็นอิสระ ; เช่น เทศน์โดยไม่ต้อง เสียงเรียก จากพระเจ้า “ไป และทำให้ สาวก ”
อาทิตย์ ที่ เริ่ม สิ่งใหม่ สำหรับ เจค และ สิ่งใหม่ สำหรับร่างกาย ในท้องถิ่น ของพระเยซู คริสตจักร ที่ ไถ่ถอน -เรียงลำดับ ของการฟื้นฟู มินิ ลุกเป็นไฟ โดยไม่สงสัย ถ่านที่ยังไม่มอด เงียบ ของหัวใจ ที่เห็นได้ชัด อย่างหนึ่ง ที่ขาดไม่ได้
ตอนนี้ ทุกวันอาทิตย์ เขานั่ง รอ ในตอนท้ายของ การให้บริการ รอ อาหารของลอร์ด , พร ปิดและสุดท้าย “สาธุ ” ไม่ได้ เพื่อที่เขา จะได้รับ บ้านและ ดูฟุตบอล ตอนบ่าย วันอาทิตย์ หรือ แก้ไข เย็น วันอาทิตย์ หรือใช้เวลา งีบ อาทิตย์ สิ่ง เหล่านี้มากที่สุด จากใจ ของเขา ที่เรียบง่าย
เขา ใช้ชีวิตอยู่ ที่จะใช้ ความหมายของ ข้อความที่มีการ ขาดความสมบูรณ์ ของ การยับยั้ง สำหรับ ดื้อด้าน ของเขา อกแตกตาย ฟอง ใน ใบหน้าของคุณ ทำให้ คุณ ไปที่พื้นดิน ความเคารพ พระเจ้า พระเยซู exalting วิญญาณ ความสุข อิ่มตัว !

ทำอย่างไรให้ลูกไม่ขาดความอบอุ่น

อาจ จะไม่สมบูรณ์แต่แม่รักลูกและพร้อมจะฟังลูก การฟังนั้นสำคัญเพราะมนุษย์จะได้ยินแต่ไม่ฟัง เด็กบางคนมีทั้งพ่อและแม่ก็มีปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้มีปัญหาเพราะพ่อแม่เลิกกัน เด็กต้องการความเข้าใจ ซึ่งความรักนั้นพ่อแม่ให้ลูกอยู่แล้ว แต่ความข้าใจพ่อแม่อาจจะให้ลูกได้มากน้อยไม่เท่ากัน
ลูกคนโตจะคุยกับกบได้ทุกเรื่อง เราต้องเป็นทั้งแม่และเพื่อน จะเป็นพี่ด้วยก็ได้ แม่สมัยใหม่อาจจจะทำงานนอกบ้าน กลับมาบ้านเหนื่อย มีความเครียดต้องตั้งสติดีๆ อย่าเอาอารมณ์ไปลงกับลูก เพราะเด็กจะซึมซับอารมณ์ของแม่ไปเต็มๆ เวลากบมีความสุขลูกก็จะรู้สึกเหมือนโลกนี้เหมือนเป็นสีชมพู แต่ถ้าวันไหนเราเศร้าหรือเหนื่อย แม้เราจะไม่พูด ลูกจันทน์ก็จะเอาการ์ดมาให้เป็นรูปหัวใจหรือดอกไม้ คือจะสื่อว่าหนูรู้นะว่าแม่ไม่สบายใจ เขาจะรู้ทันที เพราะฉะนั้นถ้าเครียดก็จะเอาความเครียดไว้ที่ทำงาน อย่าเอากลับไปบ้านและอย่าคิดว่าลูกไม่รับรู้ปัญหาของแม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ลูกจะกลายเป็นเด็กซึมเศร้า จึงฝากแม่ทุกคนที่มีลูกแต่ต้องไปทำงานให้ใช้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้มีประ โยชนที่สุด มีความสุขที่สุด อาจจะสั้นแต่มีความสุข บางคนตัวอาจจะอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้ทำอะไรด้วยกัน”

สอนลูกให้เป็นคนดี แบบมีอิสระในการดำรงชีวิต
“เรื่องหลักๆ ที่กบสอนลูกเสมอคือ การเป็นคนดี เช่น มือมีไว้ไหว้คนกับช่วยคน ห้ามตีพี่เลี้ยง ส่วนปากห้ามพูดจาไม่ไพเราะ ห้ามว่าคนอื่น เพราะปากมีไว้ให้กำลังใจคน ส่วนตาของลูกไม่ได้มีไว้ให้ทำตาขวาง แต่ตาของลูกมีไว้ให้กำลังใจคนอื่น ส่วนเรื่องอื่นๆ พี่คิดว่าลูกเกิดมาควรมีอิสสระในการเลือก อย่าไปยึดว่าลูกฉันจะต้องเหมือนฉัน เขาเกิดมาในโลกมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่เขาเลือก ดนตรีที่เขาเล่น กบเชื่อว่าเราต้องให้โอกาสลูกเหมือนที่เราให้โอกาสมนุษย์คนอื่น เพราะลูกเกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพในการเลือก อาชีพ และสิ่งที่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสอนให้มีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องให้ลูกได้ลองในสิ่งที่เขาปฎิเสธในตอนแรก ต้องสอนและอธิบายให้เขารู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยทางเลือก สิ่งที่กบให้ลูกคือ อิสระในการดำรงชีวิต แต่การสอนให้เป็นคนดีต้องดุบ้าง ต้องมีกรอบบ้าง เพราะทุกบ้านย่อมมีกฎของบ้านเพื่อไม่ให้ลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ สไตล์การเลี้ยงลูกของกบเหมือนกันทั้งสองคน แต่ที่ต่างกันคือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะตอนมีลูกคนแรก เรายังอายุน้อย เราก็ยังมีอัตตาตัวตนเยอะ ยังไม่เป็นผู้ใหญ่”

สิ่งที่อยากฝากไปถึงพ่อแม่ทุกคน
“อยากให้พ่อแม่ลดความหวังในตัวลูก เข้าใจว่าอาจจะมีความหวังเกี่ยวกับตัวลูก แต่ต้องบาลานซ์ กบคิดว่าเด็กน่าจะมีเสรีภาพในการคิด  การศึกษา สมัยนี้มีกูเกิลเสริชหาสิ่งที่เขาอยากรู้ อย่าไปคิดว่าการเรียนสำคัญที่สุด เพราะการเรียนสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ลูกสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ในธรรมชาติและการเล่นของเขา บางคนมีความคาดหวังในตัวลูกมาก ว่าต้องเรียนพิเศษเยอะขนาดนี้เพื่อที่จะเข้าที่นี่ได้  ลูกโตขึ้นต้องเก่ง ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่พ่อแม่ต้องการ จบมาแล้วต้องมีอาชีพเป็นหมอ ต้องรวย เหมือนเด็กเกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของพ่อแม่มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์”

     “พี่มีลูกสาวสองคนค่ะ คนโตชื่อ ลูกนก ชุติธร ประภานนท์ อายุ 19 ปี คนเล็ก ห่างกัน 9 ปี ชื่อ ลูกจันทน์ รภัสสา แก่นจันทน์ อายุ 6 ปี ตอนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง มีปัญหาเรื่องแพ้ท้อง ซึ่งตอนนั้นยังต้องไปทำงานทุกวันแต่เราแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้อยู่ 5 เดือน แพ้ขนาดที่ได้ยินชื่ออาหารญี่ปุ่นก็อาเจียน กินได้แต่เฉาก๊วย ช่วงท้องนอกจากฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาการปวดตามร่างกายก็ยังมีด้วย เกือบทุกเช้าตั้งแต่ตี 5 จะเริ่มเป็นตะคริว แม้ถึงเวลาเราไปทำงานแล้ว ก็ยังเดินโขยกเขยกและยังเจ็บ คนท้องต้องทำใจให้สบาย  แต่กบโชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจแล้วช่วงนั้นก็ได้รับความใส่ใจเยอะ จึงมีความสุขเวลาไปทำงาน
ตอนเลี้ยงลูกคนแรกกบยังอายุน้อยก็มีน้ำนม บวกกับคลอดที่อเมริกา ซึ่งที่นั่นจะเน้นการคลอดตามธรรมชาติและการให้นมแม่ ส่วนคนเล็กคลอดที่เมืองไทยกบก็ขอคำแนะนำจากหมอที่เน้นเรื่องการให้นมแม่ แต่กลับมีปัญหาเรื่องการให้นมลูก เนื่องจากน้ำนมไม่มี หมอก็บอกว่าดูดไปเรื่อยๆ ต้องมี เวลาผ่านไป 1 เดือน หัวนมแตก น้ำนมก็ยังไม่มี แต่ก็ไม่ยอมแพ้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีน้ำนม ทั้งดื่มน้ำอุ่น กินแกงเลียง กินไก่ผัดขิง กินทุกวันอยู่เดือนครึ่งแต่น้ำนมก็ยังไม่มี คุณแม่เริ่มทนดูไม่ได้เพราะหลานผอมแห้งมาก น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ จึงตัดสินใจพากลับไปหาหมอคนที่ดูแลลูกคนแรก หมอบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือ สุขภาพของแม่ ถ้าแม่เครียดลูกก็จะเครียด จึงแนะนำให้กินนมกระป๋อง จึงให้ลูกกินนมผสมจากนั้นจึงน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะช่วงลูกจันทน์อายุ 1 ปีครึ่ง พี่ป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็แย่มาก จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า 1 ปี ขณะนั้นคิดว่าลูกคงซึมซับอารมณ์เราไปเยอะ ช่วงนี้เขาโตเราก็พยายามทำให้เขามีความสุขที่สุด”

การเลี้ยงลูกเอง คือ ความสุข
“ปัจจุบัน ลูกคนโตอยู่อเมริกา แต่ตอนเล็กๆ พี่ก็เลี้ยงเองแล้วมีพี่ลี้ยงเก่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาช่วยเลี้ยง อีกแรง ส่วนลูกคนที่สอง พี่ลาออกจากงานมาเลี้ยงเองตั้งแต่ลูกอายุ 1 ปี จนถึงอายุ 4 ปี เพราะเมื่อเขาเริ่มเข้าอนุบาล เราก็กลับมาทำงานอีกครั้ง  แต่ช่วงเวลา 4 ปี ที่ออกมาเลี้ยงลูกเองมีข้อดีเยอะมาก เพราะเป็น 4 ปีที่เราได้ใกล้ชิดกันที่สุด เช่น ตอนนี้เราทำงานเต็มเวลาแต่ความผูกพัน สายใยยังอยู่ ช่วง 4 ปีแรกของชีวิตเขา เราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แล้วตอนนี้ต้องออกจากอกเราไปเข้าโรงเรียน ส่วนเราก็ต้องทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอ ไม่ได้ใช้เวลาเหมือนตอนนั้น แต่ความผูกพันเราแน่น เพราะรากฐานตอนลูกเล็กๆ เรากอดลูก อยู่กับลูก ทุกวันนี้กบยังแปรงฟัน ล้างก้น และอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกอยู่ พี่เลี้ยงเอาไว้เล่นด้วยและคอยเฝ้าระวัง”

วิธีเติมความรักให้ลูกเต็มได้ สไตล์ Single Mom
“หนึ่งเลยคือ เราต้องพร้อมทางอารมณ์ เราต้องพร้อมให้ความรัก พร้อมจะกอด มองตาเขาแล้วตัวเองต้องมีความสุขให้ได้ สองคือ เราต้องทำให้ลูกรู้สึกก่อนว่าไม่มีปัญหา แต่ต้องมาจากความรู้สึกของเราจริงๆ ว่าลูกเป็นเด็กที่มีบุญและโชคดี ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นว่า ลูกเกิดมามีครบ 32 มีตาแขนขาครบ ให้ลูกเข้าใจว่าโลกเรามีทั้งคนพิการ เด็กกำพร้า เพราะเด็กจะรู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีพ่ออยู่ด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าลูกถามเราร้อยครั้ง เราก็ต้องอธิบายร้อยครั้ง กบวาดรูปมีชาร์ตอธิบาย พาเขาไปบ้านเด็กกำพร้าแล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า เด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ลูกมีพ่อและมีแม่ แค่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เรามีทั้งพ่อและแม่ครบ


แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

การดูแลอาหารในหน้าร้อนของลูกรัก

การป้องกันและดูแลคนครอบครัวจากโรคอาหารเป็นพิษ
ง่าย ที่สุดเลยคือการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ สดใหม่ ไม่ควรทานอาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่น ส่วนการดูแลอาการเบื้องต้นเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ โดยปกติส่วนใหญ่การรักษาอาหารเป็นพิษ เราจะรักษาตามอาการ ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนเราก็จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ถ้าหากว่าถ่ายท้องเราด้วยจะต้องให้น้ำเกลือทดแทนที่ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ ให้เพียงพออีกตัวนึงที่มีประโยชน์มากคือการให้ยาที่เป็นผงดินพิเศษ ซึ่งนอกจากจะสามารถดูดซับสารพิษแล้วยังสามารถดูดซับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัส สาเหตุของการเกิดอาการท้องร่วง ช่วยให้อาการผ่อนหนักเป็นเบา และยาพวากนี้จะค่อนข้างปลอดภัยสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กเล็กและทุกคนในครอบ ครัว ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไปอาหารเป็นพิษเกิดจากอะไร

อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปอาจเป็นสารพิษที่มาจากเชื้อโรค แบคทีเรียรวมถึงอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นจึงทำให้แบคทีเรียที่ให้สาร พิษเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เมื่อเราได้รับเข้าไปก็จะส่งผลทำให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยจะเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมาโดยอาการที่เกิดนี้จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่เราได้รับ ในบางคนอาจจะเกิดอาการเร็วตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง เมื่อเราได้รับสารพิษเข้าไป หรืออาจจะเกิดอาการดีเลย์อย่างน้อย 2-3 วัน
ทำไมอาการอาหารเป็นพิษจึงพบเห็นได้บ่อยจากการรับประทานอาหารทะเล

จริงๆ ต้องบอกว่าอาหารที่จะทำให้เกิดอาการของโรคอาหารเป็นพิษความจริงแล้วไม่ใช่ อาหารทะเล อาจเกิดจากอาหารอะไรก็ได้ สาเหตุจริงๆ แล้วมาจากการกรรมวิธีปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะมากกว่า อาหารไม่สด หรืออาหารที่เก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียขึ้นมาได้ แล้วนำมารับประทานจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้เช่นเดียวกัน แต่ในอาหารทะเล เราก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะอาหารที่ไม่สด เรารับประทานเข้าไปจึงได้รับแบคทีเรียที่มีพิษเข้าไปสะสม จนเกิดอาการอาหารเป็นพิษตามมาได้

อย่างนี้นอกจากอาหารทะเลแล้ว อาหารมีเราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

เราควรระวังอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์อาหารที่ไม่สดสะอาด และอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ให้สารพิษกับ ร่างกายได้

อาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงต่างกัน เกิดจาก

เกิดจากการที่เราได้รับสารพิษมากน้อยต่างกัน และขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้ด้วยว่าแข็งแรงมากน้อยเพียงใด เพราะว่าการที่เราได้รับสารพิษในปริมาณทีเท่ากัน แล้วเกิดกับเด็กเล็ก ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นกับคนชรานั้น อาการมันก็จะรุนแรงกว่าคนไข้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่า
บางคนแค่ทานอาหารรสจัด ก็เกิดอาการท้องเสีย เป็นเพราะ?

การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้การคลื่นตัวของลำไส้เร็วขึ้น ถึงเราไม่ท้องเสีย แต่ร่างกายก็จะขับขับถ่ายออกมาปกติ แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย ดังนั้น การรับประทานอาหารรสจัดจึงไม่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่ในคนมีอาการท้องเสียจากอาหารเป็นพิษนั้น เมื่อเวลาเราท้องเสีย ถ่ายท้อง ร่างกายของเราก็จะมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายพยายามขับของสารพิษที่ได้รับเข้าไปออกมาให้หมด ดังนั้นข้อควรระวังอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ยารักษาอาการท้องเสียคือการใช้ยา หยุดถ่ายเนื่องจากจะเป็นการกักสารพิษเอาไว้ในร่างกาย ทำให้สารพิษและเชื้อโรคก่อโรคในร่างกายได้มากขึ้น

ลูกติดคอมและเทคโนโลยี

การ เร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอด ความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการ ติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจ ได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้ รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น มาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้ว ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดย เฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยี นั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

ใน ปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมี ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตาม บริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

เข้าใจลูกวัยรุ่น

วัยรุ่นตามปกติจะมีลักษณะที่สำคัญๆดังนี้ครับ
1. ต้องการความเป็นอิสระวัย รุ่นชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัว ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาแยกตัว แต่เป็นความรู้สึกอยากมีความเป็นส่วนตัว อยากมีห้องของตนเอง ที่จะทำอะไรได้ตามอิสระ ไม่ชอบการตรวจเช็ก ไม่ชอบการตรวจค้น ตรงจุดนี้พ่อแม่คงต้องให้วัยรุ่นมีความเป็นอิสระตามสมควร แต่ไม่ใช่ปล่อยอย่างอิสระจนไม่มีขอบเขต เพราะถึงแม้ว่าจะโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตาม วัยรุ่นก็ยังต้องการคำแนะนำในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ของชีวิต แต่การแนะนำนั้นต้องแนะนำกันด้วยเหตุผลและอยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพอันดี ต่อกันระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น

2. มีลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่การต่อต้านผู้ใหญ่กับความต้องการความเป็นอิสระนั้นดู จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสอด คล้องกัน คือเมื่อต้องการความเป็นอิสระก็จะรู้สึกต่อต้านการควบคุม ต่อต้านผู้ใหญ่ วัยรุ่นมักจะไม่ฟังคำแนะนำ สิ่งที่เราพูดให้ฟัง วัยรุ่นจะคิดว่าไปสั่งสอนเขา สิ่งที่พ่อแม่จุกจิกบ่นกับวัยรุ่น วัยรุ่นก็จะบอกว่าถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว การต่อต้านผู้ใหญ่นี้เอง ทำให้ผู้ใหญ่หงุดหงิด และเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่เคารพพ่อแม่แล้ว เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกเสียแล้ว ในที่สุดพ่อแม่อาจจะคิดน้อยใจและมีเจตคติไม่ดีต่อวัยรุ่น เช่น ไม่อยากมองหน้า ไม่อยากพูดคุยด้วย เป็นต้น

ลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่ของ วัยรุ่นนี้แก้ไขได้ไม่ยากเลยนะครับ แก้ง่ายๆ คือเราต้องลดความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง ลดบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ลงบ้าง แล้วเพิ่มบทบาทของความเป็นเพื่อนกับลูกให้มากขึ้น เราเคยรู้สึกง่ายๆ กับเพื่อนอย่างไร ก็ลองง่ายๆ กับวัยรุ่นดูบ้าง เราเคยพูดเรื่องตลกๆ เราเคยพูดเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นสาระกับเพื่อนอย่างไรก็พูดกับวัยรุ่นดูบ้าง ลองดูนะครับวัยรุ่นจะพูดคุยกับท่านได้ดีขึ้น และต่อต้านท่านน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

3. ไวต่อความรู้สึกมาก อ่อนไหวต่อความรู้สึกมากต่อการถูกตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย วัยรุ่นจะมีความรู้สึกมากและมักจะย้อนถามอยู่ในใจของวัยรุ่นเสมอว่า แค่นี้ทำไมถึงให้ไม่ได้ เรื่องเล็กนิดเดียวไม่เห็นสลักสำคัญอะไร ไม่เห็นจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตสักหน่อย ทำไมถึงได้คอยตำหนิติเตียนกันอยู่ร่ำไป

วัยรุ่นมักจะคิดอย่างนี้จริงๆ ครับ ยิ่งถ้าเป็นการลงโทษที่รุนแรง จะเป็นด้วยวาจา อารมณ์ หรือถึงขั้นลงโทษเฆี่ยนตี วัยรุ่นจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ รู้สึกว่ารุนแรงมาก จนบางทีเขาอาจแสดงพฤติกรรมต่อต้านที่น่าเกลียด ไม่เหมาะสมและไม่น่าดู แต่อย่างไรก็ตาม แม้วัยรุ่นจะรู้สึกไม่ดีกับผู้ใหญ่ แสดงพฤติกรรมที่ไม่หมาะสมกับผู้ใหญ่อย่างมากมายหรือรุนแรงก็ตาม ผมได้เคยนั่งคุยกับวัยรุ่นเหล่านี้ เด็กๆ วัยรุ่นบอกว่าการที่เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น จริงๆ แล้วเขาเสียใจมาก รู้สึกผิด รู้ว่าไม่ดี แต่เขาก็ยังไม่อยากจะยอมพ่อแม่ในตอนนั้น แปลความหมายของความรู้สึกนี้ได้ว่า เป็นเพราะยังคงมีความรู้สึกต่อต้านผู้ใหญ่อยู่ซึ่งเป็นภาวะปกติของวัยรุ่น จุดนี้เป็นจุดที่ผู้ใหญ่ต้องระวังเป็นพิเศษสักหน่อยในการแสดงอารมณ์กับวัย รุ่น การใช้อารมณ์จะก่อให้เกิดผลเสียมากทีเดียว ดังนั้น ใช้เหตุผลดีกว่าครับ

4.เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้สึกอ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกนั้น เราสามารถพบลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกสองจิตสองใจ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยแน่ คิดแล้ว ตัดสินใจแล้วประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนอีกแล้ว ลักษณะนี้ผู้ใหญ่คงต้องเข้าใจ ต้องทำใจ และอดทนต่ออารมณ์ของตนเองนะครับ ในที่สุดเมื่อเขาโตขึ้นความรู้สึกสองจิตสองใจนี้จะค่อยๆ หายไป

5. มีความรู้สึกว่าเพื่อนมีความสำคัญกับเขามาก ลักษณะนี้เป็นพัฒนาการตามปกติที่วัยรุ่นทุกคนจะต้องพัฒนามาถึงจุดที่เขามี ความรู้สึกว่าเพื่อนมีอิทธิพลกับเขามาก จนดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่เสียอีก อะไรๆ ก็จะบอกว่าเพื่อนเขาทำกันอย่างนั้น เพื่อนเขาคิดกันอย่างนี้

ตรงนี้ จริงๆ แล้วพ่อแม่ก็ยังคงเป็นดวงใจของวัยรุ่นอยู่ วัยรุ่นยังเคารพผู้ใหญ่อยู่ในจิตสำนึกของเขาเสมอ แต่ด้วยพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นมีความก้าวหน้าอย่างมากมายนี้เอง ทำให้เขาหันเหความสนใจจากพ่อแม่ไปสู่เพื่อน ใช้เวลากับเพื่อนได้อย่างมีความสุขจนลืมเวลา พยายามทำตัวให้เข้ากับกลุ่มทั้งกิริยามารยาทและการแต่งกาย ณ จุดหักเหนี้ถ้าวัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดี เขาก็จะมีแนวคิดที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเขาเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่เป็นปัญหาเขาก็จะมีแนวโน้มไปตามกลุ่มที่มี ปัญหานั้นๆ

ผู้ใหญ่ไม่ควรกีดกันการเข้ากลุ่มของวัยรุ่น แต่ควรให้ความใกล้ชิดสนิทด้วย เพื่อจะได้ทราบว่ากลุ่มเป็นอย่างไร การให้ข้อคิด ให้เหตุผล การชักนำที่อยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดีนั้น เราสามารถเหนี่ยวนำ โน้มนำให้วัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดีได้ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่วัยรุ่นมีแนวโน้มเข้าหากลุ่ม คือ เป็นการเก็บแบบฉบับหรือเอกลักษณ์ต่างๆ ทั้งจากกลุ่ม จากผู้ที่เขาชื่นชอบ จากบุคคลสำคัญในสังคม ประมวลเข้ามาเป็นเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของตนเอง การที่วัยรุ่นจะเก็บเอกลักษณ์ต่างๆ จากพ่อและแม่เท่านั้นคงไม่พอกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเขา

 

ผมได้ประมวลและรวบรวมลักษณะทางจิตวิทยาของวัยรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่คิดว่าผิด ปกติ หรือคิดว่าเป็นปัญหาเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีลูกวัยรุ่นได้วิเคราะห์ พินิจพิจารณาเพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและสามารถตอบสนองหรือมีปฏิกิริยากับวัยรุ่นได้ราบรื่นขึ้น (แต่ถ้าลูกยังไม่ถึงวัยรุ่นก็ถือว่าอ่านเก็บข้อมูลเตรียมไว้ใช้กันนะครับ)

 

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จากลักษณะสำคัญของวัยรุ่นที่ผมเขียนมาข้างต้นนั้นถ้าเข้าใจวัยรุ่น และเราดูแลวัยรุ่นด้วยเหตุผล อดทน และพยายามดำรงสัมพันธภาพที่ดีไว้ ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี เมื่อเขาเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เราจะพบว่าวัยรุ่นของเราเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาก เป็นบุคคลที่น่ารักมากขึ้นทีเดียว

ในระหว่างที่เราดูแลวัยรุ่นอยู่นั้น ผมขอเสนอข้อคิดบางอย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การดูแลวัยรุ่น สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปัจจัยที่ว่านี้คือ

บ้านต้องมีความสุข บ้านที่มีความสุขเปรียบเหมือนขุมพลังให้กับวัยรุ่นทั้งพลังผลักดันและพลัง สำรอง ที่ทำให้วัยรุ่นสามารถเผชิญและปรับตัวกับสภาพสังคมปัจจุบันได้ สามารถเป็นกำลังใจให้เดินไปในทิศทางที่ดี สามารถปลอบประโลมใจเมื่อทุกข์ร้อนหรือผิดหวัง และเป็นแหล่งของความสุขเป็นแหล่งของที่พักพิงทางใจ โดยไม่ต้องไปหาที่พักพิงทางใจที่อื่นซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
พ่อ แม่ต้องพยายามปรับให้เข้ากับวัยรุ่น อย่าคิดว่าวัยรุ่นควรจะปรับเข้าหาพ่อแม่เท่านั้น กับวัยรุ่นการใช้วิธีปรับกันคนละครึ่งทางจะได้ประโยชน์และได้ผลมาก พ่อแม่คงต้องปรับเปลี่ยนเป็นวัยรุ่นกับลูกด้วยลูกก็จะเข้ากับพ่อแม่ได้ดี ยิ่งขึ้น
งดการลงโทษที่รุนแรง หันมาใช้เหตุผลจะทำให้วัยรุ่นเข้าใจเราได้มากขึ้น คล้อยตามและปฎิบัติตามเราได้มากขึ้น และเราเองก็ต้องรับฟังเหตุผลของวัยรุ่นด้วยเช่นกัน เหตุผลในสมัยเมื่อพ่อแม่เป็นวัยรุ่นหลายๆ เหตุผล อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับแนวคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันบ้างเพราะวัฒนธรรมและสังคมได้ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ให้วัยรุ่นได้มีประสบการณ์หลายๆ แง่หลายๆ มุมแม้ว่าจะเป็นประสบการณ์ในด้านลบก็สามารถให้รู้เห็นได้ สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยความคิดและปัญญาว่าอะไรควรไม่ควรเพราะอะไร การปิดบังประสบการณ์บางอย่างอาจผลักดันให้เด็กคิดและอยากรู้อยากเห็นแล้ว เดินทางเข้าไปสู่ประสบการณ์อันไม่ดีนั้นอย่างปราศจากหางเสือ ปราศจากการยับยั้งและปราศจากปัญญาที่จะคิด

กินอย่างไรให้ลูกฉลาด

เด็ก

 

อาหารที่มีโฟเลทสูง: ผัก ใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีท แต่ควรรับประทานสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง
กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3

เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์ สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์


Food

ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย

Modern mom tip: หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทอง แทนได้ค่ะ

ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก “อาหารสร้างเซลล์”

เมื่อตั้งครรภ์ระบบภายในร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด จึงต้องใช้พลังงานและแบ่งสารอาหารเพื่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์
ลูกน้อยใน ครรรภ์ช่วงนี้ เซลล์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มสร้างอวัยวะทั้งด้านร่างกาย โครงกระดูก แขน ขา รวมถึงอวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ปอด สมอง ไต ดังนั้น สารอาหารที่จำเป็นในช่วงนี้คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท

เป็นสารอาหารจำ เป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง ป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural tube defect) มีการศึกษาพบว่าคุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทาง สมองมากกว่าปกติ


ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง “เซลล์ขยายขนาด”

เมื่อร่างกายเริ่มสร้างอวัยวะครบแล้ว ในช่วงไตรมาสแรกที่สองเดือนที่ 4-6 เซลล์ในร่างกายลูกน้อยจะเริ่มขยายขนาด อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยจะขยายขนาดขึ้น ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ มีเล็บ มีผม มีขนคิ้ว ส่วนสมองก็เป็นช่วงที่พัฒนาการมากขึ้นในช่วงไตรมาแรกถึง 4 เท่า

 

ช่วงนี้แม่ตั้งท้องจึงจำเป็นต้องได้รับอาหาร เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น ขณะเดียวกันขนาดของมดลูกของคุณแม่ก็เริ่มขยายตัวตามขนาดตัวลูกขึ้น ช่วงนี้คุณแม่พยายามทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ เพื่อให้การสร้างอวัยวะไม่ชะงัก
เหล็ก

เมื่อลูกน้อยในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ นอกจากนี้ควรได้รับวิตามินซีควบคู่กันไป เพราะวิตามินซีมีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี ฝรั่ง


Food

ลูกน้อยคนเก่ง

เด็กหมดไฟ(เรียนรู้) เป็นเพราะใคร

พ่อ แม่ยุคปัจจุบันอยากให้ลูกเก่ง ฉลาดด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา แต่กลับลืมให้ความสำคัญกับทักษะด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกาย ดนตรี มนุษยสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ รวมทั้งไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำหรือกำลังทำ อาทิ ความชอบ ความถนัด ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูก และนั่นอาจไม่ใช่วิธีการตัดสินใจ ‘เลือก’ ที่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะคะ

โอกาสพิสูจน์ฝีมือ

กิจวัตรประจำวัน

เรื่อง พื้นฐานที่สุดที่ลูกควรจะทำได้ด้วยตนเอง หากลูกแสดงความเฉื่อยชาหรือโอ้เอ้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีวางเงื่อนไขกับเขา หรืออาจปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ผลของการไม่รักษาเวลา เช่น ไปโรงเรียนสายจะถูกครูทำโทษ นอกจากนั้นแล้ว หากสิ่งใดที่เขาสามารถที่จะทำได้เองแต่ขี้เกียจทำ เช่น วานให้เราหยิบของให้ในขณะที่ตัวเองนั่งเล่นเกมอยู่ หรือลืมเอาของที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรปล่อยให้เขาได้มีโอกาสที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองซึ่ง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุดค่ะ

ช่วยเหลืองานคุณพ่อคุณแม่

Do & Don’t พ่อแม่รังแกฉัน…

เนื่อง จากเด็กในวัยนี้มีร่างกายและสติปัญญาที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ทักษะและ กิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างว่องไว หรือแขนขาที่แข็งแรงและการประสานงานของมือและตาที่ดีกว่าในช่วงปฐมวัย ซึ่งโดยปกติเด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะเฝ้าสังเกตและหาโอกาสส่งเสริมทักษะ หรือกิจกรรมที่ลูกสนใจและทำได้ดี

 

หางานอดิเรกทำ

หลัง จากเด็กๆ เลิกเรียน งานอดิเรกของลูกก็มักจะจบลงที่การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ซึ่งจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะออกไปแสวงหาความถนัดของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเหลือลูกให้เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเขา และยังจะช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้มากกว่าการดูโทรทัศน์อย่างแน่นอนเมื่อ ลูกอยากที่จะช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ พ่อแม่มักจะบอกว่า “ไม่เป็นไรลูก หนูไปทำอย่างอื่นเถอะ พ่อแม่ทำเองได้” การปฏิเสธความช่วยเหลือของลูกนั้น อาจทำให้เขารู้สึกว่าเขานี่ช่างไร้ค่า หรือต่อให้ไม่มีเขาอยู่ พ่อแม่ก็อยู่กันเองได้ ในทางตรงกันข้ามหากคุณพ่อคุณแม่หัดที่จะทำตัวอ่อนแอลงบ้างและร้องขอความช่วย เหลือจากเขา (ไม่ใช่การสั่ง) เมื่อลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือเรา นอกจากความภาคภูมิใจที่จะได้รับแล้ว เขาก็จะได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาอีกด้วย

สิ่งที่ควร Do

1.สังเกตว่าลูกชอบอะไร การค้นหาว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอะไรนั้นอาจสังเกตได้จากเวลา ที่ลูกให้ความสนใจในกิจกรรมอะไรบางอย่างและให้เวลากับเรื่องนั้นๆนานกว่า เรื่องอื่น นอกจากนั้นเราอาจจะพบว่าเขาเรียนรู้เรื่องนั้นได้ไวกว่าเรื่องอื่นๆและมี ความสุขกับมันอย่างมาก เชื่อได้เลยว่านั่นคือความถนัดของเขานั่นเอง

2.ให้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากการนั่งอยู่กับบ้านดูทีวีไปเรื่อยๆ คงยากที่จะหาเจอว่าลูกมีความสนใจในเรื่องอะไร ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสที่จะพาเด็กไปทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น การทดลองทำสิ่งๆต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำในวัยนี้เพราะหากลูกเคยชินกับการอยู่ติดบ้าน เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่น รับประกันได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด และจะมีกิจกรรมโปรดคือการนั่งเล่นเกมกับอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน

3.พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย หากการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นทำไปโดยไร้เป้าหมายและทิศทาง เช่น เมื่อเราเห็นว่าลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี การให้ลูกไปเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้นคงจะไม่พอ เพราะวันหนึ่งลูกก็อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “จะเล่นไปทำไม” และอาจพาลเลิกฝึกเอาดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อลูกกำลังสนใจอะไรสักอย่างการฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น พ่อแม่ควรหาโอกาสให้เขาได้นำความสามารถที่มีไปโชว์ อวด ประกวด หรือแข่งขัน เพื่อให้ลูกมีเป้าหมายและกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อม

สิ่งที่ควร Don’t

1.เลี้ยงลูกให้เป็นยอดมนุษย์ ถึงซุปเปอร์แมนจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมและเหนือมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครเคยถามซุปเปอร์แมนเลยว่า แต่ละวันที่เขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้คนนั้นเขาเครียดแค่ไหน ดังนั้นเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างมากในแต่ละวัน เช่น การเรียนพิเศษ จันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์เรียนเปียโน วันอาทิตย์เรียนว่ายน้ำ นั้นก็อาจจะเครียดไม่แพ้กัน และอาจส่งผลให้ลูกเกิดความสับสนได้ว่าตกลงตัวเองนั้นชอบ สนใจ หรือมีความถนัดในเรื่องใดกันแน่

ดัง นั้นผู้ปกครองควรที่จะ ‘เลือก’ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ สนใจ และรักที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ลูกเกิดสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกินในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นคือ ‘ความสุข’

2.บังคับในสิ่งที่ลูกไม่ได้เป็น เพราะบางคนนั้นอาจไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิชาการ บางคนมีความไม่ถนัดในการคำนวณ ดังนั้นหากคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาน้อยกว่าเพื่อน ในขณะที่เขาสามารถวาดรูปได้สวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผู้ปกครองควรชี้ให้ลูกเห็นว่าเขาอาจเหมาะที่จะเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็น นักบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ปกครองยังคงคาดหวังให้ศิลปินน้อยคนนี้พยายามพัฒนาการ คำนวณของเขาเพื่อที่จะเป็นนักบัญชี (เพราะรายได้น่าจะเยอะกว่าและงานน่าจะมั่นคงกว่าศิลปิน) ผลลัพท์ที่ได้อาจคือความล้มเหลว

3.ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ เพราะความมั่นใจในตนเองนั้นเกิดจากการเอาชนะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ‘ด้วยตนเอง’ ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสให้ลูกได้รู้จักที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาด้วยตัวเขาเอง เช่น การแก้ปัญหาเวลาที่เขาลืมเอาของบางอย่างไปโรงเรียน หรือ เวลาที่ลูกหาของไม่เจอเนื่องจากไม่ยอมเก็บให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

……………………………………………………………………………………………….

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ยังใช้ได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองใจเย็นสักนิด และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ เขาทำได้ ผิดถูกบ้างก็ถือว่าเรียนรู้กันไป เพราะพลังของเด็กๆ ก็มีทีเด็ดที่รอเวลาฉายแววความสามารถอยู่นะคะ

 

 

ความผูกพัน

momandson

เด็กทารกซึ่งต่างกัน
มีการศึกษาวิจัยเด็กซึ่งถูกเลี้ยงดูในสภาวะของสายใยรักและความผูกพันซึ่งแตก ต่างกัน เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้วจะแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร พบว่าเด็กทารกจะพัฒนาความมั่นคงทางใจ โดยมีความสัมพันธ์กับการดูแลซึ่งอ่อนโยน พร้อมที่จะตอบสนองและให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
ได้มีการศึกษาพฤติกรรมและการแสดงออกของเด็ก โดยในตอนแรกให้แม่และเด็กเล่นอยู่ด้วยกันในห้อง แล้วให้แม่แยกจากไป เป็นระยะเวลา 3 นาที ต่อมาจึงให้แม่กลับมาใหม่ พร้อมกับสังเกตว่าเด็กแต่ละคนจะตอบสนองต่อการกลับมาของแม่ในลักษณะที่แตก ต่างกันอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถจำแนกเด็กซึ่งได้รับความผูกพันแตกต่างกันออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

เมื่อโตขึ้นสายใยรักและความผูกพันจะหมดไปหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่” ครับ หากแต่รูปแบบพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะลดความถี่ ความรุนแรงลง ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ตามเพศ และประสบการณ์ในอดีต แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อ มีความเครียด เจ็บป่วย หรือหวาดกลัว
ยกตัวอย่างง่ายๆ นักศึกษาคนหนึ่งต้องจากพ่อแม่ไปศึกษาต่อต่างประเทศหลายปี  สายใยรักและความผูกพันที่มีต่อพ่อแม่ยังคงอยู่ แต่ไม่แสดงออกมากนัก มีการติดต่อ คิดถึงครอบครัวบ้างพอสมควร แต่จะไม่เหมือนเด็กอนุบาล 1 ซึ่งเพิ่งเข้าโรงเรียนวันแรกแล้วร้องไห้คร่ำครวญตามพ่อแม่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง นักศึกษาคนนี้เกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการรุนแรง ไข้สูง หนาวสั่น ไม่มีใครหาข้าวปลาอาหารให้กิน ในขณะที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่นั้น สายใยรักและความผูกพันก็จะกลับมารุนแรงและถี่ขึ้นอีกครั้ง โดยคนแรกที่นึกถึงคือแม่ คิดย้อนไปถึงวัยเด็กที่มีพ่อแม่คอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้องและปลอบโยน ไม่ลำบากเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
สายใยรักและความผูกพันจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติแห่งอารมณ์และความสัมพันธ์ของมนุษย์เรานั่นเองครับ

1. กลุ่มที่มีความมั่นคงทางจิตใจ (Secure)
เป็นกลุ่มที่ได้รับความผูกพันทางใจอย่างมั่นคง ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทารกกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจว่าความต้องการของตนเองจะได้รับการตอบสนองอย่าง เหมาะสม สม่ำเสมอและทันที

2. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและหลีกหนี (Insecure avoidant)
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับตอบสนองในลักษณะ หลีกหนีไปจากแม่ เย็นชา แสดงท่าทีและพฤติกรรมที่ไม่สนใจแม่

3. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและต่อต้าน (Insecure resistant)      
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ตอบสนองการกลับมาของแม่โดยการเข้ามาหา แต่กลับแสดงอารมณ์โกรธ เกรี้ยวกราด และต่อมายังแสดงพฤติกรรมต่อต้านการกลับมาของแม่อีกด้วย

เมนูไข่เพิ่มพลังให้ลูกน้อย

ไข่
การบริโภคไข่สำหรับเด็กเป็นประจำ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติถูกต้องอยู่แล้ว ไข่มีผลต่อการพัฒนาการของสมอง เชาว์ปัญญา หากขาดธาตุเหล็กจะเกิดปัญหาดังนี้ ทำให้สมาธิในการเรียนต่ำ ความจำไม่ดี  เด็กจะมีอาการเหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนต่ำ และยังไม่มีกำลังสำหรับการประกอบกิจกรรมหรือเล่นกีฬา
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กได้แก่ ไข่แดง เลือดสัตว์ ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้แห้ง ใครที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินผลไม้แห้ง เครื่องในสัตว์ ก็จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ไข่ไก่ยังมีสารที่มีประโยชน์ดังนี้
สารลูทีน และ ซีแซนทิน ซึ่งเป็นสารจำพวกแคโรทีนหรือเม็ดสีที่อยู่ในอาหารจากพืชและสัตว์ สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพที่ตา ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งในปัจจุบัน

โปรตีนที่ร่างกายได้รับจากอาหาร จะมีคุณภาพแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ไข่ไก่มีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งมีมากในไข่ เพียงพอต่อความต้องการของเด็กในวัยเรียน
จากสถิติพบว่า เด็กไทยเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคคอพอก จากการขาดธาตุไอโอดีนกันมาก ปัญหาจากการขาดธาตุเหล็กและไอโอดีน จะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ในการเรียนต่ำ และสมรรถภาพในการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาต่ำ ดังนั้น ธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียน
ฟอสฟอรัส ในรูปของเกลือฟอสเฟตที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของกรด–ด่างของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของสารอินทรีย์สำคัญ คือ กรดนิวคลิอิก ทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนฟอสโฟไลปิด ซึ่งช่วยให้ไขมันละลายในน้ำ และช่วยขนส่งน้ำมันและกรดไขมัน เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ เป็นส่วนประกอบของสารที่เก็บพลังงานเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระดูกและฟัน เราจะพบฟอสฟอรัสได้ในอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อสัตว์ หมู ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กและผู้สูงอายุที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้รับฟอสฟอรัสเข้าไปเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากขาดสังกะสีอย่างรุนแรง จะทำให้เด็กไม่โต เบื่ออาหาร ต่อมไร้ท่อของระบบสืบพันธุ์ทำงานน้อย ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ทำให้แผลหายช้า ผิวหน้ามีปัญหา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของไข่มีมากมาย อีกทั้งไข่หาซื้อง่าย เป็นโปรตีนที่ราคาไม่แพง สามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และคนวัยทำงานที่ร่างกายปกติ ก็สามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง คุณพ่อคุณแม่ควรปรับเมนูอาหารจากไข่ให้ลูกลิ้มลองให้มีความหลากหลายนะครับ
เมนูคุณหนูฉบับนี้นำเสนอเมนูที่ประกอบจากไข่ ได้แก่ อาหารเช้าคุณหนู แพนเค้กแซนวิช และคาราเมลคัสตาร์ดนึ่ง เหมาะเป็นอาหารจานโปรดของลูกน้อยได้ทุกมื้อครับ

Q&A

กุ้งที่ลวกแล้วเนื้อยังใสๆ กรอบๆ เด้งๆ นี่ปกติเขาทำอย่างไรก่อนนำมาปรุงคะ มันต้องแช่สารอะไรหรือไม่ แล้วกินเยอะๆ เป็นอันตรายหรือไม่ คือซื้อกุ้งยี่ห้อหนึ่งมา สงสัยมาก ว่าทำไมเนื้อเด้งจัง ลูกๆ ก็ชอบกินด้วยสิ
“โดยปกติกุ้งที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง เนื้อสัมผัสจะเด้งอยู่แล้ว เมื่อนำมาประกอบอาหาร การเลือกอาหารให้ลูกรับประทาน ควรที่จะเลือกให้หลากหลาย หรือเลือกกุ้งที่สดจากธรรมชาติบ้าง บางครั้งลูกอาจจะชอบก็ได้ เพราะการเลือกซื้ออาหารที่สดใหม่ ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการย่อมมีมากกว่าครับ”

 

วิปปิ้งครีมที่ใส่กาแฟ เราสามารถทำเองที่บ้านได้ไหมคะ ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือและส่วนผสมใดบ้าง ปกติจะซื้อติดบ้านไว้ ทำเค้กให้ลูกๆ กิน ไม่ก็ราดบนเครปหรือน้ำผลไม้ปั่น ลูกๆ ชอบมาก แต่หลังๆ ค่อนข้างแพง ถ้าทำเองจะถูกกว่าไหมคะ
“วิปปิ้งครีมที่คุณแม่บ้านกล่าวถึง น่าจะเป็นชนิดที่บีบออกมาจากกระป๋อง แล้วใช้ได้เลย ราคาจะค่อนข้างแพงครับ แต่ถ้าต้องการทำเอง เราก็ซื้อครีมที่เป็นกล่องมาใช้ โดยนำมาตีเอง
…การ ตี เราต้องแช่ครีมให้เย็น ตัวภาชนะที่ใข้อาจเป็นอ่างแสตนเลส และตระกร้อมือต้องเย็นด้วย หรืออาจมีอ่างใส่น้ำแข็งรองด้านล่าง ใส่ครีมลงในอ่างผสมแล้วตี ก็จะได้วิปปิ้งครีมที่เซ็ตตัว ตักใส่ถุงบีบ หรือตักไปแต่งอาหารได้ครับ (ครีมคือ วิปปิ้งครีมที่เรายังไม่ได้ตี มีขายเป็นกล่องๆ หลายยี่ห้อ แต่ถ้าเปิดใช้แล้ว ต้องรีบใช้ให้หมดนะครับ อย่าเก็บไว้หลายวันในตู้เย็น จะนำมาตีแล้วไม่ขึ้นฟู) การตีเองทำไม่ยากเลยลองทำดูครับ”

ช่วยแนะนำวิธีเลือกซื้อปลาทูหน่อยค่ะ บางวันซื้อมาทอด เนื้อสากๆ ไม่อร่อย บางวันก็อร่อย หรืออยู่ที่วิธีการทอดคะ ควรทอดอย่างไรจึงจะได้รสเค็มๆ หน่อย แล้วเด็กๆ นี่กินปลาทูได้หรือยังคะ ชอบให้กินเขากินปลาค่ะ จะได้ประโยชน์และไม่อ้วน
“ถ้าเป็นปลาทูสด ให้ควักไส้ออกครับ ล้างให้สะอาด ถ้าเป็นปลาตัวโตควรบั้งเล็กน้อย แล้วโรยเกลือให้ทั่ว พักไว้ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อให้เกลือซึมเข้าเนื้อปลา แล้วนำลงทอดให้น้ำมันที่ร้อนปานกลาง ทอดให้สุกแล้วค่อยกลับอีกด้าน ทอดต่อจนสุก
…เด็กกินปลาทูได้ครับ เนื้อปลาให้สารอาหารโปรตีน และเนื้อปลาย่อยง่าย ถ้าเป็นปลาทะเลด้วยแล้วจะได้ไอโอดีนด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือก้างปลา ต้องดูแลให้ดี พยายามแกะเนื้อปลาให้เขากิน อย่าให้เขาแกะอีก อาจเหลือก้างได้”

อยากลองทำผัดไทยให้ที่บ้านกิน ต้องเตรียมส่วนผสมใดบ้างคะ ขอสูตรหน่อยค่ะ
“ส่วนผสมก็มีเส้นเล็ก กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ไข่ไก่ ใบกุยช่ายหั่นเป็นท่อน ถั่วงอกเด็ดหาง หอมแดงสับ หัวไชโป๊วสับ น้ำมันพืช ส่วนผสมน้ำปรุงรสมี น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะขามเปียกคั้นขั้นๆ
…วิธีทำ เริ่มจากผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก เข้าด้วยกันคนให้ละลาย ตั้งไฟใช้ไฟกลางเคี่ยวพอข้นเป็นน้ำผัดไทย จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟแรง ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่หอมแดงผัดให้หอม ใส่กุ้งผัดพอสุกใส่ไข่ เต้าหู้ หัวไชโป๊ว กุ้งแห้ง ใส่น้ำผัดไทย ผัดให้เข้ากัน ใส่กุ่ยช่าย ถั่วงอก และเกี๊ยวกรอบ ผัดให้เข้ากัน
…จัดเสิร์ฟ พร้อมพริกป่น มะนาว ถั่วลิสงคั่วป่น น้ำตาลทราย รับประทานกับ หัวปลี ใบบัวบก ถั่งงอกสด”

เคยซื้อวุ้นเส้นมาทำอาหารหลายยี่ห้อ ที่ชอบคือตราเสือ เหนียวนุ่มดีค่ะ สงสัยว่าวุ้นเส้นแต่ละเจ้ามีส่วนผสมไม่เหมือนกันหรือคะ แล้วเราจะเลือกวุ้นเส้นแบบไหนจึงเอามาทำอาหารอร่อย
“ในการนำวุ้นเส้นมาประกอบอาหาร ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่ดีจะมีลักษณะเหนียว ใส เมื่อปล่อยไว้เส้นจะไม่ดูดน้ำเพิ่ม แต่ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่คุณภาพรองลงมา หากปล่อยอาหารที่ทำจากวุ้นเส้นไว้ เส้นจะดูดน้ำเพิ่มทำให้อาหารผิดลักษณะไป เนื่องจากวุ้นเส้นชนิดนี้อาจมีแป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยครับ”

ซอสบาร์บีคิวทำยากไหมคะ อยากลองทำดู เคยซื้อมาที่ขายเป็นขวด ราคาแพงเหมือนกัน ใช้แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ลูกๆ ชอบกินมาก รบกวนขอสูตรหน่อยค่ะ
“ซอสบาร์บีคิวทำเองไม่ยากครับ ส่วนผสมก็มีซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือป่น กระเทียมสับ น้ำมันพืช อัตราส่วนก็ลองปรับดู เพราะแต่คนชอบไม่เท่ากัน ถ้าชอบรสจัดหน่อย ก็เพิ่มส่วนผสมมากหน่อย อย่างชอบเผ็ด ก็เพิ่มซอสพริก ชอบหวานก็เพิ่มซอสมะเขือเทศ
…จากนั้นก็ตั้งกระทะ ปรับไฟแรง เทน้ำมันพืช พอร้อน ใส่กระเทียมเจียวให้เหลือง ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือ เคี่ยวแล้วปรับให้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนข้น แล้วยกลง พักไว้ให้เย็น บรรจุใส่ขวดหรือภาชนะที่มีฝาบิด ไม่ต้องเข้าตู้เย็นก็ได้ แต่ถ้าเข้าตู้เย็นก็เก็บไว้นานขึ้น สามารถเอามาใช้ทำบาร์บีคิวหรือผัดอาหารก็ได้”

อาหารเช้าคุณหนู