ทำอย่างไรให้ลูกไม่ขาดความอบอุ่น

อาจ จะไม่สมบูรณ์แต่แม่รักลูกและพร้อมจะฟังลูก การฟังนั้นสำคัญเพราะมนุษย์จะได้ยินแต่ไม่ฟัง เด็กบางคนมีทั้งพ่อและแม่ก็มีปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้มีปัญหาเพราะพ่อแม่เลิกกัน เด็กต้องการความเข้าใจ ซึ่งความรักนั้นพ่อแม่ให้ลูกอยู่แล้ว แต่ความข้าใจพ่อแม่อาจจะให้ลูกได้มากน้อยไม่เท่ากัน
ลูกคนโตจะคุยกับกบได้ทุกเรื่อง เราต้องเป็นทั้งแม่และเพื่อน จะเป็นพี่ด้วยก็ได้ แม่สมัยใหม่อาจจจะทำงานนอกบ้าน กลับมาบ้านเหนื่อย มีความเครียดต้องตั้งสติดีๆ อย่าเอาอารมณ์ไปลงกับลูก เพราะเด็กจะซึมซับอารมณ์ของแม่ไปเต็มๆ เวลากบมีความสุขลูกก็จะรู้สึกเหมือนโลกนี้เหมือนเป็นสีชมพู แต่ถ้าวันไหนเราเศร้าหรือเหนื่อย แม้เราจะไม่พูด ลูกจันทน์ก็จะเอาการ์ดมาให้เป็นรูปหัวใจหรือดอกไม้ คือจะสื่อว่าหนูรู้นะว่าแม่ไม่สบายใจ เขาจะรู้ทันที เพราะฉะนั้นถ้าเครียดก็จะเอาความเครียดไว้ที่ทำงาน อย่าเอากลับไปบ้านและอย่าคิดว่าลูกไม่รับรู้ปัญหาของแม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ลูกจะกลายเป็นเด็กซึมเศร้า จึงฝากแม่ทุกคนที่มีลูกแต่ต้องไปทำงานให้ใช้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้มีประ โยชนที่สุด มีความสุขที่สุด อาจจะสั้นแต่มีความสุข บางคนตัวอาจจะอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้ทำอะไรด้วยกัน”

สอนลูกให้เป็นคนดี แบบมีอิสระในการดำรงชีวิต
“เรื่องหลักๆ ที่กบสอนลูกเสมอคือ การเป็นคนดี เช่น มือมีไว้ไหว้คนกับช่วยคน ห้ามตีพี่เลี้ยง ส่วนปากห้ามพูดจาไม่ไพเราะ ห้ามว่าคนอื่น เพราะปากมีไว้ให้กำลังใจคน ส่วนตาของลูกไม่ได้มีไว้ให้ทำตาขวาง แต่ตาของลูกมีไว้ให้กำลังใจคนอื่น ส่วนเรื่องอื่นๆ พี่คิดว่าลูกเกิดมาควรมีอิสสระในการเลือก อย่าไปยึดว่าลูกฉันจะต้องเหมือนฉัน เขาเกิดมาในโลกมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่เขาเลือก ดนตรีที่เขาเล่น กบเชื่อว่าเราต้องให้โอกาสลูกเหมือนที่เราให้โอกาสมนุษย์คนอื่น เพราะลูกเกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพในการเลือก อาชีพ และสิ่งที่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสอนให้มีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องให้ลูกได้ลองในสิ่งที่เขาปฎิเสธในตอนแรก ต้องสอนและอธิบายให้เขารู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยทางเลือก สิ่งที่กบให้ลูกคือ อิสระในการดำรงชีวิต แต่การสอนให้เป็นคนดีต้องดุบ้าง ต้องมีกรอบบ้าง เพราะทุกบ้านย่อมมีกฎของบ้านเพื่อไม่ให้ลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ สไตล์การเลี้ยงลูกของกบเหมือนกันทั้งสองคน แต่ที่ต่างกันคือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะตอนมีลูกคนแรก เรายังอายุน้อย เราก็ยังมีอัตตาตัวตนเยอะ ยังไม่เป็นผู้ใหญ่”

สิ่งที่อยากฝากไปถึงพ่อแม่ทุกคน
“อยากให้พ่อแม่ลดความหวังในตัวลูก เข้าใจว่าอาจจะมีความหวังเกี่ยวกับตัวลูก แต่ต้องบาลานซ์ กบคิดว่าเด็กน่าจะมีเสรีภาพในการคิด  การศึกษา สมัยนี้มีกูเกิลเสริชหาสิ่งที่เขาอยากรู้ อย่าไปคิดว่าการเรียนสำคัญที่สุด เพราะการเรียนสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ลูกสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ในธรรมชาติและการเล่นของเขา บางคนมีความคาดหวังในตัวลูกมาก ว่าต้องเรียนพิเศษเยอะขนาดนี้เพื่อที่จะเข้าที่นี่ได้  ลูกโตขึ้นต้องเก่ง ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่พ่อแม่ต้องการ จบมาแล้วต้องมีอาชีพเป็นหมอ ต้องรวย เหมือนเด็กเกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของพ่อแม่มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์”

     “พี่มีลูกสาวสองคนค่ะ คนโตชื่อ ลูกนก ชุติธร ประภานนท์ อายุ 19 ปี คนเล็ก ห่างกัน 9 ปี ชื่อ ลูกจันทน์ รภัสสา แก่นจันทน์ อายุ 6 ปี ตอนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง มีปัญหาเรื่องแพ้ท้อง ซึ่งตอนนั้นยังต้องไปทำงานทุกวันแต่เราแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้อยู่ 5 เดือน แพ้ขนาดที่ได้ยินชื่ออาหารญี่ปุ่นก็อาเจียน กินได้แต่เฉาก๊วย ช่วงท้องนอกจากฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาการปวดตามร่างกายก็ยังมีด้วย เกือบทุกเช้าตั้งแต่ตี 5 จะเริ่มเป็นตะคริว แม้ถึงเวลาเราไปทำงานแล้ว ก็ยังเดินโขยกเขยกและยังเจ็บ คนท้องต้องทำใจให้สบาย  แต่กบโชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจแล้วช่วงนั้นก็ได้รับความใส่ใจเยอะ จึงมีความสุขเวลาไปทำงาน
ตอนเลี้ยงลูกคนแรกกบยังอายุน้อยก็มีน้ำนม บวกกับคลอดที่อเมริกา ซึ่งที่นั่นจะเน้นการคลอดตามธรรมชาติและการให้นมแม่ ส่วนคนเล็กคลอดที่เมืองไทยกบก็ขอคำแนะนำจากหมอที่เน้นเรื่องการให้นมแม่ แต่กลับมีปัญหาเรื่องการให้นมลูก เนื่องจากน้ำนมไม่มี หมอก็บอกว่าดูดไปเรื่อยๆ ต้องมี เวลาผ่านไป 1 เดือน หัวนมแตก น้ำนมก็ยังไม่มี แต่ก็ไม่ยอมแพ้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีน้ำนม ทั้งดื่มน้ำอุ่น กินแกงเลียง กินไก่ผัดขิง กินทุกวันอยู่เดือนครึ่งแต่น้ำนมก็ยังไม่มี คุณแม่เริ่มทนดูไม่ได้เพราะหลานผอมแห้งมาก น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ จึงตัดสินใจพากลับไปหาหมอคนที่ดูแลลูกคนแรก หมอบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือ สุขภาพของแม่ ถ้าแม่เครียดลูกก็จะเครียด จึงแนะนำให้กินนมกระป๋อง จึงให้ลูกกินนมผสมจากนั้นจึงน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะช่วงลูกจันทน์อายุ 1 ปีครึ่ง พี่ป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็แย่มาก จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า 1 ปี ขณะนั้นคิดว่าลูกคงซึมซับอารมณ์เราไปเยอะ ช่วงนี้เขาโตเราก็พยายามทำให้เขามีความสุขที่สุด”

การเลี้ยงลูกเอง คือ ความสุข
“ปัจจุบัน ลูกคนโตอยู่อเมริกา แต่ตอนเล็กๆ พี่ก็เลี้ยงเองแล้วมีพี่ลี้ยงเก่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาช่วยเลี้ยง อีกแรง ส่วนลูกคนที่สอง พี่ลาออกจากงานมาเลี้ยงเองตั้งแต่ลูกอายุ 1 ปี จนถึงอายุ 4 ปี เพราะเมื่อเขาเริ่มเข้าอนุบาล เราก็กลับมาทำงานอีกครั้ง  แต่ช่วงเวลา 4 ปี ที่ออกมาเลี้ยงลูกเองมีข้อดีเยอะมาก เพราะเป็น 4 ปีที่เราได้ใกล้ชิดกันที่สุด เช่น ตอนนี้เราทำงานเต็มเวลาแต่ความผูกพัน สายใยยังอยู่ ช่วง 4 ปีแรกของชีวิตเขา เราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แล้วตอนนี้ต้องออกจากอกเราไปเข้าโรงเรียน ส่วนเราก็ต้องทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอ ไม่ได้ใช้เวลาเหมือนตอนนั้น แต่ความผูกพันเราแน่น เพราะรากฐานตอนลูกเล็กๆ เรากอดลูก อยู่กับลูก ทุกวันนี้กบยังแปรงฟัน ล้างก้น และอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกอยู่ พี่เลี้ยงเอาไว้เล่นด้วยและคอยเฝ้าระวัง”

วิธีเติมความรักให้ลูกเต็มได้ สไตล์ Single Mom
“หนึ่งเลยคือ เราต้องพร้อมทางอารมณ์ เราต้องพร้อมให้ความรัก พร้อมจะกอด มองตาเขาแล้วตัวเองต้องมีความสุขให้ได้ สองคือ เราต้องทำให้ลูกรู้สึกก่อนว่าไม่มีปัญหา แต่ต้องมาจากความรู้สึกของเราจริงๆ ว่าลูกเป็นเด็กที่มีบุญและโชคดี ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นว่า ลูกเกิดมามีครบ 32 มีตาแขนขาครบ ให้ลูกเข้าใจว่าโลกเรามีทั้งคนพิการ เด็กกำพร้า เพราะเด็กจะรู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีพ่ออยู่ด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าลูกถามเราร้อยครั้ง เราก็ต้องอธิบายร้อยครั้ง กบวาดรูปมีชาร์ตอธิบาย พาเขาไปบ้านเด็กกำพร้าแล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า เด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ลูกมีพ่อและมีแม่ แค่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เรามีทั้งพ่อและแม่ครบ


ปัญหาในการคลอดลูก

ผลต่อตัวคุณแม่ : ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เพราะว่าแม่หลังคลอดกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องอาศัยอาหารที่ถูกสัด ส่วนด้วย แต่พอซึมเศร้าคุณแม่มักินอาหารได้ไม่ดี นอกจากนั้นก็ยังมีภาระในการเลี้ยงลูกซึ่งต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พอกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพก็จะแย่ลง การเลี้ยงดูลูกก็พลอยแย่ลงไปด้วย

ความไม่สบายตัว : เช่น หลังคลอดแล้วรู้สึกเจ็บแผล รู้สึกไม่สบายตัว พักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอนมากๆ

ปัญหาครอบครัว : การไม่พร้อมในหลายๆ เรื่องของครอบครัวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ได้ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ฯลฯ

กังวลเรื่องการเลี้ยงลูก : เช่น กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ไม่รู้จะอุ้มลูกอย่างไร ต้องอาบน้ำลูกเองให้เป็น ฯลฯ

กลัวไม่เป็นที่รักของสามี : เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเลี้ยงลูก กลัวสามีจะนอกใจ เพราะระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดใหม่ๆ ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และอาจทำให้ซึมเศร้าในที่สุด

ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนทำให้เศร้าหรือไม่

มีงานวิจัยและ รายงานไว้เมื่อปี 1994 ว่าคุณแม่ที่ซึมเศร้าจะมีโปรเจสเตอร์โรนระหว่างตั้งครรภ์สูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยทั่วไป แต่ไม่ได้แจ้งตัวเลขว่าค่ามาตรฐานเป็นเท่าไร และหลังคลอดระดับฮอร์โมนก็จะต่ำมากๆ จึงเชื่อว่าระดับโปรเจสเตอร์โรนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ แต่การศึกษายังค้างอยู่แค่นั้น และไม่มีใครรายงานต่อ ส่วนแฮริสเองก็ยังไม่สรุปว่าอาการซึมเศร้าหลังคลอดเกี่ยวกับโปรเจสเตอร์โร นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรักษาด้วยการให้โปรเจสเตอร์โรนกับคุณแม่ซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าหลังคลอดส่งผลต่อแม่และทารกอย่างไร

ผลต่อลูกน้อย : มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ได้รับการเลี้ยงไม่ถูกต้อง การดูแลไม่ถูกต้อง ที่ร้ายมากๆ ก็อาจถึงขั้นทิ้งลูกหรือทำร้ายลูก

ระดับของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แบ่งได้เป็น 3 ระดับ

1. postpartum blues เป็นอาการในระดับอ่อนและเกิดเร็วที่สุด โดยจะเริ่มเป็นภายใน 2-3 วันแรกหลังคลอด และจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่โดยทั่วไปมักไม่นานเกิน 10 วันหรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ คุณแม่ที่มีอาการในระดับนี้จะรู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีอาการเศร้า เหงา เบื่ออาหาร ซึ่งอาการจะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ลักษณะเหมือนคนหงุดหงิดทั่วๆ ไป ไม่กระทบต่อสุขภาพมากนัก เช่น เบื่ออาหารก็อาจจะรับประทานน้อยลง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้เลย กลุ่มนี้จะมี 50-70% ของแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

2. postpartum depression อาการจะรุนแรงมากขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาจจะคงอยู่ส่วนใหญ่ประมาณ 4 สัปดาห์ คือไม่เกิน 1 เดือน เป็นอาการต่อเนื่องกับระดับแรก คือ ถ้าซึมเศร้าเกิน 2 สัปดาห์เมื่อไหร่ก็จะถือว่าเป็นระดับนี้ ลักษณะอาการจะเหมือนกลุ่มแรกทั้งหมด แต่มีระดับความรุนแรงมากขึ้น หลายๆ อาการจะเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ไม่กิน ไม่ลุกจากเตียง นอนร้องไห้ เลี้ยงดูลูกไม่ได้ ต้องมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น แต่กลุ่มนี้จะไม่ถึงกับหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ทำร้ายลูก ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10-15%

3. postpartum phychosis เป็นดับรุนแรงที่สุด คือมีอาการของโรคทางจิตเวช เริ่มเกิดหลังจาก 4 สัปดาห์ แล้วก็คงอยู่จนกว่าการรักษาจะได้ผล

ส่วนสาเหตุจะคล้ายกับ 2 กลุ่มแรก แต่ที่เพิ่มขึ้น คืออาจมีประวัติป่วยทางจิตเวชมาก่อน เช่น ระหว่างท้องอ่อนๆ มีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติทางจิตเวช หรือตัวเองเป็นอยู่แล้ว ก็จะมีอาการนำไปก่อนได้ง่ายขึ้น ลักษณะอาการกลุ่มนี้จะคล้ายกับไบโพล่าร์ คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย การแสดงอารมณ์จะไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ แต่กลุ่มนี้จะแยกได้ง่าย คืออาการจะหลุดออกไปจากความเป็นจริง ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เลย ในรายที่มีอาการมากๆ อาจทำร้ายลูก แต่พบได้น้อยประมาณ 01.-04% เท่านั้น

การรักษาอาการซึมเศร้าตามระดับดังนี้

ในระดับ postpartum blues (ระดับ 1) และ postpartum depression (ระดับ 2) เป็นอาการที่ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้ แต่จะดูแลเรื่องของการปรับสภาพจิตใจ ซึ่งพบว่าเพียงแค่นี้ก็จะดีขึ้นเอง คือ มีคนเข้าใจ ให้กำลังใจ แม้บางทีไม่ได้เข้ามาช่วยแต่การถามไถ่ ให้กำลังใจก็สามารถช่วยได้แล้วค่ะ
คุณแม่ที่ซึมเศร้าระดับที่ 2 ถ้ามีอาการนอนไม่หลับหรือกินอาหารไม่ได้จนอ่อนเพลียมาก ก็อาจต้องนอนพักในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารบำรุงเพื่อไม่ให้สุขภาพคุณแม่แย่ลง
คุณแม่ที่มีอาการในระดับ postpartum phychosis (ระดับ 3) จะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะถ้าอยู่บ้านอาจจะทำร้ายลูก หรือฆ่าตัวตาย การรักษาก็จะต้องใช้ยาทางจิตเวช

การป้องกันอาการซึมเศร้าหลังคลอด

ฝากครรภ์ ดูแลภาวะการคลอดให้เป็นปกติมากที่สุด ในระหว่างตั้งครรภ์หากมีปัญหาที่รบกวนจิตใจก็ควรที่จะบอกกล่าวให้คุณหมอทราบ เพื่อที่คุณหมอจะได้ติดตามดูอาการ
วางแผนครอบครัว ทางการแพทย์พบว่าโรคนี้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนครอบครัวตั้งแต่ต้น และมีลูกเมื่อพร้อม
ดูแลสุขภาพ ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางจิตเวช หรือโรคที่กระทบต่อการตั้งครรภ์ก็ควรรักษาให้หายก่อนจะตั้งครรภ์ เช่น ธัยรอยด์ เบาหวาน เพราะบางโรคเมื่อท้องแล้วอาการจะกำเริบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิตกกังวลมากขึ้น จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ค่ะ

แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก

การดูแลอาหารในหน้าร้อนของลูกรัก

การป้องกันและดูแลคนครอบครัวจากโรคอาหารเป็นพิษ
ง่าย ที่สุดเลยคือการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ สดใหม่ ไม่ควรทานอาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่น ส่วนการดูแลอาการเบื้องต้นเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ โดยปกติส่วนใหญ่การรักษาอาหารเป็นพิษ เราจะรักษาตามอาการ ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนเราก็จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ถ้าหากว่าถ่ายท้องเราด้วยจะต้องให้น้ำเกลือทดแทนที่ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ ให้เพียงพออีกตัวนึงที่มีประโยชน์มากคือการให้ยาที่เป็นผงดินพิเศษ ซึ่งนอกจากจะสามารถดูดซับสารพิษแล้วยังสามารถดูดซับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัส สาเหตุของการเกิดอาการท้องร่วง ช่วยให้อาการผ่อนหนักเป็นเบา และยาพวากนี้จะค่อนข้างปลอดภัยสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กเล็กและทุกคนในครอบ ครัว ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไปอาหารเป็นพิษเกิดจากอะไร

อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปอาจเป็นสารพิษที่มาจากเชื้อโรค แบคทีเรียรวมถึงอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นจึงทำให้แบคทีเรียที่ให้สาร พิษเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เมื่อเราได้รับเข้าไปก็จะส่งผลทำให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยจะเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมาโดยอาการที่เกิดนี้จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่เราได้รับ ในบางคนอาจจะเกิดอาการเร็วตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง เมื่อเราได้รับสารพิษเข้าไป หรืออาจจะเกิดอาการดีเลย์อย่างน้อย 2-3 วัน
ทำไมอาการอาหารเป็นพิษจึงพบเห็นได้บ่อยจากการรับประทานอาหารทะเล

จริงๆ ต้องบอกว่าอาหารที่จะทำให้เกิดอาการของโรคอาหารเป็นพิษความจริงแล้วไม่ใช่ อาหารทะเล อาจเกิดจากอาหารอะไรก็ได้ สาเหตุจริงๆ แล้วมาจากการกรรมวิธีปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะมากกว่า อาหารไม่สด หรืออาหารที่เก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียขึ้นมาได้ แล้วนำมารับประทานจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้เช่นเดียวกัน แต่ในอาหารทะเล เราก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะอาหารที่ไม่สด เรารับประทานเข้าไปจึงได้รับแบคทีเรียที่มีพิษเข้าไปสะสม จนเกิดอาการอาหารเป็นพิษตามมาได้

อย่างนี้นอกจากอาหารทะเลแล้ว อาหารมีเราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

เราควรระวังอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์อาหารที่ไม่สดสะอาด และอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ให้สารพิษกับ ร่างกายได้

อาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงต่างกัน เกิดจาก

เกิดจากการที่เราได้รับสารพิษมากน้อยต่างกัน และขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้ด้วยว่าแข็งแรงมากน้อยเพียงใด เพราะว่าการที่เราได้รับสารพิษในปริมาณทีเท่ากัน แล้วเกิดกับเด็กเล็ก ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นกับคนชรานั้น อาการมันก็จะรุนแรงกว่าคนไข้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่า
บางคนแค่ทานอาหารรสจัด ก็เกิดอาการท้องเสีย เป็นเพราะ?

การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้การคลื่นตัวของลำไส้เร็วขึ้น ถึงเราไม่ท้องเสีย แต่ร่างกายก็จะขับขับถ่ายออกมาปกติ แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย ดังนั้น การรับประทานอาหารรสจัดจึงไม่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่ในคนมีอาการท้องเสียจากอาหารเป็นพิษนั้น เมื่อเวลาเราท้องเสีย ถ่ายท้อง ร่างกายของเราก็จะมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายพยายามขับของสารพิษที่ได้รับเข้าไปออกมาให้หมด ดังนั้นข้อควรระวังอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ยารักษาอาการท้องเสียคือการใช้ยา หยุดถ่ายเนื่องจากจะเป็นการกักสารพิษเอาไว้ในร่างกาย ทำให้สารพิษและเชื้อโรคก่อโรคในร่างกายได้มากขึ้น

การสอนให้ลูกเป็นคนดีของสังคม

พ่อแม่หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่แล้ว แต่ทำไมลูกถึงยังออกนอกลู่นอกทาง?

ผมมีความเห็นในเรื่องนี้ 2 ประการครับ
ประการแรก คือ น้ำหนักมันไม่พอ จากรายงานการวิจัยของ ‘ศูนย์วิจัยรักลูกกรุ๊ป’ เราพบว่าพ่อแม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 40 ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่ แต่ความถี่และน้ำหนักของมันสู้กับแบบอย่างที่ไม่ดีที่มีอยู่ในสังคมและใน เรื่องรอบๆ ตัวเราไม่ได้ ลูกของเราได้สัมผัสกับพ่อแม่วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่สัมผัสกับโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตวันละไม่น้อยกว่า 3-4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแม้เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีแต่ก็ไม่มีความหมายอะไร
ประการที่สอง ผมคิดว่าเราเผลอกันบ่อยครั้ง บางเรื่องแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เราไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายลูกก็ซึมซับเอาสิ่งที่เราทำไปเป็นแบบอย่างของเขา ยกตัวอย่างเช่น เวลาขับรถบางคนชอบสบถโดยลืมไปว่าลูกเราก็นั่งอยู่ด้วย หรือไม่ยอมให้ทางรถคันอื่นเพราะเขามาแบบผิดกฎจราจรแล้วเราเป็นฝ่ายถูก เราอาจจะบอกตนเองว่าเราสอนให้ลูกเคารพกฎกติกา แต่อย่าลืมนะครับลูกเราได้เห็นแบบอย่างของความไม่มีเมตตา ไม่มีการให้อภัยของเราแล้ว

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรหากไม่ สามารถปลูกฝังสิ่งที่สังคมต้องการให้ลูกของเราได้? สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการที่ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ศีลธรรมคุณธรรม ประเพณี ตลอดจนปทัสถานที่สังคมช่วยกันตั้งขึ้น ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองทำแบบนี้ดูครับ

ผมมีความเห็นว่าที่จริงแล้วพ่อแม่ ทุกคนในวันนี้ก็ยังอบรมบ่มนิสัยลูกกันอยู่ ไม่ได้แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของเราหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการที่เราใช้อยู่มันเริ่มไม่ได้ผลต่างหากครับ
สังคมไทยอบรมบ่มนิสัยลูกหลานด้วย วิธี ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ มาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วและทุกวันนี้เรายังคงใช้วิธีการนี้กันอยู่ แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสังคมเปลี่ยนวิธีการที่เคยใช้ได้ผลก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าการปลูกฝังนิสัยที่เหมาะสมให้ กับบุตรหลานหรือภาษาทางวิชาการเขาใช้คำว่า ‘กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม’ หรือ ‘socialization’ ด้วยการสั่งและสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล เพราะพฤติกรรมทางสังคมและนิสัยใจคอของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งการปลูกฝังทักษะจะต้องมีแบบอย่างให้ผู้ถูกสอนเห็นและจะต้องมีแบบฝึกหัด ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติฝึกฝน

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าหากการ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ไม่ได้ผลแล้วทำไมผู้ใหญ่อย่างเราๆ ซึ่งก็ผ่านกระบวนการแบบนี้มาทั้งนั้นจึงยังสามารถเป็นคนดีของสังคม ยังทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อยู่
หากวิเคราะห์ตามทฤษฎีเซลล์ กระจกเงาซึ่งเป็นการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยเล่าให้ฟังใน ‘รักลูก’ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าที่เราเป็นคนดีได้เช่นทุกวันนี้ไม่ใช่การ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ของพ่อแม่ของเราหรอกครับ แต่เราดีได้เพราะ ‘แบบอย่างดีๆ’ ที่เราเห็นได้จากการปฏิบัติของพ่อแม่และปู่ย่าตายายต่างหาก
เมื่อตอนเป็นเด็กเราอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติพี่น้อง เราได้เห็นการปฏิบัติของพวกท่านอยู่ทุกวัน ยายให้เราช่วยหิ้วปิ่นโตไปวัด แม่ให้เราเอาแกงไปส่งป้าข้างบ้าน เมื่อถึงเทศกาลญาติๆก็กลับมากราบญาติผู้ใหญ่ของเรา หรือพ่อแม่ของเราก็พาไปกราบญาติผู้ใหญ่ เราได้เห็นได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า แบบอย่างอื่นๆ ที่ไม่ดีก็มีให้เราเห็นน้อย
เราไม่เคยเห็นนักการเมืองออกมาด่าทอปะทะคารมกัน เราไม่เคยได้เห็นดาราออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องฟรีเซ็กซ์เป็นเสรีภาพส่วน บุคคล เราไม่เคยต้องเผชิญกับการโฆษณาสินค้าแบบบ้าเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอย่าง เช่นทุกวันนี้ เราได้พบแต่แบบอย่างที่ดีโดยไม่มีแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมมาเจือปน อันนี้ต่างหากที่ทำให้เราเป็นคนดีได้ ไม่ใช่เพราะ ‘การสอนสั่ง’ ของพ่อแม่เรา

 

บอกตนเอง เตือนตนเองอยู่เสมอว่าเด็กเลียนแบบทุกอย่างที่เราปฏิบัติ อย่าเผลอทำแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จะสอนอะไรลูก เราก็ต้องทำแบบนั้นเสมอ อย่าสอนด้วยคำพูดเพราะมันไม่ได้ผล
กันลูกของเราออกจากแบบอย่างที่ไม่ดี รายการโทรทัศน์ห่วยๆ เกมที่รุนแรง ภาพยนตร์ลามก เอาออกให้ห่างจากลูกเรา
ให้ลูกได้ฝึกฝนทำในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจเขา สนับสนุนเขา เพราะมันจะทำให้เขาเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม ได้ดีกว่า

ธรรมชาติของคุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ จากขั้นเริ่มต้นก้าวไปสู่ขั้นยอมรับว่ามันคือคุณค่าของชีวิต แต่การที่จะช่วยให้มันเกิดขึ้นและพัฒนาต่อไปในตัวตนของมนุษย์นั้นจำเป็นจะ ต้องใช้กระบวนการที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ในอดีตและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆบอกเราว่าการสอนด้วยแบบ อย่างคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด

อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ

กินอย่างไรให้ลูกฉลาด

เด็ก

 

อาหารที่มีโฟเลทสูง: ผัก ใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีท แต่ควรรับประทานสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง
กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3

เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์ สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์


Food

ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย

Modern mom tip: หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทอง แทนได้ค่ะ

ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก “อาหารสร้างเซลล์”

เมื่อตั้งครรภ์ระบบภายในร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด จึงต้องใช้พลังงานและแบ่งสารอาหารเพื่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์
ลูกน้อยใน ครรรภ์ช่วงนี้ เซลล์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มสร้างอวัยวะทั้งด้านร่างกาย โครงกระดูก แขน ขา รวมถึงอวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ปอด สมอง ไต ดังนั้น สารอาหารที่จำเป็นในช่วงนี้คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท

เป็นสารอาหารจำ เป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง ป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural tube defect) มีการศึกษาพบว่าคุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทาง สมองมากกว่าปกติ


ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง “เซลล์ขยายขนาด”

เมื่อร่างกายเริ่มสร้างอวัยวะครบแล้ว ในช่วงไตรมาสแรกที่สองเดือนที่ 4-6 เซลล์ในร่างกายลูกน้อยจะเริ่มขยายขนาด อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยจะขยายขนาดขึ้น ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ มีเล็บ มีผม มีขนคิ้ว ส่วนสมองก็เป็นช่วงที่พัฒนาการมากขึ้นในช่วงไตรมาแรกถึง 4 เท่า

 

ช่วงนี้แม่ตั้งท้องจึงจำเป็นต้องได้รับอาหาร เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น ขณะเดียวกันขนาดของมดลูกของคุณแม่ก็เริ่มขยายตัวตามขนาดตัวลูกขึ้น ช่วงนี้คุณแม่พยายามทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ เพื่อให้การสร้างอวัยวะไม่ชะงัก
เหล็ก

เมื่อลูกน้อยในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ นอกจากนี้ควรได้รับวิตามินซีควบคู่กันไป เพราะวิตามินซีมีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี ฝรั่ง


Food

เมนูผักสำหรับลูกน้อย

หยิบผักจับปรุง
ผักแบ่งง่ายๆเป็น 2 อย่างคือ เสียง่ายกับเสียยาก ผักที่เสียง่ายมักมีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะจึงทำให้ผักช้ำง่าย เช่น ผักกาด ตำลึง ผักสลัดต่างๆ ส่วนผักที่เสียยากจะเป็นผักที่ต้องปลอกเปลือกออก เนื้อค่อนข้างแน่น แข็ง เช่น พืชหัวอย่างมันฝรั่ง แครอท รวมถึงตระกูลฟักด้วย

ดังนั้นถ้าจะนำผักที่เสียง่ายมาปรุงควรแบ่งออกมาแค่พอทำแต่ละมื้อ ถ้าทำ 3 มื้อก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ทำทีละส่วน โดยล้างแล้วผึ่งให้แห้งจึงค่อยเก็บใส่ตู้เย็น ไว้หยิบมาปรุงครั้งต่อไป

Pure Soup
ต้นแบบเมนูผัก (เป็นหัวอาหาร นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง)
วัตถุดิบ : หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศต้มทั้งลูก (ถ้าให้ลูกกินต้องคว้านเม็ดออก น้ำซุปจะไม่ขุ่น) มันฝรั่ง ขึ้นไฉ่ ผักกาดขาว แครอท ฟักทอง กะหล่ำปลี หั่นชิ้นใหญ่ๆ เกลือหรือซอสปรุงรสเล็กน้อย
ปรุง : ต้มผักทั้งหมดรวมกันด้วยไฟกลาง ตุ๋นจนผักเปื่อยยุ่ยทั้งหมด รสชาติของน้ำซุปจะเปลี่ยนไป ได้ความหวานและความหอมของผักออกมา ไม่ต้องทิ้งเนื้อผัก จากนั้นให้พักไว้แล้ว แบ่งเก็บใส่ตู้เย็นได้ให้พอดีกับแต่ละมื้อตามความต้องการ (พักให้เย็นก่อนเก็บเข้าตู้เย็น)

ข้าวบด ซุปใส
ปรุง : เมื่อจะนำมาใช้ให้ต้มน้ำซุปที่เก็บไว้จนเดือด และใส่เนื้อสัตว์ตามต้องการลงไป เช่น หมูสับ ไก่สับ เป็นต้น เมื่อสุกผสมกับข้าวเป็นอาหารเสริม บำรุงสมองจากวิตามินในซุปผักรวม

ลิ้มรสผักแรก
อาหาร เสริมมื้อแรกที่มีผัก ควรเป็นผักชนิดอ่อนนุ่ม กากใยไม่เยอะ ไม่ฝืดคอ ไม่มีกลิ่นฉุน เช่น แครอท ฟักทอง และผักใบเขียวใบอ่อนๆ เช่น ผักกาด ผักหวาน ตำลึง ฯลฯ เจ้าหนูจะต้องหัดใช้ลิ้นในการกวาดอาหารที่หยาบขึ้นเพื่อกลืนลงคอ ซึ่งนอกจากเนื้ออาหารจะทำให้เจ้าหนูรู้สึกแปลกประหลาดแล้ว รสชาติก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแรกให้เจ้าหนู

รสชาติผัก เรื่องสำคัญ
คุณแม่ต้องสังเกตลูกว่าชอบกินผักผลไม้ชนิดไหน เช่นเด็กบางคนไม่ชอบกินเปรี้ยว แต่แม่ให้กินแต่ข้าวบดผสมมะเขือเทศ เจ้าหนูย่อมไม่อยากกินอาหารเสริมแน่นอน แล้วเมื่อโตขึ้นก็อาจจะฝังใจไม่ชอบมะเขือเทศไปเลย

ขอแนะนำให้ลองเริ่มต้นด้วยผักกาดขาว ฟักเขียว หรือผักสีเขียวใบอ่อนที่มีรสหวานนิดๆ เช่น ใบอ่อนของผักหวานและตำลึง ซึ่งเด็กๆ ชอบ เมื่อลูกคุ้นเคยแล้วการกินผักก็จะไม่ใช่เรื่องยากค่ะ

ผัก…มื้อแรก
คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกกินผักเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน โดยเริ่มทีละน้อย เช่นเพิ่มครั้งละ 1 ช้อนชา และเลือกผักที่มีความนุ่มมากๆ เช่น ฟักเขียว ผักกาดขาวบด ฟักทอง แครอทและตำลึง เพราะผักที่มีสีสันสดสวยเหล่านี้ จะมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาและสมอง ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเติบโตสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก และการที่มีผักสีสวยๆ ในอาหารยังเพิ่มความอยากกินอาหารของเด็กอีกด้วยค่ะ

สำหรับผักที่ค่อนข้างมีรสขมอย่าง ผักโขม คะน้า ควรเริ่มให้หลังจากที่ลูกกินผักรสอ่อนๆ ไปแล้วสักระยะหนึ่ง เพื่อความเคยชินและลดการปฏิเสธตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ

ซุปข้น ทรงเครื่อง
ปรุง : นำน้ำซุปตั้งไฟเติมเนื้อสัตว์ลงไป หรือจะใช้วิธีนึ่งเนื้อสัตว์ให้สุกก่อน แล้วยีให้ละเอียดแล้วละลายลงในน้ำซุป ละลายนมผงที่ลูกกินใส่ลงไปในซุป ถ้ายังไม่ข้นให้เพิ่มเนื้อฟักทอง ข้าวโอ๊ต หรือนมข้าวโพด (ข้าวโพดต้มปั่นคั้นเอาแต่น้ำ) ใส่ร่วมด้วยได้