คลอดก่อนกำหนดมีผลอะไรบ้าง

อาการเริ่มต้นของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด
โดยปกติในระยะตั้งครรภ์เกิน 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่จะรู้สึกว่ามดลูกหดตัวเบาๆ เป็นพักๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวด (อย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเด็กโก่งตัว) เป็นการฝึกหัดตัวเองของมดลูกที่จะบีบตัวเมื่อถึงกำหนดคลอด การหดตัวของมดลูกแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีการหดตัวบ่อยๆ ถี่เกินไป ท้องตึงแข็งอยู่เป็นเวลานาน และมีอาการอื่นร่วมด้วย ก็แสดงว่าอาจจะมีการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด

สาเหตุที่ทำให้คลอดก่อนกำหนด
ปัจจัยต่างๆ ที่อาจมีผลให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดมีหลายอย่างคือ
1. คุณสมบัติส่วนตัวและโรคประจำตัว

คุณแม่ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หรือมากกว่า 35 ปี จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าคุณแม่ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี
คุณแม่ที่เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อนหนึ่งครั้ง มีโอกาสในการคลอดก่อนกำหนดครั้งต่อไปมีถึงร้อยละ 25 แต่ถ้าเคยคลอดก่อนกำหนดติดกัน 2 ครั้ง โอกาสในท้องต่อไปจะเพิ่มยิ่งขึ้นเป็นร้อยละ 50 ทางแพทย์เชื่อว่าระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บท้องคลอดของคุณแม่คงมีการทำงานผิดปกติ
คุณแม่ที่แท้งบ่อยๆ มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดในการตั้งท้องต่อมามากขึ้น
คุณแม่ที่มีมดลูกผิดปกติ มดลูกพิการมาแต่กำเนิด เช่น มีผนังกั้นภายในโพรงมดลูก หรือมดลูกมีเนื้องอกร่วมด้วย ทำให้โพรงมดลูกมีรูปร่างผิดปกติ และคับแคบเกินกว่าที่ทารกจะเจริญเติบโตตามปกติ จึงคลอดออกมาก่อนกำหนด
คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต ทำให้ทารกในท้องเจริญเติบโตได้ไม่ดี ตัวเล็ก และคลอดก่อนกำหนดได้

2. ชีวิตประจำวัน

คุณแม่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำหรือถึงแม่คุณแม่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะทำให้ทารกในครรภ์ตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนดได้
คุณแม่ที่ดื่มสุราและเบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ทุกชนิดจะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตไม่ดีและคลอดก่อนกำหนด นอกจากนั้น อาจจะคลอดทารกออกมาพิการ
สภาพการทำงานที่หนักเกินไป เช่น งานที่ต้องนั่งนานๆ วันละหลายชั่วโมง งานที่ต้องใช้แรงมาก จะทำให้คุณแม่เหนื่อยง่ายและมีปริมาณเลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง เพราะต้องแบ่งเลือดส่วนหนึ่งไปให้ตัวแม่เอง เพื่อสร้างพลังงานทดแทนในส่วนที่เสียไปจากการทำงานหนักมากกว่าปกติ ผลจะทำให้ทารกขาดสารอาหารและก๊าซออกซิเจน ทารกจะตัวเล็กและคลอดก่อนกำหนด
ความเครียด ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากงานหรือปัญหาในครอบครัว ทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด

3. ปัญหาและภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์แฝด
เลือดออกขณะตั้งครรภ์
ปากมดลูกหลวม
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
อาการต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่

มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ พร้อมกับเวลาที่มดลูกหดตัว อาการปวดท้องนี้จะคล้ายกับเวลาที่คุณแม่ปวดประจำเดือน ทั้งที่ขณะนั้นคุณแม่ไม่มีอาการท้องเสียหรืออาหารไม่ย่อยเลย
มีอาการปวดหลังชนิดที่ร้าวลงไปถึงด้านล่างบริเวณก้นกบร่วมกับการปวดท้อง
ปวดถ่วงในอุ้งเชิงกราน อาจจะร้าวไปที่ต้นขา
มีเลือดออกทางช่องคลอด
มีน้ำไหลออกจากช่องคลอดหรือระดูขาวออกมา บางทีอาจจะมีมูกปนเลือดออกมาด้วย

การป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
ถ้ามีอาการเหล่านี้ขอให้รีบไปพบแพทย์ ซึ่งจะต้องรับตัวคุณแม่ไว้ในสถานพยาบาล และให้ยายับยั้งการหดรัดตัวของมดลูก ถ้าปากมดลูกยังขยายไม่มากก็จะได้ผลดี สามารถให้ทารกอยู่ในครรภ์ต่อไปได้อีกจนกระทั่งใกล้กำหนดคลอดมากที่สุด

แต่ถ้าแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถหยุดยั้งการหดตัวของมดลูกได้ แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์พวกเบตาเมธาโซน (Betamethasone) หรือเด็กซาเมธาโซน (Dexamethasone) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้ปอดของทารกทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ช่วยให้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้นมีโอกาสรอดมากขึ้น

ยานี้จะได้ผลเมื่อฉีดเข้าไปอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง และยาจะมีประโยชน์อยู่ 7 วัน หลังจากนั้นอาจจะต้องให้ซ้ำ แต่ยานี้ก็มีจำกัดการใช้ด้วย คือไม่สามารถให้ได้ทุกราย ในกรณีที่มีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด หรือสงสัยว่าจะมีการอักเสบในร่างกายของคุณแม่ ไม่สามารถให้ยาชนิดนี้ได้

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับทารกคลอดก่อนกำหนด
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ได้แก่

1. ภาวะที่เกิดขึ้นทันทีหลังคลอด

ภาวะปอดไม่สมบูรณ์ ยิ่งอายุครรภ์น้อยยิ่งเกิดมาก อย่างที่รู้กันว่าทารกคลอดก่อนกำหนดปอดไม่ค่อยสมบูรณ์ เป็นเพราะขาดสารเคมีบางชนิดในปอด ซึ่งสร้างไม่พอในช่วงตอนที่เกิด สารตัวนี้ทารกส่วนใหญ่ก็จะสร้างครบได้เมื่อ 35 สัปดาห์ สารตัวนี้เป็นสารลดความตึงผิวของถุงลม (Surfactant) ทำหน้าที่ให้ถุงลมโป่งง่าย ทำให้หายใจโดยที่ใช้แรงน้อยลง ในผู้ใหญ่เรามีประมาณ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทารกแรกเกิดแม้ครบกำหนดก็จะขาดนิดหน่อย มีประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ภาวะเลือดออกในสมองอย่างเฉียบพลัน เพราะสมองทารกที่คลอดก่อนกำหนดยังค่อนข้างนิ่มมาก ยิ่งคลอดก่อนกำหนดมากเท่าไรสมองยิ่งนิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเมื่อคลอดต้องผ่านอะไรหลายๆ อย่าง มีการเขย่า เจอแสงสว่าง เจอความตกใจ เจอร้อนเย็นต่างกัน ไม่เหมือนอยู่ในท้องแม่ ก็ทำให้ความดันเลือดค่อนข้างผันผวน อาจทำให้เส้นเลือดในสมองบางเส้นแตก ซึ่งเกิดได้ประมาณ 30% ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม
ปัจจุบันยังไม่มีทางป้องกัน ทารกคนไหนเลือดออกในสมองมากก็จะเสียชีวิต ทารกที่เลือดออกน้อย 90% จะไม่ออกอาการอะไรเลย แล้วก็เติบโตได้โดยไม่มีปัญหา
โรคติดเชื้อ ทารกคลอดก่อนกำหนดบางส่วนจะคลอดเพราะแม่มีการติดเชื้อในช่องคลอดหรือน้ำเดิน ถุงน้ำแตก ทำให้ทารกได้รับเชื้อเข้าไป เมื่อทารกติดเชื้อปุ๊บ ร่างกายของแม่จะขับทารกออกก่อนกำหนด เทารกบางคนจึงอาจมีภาวะติดเชื้อออกมาตั้งแต่เกิดเลย ก็ทำให้ทารกตายได้ แต่กรณีนี้เกิดไม่บ่อยเท่าไร

2. ภาวะติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายหลัง

ภาวะลำไส้เน่าตายอย่างเฉียบพลัน ลำไส้ทารกคลอดก่อนกำหนดที่ทำงานอยู่อาจเน่าขึ้นมาโดยที่ไม่มีทางป้องกัน ไม่ทราบสาเหตุ ภาวะนี้เกิดได้ประมาณ 10% ของทารกทั้งหมดที่เกิดมาตัวเล็ก ยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งเกิดเยอะ ใน 10% นี้ ครึ่งหนึ่งจะมีอาการเพียงเล็กน้อย คือ มีลำไส้ขาดเลือดชั่วคราว ท้องอืด กินนมไม่ได้ประมาณ 7-10 วัน อีก 25% มีลำไส้ตายแต่ไม่ทะลุ ซึ่งไม่ต้องทำอะไร รอเฉยๆ แต่ต้องงดนมไปประมาณ 1-2 อาทิตย์ ให้ลำไส้รักษาตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองโดยไม่มีปัญหา ส่วน 25%ที่เหลือลำไส้ทะลุแล้วทารกเสียชีวิต
การหยุดหายใจในทารกแรกเกิด เนื่องจากอยู่ในท้องแม่ ทารกไม่จำเป็นต้องหายใจเอง หายใจเองบ้าง ลืมบ้างได้ พอคลอดออกมาใหม่ๆ บางทีอยู่เฉยๆ เขานอนเงียบไปเลย เมื่อก่อนเราต้องใช้วิธีผูกขากระตุกเอาเป็นการป้องกัน เพราะทารกจะหยุดหายใจตอนหลับ แต่ตอนตื่นกระดุกกระดิกไม่ค่อยหยุดหายใจ แต่พวกนี้บางทีนอนหลับไปเฉยๆ เขียวไปเลยตายได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเมื่อทารกครบกำหนดคลอด เช่น บางคนคลอดเมื่อ 32 สัปดาห์ พอเราเลี้ยงไปสัก 5 สัปดาห์เป็น 37 สัปดาห์ อาการหยุดหายใจก็จะหายไปเอง แต่บางครั้งก็ทำให้พ่อแม่เกิดความกลัวและกังวลกับอาการนี้เช่นกัน

การคลอดก่อนกำหนดเป็นปัญหาที่สำคัญทางด้านอนามัยแม่และเด็ก แม้ว่าความเจริญทางด้านการแพทย์จะสามารถช่วยให้ทารกที่คลอดออกมาก่อนกำหนด นั้นมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ก็มีจำนวนมากที่มีความพิการหรือเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไว้ก่อนโดยการส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่ให้ดี ก่อนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็รีบไปฝากครรภ์ และปฏิบัติตนตามที่ได้รับคำแนะนำ เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นก็ควรจะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ถ้าป้องกันแล้วยังเกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดอีก ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ยาระงับการเจ็บครรภ์และให้การดูแลรักษาที่เหมาะ สมต่อไป
ภาวะโรคปอดเรื้อรัง ทารกคนไหนที่ใส่เครื่องช่วยหายใจ พอโรคปอดในระยะแรกหายแล้ว แต่เขายังหายใจเองไม่ได้ ไอเองไม่เป็น ไอไม่ค่อยแรง เสมหะก็ออกจากปอดไม่ได้ ทำให้ทารกต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจไปถึงจุดซึ่งทารกอ้วนพอที่จะมีแรงไอได้ บางทีก็ทำให้ปอดทารกมีปัญหาคล้ายๆ คนสูบบุหรี่ คือโดนออกซิเจน โดนแก๊สไม่ได้จะไอเรื้อรัง แต่โรคปอดนี้หลังจากเอาเครื่องช่วยหายใจออกจะหายไปเองภายใน 1-2 ปี แต่บางคนที่มีปัญหามาก พอเด็กอายุสัก 9-10 ปีก็อาจเป็นหอบได้ ส่วนใหญ่ที่รอดจากระยะแรกก็จะเป็นปกติภายใน 1-2 ปี อาจจะมีบางคนที่เป็นหวัดแล้วจะปอดบวมเพราะเด็กพวกนี้ระยะแรกปอดยังไม่ค่อยดีเท่าไร
พัฒนาการช้า พบได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งครึ่งหนึ่งสามารถเป็นปกติได้โดยการกระตุ้น ปัจจุบันเมืองไทยมีโครงการกระตุ้นเด็กเรียกว่า early intervention คือ การกระตุ้นเด็กระยะแรก มีการสอนพ่อแม่ให้กระตุ้นเด็ก ทำให้พัฒนาการเขาดีขึ้นได้

อีกครึ่งหนึ่งค่อนข้างจะลำบาก คือสมองพิการไปเลย ทำอะไรไม่ได้มาก แล้วยังมีเดินไม่ค่อยได้ แต่สมองปกติ ไอคิวปกติ กลุ่มนี้ต้องใช้เครื่องช่วยเดิน แต่เขายังสามารถช่วยตัวเองได้

การดูแลลูกคลอดก่อนกำหนดเมื่อกลับบ้าน
ขณะอยู่โรงพยาบาลแพทย์จะคอยดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทารกมีน้ำหนักมากกว่า 1.8–2 กิโลกรัม หรือจนสามารถลดการใช้ตู้อบ มีการดูดกลืนได้ดี และไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ยังคงนัดไปตรวจอีกครั้งเมื่ออายุประมาณ 1-2 อาทิตย์
เมื่อกลับมาอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ต้องมีการดูแลลูก ดังต่อไปนี้

จัดสภาพแวดล้อม ควรจัดบรรยากาศในบ้านให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายในของลูกไม่เย็นหรือร้อนเกินไป แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนภาวะตัวเย็นในทารกคลอดก่อนกำหนดก็ไม่น่ากังวลเท่าไร แต่หากมีอาการตัวร้อนขึ้นมาควรรีบพาไปหาแพทย์ทันที
ความสะอาด เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก ทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ อาหารการกินของลูกน้อย เพราะทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ มากกว่าเด็กปกติ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบ้านก็ต้องสะอาดด้วย
ส่งเสริมพัฒนาการ ระบบสมองของทารกจะเจริญเร็วในช่วง 6-7 สัปดาห์สุดท้ายในการตั้งครรภ์ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีพัฒนาการล่าช้าบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะคอยเช็คพัฒนาการ เช่น การได้ยินและการมองเห็นอยู่เป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะกระตุ้นลูกน้อยได้ด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ใช้การพูดคุยของคุณพ่อคุณแม่กับลูกบ่อยๆ และใช้สีและแสงอย่างเหมาะสม
นม สำหรับทารกคลอดก่อนกำหนด แพทย์จะแนะนำว่าให้กินนมแม่เป็นหลัก แต่ก็อาจจะต้องกินนมสูตร Enrich Post-discharge Formula เสริมควบคู่ไปด้วย เพื่อช่วยให้ทารกทำน้ำหนักดีขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวขึ้น 40-50 กรัมต่อวันก็ถือว่าใช้ได้ แต่ก็ต้องมีการประเมินดูในระยะยาวต่อไป
ระบบหายใจ ยังคงต้องมีการระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะการหายใจอาจมีปัญหาได้ เช่น มีเสมหะอุดตัน มีน้ำมูก ทำให้หายใจไม่สะดวกหรือไม่ หายใจอกบุ๋ม หายใจเสียงดังครืดคราด คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพากลับมาตรวจใหม่ โดยเฉพาะเวลาดูดนมแม่จะเห็นได้ชัด ดังนั้นเวลาอุ้มให้นมลูก ก็ควรจะอุ้มลูกให้สูงขึ้น เพื่อระวังการสำลักนมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าไม่สบาย หากลูกเกิดมีไข้ ตัวร้อน ติดเชื้อน้ำมูกเขียวข้น ดูดนมได้น้อยลง น้ำหนักไม่ขึ้น ตัวเหลือง หรือตาเหลือง คุณแม่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ก่อนถึงเวลานัด ถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่ต้องรีบไปให้ทันเวลา

ปกป้องลูกรักจากแสงแดด

ปกป้องผิวลูกจากแสงแดด
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกถูกแดดแรงๆ ในช่วง 10.00-16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่แดดแรงจัดมีรังสี UVA และ UVB มาก และผิวของเด็กทนต่อแดดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ และแพ้แดดได้ง่ายกว่า

+ หากลูกต้องอยู่กลางแดดนาน เช่น เล่นน้ำทะเล คุณแม่ควรทาครีมกันแดดโดยเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กชนิดที่ป้องกันรังสี อัลตราไวโอเลต ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป ทาให้ทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า ใต้ตา จมูก หู คอ หน้าอก มือและเท้า และหากลูกจะว่ายน้ำก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถกันน้ำได้ (ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง)

หากผิวโดนแดดเผามากจะทำให้ผื่นเปลี่ยนเป็นสีม่วงและผิวหนังขาดน้ำจนเกิดอาการช็อกได้

บรรเทาผิวไหม้แดด
ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปทางผิวหนัง จากนั้นทำให้ผิวของลูกเย็นลงโดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติราดบริเวณที่ถูกแดดเผาหรือพาลูกไปแช่ในน้ำ อย่าถูผิวลูกแรงและไม่ใช้สบู่เพราะจะทำให้ผิวบริเวณที่ไหม้แสบและแห้งตึงมากขึ้น หลังอาบน้ำให้ทาครีมทาผิวเพื่อลดความตึงของผิวหนัง

นอกจากนี้ อาจใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางบนรอยไหม้ประมาณ 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าผิวหนังอักเสบแดงหรือเป็นรอยไหม้ไม่ยอมลอกออก ควรพาลูกไปพบแพทย์

+ หากต้องอยู่กลางแจ้งในช่วงแดดแรง ควรให้ลูกใส่หมวกสีจางๆ สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเนื้อบางๆ

+ ในช่วงที่แดดแรงไม่ควรทาน้ำมันทาผิวหรือเบบี้ออยล์ให้ลูก เพราะเมื่อถูกแสงแดด อุณหภูมิของน้ำมันจะสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังไหม้เร็วขึ้น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : เลือกครีมกันแดดให้ลูก
ควรเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะไม่ผสมสาร ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือทำให้เกิดอาการแพ้ และเลือกชนิดที่ปกป้องแสงอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป แต่ไม่ควรเลือกชนิดที่มีค่า SPF สูงมากจนเกินไป เพราะยิ่งค่า SPF สูง เนื้อครีมก็จะมีความเหนียวเหนอะมากขึ้นและมีโอกาสแพ้มากขึ้นด้วย หากลูกมีผื่นขึ้นหลังใช้ครีมกันแดด ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและหยุดใช้ครีมทันที

โรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก

ทำไมลูกแพ้อาหาร
การแพ้อาหารเกิดได้จากพันธุกรรม เช่น พ่อ แม่ หรือมีลูกคนก่อนในครอบครัวมีประวัติ ก็อาจทำให้ลูกมีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าปกติ อีกสาเหตุคือ เกิดจากอาหาร เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น โปรตีนนมวัว ไข่ขาว ฯลฯ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้น อาการแพ้จะค่อยๆ หายไป ด้วยเพราะระบบการย่อยอาหาร เซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำงานได้สมบูรณ์ การยับยั้งสารอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้เกิดปัญหาน้อยลง
ภูมิแพ้ เป็นอย่างไร
คือภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่าง จะเกิดอาการเมื่อมีการสัมผัสหรือรับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันต่างๆ และรวมไปถึงอาหาร ก็เป็นสาเหตุที่สามารถตัวกระตุ้นอาการของลูก ทั้งนี้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้จากลักษณะทางกายภาพต่อไปนี้
ผิวหนัง
มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า แก้ม แขน ขา ตั้งข้อสังเกตกับอาการไปด้วยว่า นอกจากมีผื่นแล้ว ยังมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ (เอาหน้าถูไถไปมากับที่นอน มีอาการหงุดหงิดเหมือนไม่สบายตัว) ถ้าแพ้รุนแรง ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง คล้ายผื่นลมพิษ ต้องระวัง และสังเกตอย่างใกล้ชิด
ระบบทางเดินอาหาร
ลูกแสดงอาการหงุดหงิด เพราะรู้สึกไม่สบายท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายหลายครั้ง ตั้งแต่ถ่ายเล็กน้อยจนถึงอาการถ่ายเรื้อรัง แพ้มาก็อาจถ่ายเหลวบ่อยครั้งต่อวัน ถ่ายเป็นเลือดปนออกมาด้วย ลักษณะแบบนี้ต้องพบคุณหมอทันที
ระบบทางเดินหายใจ
หายใจไม่สะดวก เสียงดังครืดคราด มักเป็นเรื้อรังไม่หาย อาจพบอาการโรคหืดร่วมด้วย แต่ก็พบได้ไม่บ่อย

ป้องกันไว้ก่อน
เพราะอาหารคือ สาเหตุหล ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังกังวลกับเรื่องเมนูอร่อย อยากให้ลูกอิ่มอร่อยแบบครบ 5 หมู่ ไม่ควรมองผ่าน ระมัดระวังกับเรื่องอาหารการดินของลูกในช่วงเริ่มมื้ออาหารเสริมด้วยค่ะ
- การแพ้โปรตีนนมวัว คุณแม่ลดความเสี่ยงนี้ได้ ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เป็นวิธีที่คุ้มค่าและดีที่สุดค่ะ
- การเริ่มให้อาหารเสริมต้องเริ่มครั้งละน้อยๆ และสังเกตอาการ ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ จึงเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ ก็จะช่วยป้องกัน ลดโอกาสเสี่ยง เรื่องอาการแพ้จากอาหารที่กินเข้าไป
-หลักการเดียวใช้ได้หมด คือ เลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ก็ควรเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว
- ลดความเสี่ยงด้วยการปรุงอาหารให้ลูกกินเอง หากต้องเลือกซื้ออาหารผลิตภัณฑ์แปรรูป ควรมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ระบุข้อมูลทางโภชนาการชัดเจน
- ถ้าสงสัยหรือรู้ว่า ลูกมีอาการแพ้ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและขอคำแนะนำที่เหมาะสม
เมื่อแพ้แล้วทำอย่างไร
คุณแม่ควรดูแลตามอาการนั้นๆ เช่น
- เมื่อมีผื่น มีอาการคัน ใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำ เช็ดบริเวณที่มีอาการ และเลี่ยงการอยู่ในที่ๆ มีอากาศร้อน เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่มีกระตุ้นให้เกิดอาการคัน
- ถ้าลูกหายในติดขัด เพราะมีน้ำมูกมาก ใช้น้ำเกลือล้างหรือเช็ดบริเวณจมูกเพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้น
- ถ้าอาเจียน ถ่ายบ่อย ก็ควรหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ไว้ก่อน ระวังภาวะขาดน้ำ ควรให้ลูกจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก

การดูแลอาหารในหน้าร้อนของลูกรัก

การป้องกันและดูแลคนครอบครัวจากโรคอาหารเป็นพิษ
ง่าย ที่สุดเลยคือการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ สดใหม่ ไม่ควรทานอาหารที่เก็บไว้นาน หรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่น ส่วนการดูแลอาการเบื้องต้นเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ โดยปกติส่วนใหญ่การรักษาอาหารเป็นพิษ เราจะรักษาตามอาการ ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนเราก็จะให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ถ้าหากว่าถ่ายท้องเราด้วยจะต้องให้น้ำเกลือทดแทนที่ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ ให้เพียงพออีกตัวนึงที่มีประโยชน์มากคือการให้ยาที่เป็นผงดินพิเศษ ซึ่งนอกจากจะสามารถดูดซับสารพิษแล้วยังสามารถดูดซับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อ ไวรัส สาเหตุของการเกิดอาการท้องร่วง ช่วยให้อาการผ่อนหนักเป็นเบา และยาพวากนี้จะค่อนข้างปลอดภัยสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กเล็กและทุกคนในครอบ ครัว ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไปอาหารเป็นพิษเกิดจากอะไร

อาหารเป็นพิษ คือ อาการป่วยที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ที่มีสารพิษปนเปื้อนเข้าไปอาจเป็นสารพิษที่มาจากเชื้อโรค แบคทีเรียรวมถึงอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นจึงทำให้แบคทีเรียที่ให้สาร พิษเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เมื่อเราได้รับเข้าไปก็จะส่งผลทำให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยจะเกิดอาการท้องร่วง คลื่นไส้ และอาการปวดท้องอันเนื่องมาจากเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวตามมาโดยอาการที่เกิดนี้จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษของแบคทีเรียที่เราได้รับ ในบางคนอาจจะเกิดอาการเร็วตั้งแต่ 1-2 ชั่วโมง เมื่อเราได้รับสารพิษเข้าไป หรืออาจจะเกิดอาการดีเลย์อย่างน้อย 2-3 วัน
ทำไมอาการอาหารเป็นพิษจึงพบเห็นได้บ่อยจากการรับประทานอาหารทะเล

จริงๆ ต้องบอกว่าอาหารที่จะทำให้เกิดอาการของโรคอาหารเป็นพิษความจริงแล้วไม่ใช่ อาหารทะเล อาจเกิดจากอาหารอะไรก็ได้ สาเหตุจริงๆ แล้วมาจากการกรรมวิธีปรุงอาหารไม่ถูกสุขลักษณะมากกว่า อาหารไม่สด หรืออาหารที่เก็บไว้นานจนเกิดแบคทีเรียขึ้นมาได้ แล้วนำมารับประทานจนทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้เช่นเดียวกัน แต่ในอาหารทะเล เราก็ต้องยอมรับว่าในบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะอาหารที่ไม่สด เรารับประทานเข้าไปจึงได้รับแบคทีเรียที่มีพิษเข้าไปสะสม จนเกิดอาการอาหารเป็นพิษตามมาได้

อย่างนี้นอกจากอาหารทะเลแล้ว อาหารมีเราควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

เราควรระวังอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ จากเนื้อสัตว์อาหารที่ไม่สดสะอาด และอาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ให้สารพิษกับ ร่างกายได้

อาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงต่างกัน เกิดจาก

เกิดจากการที่เราได้รับสารพิษมากน้อยต่างกัน และขึ้นอยู่กับร่างกายของคนไข้ด้วยว่าแข็งแรงมากน้อยเพียงใด เพราะว่าการที่เราได้รับสารพิษในปริมาณทีเท่ากัน แล้วเกิดกับเด็กเล็ก ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นกับคนชรานั้น อาการมันก็จะรุนแรงกว่าคนไข้ที่มีร่างกายแข็งแรงกว่า
บางคนแค่ทานอาหารรสจัด ก็เกิดอาการท้องเสีย เป็นเพราะ?

การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้การคลื่นตัวของลำไส้เร็วขึ้น ถึงเราไม่ท้องเสีย แต่ร่างกายก็จะขับขับถ่ายออกมาปกติ แต่ไม่มีอาการอ่อนเพลีย ดังนั้น การรับประทานอาหารรสจัดจึงไม่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ แต่ในคนมีอาการท้องเสียจากอาหารเป็นพิษนั้น เมื่อเวลาเราท้องเสีย ถ่ายท้อง ร่างกายของเราก็จะมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายพยายามขับของสารพิษที่ได้รับเข้าไปออกมาให้หมด ดังนั้นข้อควรระวังอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ยารักษาอาการท้องเสียคือการใช้ยา หยุดถ่ายเนื่องจากจะเป็นการกักสารพิษเอาไว้ในร่างกาย ทำให้สารพิษและเชื้อโรคก่อโรคในร่างกายได้มากขึ้น

ลูกติดคอมและเทคโนโลยี

การ เร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอด ความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการ ติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจ ได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้ รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น มาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้ว ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดย เฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยี นั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

ใน ปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมี ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตาม บริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

การสอนให้ลูกเป็นคนดีของสังคม

พ่อแม่หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่แล้ว แต่ทำไมลูกถึงยังออกนอกลู่นอกทาง?

ผมมีความเห็นในเรื่องนี้ 2 ประการครับ
ประการแรก คือ น้ำหนักมันไม่พอ จากรายงานการวิจัยของ ‘ศูนย์วิจัยรักลูกกรุ๊ป’ เราพบว่าพ่อแม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 40 ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่ แต่ความถี่และน้ำหนักของมันสู้กับแบบอย่างที่ไม่ดีที่มีอยู่ในสังคมและใน เรื่องรอบๆ ตัวเราไม่ได้ ลูกของเราได้สัมผัสกับพ่อแม่วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่สัมผัสกับโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตวันละไม่น้อยกว่า 3-4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแม้เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีแต่ก็ไม่มีความหมายอะไร
ประการที่สอง ผมคิดว่าเราเผลอกันบ่อยครั้ง บางเรื่องแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เราไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายลูกก็ซึมซับเอาสิ่งที่เราทำไปเป็นแบบอย่างของเขา ยกตัวอย่างเช่น เวลาขับรถบางคนชอบสบถโดยลืมไปว่าลูกเราก็นั่งอยู่ด้วย หรือไม่ยอมให้ทางรถคันอื่นเพราะเขามาแบบผิดกฎจราจรแล้วเราเป็นฝ่ายถูก เราอาจจะบอกตนเองว่าเราสอนให้ลูกเคารพกฎกติกา แต่อย่าลืมนะครับลูกเราได้เห็นแบบอย่างของความไม่มีเมตตา ไม่มีการให้อภัยของเราแล้ว

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรหากไม่ สามารถปลูกฝังสิ่งที่สังคมต้องการให้ลูกของเราได้? สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการที่ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ศีลธรรมคุณธรรม ประเพณี ตลอดจนปทัสถานที่สังคมช่วยกันตั้งขึ้น ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองทำแบบนี้ดูครับ

ผมมีความเห็นว่าที่จริงแล้วพ่อแม่ ทุกคนในวันนี้ก็ยังอบรมบ่มนิสัยลูกกันอยู่ ไม่ได้แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของเราหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการที่เราใช้อยู่มันเริ่มไม่ได้ผลต่างหากครับ
สังคมไทยอบรมบ่มนิสัยลูกหลานด้วย วิธี ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ มาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วและทุกวันนี้เรายังคงใช้วิธีการนี้กันอยู่ แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสังคมเปลี่ยนวิธีการที่เคยใช้ได้ผลก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าการปลูกฝังนิสัยที่เหมาะสมให้ กับบุตรหลานหรือภาษาทางวิชาการเขาใช้คำว่า ‘กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม’ หรือ ‘socialization’ ด้วยการสั่งและสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล เพราะพฤติกรรมทางสังคมและนิสัยใจคอของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งการปลูกฝังทักษะจะต้องมีแบบอย่างให้ผู้ถูกสอนเห็นและจะต้องมีแบบฝึกหัด ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติฝึกฝน

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าหากการ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ไม่ได้ผลแล้วทำไมผู้ใหญ่อย่างเราๆ ซึ่งก็ผ่านกระบวนการแบบนี้มาทั้งนั้นจึงยังสามารถเป็นคนดีของสังคม ยังทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อยู่
หากวิเคราะห์ตามทฤษฎีเซลล์ กระจกเงาซึ่งเป็นการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยเล่าให้ฟังใน ‘รักลูก’ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าที่เราเป็นคนดีได้เช่นทุกวันนี้ไม่ใช่การ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ของพ่อแม่ของเราหรอกครับ แต่เราดีได้เพราะ ‘แบบอย่างดีๆ’ ที่เราเห็นได้จากการปฏิบัติของพ่อแม่และปู่ย่าตายายต่างหาก
เมื่อตอนเป็นเด็กเราอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติพี่น้อง เราได้เห็นการปฏิบัติของพวกท่านอยู่ทุกวัน ยายให้เราช่วยหิ้วปิ่นโตไปวัด แม่ให้เราเอาแกงไปส่งป้าข้างบ้าน เมื่อถึงเทศกาลญาติๆก็กลับมากราบญาติผู้ใหญ่ของเรา หรือพ่อแม่ของเราก็พาไปกราบญาติผู้ใหญ่ เราได้เห็นได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า แบบอย่างอื่นๆ ที่ไม่ดีก็มีให้เราเห็นน้อย
เราไม่เคยเห็นนักการเมืองออกมาด่าทอปะทะคารมกัน เราไม่เคยได้เห็นดาราออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องฟรีเซ็กซ์เป็นเสรีภาพส่วน บุคคล เราไม่เคยต้องเผชิญกับการโฆษณาสินค้าแบบบ้าเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอย่าง เช่นทุกวันนี้ เราได้พบแต่แบบอย่างที่ดีโดยไม่มีแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมมาเจือปน อันนี้ต่างหากที่ทำให้เราเป็นคนดีได้ ไม่ใช่เพราะ ‘การสอนสั่ง’ ของพ่อแม่เรา

 

บอกตนเอง เตือนตนเองอยู่เสมอว่าเด็กเลียนแบบทุกอย่างที่เราปฏิบัติ อย่าเผลอทำแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จะสอนอะไรลูก เราก็ต้องทำแบบนั้นเสมอ อย่าสอนด้วยคำพูดเพราะมันไม่ได้ผล
กันลูกของเราออกจากแบบอย่างที่ไม่ดี รายการโทรทัศน์ห่วยๆ เกมที่รุนแรง ภาพยนตร์ลามก เอาออกให้ห่างจากลูกเรา
ให้ลูกได้ฝึกฝนทำในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจเขา สนับสนุนเขา เพราะมันจะทำให้เขาเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม ได้ดีกว่า

ธรรมชาติของคุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ จากขั้นเริ่มต้นก้าวไปสู่ขั้นยอมรับว่ามันคือคุณค่าของชีวิต แต่การที่จะช่วยให้มันเกิดขึ้นและพัฒนาต่อไปในตัวตนของมนุษย์นั้นจำเป็นจะ ต้องใช้กระบวนการที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ในอดีตและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆบอกเราว่าการสอนด้วยแบบ อย่างคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด

สิ่งที่ลูกจะเปลี่ยนเมื่อเป็นหนุ่ม

วัยนี้เป็นวัยของการแสวงหา พยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิด และรู้สึก ตัดสินใจเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด หรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เป็นวัยที่เขาตัดสินใจในสิ่งต่างๆได้ถ้ามีได้รับข้อมูลข่าวสารและแง่มุมมอง ที่กว้างขวางและมากพอ เป็นวัยที่เรียกได้ว่า กำลังมีการพัฒนาด้านคุณค่าขึ้นในจิตใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่และครูบาอาจารย์มักจะไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ และทิ้งให้เขาต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่เขายังไม่มีความพร้อม ไม่มีพื้นฐานข้อมูล แง่คิดมุมมองที่ไม่เพียงพอ อยากจะพูดว่า วัยรุ่นที่ไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการคิด ชีวิต มุมมองมาดีพอ มักจะตกอยู่ในฐานะลำบากเสมอ

การดูแลตัวเองและชีวิตประจำวัน
เพราะ วัยนี้สูงขึ้น จึงดูตัวผอมๆยาวๆ แต่ความต้องการอาหารก็ไม่ได้ลดลง วัยนี้เข้านอนเอง รู้เวลาของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ถ้าอยู่ดึกเพื่อเล่นเกม ก็ต้องเตือนกันบ้าง เด็กไทยการบ้านมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยดูแลเรื่องเวลานอน ลูกชายวัยนี้ยังมีให้เตือนไปอาบน้ำ แม้กระทั่งเตือนให้ล้างมือก่อนทานอาหาร

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่แต่งตัวไป ตามความสนใจในแฟชั่นบ้าง ตามความชอบบ้าง วัยนี้ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกเสื้อผ้า ในกรณีที่รู้สึกว่าพ่อแม่พอพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องละก็ เสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้นั้นรับรองว่าจะถูกแขวนค้างเติ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้า ตลอดกาล

ลูกชายวัยนี้ถือเป็นวัยเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วง 13 รูปร่างหน้าตาของลูกชายส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กชาย แต่พอเข้า 15 กลับกลายเป็นชายหนุ่ม ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก็คือช่วง 14 ปีนั่นเอง ร่างกายวัยนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ เด็กชายส่วนใหญ่จะสูงชะลูดปรู๊ดปร๊าดก็ช่วงวัยนี้ ความสูงเฉลี่ยปกติของหนุ่มน้อยชาวไทยเริ่มต้นที่ 155 เซนติเมตร บางคนอาจพุ่งไปจนถึง 165 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยควรอยู่ที่ 42 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อยไปจนถึง 53 กิโลกรัม

ร่างกายเริ่มปรากฏกล้าม เนื้อเป็นมัดขึ้นมาบ้าง บึกบึก แสดงออกถึงร่างกายเพศชายชัดกว่าเมื่อเทียบกับ วัยก่อนมีขนขึ้นเต็มตามที่ต่างๆ หน้าอก รักแร้ อวัยวะเพศ แข้งขา เสียงจะมีการเปลี่ยนแปลง บางคนค่อยๆเปลี่ยนไปช้าๆ แต่บางคนก็กะทันหัน สะดุดกึก ฟังดูเหมือนจะเป็นหวัด แต่ที่แท้เสียงแตกขึ้นมาทันทีเลย…ก็แล้วแต่สไตล์เติบโตของใครของมันค่ะ
ไอ้เจ้าอาการเสียงแตกนี่แหละ ที่ทำให้ชายไทยวัยสิบสี่ส่วนใหญ่เกิดอาการช็อค…เราเป็นหนุ่มแล้วหรือนี่ ส่วนอวัยวะเพศซึ่งเปลี่ยนแปลงขนาดจนเห็นได้มาตั้งแต่วัย 13 ในวัยสิบสี่นี้เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น นั่นคือช่วงปลายของวัยสิบสี่ ส่วนใหญ่จะเคยมีประสบการณ์การหลั่งน้ำอสุจิแล้ว อาจโดยการฝันเปียก หรือบางคนอาจจากการทำมาสเตอร์เบชั่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ช่วงเวลานี้เอง เป็นเวลาที่นักจิตวิทยาเห็นว่าสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งในพัฒนาการทางเพศคือ ไม่นานหลังการหลั่งครั้งแรก เด็กชายเกือบทุกคนจะพัฒนาแบบของกิจกรรมทางเพศส่วนตัวขึ้นมา แต่ละคนพัฒนาต่อประสบการณ์เหล่านี้ตามแบบของใครของมัน และตามความเข้าใจที่ตัวเองมี เด็กที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ อาจจะผ่านการพูดคุยกับพ่อหรือแม่ หรือจากสื่อ หรือจากโรงเรียน อาจจะเข้าใจได้ว่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่เด็กชายบางคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่า หรือเคยรับรู้มาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ดีก็อาจจะเกิดความรู้สึกอับอายและ ซ่อนเร้น ซึ่งตรงนี้นี่เองที่อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เป็นปกติก็ได้

วัยสิบสี่เพศชาย จึงเป็นวัยที่ควรได้รับการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ไม่เฉพาะ บทบาทหน้าที่ของอวัยวะเพศ หากเขาควรได้เรียนรู้ไปถึงปัญหาที่อาจตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนกำหนด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งควรมีการพูดคุยอภิปรายในปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รักร่วมเพศ พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การเที่ยวโสเภณี การทำแท้ง ลูกๆ เขาก็ต้องการและ มันเป็นเรื่องจำเป็นด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนะการมองต่อเพศตรงข้ามซึ่งจากการพูดคุย จะนำไปสู่การพิจารณา ขบคิดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเองช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พ่อแม่ควรคุย กับลูกเรื่องเพศศึกษาค่ะ

 

กิจกรรมกับคนในบ้าน
ช่วง วัยนี้ก็ยังคล้ายปีก่อนตอนสิบสาม ที่ชอบหมกอยู่ในห้องของตัวเอง พอสมควร แต่วัยสิบสี่จะดีขึ้นหน่อยที่ว่า ยังออกมานั่งเล่นนอนเล่นกับคนอื่นในห้องโถงของบ้านมากกว่า พูดคุยทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ก้มหน้าเอาแต่แกะสิวงุดๆ หน้าบูดๆบอกบุญไม่รับทั้งวันๆ อย่างที่แล้วมา เรื่องความรกเลอะเทอะในบ้านจากข้าวของที่วางไว้เรี่ยราดก็ยังพอมีให้เห็น แต่ถ้าบอกว่าจะมีแขกมาบ้าน อาจจะเคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ในฉันพลันทันที ลูกชายวัยนี้ช่วยงานบ้านมากขึ้น อาจจะล้างรถ เปลี่ยนยาง ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ

พัฒนาการเข้าสังคมลูกด้วยกีฬา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่าน ไหนที่ไม่รู้ว่า จะนำกีฬากับการบริหารสมองมาผสมผสานใช้กับเด็กๆ ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นแบบไหน ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ลองทำตามคำแนะนำของเราดูสิคะ

เน้น Play & Fun การให้ลูกเล่นกีฬานั้นแน่นอนที่สุดว่าเมื่อลูกทำได้ดี ความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่อาจต้องการเห็นลูกเป็นเลิศด้านกีฬา ซึ่งคุณหมออุดม เพชรสังหาร จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาสมองเด็ก รองประธานกรรมการฝ่ายพัฒนาความรู้และบุคลากร บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด เคยกล่าวไว้ว่า การส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬานั้นพ่อแม่ไม่ควรเคร่งครัดเกินไป แต่ควรอยู่บนพื้นฐานที่ลูกต้องเล่นอย่างสนุก ซึ่งจะทำให้เขาไม่ต่อต้านการเล่นกีฬาในอนาคต อีกทั้งเมื่อลูกสนุกและมีความสุขแล้วสมองส่วน Nucleus Accumbens จะมีการหลั่งสารโดปามีนทำให้เด็กๆ รู้สึกมีความสุข สมองปลอดโปร่งค่ะ ดังนั้นสำหรับวัยนี้ควรเล่นกีฬาแบบ Play & Fun ดีที่สุด

ซึ่งสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะวัยอนุบาลหรือประถม สมองทั้งสองซีกจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเขาได้ลง มือทำค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวผ่านการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นการทำงาน ของสมองซีกซ้ายและขวาทำงานอย่างสัมพันธ์กัน รวมทั้งกีฬายังส่งเสริมให้เด็กๆ ได้คิดวางแผน คิดจินตนาการ ขณะเล่นกีฬาอีกด้วยค่ะ

 

วิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Brain Research ฉบับเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2553 โดยลอรา แชดด็อกและทีมวิจัย พบว่า เด็กวัย 9-10 ปี ที่มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายจะมีปริมาณสมองส่วน ฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าเด็กที่ไม่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายเลยถึง 12% ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมด้านความจำและการเรียนรู้ ยิ่งถ้าสมองส่วนนี้มีขนาดใหญ่ การเรียนรู้ของคนๆ นั้นก็จะดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ และนี่จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าการออกกำลังกายดีต่อสมองลูกชัวร์

Sport for Kids… ฟิตสมองด้วยกีฬ

 

• พลิกแพลงวิธีเล่นกระตุ้นทักษะการคิด ใครว่าเทนนิสจะต้องเล่นตีข้ามเน็ตเพียงอย่างเดียว แบดมินตันจำเป็นจะต้องตีให้ชนะฝ่ายตรงข้ามเสมอ หรือแม้แต่ฟุตบอลก็ไม่จำเป็นต้องเตะเข้าโกลล์เพียงอย่างเดียว ขอแค่ให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่นกับลูกนิดหน่อยก็จะช่วยให้กีฬาน่า สนุกยิ่งขึ้นค่ะ เช่น…

 

* ใช้ไม้เทนนิสตีลูกเหมือนตีลูกกอล์ฟ ให้โดนแก้วน้ำจนล้ม ฝึกทักษะการควบคุมทิศทางของลูกเทนนิส การจับไม้เทนนิสที่ถูกต้อง และกระตุ้นทักษะการคิดวางแผนเพื่อให้ลูกเทนนิสกระเด็นไปโดนแก้ว หรือจะตีโต้กับคุณพ่อคุณแม่แบบกีฬาฮอกกี้ก็สนุกไปอีกแบบ

 

* กีฬาแบดมินตันก็ชวนกันเล่นตีโต้เพื่อรักษาลูกแบดมินตันให้อยู่บนอากาศนานที่ สุด ขณะเล่นก็นับแต้มไปด้วย ช่วยฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ด้วยนะคะ

 

* แทนที่จะแข่งกันเตะฟุตบอลเข้าโกลล์อย่างเดียว ก็ชวนคุณแม่ พี่ชาย-น้องชาย มาล้อมวงส่งต่อลูกบอลด้วยเท้ากัน ฝึกทักษะการควบคุมบอลด้วยปลายเท้า จะทำให้สมองเกิดการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างอวัยวะต่างๆ ทั้งสายตา ช่วงขา และปลายเท้า ทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วยค่ะ

 

• จัดการแข่งขันแบบสนุกไม่ซีเรียส จัดการแข่งขันให้กับเด็กๆ เพื่อเพิ่มความสนุกในการเล่นกีฬากันบ้างนะคะ แค่ชวนเพื่อนๆ ของลูก หรือแม้แต่แข่งขันกันเองในบ้าน ซึ่งระหว่างการเล่นอาจต้องใช้ทักษะการคิดวางแผน การแก้ปัญหา และเทคนิคด้านกีฬาอื่นๆ มาประกอบการเล่น ทั้งยังเป็นการบ่มเพาะเจ้าหนูให้เป็นเด็กอดทน และมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะอีกด้วยนะคะ

 

• ไม่บังคับ ย้อนไปดูกฎข้อแรกที่ว่า Play & Fun ค่ะ หากวันไหนลูกเหนื่อยจากการเรียน และดูท่าจะไม่อยากเล่นกีฬาสนุกๆ แล้วละก็ ท่องไว้ค่ะว่า “ยืดหยุ่นบ้าง” เพราะการเล่นกีฬาที่สนุกจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้สมองของเด็กๆ ปลอดโปร่ง รวมทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะด้านการเล่นกีฬาได้ดีกว่าการเล่นแบบที่โดนบังคับ อีกค่ะ เพื่อกีฬาจะได้ไม่กลายเป็นยาขมของลูกในอนาคตอย่างไรล่ะคะ

เห็นไหมคะว่าการชวนลูกเล่นกีฬานั้นไม่จำ เป็นว่าคุณจะต้องเป็นกูรูด้านกีฬา เพียงแต่ชวนเขาเล่นด้วยความสนุก สร้างสรรค์เกมกีฬาใหม่ๆ และที่สำคัญคือไม่บังคับให้เขาทำเท่านี้กีฬาก็จะดีต่อสมองลูกได้อย่างไม่ ต้องสงสัยเลยค่ะ

 

 

อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ