ลูกเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว

 

สาเหตุที่ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว
โรค ลิ้นหัวใจรั่วในเด็กพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หากเฉลี่ยจากเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกประมาณ 1,000 คน จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 คน และใน 8 คนนี้จะเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 5% ซึ่งพบได้จาก 2 สาเหตุ คือ

1. เกิดจากความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งมีความพิการได้หลายอย่าง เช่น ลิ้นหัวใจตีบที่เกิดจากกล้ามเนื้อที่ดึงลิ้นหัวใจไม่ปกติ ลิ้นหัวใจรั่วซึ่งอาจเกิดจากมีพยาธิสภาพของลิ้นหัวใจนั้นๆ หรือรูปร่างของลิ้นหัวใจผิดปกติ

2. เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก จากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เริ่มโดยมีอาการคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ และหากรักษาด้วยยาแก้อักเสบไม่ต่อเนื่อง เมื่อติดเชื้อเป็นระยะเวลานานๆ หรือบ่อยๆ จะส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจตัว เอง ทำให้เกิดการอักเสบที่ลิ้นหัวใจและเกิดโรคหัวใจรั่วหรือตีบตามมา

ลิ้นหัวใจ

ลิ้นหัวใจของคนเราจะทำหน้าที่เป็นเหมือนวาล์วเปิด-ปิดก๊อกน้ำ ซึ่งเปิดเมื่อเลือดไหลผ่านและจะปิดเพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว วาล์วเปิด-ปิดจะทำงานไม่ปกติ เลือดจึงไหลย้อนกลับทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเหนื่อยง่ายขึ้น

โรคหัวใจรูมาติกนี้ เมื่อก่อนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบในเด็กอายุน้อยลง ซึ่งที่ผ่านเคยพบในเด็กที่เข้ามารับการผ่าตัด มีอายุประมาณ 9-10 ขวบ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่อายุเด็กจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเด็กเป็นหวัดและติดเชื้อในคอมากขึ้น ประกอบกับการกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง ส่งผลให้เชื้อดื้อยา

อาการที่พบ

เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะมาด้วยอาการเหนื่อยๆ เลี้ยงไม่โต น้ำหนักตัวน้อย ปอดแฉะ ติดเชื้อบ่อย

การตรวจรักษา

รู้ได้ด้วยการพาไปพบกุมารแพทย์โรคหัวใจ เพื่อตรวจดูความผิดปกติและฟังเสียงหัวใจ ถ้ามีเสียง ‘เมอเมอ (Murmur)’ หรือ ‘ฟู่’ แสดงว่าหัวใจผิดปกติ เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นหัวใจด้วย

หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันอย่างละเอียด ด้วยการทำเอคโค่ (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจที่สามารถบอกลักษณะความรุนแรงของลิ้นหัวใจได้ดีที่สุด

หลังจากแพทย์ตรวจเรียบร้อยแล้วก็จะวางแผนการรักษาต่อไปตามความเหมาะสม ถ้ารักษาด้วยยาได้ก็ใช้ยา เพราะการซ่อมลิ้นหัวใจในเด็กทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นมากก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดลิ้นหัวใจเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจสามารถทำได้แต่หากลิ้นหัวใจมีพยาธิ สภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจต่อไป

การป้องกัน

ถ้าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากความพิการแต่กำเนิดจะไม่สามารถป้องกัน ได้ แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อรูมาติก สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาโรคติดเชื้อในลำคอให้หายเป็นปกติ ด้วยการทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

พ่อแม่ต้องระวัง!
1. เนื่องจากเด็กๆ ส่วนใหญ่จะชอบทานขนมกรุบกรอบที่มีเกลือแอบแฝงอยู่ ความเค็มจากขนมเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น บวมน้ำ และลิ้นหัวใจรั่วมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่จะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยให้เด็กๆ กินขนมกรุบกรอบ

2. ปัจจุบันพบเด็กเป็นโรคหัวใจรูมาติกเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เด็กมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ พ่อแม่จะต้องหมั่นดูแลเป็นอย่างดี ต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะถ้าเชื้อไม่หมด จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ และส่งผลให้เป็นโรคหัวใจรูมาติกได้

กินอย่างไรให้ลูกฉลาด

เด็ก

 

อาหารที่มีโฟเลทสูง: ผัก ใบเขียว บร็อกโคลี ผักโขม ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ตับหมู ขนมปังโฮลวีท แต่ควรรับประทานสดๆ หรือไม่ปรุงนานเกินไป เพราะกรดโฟลิกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อนสูง
กรดไขมัน DHA โอเมก้า 3

เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองกำลังมีพัฒนาการ กำลังแบ่งเซลล์ สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเซลล์สมองคือกรดไขมัน DHA โอเมก้า 3 ช่วยพัฒนาสมองลูกน้อยในครรภ์


Food

ปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาโอลาย

Modern mom tip: หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง เหม็นกลิ่นอาหารง่าย แนะนำให้รับประทานถั่วเหลือง เมล็ดอัลมอนด์ หรือเมล็ดฟักทอง แทนได้ค่ะ

ตั้งครรภ์ไตรมาสแรก “อาหารสร้างเซลล์”

เมื่อตั้งครรภ์ระบบภายในร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งระบบการไหลเวียนของเลือด จึงต้องใช้พลังงานและแบ่งสารอาหารเพื่อเลี้ยงลูกน้อยในครรภ์
ลูกน้อยใน ครรรภ์ช่วงนี้ เซลล์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มสร้างอวัยวะทั้งด้านร่างกาย โครงกระดูก แขน ขา รวมถึงอวัยวะภายใน หัวใจ ตับ ปอด สมอง ไต ดังนั้น สารอาหารที่จำเป็นในช่วงนี้คือ
กรดโฟลิกหรือโฟเลท

เป็นสารอาหารจำ เป็นที่ช่วยพัฒนาระบบประสาท มีบทบาทสำคัญในการแบ่งเซลล์สร้างสมอง และกระดูกไขสันหลัง ป้องกันความผิดปกติของของสมองและไขสันหลังด้วย (Neural tube defect) มีการศึกษาพบว่าคุณแม่ที่ขาดกรดโฟลิกจะมีโอกาสที่คลอดลูกแล้วมีความพิการทาง สมองมากกว่าปกติ


ตั้งครรภ์ไตรมาสสอง “เซลล์ขยายขนาด”

เมื่อร่างกายเริ่มสร้างอวัยวะครบแล้ว ในช่วงไตรมาสแรกที่สองเดือนที่ 4-6 เซลล์ในร่างกายลูกน้อยจะเริ่มขยายขนาด อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยจะขยายขนาดขึ้น ลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ มีเล็บ มีผม มีขนคิ้ว ส่วนสมองก็เป็นช่วงที่พัฒนาการมากขึ้นในช่วงไตรมาแรกถึง 4 เท่า

 

ช่วงนี้แม่ตั้งท้องจึงจำเป็นต้องได้รับอาหาร เพิ่มขึ้นอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี เพื่อให้เพียงพอกับการพัฒนาเซลล์ที่ขยายขนาดขึ้น ขณะเดียวกันขนาดของมดลูกของคุณแม่ก็เริ่มขยายตัวตามขนาดตัวลูกขึ้น ช่วงนี้คุณแม่พยายามทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ เพื่อให้การสร้างอวัยวะไม่ชะงัก
เหล็ก

เมื่อลูกน้อยในครรภ์กำลังขยายขนาดของเซลล์ร่างกาย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการอาหารในปริมาณมาก ขณะที่ร่างกายคุณแม่ก็ต้องการเลือดมากขึ้นเพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารส่งต่อไปยังลูกน้อยในครรภ์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับสารอาหารที่ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยสร้างให้มีจำนวนเม็ดเลือดแดงเพียงพอ เพื่อป้องกันอาการโลหิตจาง ภาวะซีดที่อาจจะเกิดกับคุณแม่ นอกจากนี้ควรได้รับวิตามินซีควบคู่กันไป เพราะวิตามินซีมีช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว กีวี ฝรั่ง


Food

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

วิธีแก้ลูกคลอดแล้วตัวเหลือง

การ รักษาก็จะดูเป็นระยะๆ ไปตามความรุนแรงของอาการตัวเหลืองนั้น โดยทั่วๆไปแล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าเป็นน้อยๆ จะหายไปเอง แต่ในกรณีที่ตัวเหลืองมองเห็นด้วยตา และตรวจสอบได้ว่ามีระดับบิลิลูบินสูงขึ้นอยู่ระดับปานกลาง คุณหมอจะให้การรักษาด้วยการอบไฟตามที่คุณแม่ได้รับทราบมาแล้ว จากนั้นก็จะตรวจระดับของบิลิลูบินเป็นช่วงๆ ว่าไม่สูงขึ้นอีก การที่คุณหมอบอกว่าผลของบิลิลูบินปกตินั้นคงหมายความว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ ไม่มีอันตรายค่ะ ทำให้ไม่ต้องมีการรักษาพยาบาลที่มากไปกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายเลือดซึ่งอาจจะมีความจำเป็นในเด็กที่มีตัวเหลือง มากๆ

ทั่วๆ ไปแล้วเด็กที่ตัวเหลืองจะหายไปเป็นปกติและสามารถเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะว่าเด็กที่มีอาการตัวเหลืองและคุณหมอได้ให้การดูแลรักษาในช่วงแรก คุณหมอจะตรวจกรองโรคต่างๆ ดังที่เรียนให้ทราบแล้ว คุณแม่คลายกังวลและเลี้ยงลูกไปตามปกติเลยค่ะ

ความเชื่อในเรื่องของ เด็กตัวเหลืองจากกินน้ำน้อยนั้น คงจะไม่ใช่ความจริงอีกต่อไปนะคะ หมอคิดว่าที่เราเข้าใจกันว่าตัวเหลืองต้องทานน้ำมากๆนั้น น่าจะเกิดจากเรามีประสบการณ์ว่าถ้าดื่มน้ำน้อยหรือขาดน้ำปัสสาวะจะออกมามีสี เหลืองเข้มขึ้น ดังนั้นจึงเอาเรื่องของปัสสาวะเหลืองไปผูกกันกับตัวเหลือง และไปแนะนำให้เด็กที่ตัวเหลืองดื่มน้ำมากขึ้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันนะคะ เวลาที่เด็กตัวเหลืองจึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ แต่ให้ดื่มนมแม่ต่อไปเพราะว่าในนมแม่เองนั้นก็มีทั้งน้ำทั้งสารอาหารอยู่ครบ ถ้วนแล้ว คุณแม่ไม่ต้องลังเลใจที่จะให้ลูกดื่มแต่นมแม่อย่างเดียว ซึ่งจะทำให้การผลิตนมแม่ หรือการที่คุณแม่จะมีน้ำนมเต็มที่นั้นก็จะมีมากขึ้น และในเวลาเดียวกันเด็กๆก็จะชินต่อการดื่มนมแม่ โดยไม่สับสนกับน้ำที่เราให้จากขวดน้ำด้วยค่ะ ถ้าคุณแม่จะให้น้ำในช่วงเดือนแรก หมออยากจะแนะนำให้ดื่มน้ำด้วยวิธีอื่นไม่ใช่จากการดูดขวดน้ำ เช่นดื่มจากแก้วหรือดื่มจากช้อน หรือหลอดดูด ซึ่งคุณแม่สามารถจะดัดแปลงพัฒนาได้ตามความเหมาะสมค่ะ

ตอนนี้ดิฉันคลอดลูกสาวได้ประมาณ 1 เดือนเศษ น้ำหนักแรกคลอด 3,100 ก.ก. มีเรื่องจะมาเรียนถามคุณหมอค่ะ

ลูกสาวดิฉันคลอดมาแข็งแรงดี แต่พอได้ 1 วันคุณหมอมาตรวจบอกว่า เด็กตัวเหลืองให้ใส่ตู้อบไฟ แล้วเจาะเลือดไปตรวจ พอผลออกมา หมอบอกว่าปกติ แต่ว่าเด็กยังตัวเหลืองอีก 1 วันหมอก็เจาะเลือดไปตรวจใหม่ ผลก็ปกติดี ไม่ทราบว่าทำไมลูกถึงตัวเหลือง เป็นเพราะสาเหตุใด แล้วเด็กตัวเหลืองจะเป็นโรคอะไรคะ

มีบางคนบอกว่าเด็กตัวเหลืองเพราะ กินน้ำน้อยจริงหรือเปล่าคะ ดิฉันให้กินนมแม่อย่างเดียวไม่ได้ให้กินน้ำจากขวดน้ำเลย เพราะหมอบอกว่าไม่ให้กินน้ำเพราะน้ำนมแม่ อย่างเดียวก็พอจริงหรือเปล่าคะ ตอนนี้ดิฉันก็ให้กินน้ำจากขวดบ้าง วันหนึ่งไม่เกิน 2 ออนซ์ แม่น้องวิน/กรุงเทพฯ
ยินดีด้วยนะคะที่ได้ลูกสาวสุขภาพแข็งแรง น้ำหนักตัวแรกเกิดปกติ ปัญหาต่างๆที่จะตามมานั้นก็คงจะเล็กๆน้อยๆ ตามประสาของเด็กๆนะคะ เริ่มต้นตามประเด็นที่คุณแม่ขอมาแล้วกันนะคะ

เด็กตัวเหลืองหลังคลอดพบได้เสมอค่ะ เกิดจากสาเหตุได้หลายประการ เช่น มีปัญหาโรคตับ ปัญหาของความผิดปกติของเอ็นไซม์ที่อยู่ในเม็ดเลือดบางประการ รวมทั้ง ปัญหาของกลุ่มเลือดของแม่กับลูกที่ไม่สัมพันธ์กัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดก็เป็นอาการตัวเหลืองปกติในเด็กๆ ที่เกิดจากระบบการทำงานของตับยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ส่วนมากจะหายไปได้ภายในเวลาไม่นาน

เด็กแต่ละคนจะมีระดับของความ เหลืองหรือที่เรียกว่าระดับบิลิลูบินไม่เหมือน กัน บางคนเป็นน้อยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางคนก็มีระดับความเหลืองสูงจนคุณแม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า

เมนูไข่เพิ่มพลังให้ลูกน้อย

ไข่
การบริโภคไข่สำหรับเด็กเป็นประจำ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติถูกต้องอยู่แล้ว ไข่มีผลต่อการพัฒนาการของสมอง เชาว์ปัญญา หากขาดธาตุเหล็กจะเกิดปัญหาดังนี้ ทำให้สมาธิในการเรียนต่ำ ความจำไม่ดี  เด็กจะมีอาการเหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนต่ำ และยังไม่มีกำลังสำหรับการประกอบกิจกรรมหรือเล่นกีฬา
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กได้แก่ ไข่แดง เลือดสัตว์ ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้แห้ง ใครที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินผลไม้แห้ง เครื่องในสัตว์ ก็จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ไข่ไก่ยังมีสารที่มีประโยชน์ดังนี้
สารลูทีน และ ซีแซนทิน ซึ่งเป็นสารจำพวกแคโรทีนหรือเม็ดสีที่อยู่ในอาหารจากพืชและสัตว์ สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพที่ตา ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งในปัจจุบัน

โปรตีนที่ร่างกายได้รับจากอาหาร จะมีคุณภาพแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ไข่ไก่มีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งมีมากในไข่ เพียงพอต่อความต้องการของเด็กในวัยเรียน
จากสถิติพบว่า เด็กไทยเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคคอพอก จากการขาดธาตุไอโอดีนกันมาก ปัญหาจากการขาดธาตุเหล็กและไอโอดีน จะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ในการเรียนต่ำ และสมรรถภาพในการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาต่ำ ดังนั้น ธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียน
ฟอสฟอรัส ในรูปของเกลือฟอสเฟตที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของกรด–ด่างของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของสารอินทรีย์สำคัญ คือ กรดนิวคลิอิก ทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนฟอสโฟไลปิด ซึ่งช่วยให้ไขมันละลายในน้ำ และช่วยขนส่งน้ำมันและกรดไขมัน เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ เป็นส่วนประกอบของสารที่เก็บพลังงานเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระดูกและฟัน เราจะพบฟอสฟอรัสได้ในอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อสัตว์ หมู ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กและผู้สูงอายุที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้รับฟอสฟอรัสเข้าไปเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากขาดสังกะสีอย่างรุนแรง จะทำให้เด็กไม่โต เบื่ออาหาร ต่อมไร้ท่อของระบบสืบพันธุ์ทำงานน้อย ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ทำให้แผลหายช้า ผิวหน้ามีปัญหา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของไข่มีมากมาย อีกทั้งไข่หาซื้อง่าย เป็นโปรตีนที่ราคาไม่แพง สามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และคนวัยทำงานที่ร่างกายปกติ ก็สามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง คุณพ่อคุณแม่ควรปรับเมนูอาหารจากไข่ให้ลูกลิ้มลองให้มีความหลากหลายนะครับ
เมนูคุณหนูฉบับนี้นำเสนอเมนูที่ประกอบจากไข่ ได้แก่ อาหารเช้าคุณหนู แพนเค้กแซนวิช และคาราเมลคัสตาร์ดนึ่ง เหมาะเป็นอาหารจานโปรดของลูกน้อยได้ทุกมื้อครับ

Q&A

กุ้งที่ลวกแล้วเนื้อยังใสๆ กรอบๆ เด้งๆ นี่ปกติเขาทำอย่างไรก่อนนำมาปรุงคะ มันต้องแช่สารอะไรหรือไม่ แล้วกินเยอะๆ เป็นอันตรายหรือไม่ คือซื้อกุ้งยี่ห้อหนึ่งมา สงสัยมาก ว่าทำไมเนื้อเด้งจัง ลูกๆ ก็ชอบกินด้วยสิ
“โดยปกติกุ้งที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง เนื้อสัมผัสจะเด้งอยู่แล้ว เมื่อนำมาประกอบอาหาร การเลือกอาหารให้ลูกรับประทาน ควรที่จะเลือกให้หลากหลาย หรือเลือกกุ้งที่สดจากธรรมชาติบ้าง บางครั้งลูกอาจจะชอบก็ได้ เพราะการเลือกซื้ออาหารที่สดใหม่ ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการย่อมมีมากกว่าครับ”

 

วิปปิ้งครีมที่ใส่กาแฟ เราสามารถทำเองที่บ้านได้ไหมคะ ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือและส่วนผสมใดบ้าง ปกติจะซื้อติดบ้านไว้ ทำเค้กให้ลูกๆ กิน ไม่ก็ราดบนเครปหรือน้ำผลไม้ปั่น ลูกๆ ชอบมาก แต่หลังๆ ค่อนข้างแพง ถ้าทำเองจะถูกกว่าไหมคะ
“วิปปิ้งครีมที่คุณแม่บ้านกล่าวถึง น่าจะเป็นชนิดที่บีบออกมาจากกระป๋อง แล้วใช้ได้เลย ราคาจะค่อนข้างแพงครับ แต่ถ้าต้องการทำเอง เราก็ซื้อครีมที่เป็นกล่องมาใช้ โดยนำมาตีเอง
…การ ตี เราต้องแช่ครีมให้เย็น ตัวภาชนะที่ใข้อาจเป็นอ่างแสตนเลส และตระกร้อมือต้องเย็นด้วย หรืออาจมีอ่างใส่น้ำแข็งรองด้านล่าง ใส่ครีมลงในอ่างผสมแล้วตี ก็จะได้วิปปิ้งครีมที่เซ็ตตัว ตักใส่ถุงบีบ หรือตักไปแต่งอาหารได้ครับ (ครีมคือ วิปปิ้งครีมที่เรายังไม่ได้ตี มีขายเป็นกล่องๆ หลายยี่ห้อ แต่ถ้าเปิดใช้แล้ว ต้องรีบใช้ให้หมดนะครับ อย่าเก็บไว้หลายวันในตู้เย็น จะนำมาตีแล้วไม่ขึ้นฟู) การตีเองทำไม่ยากเลยลองทำดูครับ”

ช่วยแนะนำวิธีเลือกซื้อปลาทูหน่อยค่ะ บางวันซื้อมาทอด เนื้อสากๆ ไม่อร่อย บางวันก็อร่อย หรืออยู่ที่วิธีการทอดคะ ควรทอดอย่างไรจึงจะได้รสเค็มๆ หน่อย แล้วเด็กๆ นี่กินปลาทูได้หรือยังคะ ชอบให้กินเขากินปลาค่ะ จะได้ประโยชน์และไม่อ้วน
“ถ้าเป็นปลาทูสด ให้ควักไส้ออกครับ ล้างให้สะอาด ถ้าเป็นปลาตัวโตควรบั้งเล็กน้อย แล้วโรยเกลือให้ทั่ว พักไว้ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อให้เกลือซึมเข้าเนื้อปลา แล้วนำลงทอดให้น้ำมันที่ร้อนปานกลาง ทอดให้สุกแล้วค่อยกลับอีกด้าน ทอดต่อจนสุก
…เด็กกินปลาทูได้ครับ เนื้อปลาให้สารอาหารโปรตีน และเนื้อปลาย่อยง่าย ถ้าเป็นปลาทะเลด้วยแล้วจะได้ไอโอดีนด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือก้างปลา ต้องดูแลให้ดี พยายามแกะเนื้อปลาให้เขากิน อย่าให้เขาแกะอีก อาจเหลือก้างได้”

อยากลองทำผัดไทยให้ที่บ้านกิน ต้องเตรียมส่วนผสมใดบ้างคะ ขอสูตรหน่อยค่ะ
“ส่วนผสมก็มีเส้นเล็ก กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ไข่ไก่ ใบกุยช่ายหั่นเป็นท่อน ถั่วงอกเด็ดหาง หอมแดงสับ หัวไชโป๊วสับ น้ำมันพืช ส่วนผสมน้ำปรุงรสมี น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะขามเปียกคั้นขั้นๆ
…วิธีทำ เริ่มจากผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก เข้าด้วยกันคนให้ละลาย ตั้งไฟใช้ไฟกลางเคี่ยวพอข้นเป็นน้ำผัดไทย จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟแรง ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่หอมแดงผัดให้หอม ใส่กุ้งผัดพอสุกใส่ไข่ เต้าหู้ หัวไชโป๊ว กุ้งแห้ง ใส่น้ำผัดไทย ผัดให้เข้ากัน ใส่กุ่ยช่าย ถั่วงอก และเกี๊ยวกรอบ ผัดให้เข้ากัน
…จัดเสิร์ฟ พร้อมพริกป่น มะนาว ถั่วลิสงคั่วป่น น้ำตาลทราย รับประทานกับ หัวปลี ใบบัวบก ถั่งงอกสด”

เคยซื้อวุ้นเส้นมาทำอาหารหลายยี่ห้อ ที่ชอบคือตราเสือ เหนียวนุ่มดีค่ะ สงสัยว่าวุ้นเส้นแต่ละเจ้ามีส่วนผสมไม่เหมือนกันหรือคะ แล้วเราจะเลือกวุ้นเส้นแบบไหนจึงเอามาทำอาหารอร่อย
“ในการนำวุ้นเส้นมาประกอบอาหาร ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่ดีจะมีลักษณะเหนียว ใส เมื่อปล่อยไว้เส้นจะไม่ดูดน้ำเพิ่ม แต่ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่คุณภาพรองลงมา หากปล่อยอาหารที่ทำจากวุ้นเส้นไว้ เส้นจะดูดน้ำเพิ่มทำให้อาหารผิดลักษณะไป เนื่องจากวุ้นเส้นชนิดนี้อาจมีแป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยครับ”

ซอสบาร์บีคิวทำยากไหมคะ อยากลองทำดู เคยซื้อมาที่ขายเป็นขวด ราคาแพงเหมือนกัน ใช้แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ลูกๆ ชอบกินมาก รบกวนขอสูตรหน่อยค่ะ
“ซอสบาร์บีคิวทำเองไม่ยากครับ ส่วนผสมก็มีซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือป่น กระเทียมสับ น้ำมันพืช อัตราส่วนก็ลองปรับดู เพราะแต่คนชอบไม่เท่ากัน ถ้าชอบรสจัดหน่อย ก็เพิ่มส่วนผสมมากหน่อย อย่างชอบเผ็ด ก็เพิ่มซอสพริก ชอบหวานก็เพิ่มซอสมะเขือเทศ
…จากนั้นก็ตั้งกระทะ ปรับไฟแรง เทน้ำมันพืช พอร้อน ใส่กระเทียมเจียวให้เหลือง ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือ เคี่ยวแล้วปรับให้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนข้น แล้วยกลง พักไว้ให้เย็น บรรจุใส่ขวดหรือภาชนะที่มีฝาบิด ไม่ต้องเข้าตู้เย็นก็ได้ แต่ถ้าเข้าตู้เย็นก็เก็บไว้นานขึ้น สามารถเอามาใช้ทำบาร์บีคิวหรือผัดอาหารก็ได้”

อาหารเช้าคุณหนู

เรื่องกังวลของคุณแม่

ช่วงขวบปีแรกของลูก น้ำหนักตัวเขาจะไม่ค่อยขึ้นมากนักเหมือนเมื่อก่อน แต่อย่าตกใจค่ะ เป็นเรื่องปกติ นั่นก็เพราะเขามีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง เมื่อใช้พลังงานเยอะ น้ำหนักก็เพิ่มน้อยเป็นธรรมดา แตกต่างจากวัยเด็กแบเบาะที่กินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ และอีกอย่างก็เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะรู้ภาษามากขึ้น ก็จะรู้จักปฏิเสธเมนูอาหารที่คุณแม่สรรหาอย่างไม่ใยดีเลยค่ะ ถ้าเกิดอาการไม่ชอบขึ้นมา
อาละวาดล่ะ…ที่หนึ่ง
ถ้าเด็กเริ่มมีอาละวาดชักดิ้นชักงอกับพื้น เมื่อถูกขัดใจ ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่หงุดหงิด และอารมณ์เสียใส่ลูก เด็กก็อาละวาดมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า เพราะในวัยนี้เขายังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ ดังนั้น ควรสอนด้วยการพูดหรือโต้ตอบด้วยท่าทีที่สงบ ก็จะช่วยทำให้ลูกเริ่มเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
เริ่มติดของ
เด็กแต่ละคนก็ติดสิ่งของแตกต่างกันค่ะ บ้างก็ติดผ้าห่ม ตุ๊กตา ผ้าอ้อม หมอนข้าง เพราะลูกจะใช้แทนการมีตัวคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เขาอาจจะโตขึ้นมากก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในวัยที่ไม่อยากแยกจากคุณแม่ (separation anxiety) แต่อาจจะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน และเช่นกันค่ะ อาการกลัวคนแปลกหน้า (stranger anxiety) ก็จะยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะเวลาไปยังสถานที่ที่แปลกใหม่ เจอผู้คนที่ไม่คุ้นเคย
ยังไม่ยอมเกาะเดิน

และแล้วก็ถึงเวลาฉลองวันคล้ายวันเกิดปีแรกของลูกน้อย ซึ่งเด็กในวัยนี้ เขาสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยแล้ว คงตื่นเต้นกับความเก่ง และความน่ารักน่าชังของลูกเราอยู่ไม่น้อย ใช่มั้ยคะ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายๆ สิ่งในวัยขวบปีแรกที่ต้องกังวลอยู่เหมือนกัน
ทำไม…น้ำหนักหนูไม่ขึ้นเลย
ปกติ เด็กจะเดินได้ประมาณอายุ 1 ขวบ แต่จะเร็วหรือช้ากว่านั้นก็ได้ค่ะ ในวัยนี้ ให้คุณแม่สังเกตความพร้อมของลูกที่จะเดินได้ เขาจะค่อยๆ ยันตัวขึ้นยืนแล้วเกาะขอบโต๊ะหรือสิ่งของต่างๆ จากนั้นก็จะก้าวเท้าแล้วเดินไปรอบๆ และเพียงไม่กี่เดือน เขาก็สามารถเดินด้วยตนเองได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากลูกยังไม่มีพัฒนาการดังกล่าว ก็คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอแล้วล่ะค่ะ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไม่ยอมเดิน
ไม่เข้าใจภาษาพูด
โดยทั่วไป เด็กจะมีเริ่มมีการพัฒนาด้านการพูดในอายุที่ใกล้เคียงกัน  ก็เหมือนกันทุกชาติทุกภาษาค่ะ จะต่างกันแค่รายละเอียดเท่านั้น เช่น อาจพูดช้าเร็วต่างกัน จำนวนคำในการพูด หรือความชัดเจนในการพูด เป็นต้น
ลูกน้อยในวัยนี้ เขาจะเริ่มหัดเรียกพ่อเรียกแม่ได้แล้วค่ะ สามารถใช้ท่าทางสื่อความหมาย ชี้บอกถึงความต้องการ พยักหน้าแสดงความเข้าใจ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้แล้ว แต่ถ้าไม่คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอเช่นเดียวกันค่ะ