แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

น้ำนมแม่แสนอร่อย

  จากสถิติที่เปิดเผยออกมานี้ จะเห็นได้ว่าการติดเชื้อในเด็กมีสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ที่ติดชื้อทั้งหมด ดังนั้น ศูนย์ควบคุมโรคจึงได้ออกมาให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกวัย ทารก ว่า คุณแม่ควรให้นมลูกเองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
นอกจากนี้ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น แหล่งชุมนุมชนต่างๆ รวมทั้งไม่คลุกคลีกับญาติ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และถ้าหากลูกไม่สบาย ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการรักษาจะได้ผลอย่างทันท่วงที หากได้รับการดูแลภายใน 2 วันแรกที่เริ่มมีอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจ็บป่วยของทารกในช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

จาก การเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในสหรัฐ อเมริกา โดยศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐ พบว่า ในช่วง 6เดือนแรกของการแพร่ระบาดในสหรัฐ มีชาวอเมริกันว่า 22 ล้านคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีราว 1 แสนคนที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และ มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,900 คน สำหรับการติดเชื้อในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีถึง 8 ล้านคน เสียชีวิต 540 คน

 

     ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลวิจัยที่ศึกษาถึงภาวะโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในเด็กเชื่อมโยงกับการ ตั้งครรภ์ของแม่ โดยการสุ่มตัวอย่างเด็กทารกกว่า 6,440 คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเด็กปกติ 5,673 คน พบว่า แม่ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ลูกที่เกิดมาจะมีปัญหาโรคหัวใจมากกว่าแม่ที่น้ำหนักปกติประมาณ 18 %
ดร.ซูซาน กิลบัวร์ นักวิจัยที่เผยแพร่ผลการศึกษานี้ กล่าวว่า
“ผล จากการวิจัยชิ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กระตุ้นให้ผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ต้องตระหนัก เรื่องการควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีของแม่ย่อมมีผลต่อตัวลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทางด้าน ดร.เอ็ดวิน เทรเวสัน เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ให้คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่วางแผนเรื่องการมีลูกว่า
“ผู้หญิง ที่เป็นโรคอ้วนที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและ ลูกน้อย”

การดูแลเด็กช่วงอายุ 3-4ปี

พัฒนาการทางภาษา เด็กอายุ 3 – 4 ปี

ช่างพูดจา มีเหตุมีผล
ชอบใช้คำถามว่า อะไร อย่างไร ทำไม เมื่อไร
เข้าใจภาษาพูดง่ายๆ ของผู้ใหญ่ แต่จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่มองเห็น ยังไม่เข้าใจความหมาย คำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้ใหญ่
พัฒนาการทางภาษาเจริญเร็วมาก จะตั้งคำศัพท์ใหม่ๆ หรือเรียกชื่อสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ เด็กบางคนจะคิดคำพูด
สร้างท่วงทำนองการพูด และทำเสียงแปลกๆ และชอบใช้คำว่า “สมมติว่า…”
รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ เช่น คำบอกตำแหน่ง คำบอกกาลเวลา คำบอกความรู้สึกและความคิดที่เป็นนามธรรมได้ เช่น ดี เหนื่อย หนาว ร้อน อุ่น และรู้จักการปฏิเสธ
จะรู้จักนำเอาคำศัพท์มาเรียงเป็นคำพูด และจะพูดได้ยาวขึ้น มีกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์มากขึ้น เรียงประโยคได้ถูกต้อง
บางคนที่เคยพูดช้าหรือไม่ค่อยพูดตอนอายุ 2 ปี จะพูดเยอะมาก กลับกันบางคนอาจจะพูดติดอ่าง
เด็กจะเริ่มหัดอาน ยังไม่มีอารมณ์ร่วม และยังอ่านเรื่องตลกไม่เข้าใจ

การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3-4 ปี

เด็กมักสงสัยและมีคำถามมากมาย ควรตอบคำถาม ด้วยคำตอบง่ายๆ สั้นๆ และใช้ภาษาที่ถูกต้อง
อ่านหนังสือให้เด็กฟัง และใช้หนังสือภาพ (Picture books) มาประกอบการเล่าเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เด็กใฝ่รู้มากขึ้น
อ่านบทอาขยานสั้นๆ ง่ายๆ หรือคำคล้องจอง จะช่วยให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานของระบบเสียงที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้ง่ายขึ้น
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องลำดับก่อนหลัง สิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ สี ขนาด จำนวน เป็นต้น
สอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์หรือคำพูดที่บอกอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น เช่น ถ้าเด็กรู้สึกโกรธ เมื่อถูกแย่งของเล่น ควรสอนให้เด็กเข้าใจว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์โกรธ โดยพูดว่า “หนูรู้สึกโกรธที่ถูกแย่งของเล่น”
เมื่อเด็กพูดคำหยาบ ไม่ควรดุหรือลงโทษ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของคำหยาบ ควรสอนให้ใช้คำอื่นแทน

พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริม

เด็กในช่วงปฐมวัย หรือวัย 3-4 ปี ถือเป็นช่วงตกผลึกทางภาษา เด็กจะมีพัฒนาการดีในด้านการใช้ภาษา เรียนรู้คำใหม่ๆ ได้มากขึ้น ออกเสียงได้สมบูรณ์ ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการใช้ภาษาได้ถูกต้อง และมักจะชอบถามคำถามถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว

เด็กในช่วงอายุ 3-4 ปี จะอยู่ในระยะขยาย (The Stage of Expansion) จะเริ่มหัดพูดเป็นคำๆ ระยะแรกจะเป็นการพูดโดยเรียกชื่อคำนาม เรียกชื่อคนที่อยู่รอบข้าง สิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รวมทั้งคำคุณศัพท์ที่เด็กได้ยินผู้ใหญ่พูดกัน

เด็ก วัยนี้มีความสนใจสิ่งแวดลอมรอบๆ ตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ของเล่น ชอบฟงคำพูดซ้ำๆ สั้นๆ คําคลองจอง ชอบฟงนิทานสั้นๆ ดูการตูน ชอบดูรูป สี ดูตัวหนังสือนอย ดูรูปมาก แต่เด็กวัยนี้จะมีความสนใจในระยะสั้นมาก ประมาณ 5–10 นาที
พัฒนาการทางสติปัญญาและการส่งเสริม

เด็กปฐมวัย หรือวัย 3-4 ปี สามารถพัฒนาความสามารถทางสติปัญญาให้เพิ่มมากขึ้นด้วยการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม เด็กจะเรียนรู้ด้านคำศัพท์และภาษามากขึ้น ช่างซักถาม อยากรู้อยากเห็น เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการกระทำและการใช้ประสาทสัมผัสของเด็กเอง คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง มีความคิดและเหตุผล ที่ยังไม่สมบูรณ์

ดังนั้นเด็กต้องเรียนรู้จากของจริง โดยพ่อแม่ คนในครอบครัวหรือผู้เลี้ยงดู ต้องพยายามให้เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กพัฒนาการคิดและการแก้ปัญหา

พัฒนาการทางสติปัญญาของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

บอกรูปร่าง สี และขนาดได้
จับคู่ภาพต่างๆ และแบ่งกลุ่มได้สำเร็จ
อธิบายรูปภาพต่างๆ ในหนังสือได้
เข้าใจตำแหน่ง เช่น บน ล่าง รู้จักเวลา เมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ และเข้าใจคำว่า “ที่สุด”
บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้
ชอบตั้งคำถามตลอดเวลา
ปั้นดินเหนียว ดินน้ำมันได้
ใช้สายตาติดตามวัตถุที่เคลื่อนไหวได้โดยไม่เสียสมาธิ
รู้ถึงความแตกต่างระหว่างชายหญิง สนใจร่างกายของตัวเอง รู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น และรู้ว่าร่างกายมีสองข้าง แต่ยังบอกไม่ได้ว่าข้างไหนขวาหรือซ้าย
จะค้นพบว่าสิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน และพยายามควบคุมโลกของตัวเอง จะมีความคิดซับซ้อนขึ้น สนุกกับจินตนาการ เพ้อฝัน จนคิดหรือผูกเรื่องราวต่างๆได้ฉับพลัน คิดเรื่องยาวๆ และเล่าเรื่องได้
ชอบการเล่นบทบาทสมมติ การเล่นอาจมีเนื้อหารุนแรง เพื่อจัดการกับความก้าวร้าวรุนแรงภายในของตนเอง ไม่ใช่ลักษณะที่ผิดปกติ หรือไม่ได้แสดงว่าเด็กมีความก้าวร้าวแต่อย่างใด

การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 – 4 ปี

หัดให้เด็กพยายามหาวิธีใส่รองเท้าด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหา ทำให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง
ถามคำถามกับเด็ก เพื่อให้เด็กรู้จักคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่เน้นถูกหรือผิด แต่เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักคิด
ส่งเสริมการเล่นตามจินตนาการ และการเล่นบทบาทสมมติ ให้เด็กได้เล่นตามจินตนาการที่มีเนื้อหารุนแรง เพื่อขจัดความก้าวร้าวรุนแรงภายในของตนเอง
ควบคุมและจำกัดการดูรายการโทรทัศน์ วีดีโอ การเล่นคอมพิวเตอร์ หรือเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปขวางการพัฒนาทักษะการพัฒนาจินตนาการของเด็ก
เด็กวัยนี้อาจพูดคุยกับตัวเอง หรือพูดติดขัด อันเป็นพัฒนาการปกติตามวัย ควรสนใจพูดคุยและฟังเด็กพูดอย่างตั้งใจ แต่ไม่ควรจับผิด หรือแก้ไขคำพูดของเด็กตลอดเวลา
ควรใช้เวลาอ่านหนังสือกับเด็ก ช่วยให้พัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหา รู้จักผลของการกระทำ รู้จักลักษณะบุคลิกภาพแบบต่างๆ และการเรียงลำดับเหตุการณ์ ขณะอ่านควรถามคำถามเป็นระยะ ให้เด็กคิด เช่น “ทายซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป”

พัฒนาการทางสังคมและการส่งเสริม

เด็กวัย 3- 4 ปี อยู่ในวัยที่เริ่มออกนอกบ้าน เรียนรู้ที่จะมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะกับเด็กวัยเดียวกัน เพราะเมื่อถึงวัยนี้ เด็กๆ จะต้องออกไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล ทำให้เด็กต้องพบกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือคนในครอบครัว ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีพฤติกรรมการเข้าสังคมและการเล่นที่ต่างกันออกไป

เล่นคนเดียว : จะเล่นกับของเล่นโดยไม่สนใจเด็กที่เล่นอยู่ใกล้เคียง
เฝ้ามองดูการเล่นของเพื่อน : อาจจะพูดคุย ถามคำถาม แนะนำ แต่ไม่เล่นร่วมกับเพื่อน
เล่นแบบขนาน : อาจจะสนใจเล่นด้วยกัน และช่วยในการทำกิจกรรมต่างๆ

เด็กวัยนี้ บางคนไม่สามารถเข้าสังคมได้ เป็นเพราะอยู่ในภาวะ เก็บตัว เพราะขาดพื้นฐานทางด้านสังคม หรือประสบความล้มเหลวในการเข้ากลุ่ม จึงหาทางออกให้ตนเองด้วยการอยู่คนเดียว หรือเด็กบางคนอยู่ในภาวะขี้อาย อาจเกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หรือไม่ก็ขาดความไว้วางใจในสังคม จนเป็นเหตุให้เข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้และ “สมอง” ของเด็กเองก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะเมื่อสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe)ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ก็จะมีผลต่อพัฒนาการทางสังคมของเด็กด้วย
พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจและการส่งเสริม

เด็กอายุ 3 – 4 ปี จะมีพัฒนาการทางอารมณ์มากขึ้น เพราะมีพัฒนาการด้านร่างกาย ทำให้เด็กสามารถแสดงความต้องการของตนได้มากขึ้น เด็กอาจมีความกระวนกระวายใจ ไม่มั่นใจ เอาแต่ใจตนเอง และมักแสดงออกชัดเจน เช่น พูดติดอ่าง เสียงสั่น ดูดนิ้วมือ แคะจมูก กัดเล็บ หรือแสดงอาการไม่พอใจเมื่อถูกห้าม ร้องไห้เสียงดัง ขว้างปาสิ่งของ เป็นต้น ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป เพราะเด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้น

นอกจากนี้ ความพร้อมของพัฒนาการทางร่างกาย ก็เป็นสาเหตุหลักด้วย เพราะเด็กในวัยก่อนอายุ 4 ปี จะซน ดื้อ และเจ้าอารมณ์ เพราะสมองส่วนหน้า ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และการยับยั้งชั่งใจ ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์แต่เมื่อเด็กโตขึ้นความรุนแรงของอารมณ์ที่แสดงออกจะลดลงตามวัย ซึ่งพ่อแม่และคนในครอบครัวจะผู้ช่วยที่ดีที่สุด ให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจไปในทิศทางที่ดี

อารมณ์ต่างๆ ที่เด็กวัยนี้แสดงออก มาจากความรู้สึกต่างๆ ดังนี้

ความโกรธ เป็นอารมณ์ธรรมดาที่สุดของเด็กวัยนี้ มักแสดงออกด้วยการทุบตี กัด ข่วน หรือพูดคำแสดงความโกรธ เมื่อแย่งของเล่นกับเพื่อน หรือ ถูกขัดใจ เป็นต้น
ความกลัว กลัวโดยไม่มีเหตุผล เพราะมีจินตนาการสูง ความกลัวมักเกิดจากความคิดของเด็กเอง แสดงอาการหวาดกลัว เช่น ร้องไห้ วิ่งหนี หรือหลบซ่อน เป็นต้น
ความอิจฉา เกิดจากกลัวการสูญเสียสิ่งที่ตนเองรัก หรือสูญเสียความเป็นเจ้าของ จะแสดงออกเหมือนอารมณ์โกรธ แต่ก้าวร้าวกว่า หรือเรียกร้องความสนใจแบบเด็กเล็กๆ เป็นต้น
ความสนุกสนาน เกิดจากอารมณ์ที่เป็นสุข หรือประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ เด็กจะ ยิ้ม หัวเราะ ตบมือ แสดงความดีใจ หรือกอดรัดบุคคลที่ทำให้ตนมีความสุข
ความเศร้าเสียใจ เกิดขึ้นเมื่อเด็กรู้สึกสูญเสียสิ่งที่รัก หรือสิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญ แสดงออกด้วยการ ร้องไห้ เศร้าซึม ไม่ยอมรับประทานอาหาร เป็นต้น
ความรัก อารมณ์นี้เกิดเมื่อมีเด็กความสุข แสดงออกด้วยการกอด ยิ้ม หัวเราะ หรืออยากอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลหรือสิ่งของที่รัก

พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

สนใจท่าทางการแสดงออก
สนใจเด็กเล็กกว่า อยากมีน้อง
เริ่มฝันร้าย และฝันร้ายบ่อยขึ้น
มีหลายอารมณ์ความรู้สึก
มีความกลัวจากจินตนาการที่สร้างขึ้น คนหรือสัตว์ที่มีหน้าตาแปลกผิดธรรมดา จะทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายใจ
ขี้โมโห อิจฉาเป็น แข่งขัน แย่งชิงความรักความสนใจจากพ่อแม่
แสดงออกถึงความรักอย่างเด่นชัด เช่น หวงพ่อแม่ ต่อต้านอำนาจของแม่ แต่ก็จะแสดงความรักต่อพ่อแม่อย่างเปิดเผยทั้งคำพูดและท่าทาง
จะพัฒนาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ เพราะอยากให้มีคนรักและยอมรับตัวเอง
เล่นสมมติเพื่อให้เกิดความพึงพอใจในตนเอง เป็นการวางรากฐานทางอารมณ์และพัฒนาความคิดให้กว้างไกล และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในตนเอง
การเล่นเป็นเครื่องมือช่วยปลดเปลื้องและผ่อนคลายอารมณ์ แม้จะเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้น แต่จะชอบนั่งเล่นอยู่กับที่ มีความสุขกับการต่อภาพ เล่นโดมิโน่รูปภาพ จะวิ่งเล่นหรือเคลื่อนไหวได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
จะมีอารมณ์สนุกสนาน เมื่อได้ของเล่นถูกใจ ได้เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน หรือกับผู้ใหญ่
ติดสิ่งของบางอย่าง เช่น ตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม เป็นต้น เพราะมีความสุข จึงแสดงออกด้วยความรัก
ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น

พัฒนาการทางสังคมของ เด็กอายุ 3 – 4 ปี

ชอบเข้ากลุ่ม มีท่าทีเป็นมิตร รู้จักผ่อนปรน รู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ยังไม่เข้าใจแท้จริงถึงการร่วมมือช่วยเหลือกัน
อยากมีเพื่อน จนบางครั้งยอมเป็นลูกไล่ให้เด็กโตหรือยอมเข้ากลุ่มเด็กที่เล็กกว่า
ถ้าเข้ากลุ่มไม่ได้จะหาวิธีใหม่ๆ เช่น บางคนแสดงท่าทางตลก เพื่อนจะได้ชอบใจและยอมรับเข้ากลุ่ม
มักเปลี่ยนเพื่อนเล่นบ่อย เลือกเพื่อนเล่นเป็นเพศตรงข้ามมากกว่าจะเล่นกับเพศเดียวกัน และคนที่เหนืออกว่าคนอื่นมักจะได้เป็นหัวหน้า
มีพัฒนาการทางภาษาและสมอง ทำให้รู้จักคำศัพท์มากขึ้น จะพูดชักชวนหรือกีดกันเพื่อนให้เล่นด้วยกัน แต่จะเล่นกับเพศตรงข้ามได้ไม่นาน การทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา โกรธง่ายหายเร็ว ไม่เก็บความโกรธเอาไว้ในใจเลย
แสดงความรักชอบพอกับผู้ใหญ่และเพื่อนๆ
สังเกตเห็นว่าหญิงชายมีลักษณะและท่าทางที่ต่างกัน พ่อจะเป็นแบบอย่างของผู้ชาย และแม่เป็นแบบอย่างของผู้หญิง
เชื่อฟังมากขึ้น
รู้จักเก็บของเล่น

การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3-4 ปี

สร้างบรรยากาศสบายๆ เพื่อพาเด็กเข้าสังคม
รู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเด็ก และช่วยกระตุ้นให้เข้ากลุ่มเพื่อน ให้เด็กรู้สึกว่า การเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องยาก หรือน่ากลัว
เด็กบางคนอาจชอบเล่นคนเดียว หรืออาจจะเล่นกับพี่น้อง ผู้ใหญ่หรือกลุ่มเพื่อนได้บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เด็กบางคน ตอนเล็กๆ อาจจะขี้อาย แต่ก็จะค่อยๆ ปรับตัว ถ้ามีโอกาสได้อยู่ใกล้หรือได้เล่นกับเด็กอื่นบ่อยๆ
แนะนำให้เด็กเล่นอย่างเหมาะสม โดยพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัวแสดงบทบาทการเล่นที่เหมาะสม
อย่าทำให้เด็กอายมากขึ้น ด้วยการพยายามลุ้นให้เข้าหาคนอื่น หรือพูดจาดุว่า ให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นเป้าสายตา
ให้เด็กแสดงความสามารถ ได้คิดอะไรด้วยตัวเอง ต้องไม่คาดหวังให้เด็กดีเลิศไปทั้งหมด ไม่จ้ำจี้จ้ำไชหรือวิพากษ์วิจารณ์เวลาที่เด็กทำไม่ได้ และสนับสนุนให้ลองทำใหม่ หากทำครั้งแรกไม่สำเร็จ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง
จัดตารางกิจวัตรประจำวันของเด็กให้แน่นอน โดยเฉพาะกิจวัตรพื้นฐาน เช่น เวลาตื่นนอน เวลารับประทานอาหาร และเวลาเข้านอน เป็นต้น
ควบคุมและจำกัดการดูรายการโทรทัศน์ วีดีโอ การเล่นคอมพิวเตอร์ หรือการเล่นมือถือ เพราะสิ่งเหล่านี้จะขัดขวางการพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็ก
ให้เวลาพูดคุยกับเด็กในช่วงวัยนี้เด็กให้มากพอ เพื่อคอยเป็นผู้ช่วยและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเด็ก
ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก ในทุกๆ เรื่อง เพราะเด็กจะเลียนแบบ
ฝึกมารยาท และสร้างระเบียบวินัย โดยให้เด็กรู้จักและทำตามกฎ กติกาหรือข้อตกลงภายในบ้าน
เล่นบทบาทสมมติกับเด็ก ในรูปแบบต่างๆ ที่จะเจอในชีวิตประจำวันเพื่อฝึกหัดก่อนที่เด็กจะได้เจอสถานการณ์จริง
ส่งเสริมบทบาททางเพศของเด็ก เช่น เด็กผู้หญิงเล่นแต่งตัว แต่งหน้าเลียนแบบแม่ ให้เด็กพูดถึงลักษณะเอกลักษณ์ของตัวเอง และแสดงออกด้วยท่าท่างและคำพูดว่าชื่นชมเด็กในแง่บวก
ควรสอนเด็กทั้งเพศชายและหญิงให้มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยน
มอบหมายงานหรือให้เด็กช่วยเหลือตัวเองตามวัย ให้รางวัลเป็นชมเชยกับเด็ก เช่น ชมเชยเมื่อเด็กมีความพยายามทำงานจนสำเร็จ แม้ว่าผลงานจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม
ไม่ควรลงโทษ เด็กโดยการให้เด็กช่วยทำงานบ้าน แต่ควรมอบหมายให้ทำงานบ้าน โดยเลือกให้เหมาะสมกับวัย

การส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของเด็กวัย 3 -4 ปี

ให้ความเอาใจใส่ ใกล้ชิดเด็ก ให้มากๆ
แสดงออกซึ่งความรักที่มีต่อเด็กด้วยการกอด และถ้าเป็นเด็กผู้ชาย พ่อควรกอดลูก เพราะความใกล้ชิดและได้รับความอบอุ่นจากพ่อ จะช่วยพัฒนาความเป็นชายของเด็กได้ดีขึ้น
ไม่ควรพูดขู่เด็กว่าจะไม่รักหรือเอาไปทิ้ง
สอนให้เด็กรู้จักและเข้าใจอารมณ์ต่างๆ เช่น สอนเด็กว่า อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ตามธรรมชาติ แสดงออกได้ แต่ต้องไม่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
เด็กวัยนี้มีจินตนาการมาก อาจจะขยายให้จินตนาการให้น่ากลัวขึ้น จะต้องเข้าใจความกลัวของเด็ก ไม่ดุว่า และควรพูดคุย ถึงเรื่องที่เด็กกลัว เพื่อช่วยแบ่งปันอารมณ์ ความรู้สึก และหาทางช่วยเด็กแก้ไขปัญหา ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับวัย หลีกเลี่ยงการดูรายการที่น่ากลัว รุนแรง หรือตื่นเต้นมากเกินไป
เตรียมตัวเด็กก่อนเผชิญเหตุการณ์แปลกใหม่ โดยเล่าคร่าวๆ ว่าจะไปทำอะไร หรือจะเจออะไรบ้าง เพื่อช่วยให้เด็กลดความกลัวหรือกังวลลงได้
เด็กที่ได้เล่นจะมีสุขภาพจิตดี สดใสร่าเริง เพราะการเล่นจะช่วยให้ผ่อนคลายอารมณ์ ควรปล่อยให้เด็กได้เล่นให้มาก ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ มีความคิดที่กว้างไกล เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และช่วยให้เกิดพัฒนาการทางสังคม
เมื่อเด็กแสดงความอิจฉา กลัวจะเสียของรัก จะต้องรีบแก้ไขด้วยการให้ความรัก ความอบอุ่น แสดงให้เด็กเห็นว่า เด็กมีความสำคัญและต้องให้ความยุติธรรมแก่เด็กทุกๆ คน
ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์ ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว และแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย