ดูแลลูกในหน้าฝน

ผิวพรรณร่างกาย
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศค่ะ หน้าหนาว อากาศเย็นๆ เช่นนี้ ควรใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว ขายาวให้ความอบอุ่นร่างกายกับลูกน้อย
- จะจัดเตรียมอุปกรณ์ เรื่องผิวพรรณให้พี่เลี้ยง เช่น โลชั่นหรือออย์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่เน้นว่าต้องเป็นแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายกับผิวของลูก

สิ่งแวดล้อม
- เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นสบายแบบธรรมชาติ แทนการเปิดแอร์ ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่เซฟคอร์ส และลดปัญหาเรื่องผิวเป็นขุย  มีอาการคัน หรือเรื่องภูมิแพ้อากาศ ได้ค่ะ
- อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการต้านโรค ก็คือการออกกำลังกายค่ะ โดยมีคุณออกแบบกิจกรรมง่ายๆ ให้พี่เลี้ยงชวนลูกสนุกเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก

     – นมแม่เป็นอาหารต้านโรคอย่างดี ที่ลูกควรได้ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 เดือนแรก ฉะนั้น คุณต้องไม่ลืมจัดเตรียม กำชับพี่เลี้ยงเรื่องมื้อนมแม่ด้วยค่ะ
 - สำหรับนมผสม เรื่องนี้พี่เลี้ยงต้องใส่ใจ ในเรื่องความสะอาด วิธีการเตรียม เพราะหน้าหนาวแบบนี้ เชื้อโรคมักอยู่ทน อยู่นาน อาจทำให้ลูกไม่สบาย ท้องร่วงจากอาหารที่ไม่สะอาดได้
     – ถ้าลูกอร่อยกับอาหารเสริมได้แล้ว ก็ควรให้ลูกอิ่มตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง คือกินครบ 5 หมู่เป็นสำคัญ เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารครบถ้วน ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อน

ช่วง นี้ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย เหมือนช่วงหน้าร้อน เพราะจะยิ่งทำให้ไขมันและสารความชุ่มชื้นถูกชะล้างออกไป แค่ 1 ครั้งก็พอ หรือให้พี่เลี้ยงใช้วิธีเช็ดตัวให้ลูกน้อยก็ยังได้ค่ะ

 

บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

เลี้ยงลูกตามหมอ

หมอจะดูความสะดวกเรื่องของลูกเป็นหลักก่อน อย่างวันหยุดเนี่ย ก็จะเล่นกันในห้องก่อน เมื่อถึงมื้ออาหารก็พามากินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว หลังจากนั้นถ้าง่วงก็กินนม นอนกลางวัน พอช่วงบ่ายตื่นก็เล่นกันต่อ จนถึงช่วงเย็นก็กินข้าวกันอีกรอบ

ส่วนวันหยุดก็ไม่ค่อยไปไหนเท่าไหร่ บางทีเราคิดว่าสนุก แต่เด็กอาจจะไม่สนุกก็ได้ เพราะต้องเปลี่ยนเวลากินข้าว เวลานอน เวลาขับถ่าย มีหลายครั้งที่ลูกกำลังหลับสบายๆ ในรถ ปรากฏว่าเดินทางถึงจุดหมายพอดี ต้องอุ้มออกมาด้วย ทำให้ตื่น เลยนอนได้ไม่เต็มที่ หมอเลยคิดว่า การอยู่บ้านน่าจะสะดวกกว่า มีกิจกรรมทำกับลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หมอไม่เอาลูกไปไหนเลย ก็มีพาไปออกข้างนอกบ้างตามโอกาสค่ะ

สไตล์การเลี้ยงลูกของหมอพัฏ
ถึงเป็นหมอ ก็ไม่ได้มีรูปแบบการเลี้ยงลูกตายตัวอะไรหรอกค่ะ หมอเลี้ยงแบบธรรมชาติ สังเกตว่าชอบ สนใจอะไรบ้าง คอยสนับสนุน ในสิ่งนั้น พยายามให้เวลากับลูกให้มากที่สุด คืออะไรที่ทำให้มีความสุข  หมอก็จะประยุกต์ปรับเข้ากับการเลี้ยงดู อีกอย่างที่สำคัญก็คือ พยายามเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ หลากหลาย ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอันตราย เพื่อหมอและลูกจะได้รู้ว่า ทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้เราก็ชื่นชม ให้กำลังใจ ชมเชย ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะให้กำลังใจ ค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกเรียนรู้

ช่วง นี้โหว่ไจ๋เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และช่วงนี้เริ่มพูดได้หลายคำ เราก็ชื่นใจ รู้สึกว่าเสียงลูกช่างน่ารักเหลือเกิน ขณะเดียวกันก็ควบคู่มากับการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เวลาไม่ได้อะไรดั่งใจก็ร้องไห้ อย่างเมื่อก่อนแค่หมออุ้มไปที่อื่นก็จบเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เข้าช่วย ยิ่งช่วงนี้พูดเก่ง กำลังจดจำ สิ่งที่หมอทำก็คือ หากิจกรรมที่เหมาะกับวัย ชวนเล่นชวนคุย อย่างเวลาพาไปไหนเจออะไร  ก็จะพูดจะบอก เช่น ถ้าเจอแมว หมอก็บอกว่านี่คือแมวนะลูก แมวร้องเหมียวๆ หรือลูกชอบรถ ก็บอกว่านี่เรียกว่ารถกระบะ รถแท็กซี่ สอนให้เรียนรู้ จำแนกความแตกต่างได้ โดยดึง ความสนใจมาเป็นหลักในการสอน
“โชคดีมากๆ ค่ะ ที่หัวหน้างาน พี่ๆ ที่ทำงาน อยากให้เราให้นมลูก ได้เต็มที่ ให้ลาคลอดได้ 6 เดือน บวกกับเราเองก็เป็นห่วงลูกด้วย เพราะน้องโห่วไจ๋ตัวเล็กมาก ยิ่งช่วงแรกที่ให้นมน้ำนมก็มีน้อยมากค่ะ แต่ก็พอ ที่จะให้กิน หมอให้นมลูกมาตลอด แม้ว่าหลัง 6 เดือนต้องกลับไปทำงาน ตอนกลางวันก็จะปั๊มนมเก็บเป็นสต๊อกเอาไว้ พอกลับมาบ้านก็เอาให้กิน ตอนนี้ก็เริ่มดูดน้อยลงแล้วค่ะ ได้กินอาหารที่หลากหลายขึ้น ความต้องการเรื่องนมแม่ก็น้อยลง และน้ำนมของเราก็น้อยลงด้วย เป็นไปตามธรรมชาติ

สำหรับการเป็นแม่มือใหม่รู้สึกได้เลยว่าการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปมาก ในช่วงลาคลอด จากที่เคยทำงาน ตรวจคนไข้ ก็ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก ช่วงแรกรู้สึกเหนื่อย เพราะลูกร้องงอแง เดาไม่ถูกเลยว่าร้องเพราะอะไร ห่วงกังวลไปหมดว่าน้ำนมจะเพียงพอมั้ย จะอิ่มรึเปล่า ลืมเวลาส่วนตัว เรื่องของตัวเองไปเลย ขนาดกินข้าวยังไม่ทันอิ่ม พอลูกร้องก็ต้องวิ่งมา ดูก่อน แต่อีกความรู้สึกหนึ่ง ก็รู้สึกรักและมีความสุขที่ได้ดูแล เห็นลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ความรู้สึก ที่ว่าเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”

ตารางเวลาทำงาน เรื่องลูก และส่วนตัว
ถ้าเป็นวันทำงานจะให้พี่เลี้ยงช่วยดูแล ช่วงแรกที่หมอไปทำงานก็มีร้องไห้ตามค่ะ แต่ก็ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ พาไปดูรถ ดูต้นไม้ ตอนนี้ สิ่งที่ลูกชอบมากๆ คือเห็ดที่ขึ้นอยู่ข้างต้นไม้ ทำให้หยุดร้องไห้ไปได้ จากนั้นหมอกับคุณพ่อก็ออกไปทำงาน กลับมาช่วงเย็น ก็เป็นเวลาของเรา

 

หมอเรียนรู้จากลูกได้มากเลยค่ะ การที่เราเป็นหมอ ก็เอาวิชาการความรู้มาดูแลเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วย วัคซีน     การเจริญเติบโต และพัฒนาการ แต่การที่หมอมีลูกเอง ก็ทำให้เรียนรู้อีกทางได้ว่า ข้อมูลวิชาการจากตำราที่เรียนมา  ก็ไม่สามารถใช้กับลูกเราได้ทั้งหมด เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานนิสัย การเลี้ยงดูด้วย บางทีก็ต้องประยุกต์ ปรับใช้เอา หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน รู้สึกว่าการมีลูกเหมือนลูกมาเติมเต็มการทำงาน รู้ว่าชีวิตจริงเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจพ่อแม่ของเด็กที่เราดูแลค่ะ

คำแนะนำถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะ
เด็กวัยเตาะแตะมีพัฒนาการหลายด้านที่ดีขึ้น ทำอะไร ได้เก่งขึ้น โลกของเขากว้างขึ้น และอยากทำอะไรด้วยตนเอง อยากตัดสินใจเอง บางครั้งจึงดูเหมือนดื้อมากขึ้น ซึ่งหาก คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่เป็นอันตราย ในขณะเดียวกันควรได้เรียนรู้จักขอบเขตว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะควบคู่ไปด้วย

โดยเฉพาะยุคสมัยนี้สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับเด็ก ยิ่งเด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่กำลังเลียนแบบ ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี หมอจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่กำกับดูแลเรื่องนี้ให้มาก และเลือกสื่อที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับเด็กค่ะ

ความเครียดของเด็กเล็ก

นักวิจัยจากวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าเด็กเล็ก เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งได้ เป็นอาการในลักษณะหวาดกลัว หวาดผวาที่เกิดนานมากกว่า 1 เดือน ในเด็กที่ประสบกับเหตุการณ์ รุนแรง เช่น  อุบัติเหตุ รถชน จมน้ำ หรือภาวะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกหรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่พบอยู่ตลอด จนหวาดกลัว  สมาธิไม่ดี สะดุ้งตกใจง่าย กลางคืนนอนฝันร้าย บ่อยๆ  และในขณะที่วิตกหวาดกลัวก็จะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง

จากการศึกษาเด็กอายุ 2-10 ขวบ ที่เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน จำนวน 114 คน พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 10 ยังหวาดผวากับอุบัติเหตุนั้น ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่มากพอๆ กับผู้ใหญ่ แต่เด็กที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากเด็กมีทักษะ ในการใช้ภาษาที่ค่อนข้างจำกัด จึงบอกเล่าไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วินิจฉัยอาการได้ยากว่าเด็กเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่

 

นักวิจัยชาวอเมริกันชี้ การห้ามโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์จะสามารถลดจำนวนเด็กอ้วนได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ชิน อี้โจว นักเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยลีไฮท์ รัฐเพนซินวาเนีย กล่าวว่า “แม้ว่าการที่เด็กๆ ตัวอ้วนจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดของเรา แต่จากการวิจัยและสังเกตแล้วพบว่าเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มากขึ้นนั้นมีส่วนจากโฆษณาทางโทรทัศน์เช่นกัน”

จากการวิจัยโดยใช้ฐานข้อมูลของเด็กเกือบ 13,000 คน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่บ่งชี้ว่า 13.9 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 2-5 ปี, 18.8 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุ 6-11 ปี และมากกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ และจากข้อมูลโฆษณาของสหรัฐอเมริกา พบว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแข่งขันกันโดยใช้การโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ซึ่งหากสามารถ จำกัดหรือห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์ได้ จะสามารถลดจำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงอายุ 3-11 ปี ได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงอายุ 12-18 ปี ได้ 14 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้การดูโทรทัศน์ยังทำให้มีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กได้ออกกำลังกายน้อยและโทรทัศน์ยังรบกวนการนอนอีกด้วย

นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ร้ายแรงอยู่หลายครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหวาดผวาที่รุนแรงถึงขั้นเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดก็จะหายจากอาการหวาดผวาได้

อาหารที่สะอาดสำหรับเด็ก

 

รู้จักประเภทของน้องน้ำแข็ง
ใน กระบวนการผลิตน้ำแข็งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ น้ำแข็งซอง และน้ำแข็งหลอด น้ำแข็งซอง คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ (ลองนึกถึงน้ำแข็งแกะสลักตามงานแต่งงาน แบบนั้นเลย) โดยผู้ผลิตจะนำน้ำแข็งประเภทนี้มาบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ อย่างที่เราเรียกกันคุ้นหูในหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น น้ำแข็งทุบ น้ำแข็งบด หรือน้ำแข็งฝอย เป็นต้น  ส่วนน้ำแข็งหลอดหรือที่ได้ยินบ่อยๆ ว่าน้ำแข็งยูนิต ก็จะเป็นน้ำแข็งที่ผลิตออกมาเป็นหลอดสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่จะบรรจุใส่ในถุงพร้อมจำหน่าย

 

ช่องทางปนเปื้อนของน้ำแข็งดูให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ
1. สภาพแวดล้อมของร้านค้าต้องสะอาดทั้งภายนอกและภายใน
2. ผู้ขายควรมีสุขลักษณะที่ดี มีความสะอาดทั้งเครื่องแต่งกาย และเล็บมือ รวมทั้งมีการสวมใส่ผ้ากันเปื้อน หมวกเก็บผม หรือถุงมือ เป็นต้น หากมีการตักหรือหยิบจับน้ำแข็งควรมีที่ตักหรือใส่ถุงมือ ไม่ควรใช้มือเปล่าสัมผัสน้ำแข็งโดยตรง
3. ภาชนะที่ใช้ใส่ของกินหรือเครื่องดื่มควรมีฝาครอบปิดมิดชิด
4. ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำแข็งต้องสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน น้ำแข็งที่นำมาใช้กินต้องไม่มีของหรืออาหารอื่นๆ มาวางแช่ไว้
5. กรณีซื้อน้ำแข็งก้อนใหญ่ต้องนำมาล้างน้ำให้สะอาดก่อนนำไปใช้และควรเก็บใน ภาชนะที่สะอาด แต่หากซื้อน้ำแข็งหลอดควรเลือกซื้อที่บรรจุอยู่ในถุงสะอาด ปิดมิดชิด มีรายละเอียดบนฉลากจำพวกเครื่องหมาย อย. ชื่อผลิตภัณฑ์ วันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ผลิต อย่างครบถ้วน
 หนทางการพบเจอกันระหว่างสารปนเปื้อนกับน้ำแข็งมีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆ ดังนี้
1.  ขั้นตอนการผลิต อาจเกิดการปนเปื้อนสารเคมีจำพวกน้ำมันเครื่อง หรือจาระบีจากเครื่องจักร หรืออาจได้รับเชื้อแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์จากอุปกรณ์ในการผลิตที่ไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาด อีกทั้งถุงพลาสติกที่นำมาใช้ในการบรรจุที่อาจมีสิ่งสกปรกเจือปน รวมไปถึงสุขลักษณะของพนักงานที่ทำงานในขั้นตอนการผลิตที่ต้องมีการสัมผัสกับ น้ำแข็งโดยตรง เช่น ระหว่างการบรรจุหรือการขนย้าย

 

2. ขั้นตอนการขนส่ง ในขั้นตอนนี้คงจะมีหลายคนที่เห็นจนชินตากับการไถน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ไปกับพื้นบ้าง เห็นผ้าใบสีหม่นๆ ที่ถูกนำมาคลุมทับน้ำแข็งบ้าง คนงานส่งน้ำแข็งที่ตัวชื้นๆ จากน้ำแข็งและเหงื่อผสมกันทั้งยืนหรือนั่งทับน้ำแข็งระหว่างอยู่บนรถ บ้างก็ยก จับ และตักน้ำแข็งเพื่อส่งจนถึงมือเราหรือตามร้านค้าต่างๆ โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ก่อนที่เขาจะหยิบจับน้ำแข็งให้เรานั้น มือของเขาสัมผัสกับอะไรมาแล้วบ้าง แล้วแบบนี้จะไม่ให้น้ำแข็งได้รับสิ่งสกปรกเข้าไปแบบเต็มๆ ได้อย่างไร


 

 อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงทำหน้าเบ้ กับสิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในน้ำแข็ง ครั้นจะห้ามใจตัวเองไม่ให้กินเลยก็พอจะเป็นไปได้ แต่เจ้าตัวเล็กจอมซนนี่สิจะห้ามซื้อ ห้ามกินขนมน้ำดื่มจำพวกน้ำหวาน น้ำปั่น น้ำแข็งไส เด็ดขาดเลย สงสัยงานนี้คงต้องต่อรองกันอีกยาว เพื่อเป็นหนทางในการแก้ปัญหา เรามีวิธีเลือกซื้อน้ำแข็ง รวมถึงของกินและเครื่องดื่มที่มีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบมาฝากเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่กันด้วยล่ะ


 จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) พบว่าน้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอดมักมีการปนเปื้อนจากเชื้อโคลีฟอร์ม อี โคไล ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาจากสิ่งปฏิกูล และหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของเราจนเติบโตแข็งแรงขึ้นจะสร้างสาร พิษที่อันตรายแก่ร่างกาย ส่งผลให้มีอาการท้องเสียหรือมีอาการของโรคระบบทางเดินอาหารได้

 น้ำแข็งที่สะอาด คือน้ำแข็งที่ละลายแล้วไม่มีตะกอน หรือสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ และถ้าอยากมั่นใจจริงๆ ก็ทำน้ำแข็งให้ลูกหม่ำเองที่บ้านสะอาดที่สุดค่ะ

ฝึกลูกร้องเพลง

สริมจังหวะดนตรี  ให้ลูกมีพัฒนาการ
• ก่อน นอนเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าให้ลูกฟัง เช่น ซิมโฟนีท่อนที่ 2 หรือคอนแชร์โต ที่มีองค์ประกอบที่ดี มีคลื่นเสียงทําให้คลื่นสมองพัฒนา ทําให้เซลล์ประสาททํางานได้ดีขึ้น สร้างสมาธิ และทําให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป
• ขณะที่ลูกตื่นและอยู่ในอารมณ์ร่าเริง เปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว
• ตบมือเป็นจังหวะต่างๆ ให้ลูกฟัง แล้วจับฝ่ามือลูกประกบกันเบาๆ เพื่อสอนให้ตบมือตามจังหวะดนตรี
• เล่น เกมร้องเพลงประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “หากว่าเรากําลังสบาย จงตบมือพลัน” แม้ลูกอาจยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดูคุณแม่ร้องเป็นจังหวะ และทําท่าต่างๆ ต่อไปลูกก็จะรู้และจําได้ถึงแม้ตอนนี้จะยังพูดไม่ได้ก็ตาม
• เพ ลงที่นํามาให้วัยเบบี๋ฟัง คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลายนะคะ ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี เพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ

 

ทําไม…จังหวะนี้สําคัญนัก
จังหวะ เป็นองค์ประกอบสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะกระชับ รวดเร็ว จะทําให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะ ช้า จะทําให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้า ก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงกล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
 
ทุกจังหวะจับใจ…ใช้ให้เกิดประโยชน์
Beat คือ จังหวะของดนตรี หรือจังหวะการเต้นของหัวใจ จํานวนจังหวะใน 1 นาที (Beats per minute หรือ bpm) ในแต่ละบทเพลงจะต่างกัน และสามารถใช้เป็นตัวบอกถึงการเต้นของหัวใจ เช่น
• 70 bpm เป็นจังหวะที่ลดความกังวลใจได้ดี เพราะการเต้นของหัวใจ  60 ครั้งต่อนาที เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เช่น ดนตรีคลาสิกของโมสาร์ท โชแปง
• 100-120 bpm เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์และร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เช่น ช่าช่าช่า วอลทซ์ โพลก้า
• 120 bpm ขึ้นไป เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์จนต้องลุกขึ้นเต้นระบํา ได้คลายความเครียดและได้เหงื่อด้วย เช่น เพลง Can’t Get You Out of My Head (Kylie Monogue) , Dream On (Depeche Mode)
 

ปกป้องดวงตาลูกจากแสงแดด

ฮิวจ์ อาร์ แพรี่ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่าการป้องกันสายตาจากรังสียูวีตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีที่เกิดจากการสะท้อนผ่านน้ำ ทราย ถนน จะยิ่งเพิ่มอันตรายต่อดวงตามากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือถ้าเป็นเด็กโตอาจให้สวมแว่นกันแดดตามความเหมาะสม ซึ่งแว่นกันแดดที่ดีควรเป็นแว่นที่มีเลนส์ทำมาจาก โพลีคาร์บอเนต จะสามารถป้องกันรังสียูวีได้มากกว่าแว่นที่ทำจากแก้ว หรือกระจก และสามารถป้องกันการขีดข่วนได้ด้วย
ผู้เชี่ยวชาญทางสายตาจากสถาบันป้องกันความผิดปกติทางสายตา สหรัฐอเมริกา เตือนพ่อแม่ให้ระวังภัยจากแสงแดดและรังสียูวีที่จะมีผลกระทบต่อสายตาของลูกตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่วัยแรกเกิดมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับอันตรายจากรังสียูวีเอและยูวีบี หากพวกเขาต้องเจอกับแสงแดดโดยตรง

ในช่วงที่พ่อแม่พาลูกออกไปนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้น ควรระมัดระวังการออกแดดจัด การพาลูกไปเดินเล่นในช่วงกลางวัน และเมื่อถึงวัยเตาะแตะก็ต้องจำกัดช่วงเวลาในการให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านด้วย เนื่องจากเด็กชอบเล่นอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ซึ่งเลนส์แก้วตาของเด็กมีความโปร่งแสงสูงกว่าผู้ใหญ่ จึงเสี่ยงต่อการปะทะแสงเข้าสู่เลนส์แก้วตาโดยตรงทำให้สายตาสั้นได้ง่ายขึ้น

ปัญหาในการคลอดลูก

ผลต่อตัวคุณแม่ : ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เพราะว่าแม่หลังคลอดกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องอาศัยอาหารที่ถูกสัด ส่วนด้วย แต่พอซึมเศร้าคุณแม่มักินอาหารได้ไม่ดี นอกจากนั้นก็ยังมีภาระในการเลี้ยงลูกซึ่งต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พอกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพก็จะแย่ลง การเลี้ยงดูลูกก็พลอยแย่ลงไปด้วย

ความไม่สบายตัว : เช่น หลังคลอดแล้วรู้สึกเจ็บแผล รู้สึกไม่สบายตัว พักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอนมากๆ

ปัญหาครอบครัว : การไม่พร้อมในหลายๆ เรื่องของครอบครัวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ได้ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ฯลฯ

กังวลเรื่องการเลี้ยงลูก : เช่น กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ไม่รู้จะอุ้มลูกอย่างไร ต้องอาบน้ำลูกเองให้เป็น ฯลฯ

กลัวไม่เป็นที่รักของสามี : เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเลี้ยงลูก กลัวสามีจะนอกใจ เพราะระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดใหม่ๆ ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และอาจทำให้ซึมเศร้าในที่สุด

ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนทำให้เศร้าหรือไม่

มีงานวิจัยและ รายงานไว้เมื่อปี 1994 ว่าคุณแม่ที่ซึมเศร้าจะมีโปรเจสเตอร์โรนระหว่างตั้งครรภ์สูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยทั่วไป แต่ไม่ได้แจ้งตัวเลขว่าค่ามาตรฐานเป็นเท่าไร และหลังคลอดระดับฮอร์โมนก็จะต่ำมากๆ จึงเชื่อว่าระดับโปรเจสเตอร์โรนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ แต่การศึกษายังค้างอยู่แค่นั้น และไม่มีใครรายงานต่อ ส่วนแฮริสเองก็ยังไม่สรุปว่าอาการซึมเศร้าหลังคลอดเกี่ยวกับโปรเจสเตอร์โร นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรักษาด้วยการให้โปรเจสเตอร์โรนกับคุณแม่ซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าหลังคลอดส่งผลต่อแม่และทารกอย่างไร

ผลต่อลูกน้อย : มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ได้รับการเลี้ยงไม่ถูกต้อง การดูแลไม่ถูกต้อง ที่ร้ายมากๆ ก็อาจถึงขั้นทิ้งลูกหรือทำร้ายลูก

ระดับของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แบ่งได้เป็น 3 ระดับ

1. postpartum blues เป็นอาการในระดับอ่อนและเกิดเร็วที่สุด โดยจะเริ่มเป็นภายใน 2-3 วันแรกหลังคลอด และจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่โดยทั่วไปมักไม่นานเกิน 10 วันหรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ คุณแม่ที่มีอาการในระดับนี้จะรู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีอาการเศร้า เหงา เบื่ออาหาร ซึ่งอาการจะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ลักษณะเหมือนคนหงุดหงิดทั่วๆ ไป ไม่กระทบต่อสุขภาพมากนัก เช่น เบื่ออาหารก็อาจจะรับประทานน้อยลง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้เลย กลุ่มนี้จะมี 50-70% ของแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

2. postpartum depression อาการจะรุนแรงมากขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาจจะคงอยู่ส่วนใหญ่ประมาณ 4 สัปดาห์ คือไม่เกิน 1 เดือน เป็นอาการต่อเนื่องกับระดับแรก คือ ถ้าซึมเศร้าเกิน 2 สัปดาห์เมื่อไหร่ก็จะถือว่าเป็นระดับนี้ ลักษณะอาการจะเหมือนกลุ่มแรกทั้งหมด แต่มีระดับความรุนแรงมากขึ้น หลายๆ อาการจะเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ไม่กิน ไม่ลุกจากเตียง นอนร้องไห้ เลี้ยงดูลูกไม่ได้ ต้องมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น แต่กลุ่มนี้จะไม่ถึงกับหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ทำร้ายลูก ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10-15%

3. postpartum phychosis เป็นดับรุนแรงที่สุด คือมีอาการของโรคทางจิตเวช เริ่มเกิดหลังจาก 4 สัปดาห์ แล้วก็คงอยู่จนกว่าการรักษาจะได้ผล

ส่วนสาเหตุจะคล้ายกับ 2 กลุ่มแรก แต่ที่เพิ่มขึ้น คืออาจมีประวัติป่วยทางจิตเวชมาก่อน เช่น ระหว่างท้องอ่อนๆ มีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติทางจิตเวช หรือตัวเองเป็นอยู่แล้ว ก็จะมีอาการนำไปก่อนได้ง่ายขึ้น ลักษณะอาการกลุ่มนี้จะคล้ายกับไบโพล่าร์ คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย การแสดงอารมณ์จะไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ แต่กลุ่มนี้จะแยกได้ง่าย คืออาการจะหลุดออกไปจากความเป็นจริง ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เลย ในรายที่มีอาการมากๆ อาจทำร้ายลูก แต่พบได้น้อยประมาณ 01.-04% เท่านั้น

การรักษาอาการซึมเศร้าตามระดับดังนี้

ในระดับ postpartum blues (ระดับ 1) และ postpartum depression (ระดับ 2) เป็นอาการที่ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้ แต่จะดูแลเรื่องของการปรับสภาพจิตใจ ซึ่งพบว่าเพียงแค่นี้ก็จะดีขึ้นเอง คือ มีคนเข้าใจ ให้กำลังใจ แม้บางทีไม่ได้เข้ามาช่วยแต่การถามไถ่ ให้กำลังใจก็สามารถช่วยได้แล้วค่ะ
คุณแม่ที่ซึมเศร้าระดับที่ 2 ถ้ามีอาการนอนไม่หลับหรือกินอาหารไม่ได้จนอ่อนเพลียมาก ก็อาจต้องนอนพักในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารบำรุงเพื่อไม่ให้สุขภาพคุณแม่แย่ลง
คุณแม่ที่มีอาการในระดับ postpartum phychosis (ระดับ 3) จะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะถ้าอยู่บ้านอาจจะทำร้ายลูก หรือฆ่าตัวตาย การรักษาก็จะต้องใช้ยาทางจิตเวช

การป้องกันอาการซึมเศร้าหลังคลอด

ฝากครรภ์ ดูแลภาวะการคลอดให้เป็นปกติมากที่สุด ในระหว่างตั้งครรภ์หากมีปัญหาที่รบกวนจิตใจก็ควรที่จะบอกกล่าวให้คุณหมอทราบ เพื่อที่คุณหมอจะได้ติดตามดูอาการ
วางแผนครอบครัว ทางการแพทย์พบว่าโรคนี้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนครอบครัวตั้งแต่ต้น และมีลูกเมื่อพร้อม
ดูแลสุขภาพ ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางจิตเวช หรือโรคที่กระทบต่อการตั้งครรภ์ก็ควรรักษาให้หายก่อนจะตั้งครรภ์ เช่น ธัยรอยด์ เบาหวาน เพราะบางโรคเมื่อท้องแล้วอาการจะกำเริบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิตกกังวลมากขึ้น จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ค่ะ

แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

เลี้ยงลูกให้สมองดี

กระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยเมื่อไรดี เซลล์ สมองเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จะสร้างและเพิ่มทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเรื่อยไปจนกระทั้งคลอดออกมา และในช่วงวัยขวบปีแรกนั้นก็เป็นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยค่ะ
กระตุ้นพัฒนาการสมองทำได้อย่างไร
1. เลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น  สิ่ง กระตุ้นพัฒนาการสมองที่ดีที่สุดของลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด คือ ประสบการณ์ความรักจากพ่อและแม่ ทั้งการมองหน้าสบสายตา เห่กล่อมโอบกอดรัดด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น นอกจากจะเชื่อมความผูกพันระหว่างกันแล้ว ลูกยังเรียนรู้ว่าตัวเองสำคัญ มีคุณค่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของสมองของลูกให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ เพิ่มขึ้น
2. หมั่นพูดคุยกับลูก หมั่น พูดคุยกับลูกในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น ตอนอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม การโต้ตอบแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ส่งผลต่อทักษะการใช้ภาษาและเพิ่มพูนความผูกพันได้อีกด้วย
3. พัฒนาสมองลูกด้วยนิทาน ถึง เวลานอนก็ยังพัฒนาสมองลูกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาในเด็กเล็ก และเตรียมพร้อมเรื่องภาษาและสำเนียงการพูดต่อไปในอนาคต แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ลูกหลับฝันดี ซึ่งการที่ลูกได้หลับเต็มที่ยังช่วยให้สมองทำงานได้ดี เกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมอง ส่งผลให้ลูกฉลาดเรียนรู้ได้ดีอีกด้วย
4. สมาธิก็สำคัญ  แรกเกิดก็มีสมาธิได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง เวลาเด็กนิ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจะเกิดคลื่นสมองอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัลฟา (Alpha) ทำให้สมองรับและเก็บข้อมูลในเรื่องที่สนใจได้ดี โดยในเด็กอ่อน คุณแม่สามารถสร้างสมาธิได้ด้วยการอุ้มลูกแนบอกขณะให้นม พูดคุย มองหน้า และสบตาให้ลูกได้จดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้ค่ะ
5. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสมอง  ลูก จะเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะที่มีสมาธิ ดังนั้นจัดมุมหนึ่งในบ้านให้มีของเล่นเสริมสมาธิ เช่น บล็อกไม้ จิ๊กซอ ไม่ควรหาของเล่นให้ลูกหลายชิ้น เพราะลูกจะสับสนขาดสมาธิ
6. กิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ควร พาลูกน้อยทำกิจวัตรต่างๆ ให้เป็นเวลาประจำสม่ำเสมอ ให้ลูกสามารถคาดการณ์ได้นั้น มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่มีสมาธิที่ดี เนื่องจากลูกจะรู้สึกมั่นคงและสบายใจกับสิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้ว่าในแต่ละวันฃจะต้องทำอะไรบ้าง
7. ดนตรีคลาสสิค  การ ฟังเพลงคลาสสิกในช่วงปีแรกของชีวิตมีผลเชิงบวกต่อระบบประสาท งานวิจัยหลายๆ ชิ้น แสดงให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิคเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ สามารถทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการที่ลูกรู้จักเสียงดนตรีนั้น ยังเป็นการสร้างความรู้สึกทางด้านอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
8. ปกป้องลูกน้อยจากอารมณ์ตึงเครียด ความ เครียดจะชะลอการพัฒนาสมองของลูกได้ ซึ่งความเครียดในเด็กทารกนั้นเกิดจากการที่รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย หรือถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นควรตอบสนองความต้องการของลูกและให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอ
9. สิ่งแวดล้อมที่ดี สถาน ที่ที่ดีต้องเป็นสถานที่ๆ เป็นมิตรกับเด็ก มีอุปกรณ์และของเล่นให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะ มีการจัดสถานที่เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนว่าส่วนไหนทำอะไร ของเล่นควรจัดให้เป็นระเบียบ เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็มีการรับรู้ทางสมองแล้ว สามารถรับข้อมูลได้และต้องการข้อมูลป้อนเข้าสมองอย่างมาก การให้ลูกได้ยินเสียง ได้เห็นภาพ ได้เห็นการเคลื่อนไหว ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมตามวัยจะช่วยพัฒนาสมองให้มีการทำงานที่มี ประสิทธิภาพค่ะ
10. เปิดโอกาสให้ลูกเห็นโลกกว้าง ที่ นอนหรือเปลของลูกนั้นควรเป็นเปลที่โล่งเพื่อลูกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ ไม่ควรเป็นเปลที่ปิดรอบด้านที่ลูกไม่สามารถมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจะช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองของลูกในช่วงนี้ได้อย่างดีที่สุด

11. ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ  เลือกของเล่นให้เหมาะกับพัฒนาการแต่ละช่วงเดือน โดยเน้นของเล่นที่เสริมทักษะและสร้างความสุข สนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้  วัย 0-3 เดือน เช่น กล่องดนตรี, กระจกชนิดไม่แตกใช้ติดที่เตียงไว้ให้ลูกมองหน้าตัวเอง, โมบายสีสดใส วัย 3-5 เดือน เช่น ของเล่นเขย่า หรือตุ๊กตายางบีบมีเสียง วัย 6-9 เดือน เช่น หนังสือ , บล็อกตัวต่อนิ่มๆ, ลูกบอลเล็กๆ สำหรับโยนและคลานตามได้ และวัย 9-12 เดือน เช่น ที่หัดเดิน, ม้าโยก, ของเล่นไขลาน, กระป๋องตักทราย เป็นต้น
12.เลือกคนดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูง พี่ เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีคุณสมบัติ รักเด็ก, ยิ้มง่าย, ใจดี, มีความรับผิดชอบต่อเด็ก และควรมี IQ พอสมควร ซึ่งบุคลิกและอารมณ์ของพี่เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นสมองและ การเรียนรู้ของลูกน้อย

Tip  สารอาหารบำรุงสมองลูกน้อย
การ ที่สมองจะทำงานได้จำเป็นต้องมีพลังงานที่ได้จากอาหารที่สำคัญสำหรับ สมองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเด็กแรกเกิดอาหารที่ดีที่สุดก็คือน้ำนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้วควรให้อาหารเสริมที่อุดมด้วยสารอาหารทั้ง 9 ต่อไปนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดไขมัน กรดไลโนเลอิก วิตามินต่างๆ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสีและทอรีน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสารอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย