ความเครียดของเด็กเล็ก

นักวิจัยจากวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าเด็กเล็ก เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งได้ เป็นอาการในลักษณะหวาดกลัว หวาดผวาที่เกิดนานมากกว่า 1 เดือน ในเด็กที่ประสบกับเหตุการณ์ รุนแรง เช่น  อุบัติเหตุ รถชน จมน้ำ หรือภาวะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกหรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่พบอยู่ตลอด จนหวาดกลัว  สมาธิไม่ดี สะดุ้งตกใจง่าย กลางคืนนอนฝันร้าย บ่อยๆ  และในขณะที่วิตกหวาดกลัวก็จะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง

จากการศึกษาเด็กอายุ 2-10 ขวบ ที่เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน จำนวน 114 คน พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 10 ยังหวาดผวากับอุบัติเหตุนั้น ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่มากพอๆ กับผู้ใหญ่ แต่เด็กที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากเด็กมีทักษะ ในการใช้ภาษาที่ค่อนข้างจำกัด จึงบอกเล่าไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วินิจฉัยอาการได้ยากว่าเด็กเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่

 

นักวิจัยชาวอเมริกันชี้ การห้ามโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์จะสามารถลดจำนวนเด็กอ้วนได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ชิน อี้โจว นักเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยลีไฮท์ รัฐเพนซินวาเนีย กล่าวว่า “แม้ว่าการที่เด็กๆ ตัวอ้วนจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดของเรา แต่จากการวิจัยและสังเกตแล้วพบว่าเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มากขึ้นนั้นมีส่วนจากโฆษณาทางโทรทัศน์เช่นกัน”

จากการวิจัยโดยใช้ฐานข้อมูลของเด็กเกือบ 13,000 คน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่บ่งชี้ว่า 13.9 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 2-5 ปี, 18.8 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุ 6-11 ปี และมากกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ และจากข้อมูลโฆษณาของสหรัฐอเมริกา พบว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแข่งขันกันโดยใช้การโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ซึ่งหากสามารถ จำกัดหรือห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์ได้ จะสามารถลดจำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงอายุ 3-11 ปี ได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงอายุ 12-18 ปี ได้ 14 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้การดูโทรทัศน์ยังทำให้มีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กได้ออกกำลังกายน้อยและโทรทัศน์ยังรบกวนการนอนอีกด้วย

นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ร้ายแรงอยู่หลายครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหวาดผวาที่รุนแรงถึงขั้นเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดก็จะหายจากอาการหวาดผวาได้

ฝึกลูกร้องเพลง

สริมจังหวะดนตรี  ให้ลูกมีพัฒนาการ
• ก่อน นอนเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าให้ลูกฟัง เช่น ซิมโฟนีท่อนที่ 2 หรือคอนแชร์โต ที่มีองค์ประกอบที่ดี มีคลื่นเสียงทําให้คลื่นสมองพัฒนา ทําให้เซลล์ประสาททํางานได้ดีขึ้น สร้างสมาธิ และทําให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป
• ขณะที่ลูกตื่นและอยู่ในอารมณ์ร่าเริง เปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว
• ตบมือเป็นจังหวะต่างๆ ให้ลูกฟัง แล้วจับฝ่ามือลูกประกบกันเบาๆ เพื่อสอนให้ตบมือตามจังหวะดนตรี
• เล่น เกมร้องเพลงประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “หากว่าเรากําลังสบาย จงตบมือพลัน” แม้ลูกอาจยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดูคุณแม่ร้องเป็นจังหวะ และทําท่าต่างๆ ต่อไปลูกก็จะรู้และจําได้ถึงแม้ตอนนี้จะยังพูดไม่ได้ก็ตาม
• เพ ลงที่นํามาให้วัยเบบี๋ฟัง คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลายนะคะ ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี เพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ

 

ทําไม…จังหวะนี้สําคัญนัก
จังหวะ เป็นองค์ประกอบสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะกระชับ รวดเร็ว จะทําให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะ ช้า จะทําให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้า ก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงกล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
 
ทุกจังหวะจับใจ…ใช้ให้เกิดประโยชน์
Beat คือ จังหวะของดนตรี หรือจังหวะการเต้นของหัวใจ จํานวนจังหวะใน 1 นาที (Beats per minute หรือ bpm) ในแต่ละบทเพลงจะต่างกัน และสามารถใช้เป็นตัวบอกถึงการเต้นของหัวใจ เช่น
• 70 bpm เป็นจังหวะที่ลดความกังวลใจได้ดี เพราะการเต้นของหัวใจ  60 ครั้งต่อนาที เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เช่น ดนตรีคลาสิกของโมสาร์ท โชแปง
• 100-120 bpm เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์และร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เช่น ช่าช่าช่า วอลทซ์ โพลก้า
• 120 bpm ขึ้นไป เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์จนต้องลุกขึ้นเต้นระบํา ได้คลายความเครียดและได้เหงื่อด้วย เช่น เพลง Can’t Get You Out of My Head (Kylie Monogue) , Dream On (Depeche Mode)
 

เลือกนมให้เหมาะกับวัย

นมเปรี้ยวในบ้านเรามี 2 ชนิด คือนมเปรี้ยวแท้ๆ กับนมเปรี้ยวเทียม นมเปรี้ยวแท้ๆ คือเอานมวัวมาใส่เชื้อจุลินทรีย์ที่คนคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คือ แล็คโตบาซิลลัส ตัวจุลินทรีย์นี้จะไปย่อยน้ำตาลแล็คโตสที่มีอยู่ในนมให้เป็นกรดแล็คติค นมจึงมีรสเปรี้ยว เพราะฉะนั้นสารอาหารในนมเปรี้ยวจะมีเท่ากับนมปกติที่เอามาทำในตอนแรกเพียง แต่เพิ่มตัวแล็คโตบาซิลลัสเข้าไปเท่านั้นเอง ด้วยกรรมวิธีการทำแบบนี้นมเปรี้ยวจึงเหมาะกับเด็กที่ดื่มนมปกติที่มีน้ำตาล แล็คโตสไม่ได้ และเด็กที่ท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงคนที่กินยาปฎิชีวนะบ่อยๆ นมเปรี้ยวแท้ก็จะทำมาจากนมวัวสด จะเหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

ส่วน นมเปรี้ยวเทียมซึ่งไม่ได้ใส่แล็คโตบาซิลลัสเข้าไป แต่ใส่หัวเชื้อที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปแทน เช่น กรดรสส้ม กรดรสมะนาว นมเปรี้ยวเทียมชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับเด็กที่ มีอาการท้องเสียเพราะย่อยน้ำตาล็แล็คโตสไม่ได้ ถ้าเราลองไปศึกษาดูที่ข้างกล่องจริงๆ เราจะเห็นว่านมเปรี้ยวไม่แท้นั้นมีเนื้อนมแค่ 20-70% เท่านั้นเอง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเรากินเพียงน้ำหรือรสเปรี้ยวๆเข้าไปเท่านั้น

โดย อาการแพ้นมวัวของเด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าแพ้ คุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่รู้ ส่วนมากมักเป็นโปรตีนบางส่วน ทำให้เกิดอาการได้ทั้งระบบทางเดินอาหาร หรือคล้ายกับลักษณะอาการป่วยทั่วๆ ไป เช่น เป็นหวัดเรื้อรัง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว มีผื่นหรือลมพิษขึ้นตามร่างกาย ผื่นคันที่หน้า สองข้ามแก้ม ตามข้อพับ บางรายเป็นเอคซีมา ECZEMA และเป็นๆ หายๆ ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่เด็กก็ไม่ได้เอะใจหรือสงสัย บางทีพาไปหาหมอก็จะถูกรักษาตามอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กไม่ถึง 20% ที่ถูกวินิจฉัยแล้วรู้ว่าแพ้นมวัว

ให้แคลเซียม สร้างกระดูก เด็กๆต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกให้หนาและแข็งแรง โดยควรได้รับนมวันละไม่ต่ำกว่าเศษสามส่วนแปดออนซ์ ร่างกายจึงจะได้แคลเซียมพอเพียงต่อการสร้างกระดูก
ให้วิตามินดี ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้สร้างกระดูกได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้แน่ใจได้ว่ากระดูกของลูกถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามกระบวนการของธรรมชาติในร่างกาย
ให้วิตามินบี 2 ช่วยดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และในอาหารที่เด็กๆ กิน สำหรับเด็กวัย 1-3 ขวบ นมหนึ่งแก้วซึ่งให้วิตามินบี 2 ประมาณครึ่งแก้ว จะพอเพียงต่อความต้องการวิตามินบี 2 ของร่างกายในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปก็ต้องการวิตามินบี 2 ในแต่ละวันเพียงเศษหนึ่งส่วนสามจากนมหนึ่งแก้ว
ให้โปรตีน ปริมาณนมหนึ่งแก้วจะให้โปรตีนประมาณครึ่งแก้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการโปรตีนของเด็กวัย 1-3 ปีในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 3 ขวบขึ้นถึง 10 ขวบ ร่างกายก็ต้องการโปรตีนจากนมเพียงวันละเศษหนึ่งส่วนสามแก้วจากการดื่มนมหนึ่งแก้ว เด็กที่ไม่กินเนื้อก็สามารถได้โปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันจากการดื่มนมในปริมาณดังกล่าว รวมทั้งเด็กที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนักด้วย

ผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี
นมผง
นมแม่กับนมวัวมีความแตกต่างกัน นมวัวจะมีโปรตีนสูงเกือบ 3 เท่าของนมแม่ซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับความต้องการของเด็กทารก สำหรับนมผสมที่ใช้เลี้ยงทารก (INFANT FORMULA) ในปัจจุบันพยายามดัดแปลงให้คล้ายนมแม่มากที่สุด เช่นปรับเปลี่ยนปริมาณและคุณสมบัติของโปรตีนให้ใกล้เคียงกับนมแม่ และดัดแปลงไขมันโดยเอาไขมันในนมวัวบางส่วนออกไป แล้วผสมน้ำมันพืชบางชนิดเข้าไปแทนเพื่อให้สัดส่วนของไขมันคล้ายกันกับนมแม่ที่สุด

นมผงบางยี่ห้อเติมสารทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเข้าไป เพราะเห็นประโยชน์ที่ว่าสารนี้มีส่วนช่วยพัฒนาจอตา (RETINA) และสมองให้กับเด็ก แต่จริงๆแล้วในนมแม่เองมีทอรีนอยู่แล้ว นอกจากนี้นมผงบางยี่ห้อได้เติมเบต้าแคโรทีนเข้าไป เพราะเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันโรคหัวใจ และมะเร็ง ฯลฯ แต่ในนมแม่เองก็มีเบต้าแคโรทีนอยู่แล้ว นมผงบางยี่ห้อเขาเริ่มเติมสารนิวคลีโอไทด์ ซึ่งอาจมีส่วนเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย หรือดีเอชเอ ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาการของสมองและความฉลาดเข้าไปอีกด้วย

ส่วนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกนั้นเมื่อลูกอายุ 1 ปีขึ้นไป คงต้องให้รับประทานนมสูตร 2 ที่เขียนข้างกระป๋องว่าใช้สำหรับทารกและเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี
ซึ่งคุณแม่สามารถให้กินร่วมไปกับนมกล่อง UHT ได้

เมื่อเป็นมากแพทย์ก็เปลี่ยนชนิดนม เช่น ให้นมถั่วเหลือง หรือนมวัวชนิดพิเศษสำหรับเด็กภูมิแพ้ จะมีการปรับดัดแปลงสารอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น จนอาการภูมิแพ้ทุเลา ส่วนมากก็อายุ 1 ถึง 1 ปีครึ่งพออาการดี ร่างกายแข็งแรงก็สามารถกลับมาดื่มนมวัวได้ และหากคุณพ่อคุณแม่เลือกนมถั่วเหลืองมีก็ควรนำนมไปปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลลูกประจำอยู่ เพื่อพิจารณาคุณค่าอาหาร ซึ่งเด็กที่อายุเกิน 1 ปี แล้วต้องกินข้าว 3 มื้อและอาหารอื่นด้วย จะต้องประเมินว่าเติบโตดีไหม มีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงนำมาเทียบ กับมาตรฐานของเด็กปกติ ซึ่งสามารถขอข้อมูลและปรึกษาได้จากกุมารแพทย์

The ESP Couple

You (women): This is a question astronomers would say that because I come from a different star. Men are from Mars, women are from Venus. Then I found love in the world. Many things are different. If the scientists are saying that women and men. Different level of small units called cells makes it quite different to the whole body, mind, thoughts, feelings, etc., as required.

He (man) is the most emotional. Focus on feeling good. Need a close and interest. Focus on family relationships. To focus on finer and sometimes it is a conflict. On the contrary, it would.

Talk to the understanding of the frustrations. And need someone to talk to for comfort and stress relief.
Read his mind.
So often you quarrel with nonsense. I do not understand the basics of each other. Okay, today we will be together. Starting your first try. Eaaฤkษs finish out this Father’s Day, then you might ask why I’m first. Why not before. I suggest you start first. Because you’re reading this. And I believe that once you begin to understand him, he approached him to adapt with it. (By the very manner in which we choose a pair that is given to him to return).

He tried to see as much value. Do not wait for the girls. Others see. But we can not see. I’ll probably go for the one that he values his behalf. I express concern. Pay attention to him. I have several children. To do and so little time left to spend more time with her children and husband. It is recommended that (By the Minister Thaksin indeed is) the practice with her husband and a son. Trying to appease him. But not even the husband was not so sure. Himself as a husband or a son to me. But do not be caring like I looks like a mother. Because I will be out of the gossip that I did this, it would be a wife or mother, anyway!

Another important aspect to remember, to honor her husband. This is a very important man. We may have to have him home. But that was in front of his family or his associates. I will make him lose face. (Male pug and we would not do … I know you want me here).

Sex is necessary …
Another very important thing is. If he wanted to have sex with you, do not deny it. I was discouraged. This is important because a lot of men. I denied it. To give him confidence. (Depressed mood bully withered away to nothing) is to focus on the male sex over the female. For men who love sex with then separate it out. Considered part of the male one.

So often when you guys talk. One subject that is often boast about sex (which really does boast some he called them spit at each other), the two sides will focus on sex. Not equal to. Excitable than men have completed the task faster and faster. (Typically takes 4-5 minutes), while the slower and longer than the female. The imbalance. Although the men in this event will start. But sometimes you may begin earlier. This will make him proud. (The man) asked, but do not say anything about the work or calling me. (I do it).

There are many careers that you guys wanted me to be his wife. (While in bed) is a wrestler, gymnast or a chiropractor. Help cover the dough with water and massage (but not recommended by my husband to do the work of the house) or a fine taste. I use the tongue to taste things. Taking the Baroque. This is not to me. (But for the newly married. This should be the first settler. I do understand that you have your husband to come to church surfing strategic depth) and on the other hand I do not have a career, I would say it to me.

One. Teacher (doing so far. Doing it this far).

Two. Nurse (not capacitance. Before going to the bathroom. I brush my teeth or not! I think this is better than sleeping Hanhlagใhgkan).

Three. Nuns or orator. (Talk show to do it).

4. A Business (must book in advance before it).

But if you have such a career (really) but I forgot to do it. I will give you a clear head and a good husband, I have a happy family! Write it finished. I did try to take it to his wife. I do not like ugh ugh.

ครรภ์เป็นพิษคืออะไร

ครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น จากการศึกษาวิจัยพบว่ากลไกในการสร้างสารเคมีที่มีชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน มีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ สารพรอสตาแกลนดินบางตัวทำให้หลอดเลือดขยายตัว บางตัวทำให้หลอดเลือดบีบตัว คุณแม่ที่เกิดครรภ์เป็นพิษจะสร้างพรอสตาแกนดินที่ทำให้เส้นเลือดบีบตัว มากกว่า ทำให้แรงดันในหลอดเลือดที่มีความตีบตัวสูงขึ้นมาก และเส้นเลือดดังกล่าวยังปล่อยน้ำที่อยู่ในหลอดเลือดให้รั่วซึมออกนอกเส้น เลือดได้ง่ายอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การสร้างฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ที่มากกว่าปกติ และปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาและวิจัยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับ สาเหตุของโรคนี้ค่ะ

ครรภ์เป็นพิษรักษาได้อย่างไ

การ รักษาโรคนี้ดีที่สุดคือ ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือการยุติการตั้งครรภ์นั่นเอง เพราะอาการต่างๆ เกิดจากการตั้งครรภ์ทั้งสิ้น ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ครบกำหนด หรือใกล้ครบกำหนดแล้ว คุณหมอจะตัดสินใจให้คุณแม่คลอดให้เร็วที่สุด ซึ่งหากคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดแล้วจะพิจารณาให้คลอดทางช่องคลอดก่อน แต่ถ้าหากลูกตัวใหญ่มาก หรือคุณแม่ไม่มีอาการเจ็บท้องเลย คุณหมอจะพิจารณาผ่าตัดคลอด

แต่หากโรคนี้เกิดในขณะที่อายุครรภ์ยัง น้อยหรือยังไม่ครบกำหนด การรักษาโดยการให้คลอดเลยอาจมีปัญหากับลูกได้เนื่องจากลูกยังตัวเล็กมากมี น้ำหนักน้อย การทำงานของปอดยังไม่ดีพอ ซึ่งเสี่ยงมากที่ลู%

ลูกร้องกลางดึก

ปัญหา การนอนนี่ พบได้บ่อยครับ เด็กบางคนแยกที่นอนกับพ่อแม่ ก็มักจะตื่นร้อง แล้วปืนขึ้นเตียงพ่อแม่หรือมานอนที่นอนกับพ่อแม่จนเช้า คนที่มีอาชีพที่ต้องอยู่เวร คงเข้าใจดีถึงการอดหลับ อดนอนว่าเป็นอย่างไรนะครับ อยู่เวรวันนี้ ยังไงพรุ่งนี้ก็ยังได้นอนพัก แต่ใครที่มีลูกเล็กๆ ที่มีปัญหาการนอนจะแย่กว่ามากเพราะมันเป็นประสบการณ์อยู่เวร อยู่ยามทุกคืน โดยไม่มีวันได้หยุดพักเลยครับ เมื่อลูกตื่น พ่อแม่ก็ต้องตื่น (พ่อบางคนอาจไม่ตื่น แต่คนเป็นแม่ตื่นแน่) อดนอนหลายคืนแล้ว ทุกเช้าก็ต้องไปทำงานตามปกติ เล่นเอาคุณพ่อคุณแม่หลายคนถึงกับโทรม เดินไปทำงานแบบเบลอๆ เลยครับ ปัญหาการนอนของลูกอาจเริ่มตั้งแต่รับลูกมาจากโรงพยาบาลจนบางทีไปถึงวัย อนุบาลก็ได้ครับ เราลองมาทำความเข้าใจเรื่องการนอนของเด็กกันดีกว่านะครับ

 

การที่เราเอาขวดนมใส่ปากแล้วเด็กทารกหยุดร้องชั่วคราวนั้นเกิดจากกลไกทาง ระบบประสาทที่เรียกว่ารีเฟลกซ์ (Sucking reflex) ครับ โดยเมื่อมีวัตถุเช่นจุกนมหรือหัวนมแม่เข้ามาสัมผัสในปาก ระบบประสาทจะสั่งให้เกิดการดูดโดยอัตโนมัติ เมื่อต้องดูดก็ต้องหยุดร้อง เพราะไม่มีใครสามารถดูดไปด้วยร้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ซ้ำๆ แบบนี้ล่ะครับ จะทำให้พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกร้องเพราะหิว เพราะเอานมใส่ปากทีไร ก็หยุดร้องทุกที เด็กเองก็ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการตื่นขึ้นมากินนมตอนกลางคืน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขนี้เมื่อลูกร้องกลางคืนก็ควรปฏิบัติตามขั้น ตอนเช่นหาสาเหตุก่อน เช่นเปียกอุจจาระ ปัสสาวะหรือไม่ อากาศร้อน เย็นเกินไป ถ้าไม่เจอสาเหตุลองตบก้นให้หลับหรืออุ้มปลอบดูก่อน ถ้าไม่หยุดจริงๆ อาจให้ดูดน้ำจากขวดนม เด็กหลายคนก็จะหลับต่อได้ โดยไม่ต้องให้นม ร่วมกับทำตามข้อปฏิบัติเพื่อการนอนที่ดีของลูกดังนี้

การนอนกับพัฒนาการตามวัย

การ นอนก็เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กครับ จากการศึกษาวิจัย เด็กทารกจะใช้เวลากับการนอนมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน โดยมักตื่นร้องทุก 3 – 4 ชั่วโมง ซึ่งสัมพันธ์กับความหิว เนื่องจากเด็กทารกต้องกินนมทุก 3 – 4 ชั่วโมงนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เด็กทารกจะตื่นกลางคืนทุก 3 – 4 ชั่วโมง ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่คงต้องทนเหนื่อยไปก่อนครับ แต่เมื่อเด็กโตขึ้นก็จะหลับกลางคืนได้นานขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 70 ของเด็กอายุ 3 เดือนจะเริ่มหลับยาวได้เกือบตลอดคืน และที่อายุ 4 เดือนเด็กหลายคนจะหลับต่อเนื่องได้ถึง 8 ชั่วโมง ดังนั้นพอลูกอายุ 3 – 4 เดือนคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็จะเริ่มสบายขึ้น แต่ก็พบว่าเด็กส่วนหนึ่งยังตื่นร้องกลางคืนไปเรื่อยๆ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ให้นมลูกบ่อยเกินไป เช่นในตอนกลางวันพ่อแม่ให้นมลูกทุก 1 – 2 ชั่วโมง หรือให้นมทุกครั้งที่ลูกร้องเด็ก กลางคืนลูกก็ตื่นร้องบ่อยเพื่อกินนมเหมือนช่วงกลางวัน (Trained night feeders) อีกปัญหาหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่ตอบสนองต่อการตื่นของลูกทุกครั้งด้วยการ ให้นม (Trained night crier) อันนี้พบบ่อยมากจริงๆ ครับ คือเวลากลางคืน ถ้าลูกร้อง ไม่ว่าจะร้องดัง หรือแค่ร้องแอ๊ะๆ ก็รีบเอาขวดนมใส่ปากทันที ถ้าทำอย่างนี้เด็กจะถูกฝึกให้ตื่นร้องมากินนมกลางคืนไปตลอด คราวนี้ล่ะครับ แทนที่จะได้หลับยาวๆ ตามที่ควรจะเป็น ก็เลยร้องตื่นคืนละ 3 – 4 รอบ ทำให้พ่อแม่อดหลับอดนอนไปตามๆ กัน เหมือนอย่างกรณีของเฟรม

  • ให้ลูกหลับ บนเบาะหรือเตียงเสมอ ไม่อุ้มเดินให้เด็กหลับคาอกแล้วจึงเอาไป วางบนเบาะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเมื่อลูกร้องมักจะอุ้มไปมาเป็นชั่วโมงๆ ให้ลูกหลับคาอกขณะอุ้ม ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องครับ วันหลังก็ต้องทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พ่อแม่บางคนปวดหลังไปเลย เพราะลูกโตขึ้น ก็หนักมากขึ้นเรื่อยๆ
  • จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับเช่น เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน ปรับอากาศให้เย็นสบาย มืด ปิดไฟนอน ไม่เปิดไฟหรือเปิดทีวีในห้องนอนทิ้งไว้
  • ก่อนเข้านอนไม่กระตุ้นหรือ เล่นกับลูกมากเกินไป คุณพ่อบางคนทำงานมาก กลับบ้านดึก มาถึงก็พยายามเล่นกับลูกการเล่นกับลูกก็ดีอยู่ครับ แต่ถ้าเล่นใกล้เวลาเข้านอนมาก หรือเล่นจนเด็กสนุกตื่นเต้นมากเกินไป อาจมีผลต่อการนอนหลับได้

ในกรณีของเฟรม หลังจากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจที่มาของปัญหาแล้ว สรุปว่าเฟรมถูกตั้งเงื่อนไขในการนอนไว้ดังนี้คือตื่นขึ้นมาต้องมี

  1. พ่อแม่กอดตามด้วยการอุ้มเดิน และเปิดไฟ
  2. เสียงเรียกหรือพูดคุยของพ่อแม่
  3. ที่สำคัญต้องมีนมขวดให้
  4. หลับบนอก บนตักหรือขณะพ่อแม่อุ้มอยู่

คุณ พ่อคุณแม่ก็ค่อยๆ ถอนการตอบสนองออกทีละอย่าง เริ่มจากคุณพ่อคุณแม่ไม่พาเดินรอบห้อง อีก 2 – 3 วันต่อมาเริ่มไม่เปิดไฟ ไม่พูดคุย พยายามให้หลับบนที่นอนตัวเอง ต่อมาก็พยายามจะไม่อุ้มขึ้นมา ต่อมาอีก 2 – 3วันก็ค่อยๆ ลดความถี่ในการให้นมขวด บางทีก็เริ่มให้น้ำเปล่าแทนนมขวด จากนม 4 ขวดต่อคืนก็ลดเหลือ 3 2 1 ขวด ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เฟรมก็เริ่มร้องน้อยลงและไม่ค่อยตื่นกลางคืนแล้ว

ลูกนอนดึก ตื่นสาย

แทบ ไม่น่าเชื่อว่าผมได้พบเด็กชายอายุ 2 ปีอีกคนหนึ่งที่นอนดึกมาก คือกว่าจะนอนเกือบตี 1 แล้วไปตื่นเอา 10 โมงเช้า รายนี้พ่อแม่ขายของกลางคืน เลยเลิกงานดึกเกือบเที่ยงคืน ลูกก็รอเล่นด้วย พอจะปิดไฟให้นอน ลูกก็ร้องไห้ ไม่ยอม จะเล่นต่อ พ่อแม่เห็นลูกร้องมากก็ตามใจ เด็กก็เริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ หรือบางทีปัญหาการนอนของลูกอาจเกิดจากคุณพ่อคุณแม่บางคนมีพฤติกรรมนอนดึก อย่างอื่นเช่นชอบนั่งดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์จนดึก เด็กมักคุ้นเคยกับการนอนดึกตามไปด้วย ผลเสียของการนอนดึกเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต (Growth hormone) ซึ่งจะหลั่งออกมาในสมองเฉพาะเวลานอนหลับตอนกลางคืนเท่านั้น มันจะไม่หลั่งเวลาเช้าหรือสายๆ ดังนั้นเด็กที่ไม่นอนกลางคืน แต่มานอนกลางวัน ฮอร์โมนนี้จะหลั่งออกมาน้อยอาจมีผลกระทบการเจริญเติบโตได้ ดังนั้นเด็กจึงไม่ควรนอนดึกเกิน 4 ทุ่มครับ สำหรับเด็กที่นอนผิดเวลาไปแล้ว อาจปรับพฤติกรรมโดยลองปลุกลูกให้เช้ากว่าปกติ เช่นปกติตื่น 10 โมงเช้าก็ค่อยๆ ปลุกเร็วขึ้นเป็น 9 โมงครึ่ง วันต่อไปก็เป็น 9 โมงเช้า เด็กอาจง่วงนอนตอนกลางคืนเร็วขึ้น เราก็พยายามค่อยๆ เอาลูกเข้านอนเร็วขึ้นเช่นเคยนอนเที่ยงคืน ก็เลื่อนลงเป็น 5 ทุ่มครึ่ง เป็น 5 ทุ่มพร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอนหลับอย่างที่แนะนำไปแล้วตอนต้น
นอกจากนี้เด็กส่วนใหญ่จะมีการนอนกลางวัน ซึ่งปกติแล้วเด็กทารกมักมีนอนกลางวัน (nap) ประมาณ 1 – 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 1 – 2 ชั่วโมง ส่วนเด็กอายุ 2 – 3 ปีก็จะมีนอนกลางวัน ประมาณ 1 ครั้งต่อวัน ถ้าเด็กมีปัญหานอนดึก ให้ลองสำรวจว่านอนกลางวันกี่ครั้ง เวลาใดบ้าง ที่ผมเคยเจอบ่อยๆ ก็คือเด็กบางคนมีนอนกลางวัน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 อาจเป็นตอนเย็นหรือหัวค่ำ เช่นถ้านอนตอน 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มไปแล้ว ก็จะทำให้เด็กนอนดึกขึ้นเช่นนอน5 ทุ่มหรือเที่ยงคืน ดังนั้นควรปรับการนอนกลางวันให้เหลือครั้งเดียว เอาเฉพาะที่ง่วงจริงๆ และเลื่อนเวลานอนตอนเย็นหรือหัวค่ำไปเป็นนอนช่วงบ่ายแทน

ปัญหาการนอน ในเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และแตกต่างจากปัญหาการนอนของผู้ใหญ่ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับการนอนของลูก คอยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น หรือถ้ามีปัญหาก็ปรึกษาแพทย์เพื่อคำแนะนำที่ถูกต้อง ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะช่วยให้พัฒนาการและสุขอนามัยของลูกดีขึ้นและพ่อแม่ก็ ไม่เครียด ได้นอนหลับพักผ่อนตามลูกไปด้วยครับ

play with love

เด็ก
We can learn from children as they learn from us. They can also improve our sense of well-being. If you are feeling low, you can either do a physical detox to revitalize and clear your system, or you can do a mental detox, to reawaken your inner child. Spend just an hour watching your kids play. You will benefit perhaps more than you realize.
The Importance of Fathers in Children’s Play
Fathers play an extremely important part in the development of their children through play. For a child, there is simply nothing better than an adult playing with them. Simply nothing. Mum is around more, and Dad is somehow more of a prized playmate. Dads throw themselves into play when they join in, and are funny and irreverent. So, when you play with your child you are immediately a hero. This puts you in a strong teaching position, although sometimes it’s as well to forget teaching and just have fun. Since the underlying function of play is learning, you’ll find you’re teaching whether you intend to or not. Research suggests that fathers who are involved, nurturing, and playful with their infants have children with higher IQs, as well as better linguistic and cognitive capacities. This style of paternal parenting is also associated with better outcomes for adolescents too, with a 2001 US Department of Education study finding that adolescents with involved paternal role models were 43% more likely than other kids to gain mostly A grades at school. That’s a big percentage.
Effect of Fathers’ Play on Emotional Well-being
As discussed in other articles on this Becoming A Better Father, fathers play is significantly different to mothers’ play, and can have a huge impact on children’s social development. One study notes:
“Fathers spend a much higher percentage-of their one-on-one interaction with infants and preschoolers in stimulating, playful activity than do mothers. From these interactions, children learn how to regulate their feelings and behavior.”
Furthermore:

Shakespeare’s line from Twelfth Night, “If music be the food of love, play on!” strikes a chord with all of us. The food of love for children is play itself. Along with the provision of food and shelter, love and play are the things your child needs, biologically, to progress and develop into a happy adult. Children are programmed to play, and you will find them doing so in war zones as bombs rain down, on bombsites when their homes have been destroyed, and with the last energy left in them when starving in a drought zone. They are remarkable in this regard. Children must play, and will play, and as adults we can only gaze on in awe at their resilience and the joy that is within each child, given the slightest chance. The little rules that govern play, and how play conflicts are resolves is both charming and salutary. Fundamental human societal rules emerge, the unlearned norms which must govern all harmonious co-existence. We see the underlying human desire for peace and co-operation, and for negotiated settlements and all out conflict – it all emerges in children’s play and we can learn that adult life isn’t so different from that in the playground.
“… children who grow up with involved fathers are more comfortable exploring the world around them and more likely to exhibit self-control and pro-social behavior.”
Proof, were it needed, of the central importance of the father’s role was shown in another research study which concluded that kids who have an actively involved relationship with their children were less likely to suffer with mental health problems, such as depression, less likely to be disruptive at school, less likely to lie, and more likely to demonstrate pro-social behavior  This is powerful stuff. And it’s not just boys who can benefit from the closeness that play promotes. Girls with close relationships with their fathers showed higher self-esteem than those who did not.
Active Involvement
This need not be anything more than play, if that is all you are able to provide. The pressure on fathers’ time is endless. It may be that, because of work, you are unable to attend every concert or ball game. You may not be able to pick them up from parties or do the sort of thing you imagine ‘active involvement’ might mean. Don’t beat yourself up about that. Kids are very understanding. But when you do have the time to spend with your children, you can do nothing better than play with them. It communicates love, it teaches, it shows you are giving your undivided attention and children love nothing more to have Dad all to themselves. The time you spend playing together will reap rewards far beyond the duration of that play tine. It’s strikes a deep chord in children when you join them in their world. After all, we expect them to inhabit ours for a majority of the time. Step into that imaginary space and celebrate life with your children. You’ll be giving them a great gift

Fathers as mom

Mothers are excellent at nurturing children. Fathers are good at riling them up before bedtime and testing their physical limits. We show kids how to cannonball into swimming pools, skateboard down steep hills and jump BMX bikes over poorly constructed plywood platforms.

We also instruct them in the fine art of belching, breaking wind, turning random objects into guns and lightsabers, toilet “pee-sword fighting,” and other uncouth behavior. We have to do this. It’s our job.

Moms and dads have different parenting styles. Moms comfort kids when they’re feeling down. They encourage them to discuss their problems. Dads teach them to look for a solution and move on. We wrestle our kids to the floor and tickle them and until they forget what they were depressed about. Moms express their disapproval with a tsk-tsk sound and accuse us of acting like children.

We take that as a compliment.

For decades it was assumed that the mother-child relationship was the most important one in a kid’s life. Within the last several decades, however, psychologists have realized just how much fathers matter. Raising kids is about balance. Moms are great caretakers. Dads have a more relaxed attitude toward parenting. Together, they form the perfect unit. When a child comes home crying with a scraped elbow, mom will console them with tender words. Dad will distract them by saying “Just walk it off” or “That’ll feel better once it stops hurting.”

In other words, moms protect children and dads give them self-confidence. We throw our kids into the air amid shouts of “Not so high.” We bounce them on the bed and mothers cry “Someone’s going to get hurt doing that.” Men know that cuts and scrapes are part of life. Women know to stock up on the bandages and antibiotic cream. Either of these parenting styles by themselves might spell disaster. Together, they keep kids safe while increasing their self-reliance.

If someone gets stuck on a homework problem, it’s usually mom who offers assistance. Dad will glance around the edge of his newspaper and shout “For God’s sake, give it another try.” When there’s a tantrum, mothers do their best to reason with a child. Fathers correct the problem with a stern glare and a threat to “jerk a knot in somebody’s tail.”

Fathers serve another important purpose. They give kids a realistic look into the male world. Girls learn from their dads how men should act toward women. Boys learn how to control their anger and deal with their masculinity in positive ways.

Kids learn lots of other cool stuff from their fathers, like not to bully or be bullied, and how to maintain a healthy balance between timidity and aggression. Dads roughhouse with their children in order to show them that kicking, scratching and biting are wrong. Kids learn self-control when a father says “Now, enough is enough,” and “Take that noise down a notch.”

One of my favorite confidence building moments as a father took place when my three-year-old son, Tyler, was learning to ride his bike. The training wheels were off, his helmet was on and he was ready to face the big challenge … . Well, almost.

”Naw, you’re just shedding worn skin” I said, applying a Band-Aid to the wound. “Keep it up. You’re doing great.”

And so it continued. There were a few more crashes that afternoon, and several more Band-Aids, but Tyler hung in there. At one point his mother stepped outside and shouted, “Don’t you think he’s had enough for one day?”

”We can’t give up now,” I hollered back. “He’s almost got it.”

On the next try Tyler kept his balance for a second or two longer. Then he was on his way, wobbling down the street on two wheels. I can still call up that old memory as if it was yesterday. It was every father’s Hallmark moment.

”Dad,” he called out nervously, “Do I have to do this?”

”Of course you do,” I replied. “This is the only day of the year zombies allow three-year-olds to ride their bikes without training wheels. I saw it on the news.”

”But I’m scared,” he said.

”Just keep your wits about you and stay balanced.”

Tyler tightened the chin strap on his helmet and sighed. “Okay, I guess I’m ready.”

I gave him a push and he was off. A few yards down the street his bike hit the curb. Tyler fell to the pavement and scraped his knee.

”Dad, I hurt myself,” he cried.