I want very badly to you.

When I Grow Up
To eat as a family. Contribute to the child’s positive attitude towards eating vegetables easier. “>Grow up into adults who are healthy both physically and mentally, if not discouraged, but try not to eat the next.
Importantly do not use force. I get the feeling against eating vegetables.
- Change the shape or vegetable juice as an ingredient in other foods, such as chopped into small pieces. Made into jelly, juice Or menu favorites such as carrot, cut into small pieces. Mixing with the broth. “>Pork Fried carrot mixed
The importance of the family table should have at least one menu with vegetables to be a good role model to their children to eat vegetables.
Motivation techniques
Named to eat more vegetables such as pumpkin fairy Jomparang lettuce can cause children to feel wanted to eat.
To mentor recruits children to enjoy eating vegetables. Using fingers picked vegetables such as carrots, boiled lentils, boiled mouth, cut into pieces. “>Eventually, children will eat them.
When children are encouraged to eat it should compliment your child eager to learn new foods next time.
- The nurse noticed that his favorite record or satisfied with broccoli or reject any.
It can help you make a habit of eating the children.

ห้ามไม่ให้เด็กเล่นมือถือเพราะมีอันตราย

เมื่อเซลล์ได้รับรังสีไม่ว่าจะเป็นรังสีประเภทใด (แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอ รับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หลายๆ เดือน หรือหลายๆ ปี) จะทำให้เซลล์เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ถ้าร่างกายซ่อมแซมให้เป็นปกติไม่ได้ จะเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์เนื้องอก หรือเซลล์มะเร็งได้
ดังนั้นถ้าได้รับรังสีจากโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี   โดยมีการใช้บ่อย แต่ละครั้งใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก หรือมะเร็งเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้านที่ติดกับการใช้โทรศัพท์ เช่น เนื้องอกของประสาทหู ประสาทตา ลูกตา ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและสมอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็มีรายงานว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง เพลีย นอนไม่หลับ บางคนมีอาการใจสั่น (ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดก็ได้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) ประเทศออสเตรเลียได้เตือนถึง   การใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ว่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปริมาณรังสีที่สะสมในร่างกาย เพราะเซลล์ในร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีความไวต่อรังสีทุกชนิด จึงมีโอกาสได้รับรังสีสะสมสูงกว่า อาจจะทำให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์ได้มากกว่าผู้ใหญ่

รังสีจากโทรศัพท์มือถือ คือ รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเภท นัน-ไอออนไนซ์ เป็นรังสีที่อาจทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ซึ่งเป็นรังสีที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับรังสีคลื่นวิทยุ รังสีจากความร้อน รังสีจากแสงแดด และรังสีจากเตาไมโครเวฟ (เป็นรังสีคนละประเภทกับรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์)

 

   

 

ทำอย่างไรให้เด็กฉลาด

ผล การศึกษาพบว่า ขณะเปิดทีวี พ่อแม่ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การโต้ตอบ ความใส่ใจต่อลูกน้อยลง 20% เมื่อเทียบกับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่เปิดทีวีตัวแทนคณะนักวิจัยจึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวว่า  “การ ใช้เวลาที่มีคุณภาพอยู่ด้วยกันระหว่างพ่อแม่ลูก เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะด้านสังคมและการสื่อสารของลูก ผลการวิจัยชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องบ่งชี้ว่าการดูทีวีไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อดวงตาของเด็ก เล็กที่เกิดจากการจ้องมองทีวีเท่านั้น แต่ยังกระทบกับการเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมให้กับลูกด้วย


   โดยปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับสมองที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้ อาทิเช่น ปัญหาการรับรู้และตอบสนองช้า การเรียนรู้ช้า ทักษะการทำงานประสานกันของมือ สายตา และการทำตามคำสั่งต่างๆ ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กปกติ ดร.สตีเฟ่น แอชวอล นักประสาทวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก จาก Loma Linda University School of Medicine in California ให้คำแนะนำว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องวินิจฉัยและดูแลเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่เองก็ไม่ควรนิ่งนอนใจต่อหากพบความผิดปกติเกี่ยวกับขนาดศีรษะของ ลูก
   อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนที่มีขนาดศีรษะเล็กว่าปกติจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหรือ การเรียนรู้ เด็กจำนวนไม่น้อยก็มีพัฒนาการเหมือนเด็กปกติทั่วไป”
ม่ว่า จะนั่งดูหรือไม่ก็ตาม ทำให้คณะนักวิจัย ได้พยายามศึกษาผลกระทบของทีวีอย่างจริงจัง โดยการสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่และเด็กจำนวน 50 คอรบครัว ที่มีลูกอายุระหว่าง 0 – 3 ขวบ เริ่มจากการให้พ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันในห้องเด็กเล่นโดยไม่เปิดทีวีเป็นเวลา ครึ่งชั่วโมง และอีกครั้งชั่วโมงให้พ่อแม่สามารถเลือกดูรายการทีวีร่วมกับลูกได้ โดยระหว่างนั้น นักวิจัยจะสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ทั้งการพูดคุย การเล่น การโต้ตอบคำถามต่างๆ ระหว่างกัน

เลือกกินเพื่อลูก

กะหล่ำปลี : มีให้รับประทานตลอดปี อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากฮอร์โมนได้ในระดับหนึ่ง เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ใบสีเขียวของกะหล่ำปลียังมีวิตามินเค เบตาแคโรทีน โฟเลต และวิตามินบี 2 อีกด้วย แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไปจะทําให้ท้องอืดและอาจมีผลทําให้ขาดธาตุ ไอโอดีนด้วย

ผักบํารุงผิว-เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
นอกเหนือจากการกินผักฤดูหนาวที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายของคุณแม่ท้องแล้ว ยังมีผักที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบํารุงผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงฤดู หนาวด้วย

ขิง : รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังช่วยขับลม ย่อยอาหารและแก้ท้องอืดอีกด้วย

มะนาว : น้ำมะนาวช่วยย่อยอาหารและเสริมกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มเป็นประจําจะช่วยป้องกันการแท้ง ส่วนเปลือกมะนาวเป็นยาขับลม และน้ำมันที่ผิวของมะนาวยังช่วยบํารุงผิวพรรณได้ โดยผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ผิวแห้งจะช่วยให้ผิวชุ่ม ชื่นขึ้น ลดอาการคันและอักเสบ

อากาศที่เย็นลงอาจทําให้คุณแม่เป็นหวัด ผิวแห้ง และปวดตามเนื้อตัวได้ง่าย คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งการเลือกกินผักในช่วงฤดูหนาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยและยังช่วยบํารุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นได้ด้วยค่ะ

เลือกกินผักฤดูหนาว
การเลือกกินผักตามฤดูกาล นอกเหนือจากหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกแล้ว ยังได้รับ สารอาหารมากกว่าด้วย เพราะผักบางชนิดหากซื้อนอกฤดูกาลอาจมีสารพิษทางการเกษตรมากกว่าปกติ เนื่องจากผักมักจะอ่อนแอและเป็นโรคง่ายทําให้ต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติ

ผักที่คุณแม่สามารถหาซื้อได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว มีดังนี้

ผักปวยเล้ง : (คนไทยมักเรียก ‘ผักโขม’) เป็นผักที่อุดมด้วยสารแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง ช่วยบํารุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งยังมีสารโฟเลต และธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเลือดจางและอาการท้องผูกด้วย แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกิน

บร็อคโคลี : มีวิตามินซีสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน โฟเลต เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ปวดตามข้อ หากนําบร็อคโคลีไปปรุงอาหารด้วยการต้มจะทําให้วิตามินซีในผักลดลงเกือบครึ่ง ใช้วิธีนึ่งพอสุกหรือผัดจะดีกว่า

 

ขมิ้น : เป็นส่วนผสมอยู่ในผงกะหรี่ ช่วยแก้อาการท้องอืด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยสมานแผล ลดอาการคันและผดผื่นตามผิวหนังได้ โดยนําขมิ้นสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นํามาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

อาหารบำรุงเมื่อครรภ์

สรรพคุณของยา คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องหรือฝังเข็มได้

แผนปัจจุบัน (แผนฝรั่ง)
เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ ในแผนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงเลือดแคลเซียมหรือยาบำรุงกระดูกโฟเลตเม็ด (ที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์) มากกว่า

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
ยากลุ่ม: ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เช่นยาประเภทวิตามินต่างๆ
ยากลุ่ม B: ต่อทารกคือกลุ่มยาสามัญประจำบ้านเช่นพาราเซตามอลยาลดไข้ยาแก้หวัด
ยากลุ่ม C: B จึงต้องใช้ยาในกลุ่มนี้แทน
ยากลุ่ม D: เช่นยารักษาวัณโรคหรือยารักษาโรคมาลาเรียอาจทำให้ทารกพิการ แต่ถ้าไม่กินยาเพื่อรักษาโรคอาจทำให้ลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยากลุ่ม X: เพราะ ทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกเช่นกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งซึ่งจะมีการระบุบน ฉลากยาอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน’ ก่อนจ่ายยาในกลุ่มนี้แพทย์

ทั้งนี้ ควรเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และนำยาไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่น เพราะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ในครรภ์ได้ยกเว้นยาอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แผนไทย
น้ำอ้อย: ป้องกันไม่ให้เป็นไข้ลดอาการไข้ต่ำ ๆ ซึ่งคุณแม่จะเป็นบ่อยช่วงตั้งครรภ์
กล้วยน้ำว้าสุก: ช่วยระบายท้องทำให้ไม่เป็นท้องผูก
ขิงรากบัว: บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรและยาไทย เช่นว่านชักมดลูกกวาวเครือดอกคำฝอยเพราะจะทำให้ตกเลือดสมองหรือร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์หรือแท้งนอกจากนี้ หากกินเข้าไปจะส่งผลต่อทารกทำให้เกิดความพิการและมีพัฒนาการช้า

แผนจีน
4 กลุ่มคือยาที่มีผลต่อแม่โดยตรงยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ยาที่มีผลต่อการคลอดและยาที่มีผลต่อทารกแรกเกิด เช่นโสมตังกุยชวนป๋วยเป็นต้น 5 เดือนครึ่งขึ้นไป

ทำให้ทารกเติบโตไม่เต็มที่หรือแท้ง

 

ความเครียดของเด็กเล็ก

นักวิจัยจากวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าเด็กเล็ก เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งได้ เป็นอาการในลักษณะหวาดกลัว หวาดผวาที่เกิดนานมากกว่า 1 เดือน ในเด็กที่ประสบกับเหตุการณ์ รุนแรง เช่น  อุบัติเหตุ รถชน จมน้ำ หรือภาวะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกหรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่พบอยู่ตลอด จนหวาดกลัว  สมาธิไม่ดี สะดุ้งตกใจง่าย กลางคืนนอนฝันร้าย บ่อยๆ  และในขณะที่วิตกหวาดกลัวก็จะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง

จากการศึกษาเด็กอายุ 2-10 ขวบ ที่เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน จำนวน 114 คน พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 10 ยังหวาดผวากับอุบัติเหตุนั้น ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่มากพอๆ กับผู้ใหญ่ แต่เด็กที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากเด็กมีทักษะ ในการใช้ภาษาที่ค่อนข้างจำกัด จึงบอกเล่าไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วินิจฉัยอาการได้ยากว่าเด็กเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่

 

นักวิจัยชาวอเมริกันชี้ การห้ามโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์จะสามารถลดจำนวนเด็กอ้วนได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ชิน อี้โจว นักเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยลีไฮท์ รัฐเพนซินวาเนีย กล่าวว่า “แม้ว่าการที่เด็กๆ ตัวอ้วนจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดของเรา แต่จากการวิจัยและสังเกตแล้วพบว่าเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มากขึ้นนั้นมีส่วนจากโฆษณาทางโทรทัศน์เช่นกัน”

จากการวิจัยโดยใช้ฐานข้อมูลของเด็กเกือบ 13,000 คน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่บ่งชี้ว่า 13.9 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 2-5 ปี, 18.8 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุ 6-11 ปี และมากกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ และจากข้อมูลโฆษณาของสหรัฐอเมริกา พบว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแข่งขันกันโดยใช้การโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ซึ่งหากสามารถ จำกัดหรือห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์ได้ จะสามารถลดจำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงอายุ 3-11 ปี ได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงอายุ 12-18 ปี ได้ 14 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้การดูโทรทัศน์ยังทำให้มีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กได้ออกกำลังกายน้อยและโทรทัศน์ยังรบกวนการนอนอีกด้วย

นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ร้ายแรงอยู่หลายครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหวาดผวาที่รุนแรงถึงขั้นเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดก็จะหายจากอาการหวาดผวาได้

การสอนลูกใช้ผ้าอนามัย

ผ้าอนามัยแบบสอดซึ่ง มีลักษณะเป็นแท่งก็ไม่เหมาะกับเด็กสาวๆ แต่อาจเหมาะกับคนเคยมีเพศสัมพันธ์ เพราะช่องคลอดเราอยู่ดีๆ แล้วเอาไอ้สิ่งนี้เข้าไปขยายมันออก เพื่ออะไร จริงอยู่เวลาเข้าไปเป็นแท่งเล็กๆ แต่พอเอาออกมากลับกลายเป็นแท่งใหญ่แล้วนะ เพราะมันไปซับน้ำเลือดเต็มที่ อีกอย่างคือการสอดใส่เข้าไปไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ สำหรับเด็กที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีย์เสียเปล่าๆ

ความเสี่ยงก็สูงด้วย เพราะเคยมีผู้หญิงในต่างประเทศใช้ผ้าอนามัยชนิดนี้แล้วลืมเอาออกจนเกิดการติดเชื้อ ถึงตายในที่สุด

“สิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องที่ คุณแม่ต้องบอกลูกนะคะ รวมถึงเรื่องการดูแล ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วย เพราะถ้าเขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมาได้”

“แรกๆ ยังไม่รู้สาเหตุ ก็งงๆ นะ พอเขาบอกว่ามีอาการคันที่ปากช่องคลอด ซึ่งคืออาการของการเป็นเชื้อรา เราก็เอ๊…ทำไมเด็กสาวๆ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนถึงได้เป็นเชื้อรากันเยอะ เพราะทั้งจากการถามและการตรวจเขายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แน่นอน

“จนพบหลายๆ คนเข้า จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นเพราะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางวันละผืน ตรงนั้นมันก็อบ ซึ่งความจริงถ้าใส่กางเกงในที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายมันก็อบอยู่แล้ว แล้วยังเอาพลาสติกไปทับไว้บนกางเกงในอีก

“ปกติผู้หญิงเรามักมีสิ่งขับออกมาเปื้อนกางเกงนิดๆ เด็กๆ ขี้เกียจซักกางเกงใน ก็จะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางแทน เลยทำให้เป็นเชื้อรา เกิดอาการคันที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีตกขาวเยอะ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่น่าจะเกิด แต่เพราะความไม่รู้ แล้วก็ไม่มีใครบอกจนมาถึงหมอนี่แหละ

แต่พอเวลามีรอบเดือนจริงๆ ก็ใช้ผ้าอนามัยไม่ถูกอีก บางคนขี้รำคาญ เปลี่ยนบ่อยเกินไป ในขณะบางคนไม่เปลี่ยนเลยทั้งวัน ก็ไม่ไหว เพราะเลือดเป็นสารอาหารที่ดีของแบคทีเรีย ถ้ามันหมักหมมนานๆ ก็ทำให้มีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนผ้าอนามัยตามความเหมาะสม คือ อย่าให้นานเกินไปหรือบ่อยเกินไป

 

น้ำ+สบู่ธรรมดา=สะอาดพอเพียง
การทำความสะอาดจุดนั้นของผู้ หญิงเรานั้น เพียงแค่ใช้น้ำเปล่า และฟอกสบู่เหมือนส่วนอื่นๆ ตามปกติก็เพียงพอแล้ว ยิ่งเด็กๆ วัยแรกสาวที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ยิ่งไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และไม่ เคยมีการคลอด ช่องคลอดจะปิดมิดชิด โอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ จะเข้าไปยากมาก เพราะฉะนั้นล้างแค่ภายนอกพอ ไม่ต้องเข้าไปถึงข้างใน เนื่องจากระบบร่างกายเราจะทำความสะอาดเองโดยธรรมชาติ เพราะมันมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดความสมดุลของภาวะกรดด่างในช่องคลอดซึ่ง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ยากอยู่แล้ว” คุณหมอกล่าว

การใช้สบู่เฉพาะ ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่สกัดจากสารเคมี อาจทำให้เกิดความระคายเคือง และทำให้มีตกขาวมากขึ้น เพราะมันไปสร้างความระคายและนำเอาเชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอด

อย่างที่มีโฆษณาน้ำยาล้างที่ ทำให้มีกลิ่นหอมก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะตรงส่วนนี้ของเราไม่ได้สกปรกอะไรหนักหนา ความจริงน้ำยาพวกนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพราะคนบ้านเขาไม่ค่อยอาบน้ำ อาทิตย์หนึ่งอาบน้ำทีหนึ่ง อวัยวะเพศก็อบ ทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ พอจะมีเพศสัมพันธ์ก็มีกลิ่น เลยต้องใช้น้ำยาทำให้หอม

“อย่างเราอาบน้ำวันละสองหนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เลย การโฆษณาทำให้เกิดการเข้าใจผิดเพราะตรงส่วนนี้ไม่ต้องใช้การดูแลขนาดนั้น”

เพียงแค่ชำระล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอเท่านั้นละค่ะ แต่ไม่ต้องถึงขนาดทาด้วยแป้งฝุ่น เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความอบมากขึ้น และตอนนี้ก็มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า การทาแป้งที่อวัยวะเพศทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่

ที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่าง หนึ่งคือ การเลือกใช้กางเกงในควรเป็นผ้าฝ้ายจะดีที่สุด เพราะไม่ก่อให้เกิดความอับชื้น ซึ่งจะก่อให้เกิดเชื้อรา และอาการตกขาวตามมา

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ใส่กางเกงในนอนในเวลากลางคืนได้จะดีที่สุด เพราะตรงนั้นของคุณผู้หญิงจะได้แห้งๆ โดยไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นไว้บ้าง

สำคัญคือวิธีทำความสะอาด
สิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ วิธีการล้างและเช็ดก้นให้สะอาดหลังอุจจาระเสร็จ เพราะมันมีผลมาถึงช่องคลอดค่ะ

“อยากให้เด็กผู้หญิงทุกคนมี ความเข้าใจว่า ช่องคลอดมันอยู่ข้างหน้าต่อกับทวารหนักซึ่งอยู่ข้างหลัง ฉะนั้นเวลาอุจจาระแล้วต้องการเช็ดก้น ควรจะเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพราะถ้าเช็ดมาข้างหน้าอุจจาระจะมาป้ายแถวช่องคลอด ทำให้แบคทีเรียมาสะสม และเกิดการอักเสบที่ปากช่องคลอด หรืออาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น ผลก็คือจะทำให้เกิดอาการตกขาว หรือเป็นสีเหลือง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ตรงนี้จึงเป็นเรื่อง ที่ต้องพิถีพิถันและต้องฝึก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเริ่มดูแลตัวเองได้จะดีที่สุด เพราะมันไม่ใช่วิธีที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติซึ่งคนมักถนัดล้างจากข้างหน้า ไปข้างหลัง

“โดยเฉพาะจะสำคัญมากสำหรับผู้หญิง เพราะมีผลสืบเนื่องไปจนถึงวัยแต่งงาน มีลูก เนื่องจากเวลาคลอดทางช่องคลอดจะต้องมีแผลฝีเย็บ การเช็ดผิดวิธีจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หมอก็ต้องมานั่งสอน ซึ่งเป็นเรื่องลำบากนิดหนึ่งเพราะช้าไป จริงๆ มันน่าจะเป็นบทเรียนในชั้นเรียนให้เด็กได้รู้ด้วยซ้ำ”

 

ทำอย่างไรให้ลูกห่างยาเสพติด

การติดยาเสพย์ติดทุกชนิดสร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เปิดอกระหว่างพ่อแม่-ลูก ในเรื่องยาเสพย์ติด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสคิดด้วยตัวเอง ไม่ใช่เล็กเชอร์ให้ลูกฟังฝ่ายเดียว และพูดให้จะแจ้งไปเลยว่า พ่อแม่นั้นจะไม่มีวันตามติดไปดูแลลูกในเรื่องนี้ได้ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำ ได้ก็เพียงให้ข้อมูลผลร้ายทั้งที่มีต่อร่างกายและจิตใจของคน ติด หรือตัวอย่างของคนติดที่เห็นกันอยู่ ต่อเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
เอาแผ่นพับ หรือข้อมูลง่ายๆที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพย์ติด ฯลฯ วางไว้ตรงโน้นตรงนี้บ้างในบ้าน เผื่อจะผ่านตาลูก
ถ้าครอบครัวของคุณมีคนติดยาเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์มาก่อน โปรดตระหนักว่า ลูกของคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้น ควรพยายามเอาใจใส่ระมัดระวังกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงมองเห็นแต่ปัญหายาเสพย์ติดหรือสิ่งเสพย์ติด เพราะนั่นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนัก ถ้าแก้ที่นั่นได้ ปัญหายาเสพย์ติด สิ่งเสพย์ติดก็อาจจะลดลง

ดีที่สุดก็คือ ถ้าลูกยังเล็ก ตั้งแต่วัยอนุบาล ควรพูดคุยให้แกเข้าใจและซึมซับถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติดและสิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย บอกให้ลูกเข้าใจว่า ยาทุกชนิดที่แม้แต่แอสไพริน ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ล้วนมีผลข้างเคียงที่เป็นโทษได้ทั้งนั้น
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้าหาสิ่งเหล่านี้ ในบ้านไม่ควรส่งเสริมการดื่มเหล้าจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ฝึกลูกวัยเรียน 7-8 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้เขารู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา และรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสม หรือที่เรามักใช้คำว่า “ฝึกทักษะชีวิต” เช่น ให้เขาเรียนรู้ว่าทางออกในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว : ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็หาใช่อนาคตดับวูบ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายไม่ ยังมีสถานศึกษาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ และประสบความสำเร็จได้ หรือ วิธีปฏิเสธเพื่อนแบบที่เพื่อนไม่โกรธ หรือ ถ้าเราไม่สมหวังเราจะมีวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ
บอกให้ลูกรู้อย่างชัดแจ้ง เคร่งครัดเด็ดขาดว่า พ่อกับแม่ไม่ยอมรับ

Kid can do

A little bit. But did you know that even children are in preschool, but he has the power and ability to absorb and learn and experience. It also can act more like adults. I do not believe in me Growing Up kindergarten.

Age in rats., A small but good as a mother (father) is.

Preschool seems like manner. Or as often as the traditional. “I do not smell the milk,” but in fact. Even a preschool child, but it is powerful in many aspects. Whether it is physical, mental – emotional, social, intellectual and ready.

* The body is capable of handling, walking, running.

Psychological – it * can temper it.

* Social behavior that display.

* Children have the cognitive ability to think. And ready to learn all you can get.

At this point, some parents may be viewed as “not true” for various reasons, many do not see that …

“Not really, because I do not eat the mess. Continue to fall. Cycling is falling “.

Some people say that …

“I control my own behavior and how. Taken to store the bell I fidget “.

Please tell me that this is actually they are born with all the potential that we mentioned ‘I’, but the lack of experience and the promotion of the point. Even if your parents are saying, ‘I do not so I do not do’ that will further undermine the vitality and viability and future of the ball with shine. So I adjusted my attitude toward the preschool. And I have activities to help empower young people together in it.

I do not lose adults.

Several studies have found that children’s ability to think and act like adults. If I do not have experience. So mature, so as to enhance the experience for my children.

For example, a research psychologist Jerry Bruner line Rome intelligence Said the child. Learn to absorb it better if he had discovered the self. The foster children. This self-study. Adults are people who are responsible for the proper experience to children with

A recent study from the New York Sun, Alison Gordon, professor of psychology. University of California confirmed that children are capable of thinking like adults. You can know what is good – not great – being wrong through action and play with it.

Concluded that the children have learned in the capacity. But we have to compose learning. And promote and encourage the children. Tried everything. Without blocking it. By the way it is …

No.1 did not insult you.
The key to promoting the vitality and viability of the child is. ‘Do not libel’ I do not believe that young children do not have much. So that he could ‘do’ attitude adjustment made pursuant to this Article. I ask you to compose. It is important that the patient and try to do these preschool view it.

• Instead of using the plates, glasses, utensils, plastic containers, try to get him to try some of these with you. Do not worry that it will fall apart. I should tell him with a smile, “I hold it to gradually slow” to teach him how to use those items. It also taught him how to be careful with it.

• Give children chores such as sweeping the house, little house, let him not do rub. You are told by a neighbor. How to sweep it. How to rub. What if I do not follow you or will you manage to wipe it up, however. He was released on my own. Because if it is, that is the fun way to help children develop their potential.

• Children at this age can be a very important … There is the ability to doubt and questioning. They always have the time. So do you think it’s insulting to the question is a simple question. That children should not be asked. But should pay attention to the question. When I asked because it means I want to ‘know’ and this is the power that drives the children. Learning … Do not neglect it.

No.2 appreciate the effort.

When the activity was successful, there is a story about the ability to sing as he did at school with a friend. Help teachers erase the blackboard. Traffic teacher talks about painting, drawing, etc. I recommend that you do not forget to mention that my son told me about it. Because it acts as a force to enhance and increase the power and the courage to think and act in the issue. As well.

I do not surf the N0.3 “okay”.

If the dishwasher does not clean. Holding a glass of water, then drop. I need to make a clean sweep of the house to rub it turns out slop over. Please tell me that it’s “not bad” and are said to be with my son’s. “Not to be”.

Saying this because I want you to look at the intent of that. ‘He needs help’ and if this time is to help alleviate some errors I do not mind. In fact, we’ve made a mistake, but all of them were for me to say “okay” to help the children do not feel scare activities. I also have the power of courage to do what they were trained to be with me.