สอนลูกกินผลไม้


 

สีม่วง – สีน้ำเงิน : มีสารแอนโทไซยานินและฟนอล ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอัมพาต บำรุงผิวพรรณ และชวยใหทางเดินปสสาวะทำงานเป็นปกติ
- ผักกลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : เผือก หอมแดง มะเขือม่วง กะหล่ำมวง ดอกอัญชัน
- ผลไม้กลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : องุ่นม่วง บลูเบอรี่ ลูกพรุน ชมพู่มะเหมี่ยว ลูกเกดดำ
สีขาว : อุดมด้วยสารแอลลิซิน ช่วยรักษาระดับคอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และยังมีวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันหวัด
- ผักกลุ่มสีขาว : หัวหอม ขิง ผักกาดขาว ดอกแค ถั่วงอก มะละกอดิบ กระเทียม เห็ดสีขาว กะหล่ำดอก มะเขือเปราะ
- ผลไม้กลุ่มสีขาว : ฝรั่ง เงาะ ลิ้นจี่ กระท้อน มังคุด น้อยหน่า พุทรา แก้วมังกร
สีเขียว : มีสารคลอโรฟีลล์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีสารลูเทอินและสารอินโดลสที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ฟนและกระดูกให้แข็งแรง
- ผักกลุ่มสีเขียว : แตงกวา บร็อคโคลี่ คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักขม มะระ ป๋วยเล้ง กวางตุ้ง ต้นหอม
- ผลไม้กลุ่มสีเขียว : มะนาว กีวี ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปลเขียว องุ่นเขียว มะมวง
 
นอก จากคุณแม่จะต้องกินอาหารให้ ครบ 5 หมู่ในแต่ละวันแล้ว ก็อย่าลืมกินผักและผลไม้ให้ครบ 5 สีนะคะ อย่างเมนูง่ายๆ เช่น สลัดผัก-ผลไม้ 5 สี ยำหรือส้มตำผัก-ผลไม้ 5 สี ทั้งอิ่มอร่อยและได้สุขภาพดีด้วยค่ะ
สีส้ม-สีเหลือง : อุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีน แคโรทีนอยด ไบโอฟลาโวนอยด์และวิตามินซี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระตัวก่อมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวล บำรุงสายตา และช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
- ผักกลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : แครอท ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง พริกเหลือง มันฝรั่ง
- ผลไม้กลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : ส้ม สับปะรด มะละกอสุก มะม่วงสุก กล้วยสุก ขนุน แคนตาลูป แตงโมเหลือง
 
สีแดง : มีสารไลโคปิน เบต้าไซซินและแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันภาวะความจำเสื่อม ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินปสสาวะ และลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
- ผักกลุ่มสีแดง : พริกแดง หอมใหญ่แดง มันฝรั่งแดง ผักโขมแดง บีทรูท
- ผลไม้กลุ่มสีแดง : มะเขือเทศ แตงโม ทับทิม แอบเปิ้ล เชอรี่ สตรอเบอรี่ องุ่นแดง แกวมังกรเนื้อแดง
 

 

 

 

เรื่องสกปรกของนิ้วมือเด็ก

   การดูดนิ้วมือของเด็ก แม้จะเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กเอง แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยไปนะคะ คุณแม่ควรมีการปรับลดปัญหานี้ให้หมดไป
*   ใช้ของเล่นที่ใช้มือเล่นเป็นหลัก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้ลูกลืมการดูดนิ้วมือ
*   คุณแม่ต้องหมั่นดึงนิ้วมือออกจากปากของลูก เวลาที่เห็นเขาเริ่มที่จะเอานิ้วเข้าปากอีก และให้เขาหันมาเล่นของเล่นอื่นแทน
*   ไม่ ควรใช้วิธีป้ายยาขมที่นิ้ว หรือติดพลาสเตอร์พันนิ้วมือลูก เพราะนั่นเหมือนเป็นการลงโทษ ปิดกั้นลูกไม่ให้ระบายออก อาจทำให้ลูกเกิดความเครียดขึ้นอีก จะทำให้เลิกดูดนิ้วยากขึ้น
*   หา กิจกรรมให้ลูกทำก่อนเข้านอน เช่น การเล่านิทาน การพูดคุยกันในระหว่างวัน ร้องเพลงกล่อม เพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้นโดยไม่ต้องดูดนิ้วเพื่อกล่อมตัวเอง
*   ช่วงกลางวันให้ลูกได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ออกกำลังกายตามสมควร ส่งผลให้หลับง่ายขึ้นในช่วงกลางคืน
*   อย่า ใช้วิธีบังคับ ดุด่าหรือตีมือเพื่อให้เลิกดูดนิ้ว เพราะวิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้เกิดความกลัว และความกลัวนั่นแหละค่ะ คือที่มาอย่างหนึ่งของการดูดนิ้ว
*   คุณแม่ควรชักชวนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ให้กำลังใจ หรือให้ของขวัญเวลาที่ลูกทำดีด้วยการไม่เอานิ้วเข้าปากค่ะ


เด็กเล็กมักจะดูดนิ้วมือเพื่อความพึงพอใจในตัวเอง ต้องการกล่อมตัวเองในขณะที่กำลังจะหลับ หรือเพราะขาดความมั่นใจ ขาดความ
อบอุ่นจากพ่อแม่ จึงหาทางออกด้วยการดูดนิ้วเพื่อปลดปล่อยความกลัวเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการระบายความเครียดเบื้องต้นของตัวเด็กเอง
เมื่อมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์มากขึ้น ก็สามารถหาทางออกเพื่อระบายความเครียดของตัวเองโดยวิธีอื่นแทนการดูดนิ้ว เช่น
เด็กที่ดูดนิ้วเพราะความหิว เมื่อโตขึ้นก็สามารถบอกได้ว่าหิว หรือหยิบของกินเองได้
ฉะนั้น ถ้าคุณแม่ก็สามารถสังเกตได้ว่า ลูกดูดนิ้วเพราะความหิว ความเหนื่อยหรือความกลัว ควรรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ไปค่ะ
โดยปกติเด็กที่ดูดนิ้วมือมักจะเลิกเองโดยธรรมชาติเช่นกันค่ะ โดยไม่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปไม่น่าเกิน 4-5 ปี แต่ถ้า
นานกว่านั้นแล้วเด็กยังไม่เลิกดูดนิ้ว อาจส่งผลเสียต่อฟันแท้ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ค่ะ


ช่วงที่ฟันน้ำนมของเด็กกำลังงอกผ่านเหงือกออกมา ช่วงนี้เด็กจะคันเหงือกบ่อยค่ะ  เป็นเหตุให้เด็กชอบเอานิ้วเข้าปากเด็กจะดูดนิ้วในช่วง
นี้เพื่อขจัดความคันที่เกิดขึ้นค่ะ
การดูดนิ้วมือของเด็กแต่ละคนมีผลต่อเหงือกและฟันต่างกันนะคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของการดูด เด็กบางคนนำนิ้วเข้าปากเฉยๆ
โดย ที่ไม่ได้ดูดจะไม่มีผลต่อฟันมากแต่เด็กที่ดูดนิ้วแรงๆ และบ่อยครั้งจะมีผลต่อฟันแท้ที่จะเกิด คุณแม่อาจจะสังเกตการดูดนิ้วหรืออมนิ้วของลูกด้วยนะคะ
ผลแทรกซ้อนของเด็กที่ชอบอมหรือดูดนิ้วมือ จะทำให้เกิดปัญหาของกรามกับฟัน หรือการเรียงตัวของฟัน เช่น ฟันบนอาจยุบเข้าไป ฟัน
ล่างจะโย้ออกมาข้างหน้า และที่สำคัญที่สุดจะเกิดปัญหา เมื่อเด็กยังดูดหรืออมนิ้วมืออยู่ช่วงที่ฟันแท้กำลังจะเริ่มงอกออกมาก็คือช่วงอายุ 5-6 ปี จึงจำเป็นมาก ที่จะห้ามไม่ให้เด็กดูดนิ้วตั้งแต่ก่อนอายุนี้เป็นต้นไป

 


 

ลูกไม่สบายทำอย่างไร

ระวังความปลอดภัยถ้าถึงวัยหัดคลาน หัดเดิน ลูกจะ ไม่ยอมอยู่นิ่ง ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าบริเวณพื้นที่ที่ลูกคืบคลานไปไม่มี สิ่งแหลมคมที่จะ บาด ข่วนหรือทำอันตรายลูกได้ เช่น เข็มหรือดินสอปลายแหลม เป็นต้น

ดร. แครอล เฟรย์ ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลแมนฮัดตันบีช แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ช่วง 1 ปีควรปล่อยให้ลูก  เดินเท้าเปล่า เพราะจะช่วยทำให้สามารถพัฒนาทักษะการทรงตัว พัฒนากล้ามเนื้อเท้า ได้เรียนรู้การใช้เท้าและนิ้วเท้าเหยียบพื้น ทำให้ก้าวเดินไปรอบๆ ได้ง่ายและมั่นคงขึ้น นอกจากนี้เท้ายังเคลื่อนไหวได้อิสระ ได้สัมผัสพื้นที่แตกต่าง และเท้ายังได้พัฒนาเต็มที่ ไม่ถูก สกัดกั้นการเติบโตด้วยรองเท้า จนมีโอกาสเสียรูป
เมือง ไทยอากาศไม่ หนาวเย็นจัด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ชุด ติดกัน โดยเฉพาะชุดที่มีถุงเท้าอยู่ด้วย การปล่อยให้เท้าเปล่า ได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อได้ ดีกว่าที่ปลายเท้าถูกหุ้มจนมิดชิด ไว้ถึงหน้าหนาวเมื่อไหร่ค่อยให้ลูกสวมชุดติดกันนะคะ
นวดกระตุ้น ใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างของคุณแม่นวดคลึงเบาๆ จากฝ่าเท้าไล่ไปปลายนิ้วเท้า จากหลังเท้าไปที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส เสริมความแข็งแรงให้เท้าลูกได้
ความสะอาด ทั้งเท้าลูกและถุงเท้า เมื่ออาบน้ำเช็ดตัวให้เช็ดเท้าลูกจนแห้ง เปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่ให้ลูกทุกครั้งแม้จะไม่ได้สัมผัสสิ่งสกปรกใดๆ
หมั่นตัดเล็บให้สั้น ปกติเล็บเท้าจะยาวช้ากว่าเล็บมือ จึงไม่ต้องตัดกันบ่อย ตัดเพียงเดือนละ 1-2 ครั้ง ตัดให้เป็นแนวตรง ไม่โค้งตามรูปของเล็บ เพื่อป้องกัน ขอบข้างของเล็บยาวออกมาดันจนเข้าเนื้อ ถ้าลูกยุกยิกไม่อยู่นิ่ง ควรแอบตัดตอนหลับ ถ้าไม่ยุกยิกให้ตัดหลังอาบน้ำ เพราะเล็บจะนิ่ม ตัดง่ายกว่าปกติ กรรไกรตัดเล็บต้องเป็นของเด็กอ่อนที่มีขอบกลมมน ใบมีดสั้น จะได้ไม่เผลอตัดโดนเนื้ออ่อนๆ ของลูก
นอนได้อิสระ เวลานอนควรให้อิสระกับเท้าได้มีโอกาสขยับแข้งขาบ้าง อย่าเอาผ้าห่มรัดลูกแน่น ไม่ควรห่อตัวลูกแน่นเกินไป ผ้าห่มของลูกควร
 
เลือกขนาดพอดี ไม่ใหญ่ ไม่หนา ไม่หนักเกินไป และไม่มีชายยาวรุ่มร่ามเลือกเสื้อผ้าให้ดี ถ้าจะเลือกเสื้อผ้าแบบชุดติดกันให้ลูกใส่ ต้องเลือกที่ช่วงความยาวของขาไม่ยาวเกินเท้าลูก เหลือที่ไว้ให้เท้าเคลื่อนไหวไปมา ไม่ควรเลือกชุดที่เล็กหรือพอดีเกินไป เพราะนอกจากไม่มีที่ว่างให้เท้าแล้ว ยังอาจทำให้การเจริญเติบโตของเท้าผิดรูปได้
 


ดูแลลูกในหน้าฝน

ผิวพรรณร่างกาย
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศค่ะ หน้าหนาว อากาศเย็นๆ เช่นนี้ ควรใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว ขายาวให้ความอบอุ่นร่างกายกับลูกน้อย
- จะจัดเตรียมอุปกรณ์ เรื่องผิวพรรณให้พี่เลี้ยง เช่น โลชั่นหรือออย์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่เน้นว่าต้องเป็นแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายกับผิวของลูก

สิ่งแวดล้อม
- เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นสบายแบบธรรมชาติ แทนการเปิดแอร์ ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่เซฟคอร์ส และลดปัญหาเรื่องผิวเป็นขุย  มีอาการคัน หรือเรื่องภูมิแพ้อากาศ ได้ค่ะ
- อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการต้านโรค ก็คือการออกกำลังกายค่ะ โดยมีคุณออกแบบกิจกรรมง่ายๆ ให้พี่เลี้ยงชวนลูกสนุกเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก

     – นมแม่เป็นอาหารต้านโรคอย่างดี ที่ลูกควรได้ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 เดือนแรก ฉะนั้น คุณต้องไม่ลืมจัดเตรียม กำชับพี่เลี้ยงเรื่องมื้อนมแม่ด้วยค่ะ
 - สำหรับนมผสม เรื่องนี้พี่เลี้ยงต้องใส่ใจ ในเรื่องความสะอาด วิธีการเตรียม เพราะหน้าหนาวแบบนี้ เชื้อโรคมักอยู่ทน อยู่นาน อาจทำให้ลูกไม่สบาย ท้องร่วงจากอาหารที่ไม่สะอาดได้
     – ถ้าลูกอร่อยกับอาหารเสริมได้แล้ว ก็ควรให้ลูกอิ่มตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง คือกินครบ 5 หมู่เป็นสำคัญ เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารครบถ้วน ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อน

ช่วง นี้ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย เหมือนช่วงหน้าร้อน เพราะจะยิ่งทำให้ไขมันและสารความชุ่มชื้นถูกชะล้างออกไป แค่ 1 ครั้งก็พอ หรือให้พี่เลี้ยงใช้วิธีเช็ดตัวให้ลูกน้อยก็ยังได้ค่ะ

 

บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

เลือกกินเพื่อลูก

กะหล่ำปลี : มีให้รับประทานตลอดปี อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากฮอร์โมนได้ในระดับหนึ่ง เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ใบสีเขียวของกะหล่ำปลียังมีวิตามินเค เบตาแคโรทีน โฟเลต และวิตามินบี 2 อีกด้วย แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไปจะทําให้ท้องอืดและอาจมีผลทําให้ขาดธาตุ ไอโอดีนด้วย

ผักบํารุงผิว-เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
นอกเหนือจากการกินผักฤดูหนาวที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายของคุณแม่ท้องแล้ว ยังมีผักที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบํารุงผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงฤดู หนาวด้วย

ขิง : รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังช่วยขับลม ย่อยอาหารและแก้ท้องอืดอีกด้วย

มะนาว : น้ำมะนาวช่วยย่อยอาหารและเสริมกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มเป็นประจําจะช่วยป้องกันการแท้ง ส่วนเปลือกมะนาวเป็นยาขับลม และน้ำมันที่ผิวของมะนาวยังช่วยบํารุงผิวพรรณได้ โดยผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ผิวแห้งจะช่วยให้ผิวชุ่ม ชื่นขึ้น ลดอาการคันและอักเสบ

อากาศที่เย็นลงอาจทําให้คุณแม่เป็นหวัด ผิวแห้ง และปวดตามเนื้อตัวได้ง่าย คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งการเลือกกินผักในช่วงฤดูหนาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยและยังช่วยบํารุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นได้ด้วยค่ะ

เลือกกินผักฤดูหนาว
การเลือกกินผักตามฤดูกาล นอกเหนือจากหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกแล้ว ยังได้รับ สารอาหารมากกว่าด้วย เพราะผักบางชนิดหากซื้อนอกฤดูกาลอาจมีสารพิษทางการเกษตรมากกว่าปกติ เนื่องจากผักมักจะอ่อนแอและเป็นโรคง่ายทําให้ต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติ

ผักที่คุณแม่สามารถหาซื้อได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว มีดังนี้

ผักปวยเล้ง : (คนไทยมักเรียก ‘ผักโขม’) เป็นผักที่อุดมด้วยสารแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง ช่วยบํารุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งยังมีสารโฟเลต และธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเลือดจางและอาการท้องผูกด้วย แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกิน

บร็อคโคลี : มีวิตามินซีสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน โฟเลต เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ปวดตามข้อ หากนําบร็อคโคลีไปปรุงอาหารด้วยการต้มจะทําให้วิตามินซีในผักลดลงเกือบครึ่ง ใช้วิธีนึ่งพอสุกหรือผัดจะดีกว่า

 

ขมิ้น : เป็นส่วนผสมอยู่ในผงกะหรี่ ช่วยแก้อาการท้องอืด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยสมานแผล ลดอาการคันและผดผื่นตามผิวหนังได้ โดยนําขมิ้นสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นํามาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

อาหารบำรุงเมื่อครรภ์

สรรพคุณของยา คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องหรือฝังเข็มได้

แผนปัจจุบัน (แผนฝรั่ง)
เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ ในแผนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงเลือดแคลเซียมหรือยาบำรุงกระดูกโฟเลตเม็ด (ที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์) มากกว่า

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
ยากลุ่ม: ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เช่นยาประเภทวิตามินต่างๆ
ยากลุ่ม B: ต่อทารกคือกลุ่มยาสามัญประจำบ้านเช่นพาราเซตามอลยาลดไข้ยาแก้หวัด
ยากลุ่ม C: B จึงต้องใช้ยาในกลุ่มนี้แทน
ยากลุ่ม D: เช่นยารักษาวัณโรคหรือยารักษาโรคมาลาเรียอาจทำให้ทารกพิการ แต่ถ้าไม่กินยาเพื่อรักษาโรคอาจทำให้ลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยากลุ่ม X: เพราะ ทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกเช่นกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งซึ่งจะมีการระบุบน ฉลากยาอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน’ ก่อนจ่ายยาในกลุ่มนี้แพทย์

ทั้งนี้ ควรเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และนำยาไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่น เพราะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ในครรภ์ได้ยกเว้นยาอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แผนไทย
น้ำอ้อย: ป้องกันไม่ให้เป็นไข้ลดอาการไข้ต่ำ ๆ ซึ่งคุณแม่จะเป็นบ่อยช่วงตั้งครรภ์
กล้วยน้ำว้าสุก: ช่วยระบายท้องทำให้ไม่เป็นท้องผูก
ขิงรากบัว: บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรและยาไทย เช่นว่านชักมดลูกกวาวเครือดอกคำฝอยเพราะจะทำให้ตกเลือดสมองหรือร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์หรือแท้งนอกจากนี้ หากกินเข้าไปจะส่งผลต่อทารกทำให้เกิดความพิการและมีพัฒนาการช้า

แผนจีน
4 กลุ่มคือยาที่มีผลต่อแม่โดยตรงยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ยาที่มีผลต่อการคลอดและยาที่มีผลต่อทารกแรกเกิด เช่นโสมตังกุยชวนป๋วยเป็นต้น 5 เดือนครึ่งขึ้นไป

ทำให้ทารกเติบโตไม่เต็มที่หรือแท้ง

 

เลี้ยงลูกตามหมอ

หมอจะดูความสะดวกเรื่องของลูกเป็นหลักก่อน อย่างวันหยุดเนี่ย ก็จะเล่นกันในห้องก่อน เมื่อถึงมื้ออาหารก็พามากินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว หลังจากนั้นถ้าง่วงก็กินนม นอนกลางวัน พอช่วงบ่ายตื่นก็เล่นกันต่อ จนถึงช่วงเย็นก็กินข้าวกันอีกรอบ

ส่วนวันหยุดก็ไม่ค่อยไปไหนเท่าไหร่ บางทีเราคิดว่าสนุก แต่เด็กอาจจะไม่สนุกก็ได้ เพราะต้องเปลี่ยนเวลากินข้าว เวลานอน เวลาขับถ่าย มีหลายครั้งที่ลูกกำลังหลับสบายๆ ในรถ ปรากฏว่าเดินทางถึงจุดหมายพอดี ต้องอุ้มออกมาด้วย ทำให้ตื่น เลยนอนได้ไม่เต็มที่ หมอเลยคิดว่า การอยู่บ้านน่าจะสะดวกกว่า มีกิจกรรมทำกับลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หมอไม่เอาลูกไปไหนเลย ก็มีพาไปออกข้างนอกบ้างตามโอกาสค่ะ

สไตล์การเลี้ยงลูกของหมอพัฏ
ถึงเป็นหมอ ก็ไม่ได้มีรูปแบบการเลี้ยงลูกตายตัวอะไรหรอกค่ะ หมอเลี้ยงแบบธรรมชาติ สังเกตว่าชอบ สนใจอะไรบ้าง คอยสนับสนุน ในสิ่งนั้น พยายามให้เวลากับลูกให้มากที่สุด คืออะไรที่ทำให้มีความสุข  หมอก็จะประยุกต์ปรับเข้ากับการเลี้ยงดู อีกอย่างที่สำคัญก็คือ พยายามเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ หลากหลาย ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอันตราย เพื่อหมอและลูกจะได้รู้ว่า ทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้เราก็ชื่นชม ให้กำลังใจ ชมเชย ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะให้กำลังใจ ค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกเรียนรู้

ช่วง นี้โหว่ไจ๋เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และช่วงนี้เริ่มพูดได้หลายคำ เราก็ชื่นใจ รู้สึกว่าเสียงลูกช่างน่ารักเหลือเกิน ขณะเดียวกันก็ควบคู่มากับการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เวลาไม่ได้อะไรดั่งใจก็ร้องไห้ อย่างเมื่อก่อนแค่หมออุ้มไปที่อื่นก็จบเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เข้าช่วย ยิ่งช่วงนี้พูดเก่ง กำลังจดจำ สิ่งที่หมอทำก็คือ หากิจกรรมที่เหมาะกับวัย ชวนเล่นชวนคุย อย่างเวลาพาไปไหนเจออะไร  ก็จะพูดจะบอก เช่น ถ้าเจอแมว หมอก็บอกว่านี่คือแมวนะลูก แมวร้องเหมียวๆ หรือลูกชอบรถ ก็บอกว่านี่เรียกว่ารถกระบะ รถแท็กซี่ สอนให้เรียนรู้ จำแนกความแตกต่างได้ โดยดึง ความสนใจมาเป็นหลักในการสอน
“โชคดีมากๆ ค่ะ ที่หัวหน้างาน พี่ๆ ที่ทำงาน อยากให้เราให้นมลูก ได้เต็มที่ ให้ลาคลอดได้ 6 เดือน บวกกับเราเองก็เป็นห่วงลูกด้วย เพราะน้องโห่วไจ๋ตัวเล็กมาก ยิ่งช่วงแรกที่ให้นมน้ำนมก็มีน้อยมากค่ะ แต่ก็พอ ที่จะให้กิน หมอให้นมลูกมาตลอด แม้ว่าหลัง 6 เดือนต้องกลับไปทำงาน ตอนกลางวันก็จะปั๊มนมเก็บเป็นสต๊อกเอาไว้ พอกลับมาบ้านก็เอาให้กิน ตอนนี้ก็เริ่มดูดน้อยลงแล้วค่ะ ได้กินอาหารที่หลากหลายขึ้น ความต้องการเรื่องนมแม่ก็น้อยลง และน้ำนมของเราก็น้อยลงด้วย เป็นไปตามธรรมชาติ

สำหรับการเป็นแม่มือใหม่รู้สึกได้เลยว่าการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปมาก ในช่วงลาคลอด จากที่เคยทำงาน ตรวจคนไข้ ก็ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก ช่วงแรกรู้สึกเหนื่อย เพราะลูกร้องงอแง เดาไม่ถูกเลยว่าร้องเพราะอะไร ห่วงกังวลไปหมดว่าน้ำนมจะเพียงพอมั้ย จะอิ่มรึเปล่า ลืมเวลาส่วนตัว เรื่องของตัวเองไปเลย ขนาดกินข้าวยังไม่ทันอิ่ม พอลูกร้องก็ต้องวิ่งมา ดูก่อน แต่อีกความรู้สึกหนึ่ง ก็รู้สึกรักและมีความสุขที่ได้ดูแล เห็นลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ความรู้สึก ที่ว่าเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”

ตารางเวลาทำงาน เรื่องลูก และส่วนตัว
ถ้าเป็นวันทำงานจะให้พี่เลี้ยงช่วยดูแล ช่วงแรกที่หมอไปทำงานก็มีร้องไห้ตามค่ะ แต่ก็ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ พาไปดูรถ ดูต้นไม้ ตอนนี้ สิ่งที่ลูกชอบมากๆ คือเห็ดที่ขึ้นอยู่ข้างต้นไม้ ทำให้หยุดร้องไห้ไปได้ จากนั้นหมอกับคุณพ่อก็ออกไปทำงาน กลับมาช่วงเย็น ก็เป็นเวลาของเรา

 

หมอเรียนรู้จากลูกได้มากเลยค่ะ การที่เราเป็นหมอ ก็เอาวิชาการความรู้มาดูแลเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วย วัคซีน     การเจริญเติบโต และพัฒนาการ แต่การที่หมอมีลูกเอง ก็ทำให้เรียนรู้อีกทางได้ว่า ข้อมูลวิชาการจากตำราที่เรียนมา  ก็ไม่สามารถใช้กับลูกเราได้ทั้งหมด เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานนิสัย การเลี้ยงดูด้วย บางทีก็ต้องประยุกต์ ปรับใช้เอา หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน รู้สึกว่าการมีลูกเหมือนลูกมาเติมเต็มการทำงาน รู้ว่าชีวิตจริงเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจพ่อแม่ของเด็กที่เราดูแลค่ะ

คำแนะนำถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะ
เด็กวัยเตาะแตะมีพัฒนาการหลายด้านที่ดีขึ้น ทำอะไร ได้เก่งขึ้น โลกของเขากว้างขึ้น และอยากทำอะไรด้วยตนเอง อยากตัดสินใจเอง บางครั้งจึงดูเหมือนดื้อมากขึ้น ซึ่งหาก คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่เป็นอันตราย ในขณะเดียวกันควรได้เรียนรู้จักขอบเขตว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะควบคู่ไปด้วย

โดยเฉพาะยุคสมัยนี้สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับเด็ก ยิ่งเด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่กำลังเลียนแบบ ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี หมอจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่กำกับดูแลเรื่องนี้ให้มาก และเลือกสื่อที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับเด็กค่ะ

พฤติกรรมของเด็กเล็ก

 

มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
- ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
- ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัว ให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
- ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ
กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น

มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสีย อื่นๆ ตามได้

กลัว..อะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้…กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว

เปลี่ยนกลัว… ให้กล้า

- ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ

ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “