ตั้งชื่อลูกให้โดนใจ

น้องต้นน้ำเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ช่างคิดช่างสังเกตตั้งแต่ยังเล็ก ที่สำคัญเป็นเด็กรักการเดินทาง ชอบการท่องเที่ยวผจญภัย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมใจเอาไว้เลย เมื่อเข้าสู้วัยรุ่นน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ จะต้องหาทางไปเรียนไกลบ้าน และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะหาเรื่องไปทำงานไกลบ้านอย่างแน่นอน ตามดวงชะตาแล้ว จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย ช่วงอยู่ต่างประเทศชีวิตจะดีมากๆ สามารถสร้างตัวได้ที่นั่น

ข้อควร ระวัง คือ น้องต้นน้ำไม่ค่อยสู้งานหนัก ไม่ค่อยอดทนทำอะไรนานๆ ความคิดมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถอบรมให้น้องเป็นคนมีความอดทน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ รับรองได้เลยว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏตัวสระ ซึ่งเป็นตัวกาลกิณีในทักษาวันเกิด ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี ความสำเร็จในชีวิตที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อทำสิ่งใดก็ตาม อย่าได้หวังผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่ชีวิตในอนาคตจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา ไม่มีทางตกต่ำ ชื่อนี้ใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน จะตั้งตัวได้กับชื่อนี้

น้องโฟกัสเป็นเด็กสุขภาพกายดี สุขภาพใจสมบูรณ์ ฉลาด รู้ทันคน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นยอด รักเพื่อน หลายครั้งจะแสดงความรักเพื่อนมากกว่ารักตัวเอง มีจิตอาสาตั้งแต่ยังเล็ก ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อโตขึ้นมีดวงในการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจับธุรกิจใดจะประสบความสำเร็จทั้งนั้น ตามดวงชะตาบอกว่าจะมีหลักทรัพย์ร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว ทั้งบ้าน ที่ดิน จะหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

ข้อควรระวังมีเรื่องเดียว คือ เรื่องการคบเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมและแนะนำเรื่องการคบเพื่อนของน้องโฟกัสให้ดี อย่าไว้ใจเพื่อนมากไป เมื่อโตขึ้นก็ไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน จะเกิดความเสียหาย อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ด.ช.อัยณัฐ หอมสุวรรณ (น้องต้นน้ำ)
ด.ช.อัยณัฐ หรือน้องต้นน้ำ เกิดวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 10.25 น. ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีไม่เป็นมงคลต่อตนเอง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านเมตตาอุปถัมภ์เป็นพิเศษ ชื่อนี้จึงเหมาะสมใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน นอกจากจะพาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ยังได้ผู้ใหญ่ให้ความเมตตาช่วยเหลือในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จอีกด้วย คบผู้ใหญ่ไว้ไม่ผิดหวัง อนาคตจะมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก ชีวิตไม่ลำบาก

 

เป็นเบาหวานเมื่อท้อง

แม่ตั้งครรภ์สามารถดื่มน้ำอัดลมได้หรือไม่ และถ้าดื่มแล้วจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่
”แม่ตั้งครรภ์ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม ถ้าดื่มวันละขวดสองขวด ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรเกินกว่านี้ อย่างไรในน้ำอัดลมก็มีสารคาเฟอีน แม้จะไม่มาก แต่สารเหล่านี้ก็สามารถผ่านรกเข้าไปสู่ร่างกายของทารกได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนดื่มจนติด ต้องดื่มทุกวัน ขาดไม่ได้ หรือต้องดื่มขณะทานอาหารไปด้วย
…ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็จะดีกว่า ยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว ก็จะมีเรื่องเบาหวานซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ เนื่องจากในน้ำอัดลมจะผสมน้ำตาลไว้สูง ทานมากๆ ก็อาจจะมีภาวะเบาหวานรุนแรงได้”
อยากทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงอย่างไรบ้างคะ
“การที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้น เราพบว่าจะมีอัตราตายสูงกว่าเด็กปกติ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเด็กยังทำงานเองไม่ได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตนอกครรภ์มารดาได้ เช่น การทำงานของปอดยังไม่สมบูรณ์ เด็กหยุดหายใจเป็นพักๆ น้ำตาลในเลือดเด็กต่ำ แคลเซียมในเด็กต่ำ ตัวเหลือง ซีด บวม ตัวเย็น และอาจมีการติดเชื้อ เด็กคลอดก่อนกำหนดหลายคนก็กินไม่ได้ดี น้ำหนักขึ้นช้า หยุดหายใจ หรือมีเลือดออก”
ครรภ์แรกค่ะ อายุแม่ 27 ปี อายุลูกในครรภ์ปัจจุบัน 4เดือน ขอถามคุณหมอค่ะ ช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเพิ่งความระมัดระวังให้ตัวเองที่สุด คือช่วงใด และคนท้องมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากน้อยแค่ไหน และความเสี่ยงนั้นจะเกิดกับทารกหรือไม่
“ช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คือ 3 เดือนสุดท้าย มักจะเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตของทารกมากกว่าช่วงอื่นๆ จึงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรระวังตัวเองมากกว่าปกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล จนคลอด เพื่อให้การดูแลอย่างเข้มงวด และจะได้หาทางป้องกันสาเหตุที่จะทำให้ทารกและตัวคุณแม่เป็นอันตราย
…โรคเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์อาจจะเป็นเฉพาะการตั้งครรภ์ หรืออาจจะลุกลามกลายเป็นเบาหวานแท้จริงก็ได้ แต่ในกลุ่มที่ตรวจพบภาวะผิดปกติ มีแนวโน้มของการเป็นเบาหวานในอนาคตจะสูง การดูแลอาหารและน้ำหนักตัวจะเป็นทางเลี่ยงหนีโรคนี้ และทารกที่แม่เป็นเบาหวาน ถ้าได้รับการดูเจริญเติบโตไปได้ตามปกติ ไม่เป็นโรคติดต่อที่จะต้องเป็นเบาหวานเช่นผู้เป็นแม่ ก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่เนื่องจากโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมีโอกาสที่ทารกจะเป็นโรคนี้เมื่อเติบโตต่อไป จึงต้องระมัดระวังต่อสุขภาพของเขาให้ดีนับจากนี้”
ตรวจพบว่าท้อง (ลูกคนแรก) อยากทราบวิธีดูแลให้ลูกรอดปลอดภัยจนคลอดค่ะ เพราะตัวเองอายุมากแล้ว (42 ปี)
“โดยปกติแล้ว มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ถ้าอายุของคุณแม่มากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรจะได้รับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจสอบลักษณะของโครโมโซมของลูก เพื่อแพทย์จะได้สามารถหาหนทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีลูกที่ไม่สมประกอบ ให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ คุณแม่ควรได้รับสารอาหารครบตามหลักโภชนาการ โดยแนะนำว่า คุณแม่ควรจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเป็นสำคัญ และโปรตีนที่ได้มาจากเนื้อปลาจะดีกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว ส่วนพวกเกลือแร่และวิตามิน ก็อย่าลืมทานยาบำรุงครรภ์ที่คุณหมอให้มาด้วย เพราะยาเหล่านั้นอุดมไปด้วยเกลือแร่ และวิตามินที่ร่างกายยามตั้งครรภ์ต้องการ
…การคลอดในคุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หากเป็นครรภ์แรก ก็อาจใช้วิธีผ่าออก เพราะการผ่าคลอดนั้นแน่นอนกว่าการคลอดเอง เนื่องจากบางครั้งการคลอดทางช่องคลอดอาจประสบความล้มเหลว คือ คลอดไม่ได้และต้องผ่าในที่สุด หรือคลอดได้แต่ลูกก็ออกมาในสภาพที่สะบักสะบอกเต็มที เนื่องจากปกติการตั้งครรภ์ กระดูกเชิงกรานของแม่จะขยายออก หรือที่เรียกว่าสะโพกผาย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างกระดูกเชิงกรานนั้นอ่อนตัวลง สามารถยืดออกขยายออกห่างจากกัน ทำให้ง่ายต่อทารกที่จะมุดผ่านออกมาได้ในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ผู้มีบุตรยาก จึงต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอมากหน่อย”

การตกเลือดก่อนคลอดกับหลัง แบบไหนจะมีความรุนแรงกว่ากันคะ
“การตกเลือด หมายถึงเลือดที่ออกจากช่องคลอด ไม่ตรงตามรอบประจำเดือน มีจำนวนมาก หรือออกนานกว่าปกติ อาจเป็นมะเร็งของมดลูก ปากมดลูก หรือช่องคลอด การตกเลือดก่อนคลอดแม้รุนแรง แต่ถ้าเทียบกับการตกเลือดหลังคลอดแล้ว อย่างหลังดูน่าจะกลัวกว่า เพราะจากสถิติทางสาธารณสุขการเสียชีวิตในคุณแม่ที่คลอดลูกนั้น สาเหตุที่นำมาคือการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งหลังคลอดที่กล่าวนี้ทางการแพทย์หมายถึงระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด”

ความผูกพัน

momandson

เด็กทารกซึ่งต่างกัน
มีการศึกษาวิจัยเด็กซึ่งถูกเลี้ยงดูในสภาวะของสายใยรักและความผูกพันซึ่งแตก ต่างกัน เมื่อเติบโตขึ้นเป็นเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้วจะแตกต่างกันหรือไม่และอย่างไร พบว่าเด็กทารกจะพัฒนาความมั่นคงทางใจ โดยมีความสัมพันธ์กับการดูแลซึ่งอ่อนโยน พร้อมที่จะตอบสนองและให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ
ได้มีการศึกษาพฤติกรรมและการแสดงออกของเด็ก โดยในตอนแรกให้แม่และเด็กเล่นอยู่ด้วยกันในห้อง แล้วให้แม่แยกจากไป เป็นระยะเวลา 3 นาที ต่อมาจึงให้แม่กลับมาใหม่ พร้อมกับสังเกตว่าเด็กแต่ละคนจะตอบสนองต่อการกลับมาของแม่ในลักษณะที่แตก ต่างกันอย่างไรบ้าง ทำให้เราสามารถจำแนกเด็กซึ่งได้รับความผูกพันแตกต่างกันออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

เมื่อโตขึ้นสายใยรักและความผูกพันจะหมดไปหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่” ครับ หากแต่รูปแบบพฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป โดยจะลดความถี่ ความรุนแรงลง ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ตามเพศ และประสบการณ์ในอดีต แต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อ มีความเครียด เจ็บป่วย หรือหวาดกลัว
ยกตัวอย่างง่ายๆ นักศึกษาคนหนึ่งต้องจากพ่อแม่ไปศึกษาต่อต่างประเทศหลายปี  สายใยรักและความผูกพันที่มีต่อพ่อแม่ยังคงอยู่ แต่ไม่แสดงออกมากนัก มีการติดต่อ คิดถึงครอบครัวบ้างพอสมควร แต่จะไม่เหมือนเด็กอนุบาล 1 ซึ่งเพิ่งเข้าโรงเรียนวันแรกแล้วร้องไห้คร่ำครวญตามพ่อแม่ แต่อยู่มาวันหนึ่ง นักศึกษาคนนี้เกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มีอาการรุนแรง ไข้สูง หนาวสั่น ไม่มีใครหาข้าวปลาอาหารให้กิน ในขณะที่กำลังทุกข์ทรมานอยู่นั้น สายใยรักและความผูกพันก็จะกลับมารุนแรงและถี่ขึ้นอีกครั้ง โดยคนแรกที่นึกถึงคือแม่ คิดย้อนไปถึงวัยเด็กที่มีพ่อแม่คอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้องและปลอบโยน ไม่ลำบากเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้
สายใยรักและความผูกพันจึงเป็นเรื่องของธรรมชาติแห่งอารมณ์และความสัมพันธ์ของมนุษย์เรานั่นเองครับ

1. กลุ่มที่มีความมั่นคงทางจิตใจ (Secure)
เป็นกลุ่มที่ได้รับความผูกพันทางใจอย่างมั่นคง ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ทารกกลุ่มนี้จะมีความมั่นใจว่าความต้องการของตนเองจะได้รับการตอบสนองอย่าง เหมาะสม สม่ำเสมอและทันที

2. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและหลีกหนี (Insecure avoidant)
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับตอบสนองในลักษณะ หลีกหนีไปจากแม่ เย็นชา แสดงท่าทีและพฤติกรรมที่ไม่สนใจแม่

3. กลุ่มที่ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจและต่อต้าน (Insecure resistant)      
เมื่อให้แม่กลับมาใหม่ พบว่าเด็กกลุ่มนี้ตอบสนองการกลับมาของแม่โดยการเข้ามาหา แต่กลับแสดงอารมณ์โกรธ เกรี้ยวกราด และต่อมายังแสดงพฤติกรรมต่อต้านการกลับมาของแม่อีกด้วย