สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “

สอนลูกวาดเขียน

พ่อแม่จะส่งเสริมอย่างไร
เวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ลองให้เขาเขียนออกมาเป็นภาพการ์ตูน เพื่อเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง โดยจัดพื้นที่หรือบริเวณในบ้านให้เป็นมุมเขียนการ์ตูน เตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ อ้อ! กระดาษในที่นี้ แนะนำให้ใช้สมุดวาดเขียนเป็นเล่มๆ นะคะ ผลงานจะได้ไม่กระจัดกระจาย สามารถเก็บไว้อวดได้ และที่สำคัญ เขาจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง รวมทั้งให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ในการที่จะได้ฝึกทักษะ ใช้ความคิดและจินตนาการ อย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษจนหมดแรง

สำหรับ พ่อแม่เอาใจใส่กับผลงานแล้วให้ความเห็นตามสมควรค่ะ อย่าติจนท้อแท้ หรือชมจนเกินจริง ที่สำคัญอย่าตั้งความคาดหวังไว้ที่ลูกมากเกินไป จะทำให้เขาเกร็งจนหมดสนุก

เด็กแต่ละคนมีสไตล์การใช้เส้นที่ไม่เหมือนกัน เด็กที่วาดโดราเอมอนได้สวย อาจจะวาดเซเลอร์มูนไม่ได้เลย ตามขั้นตอน โดยมีนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคอยเสริมจุดเด่น และลบข้อบกพร่อง จะทำให้เขาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการที่ได้รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียง กัน ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาฝีมือ และสร้างสังคมได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ของการวาดการ์ตูน

      • เสริมจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะโดยธรรมชาติของการ์ตูนไม่ยึดติดกับความสมจริง แต่เกิดจากการนำความรู้สึก และเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาขยายให้ดูเหนือจริง ผิดธรรมชาติ เด็กๆ จะสนุกกับการคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกังวลว่าถูกหรือผิด เพราะสำหรับการ์ตูน ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวค่ะ
      • สร้างเสริมทักษะทางศิลปะ การเรียนวาดการ์ตูนก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเรื่องเส้น สี แสง เงา และมิติต่างๆ อันจะเป็นการเปิดประตูสู่แขนงศิลปะอื่น ๆ ได้ในอนาคต
      • พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้น เพราะการ์ตูนต้องมีการวางโครงเรื่อง สร้างตัวละคร และรายละเอียดของแต่ละตอน ก่อนจะนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน
      • ช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้น เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ มีความเป็นสากลที่สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ที่วาดการ์ตูนเป็น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เช่น วาดภาพประกอบรายงาน จัดบอร์ดนิทรรศการได้ด้วย
      • เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี และมีความอ่อนโยนในจิต ใจอันเกิดขึ้นจากการได้ทำงานที่รัก และยังสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้วย สอนอะไร

พื้นฐานโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่การเขียนลายเส้น รูปทรง การใช้แสงเงาทำภาพให้มีมิติ การใช้สี และการเขียนรูปตามจินตนาการหรือเรื่องเล่า ส่วนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป ก็จะเน้นการเขียนบท วางโครงเรื่อง ออกแบบตัวละคร ไปจนถึงการสร้างบทสนทนา

จะกระซิบบอกให้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นจ้าวยุทธจักร เขาเรียนกันลึกซึ้งถึงขั้นทำเป็นกราฟเลยนะคะ ระหว่างแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนหน้า กับแกนตั้งซึ่งเป็นอารมณ์ จริงจังกัน แบบนี้เชียวล่ะ

คุณสมบัติของเด็ก
พรสวรรค์ที่หลายคนถามถึง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ เปลี่ยนชื่อใหม่จากนางสาวพรสวรรค์ เป็นนายทักษะจะเข้าท่ากว่า ใครที่มีอยู่น้อย ก็อาจจะใช้เวลามากสักหน่อยในการฝึกฝน ขอแค่ใจรักเท่านั้น อะไรๆ ก็ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็กช่างคิด ช่างสังเกต และมีจินตนาการจะได้เปรียบ

เรื่องวัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การวาดเส้น สัก 5 ขวบก็พอไปได้ เพราะพื้นฐานของเด็กทุกคน ชอบขีดเขียนรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นวางโครงเรื่อง ระยะภาพ รอให้โตสักหน่อย ประมาณ 9 ขวบขึ้นไปจะทำได้ดีขึ้น เพราะสมาธิจะยาว และความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อก็จะมากกว่าเด็กเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กเป็นพื้นฐาน เพราะลองว่าไม่ชอบเสียแล้ว จะรอให้ถึงกี่ขวบก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ

 

เมนูผักสำหรับลูกน้อย

หยิบผักจับปรุง
ผักแบ่งง่ายๆเป็น 2 อย่างคือ เสียง่ายกับเสียยาก ผักที่เสียง่ายมักมีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะจึงทำให้ผักช้ำง่าย เช่น ผักกาด ตำลึง ผักสลัดต่างๆ ส่วนผักที่เสียยากจะเป็นผักที่ต้องปลอกเปลือกออก เนื้อค่อนข้างแน่น แข็ง เช่น พืชหัวอย่างมันฝรั่ง แครอท รวมถึงตระกูลฟักด้วย

ดังนั้นถ้าจะนำผักที่เสียง่ายมาปรุงควรแบ่งออกมาแค่พอทำแต่ละมื้อ ถ้าทำ 3 มื้อก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ทำทีละส่วน โดยล้างแล้วผึ่งให้แห้งจึงค่อยเก็บใส่ตู้เย็น ไว้หยิบมาปรุงครั้งต่อไป

Pure Soup
ต้นแบบเมนูผัก (เป็นหัวอาหาร นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง)
วัตถุดิบ : หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศต้มทั้งลูก (ถ้าให้ลูกกินต้องคว้านเม็ดออก น้ำซุปจะไม่ขุ่น) มันฝรั่ง ขึ้นไฉ่ ผักกาดขาว แครอท ฟักทอง กะหล่ำปลี หั่นชิ้นใหญ่ๆ เกลือหรือซอสปรุงรสเล็กน้อย
ปรุง : ต้มผักทั้งหมดรวมกันด้วยไฟกลาง ตุ๋นจนผักเปื่อยยุ่ยทั้งหมด รสชาติของน้ำซุปจะเปลี่ยนไป ได้ความหวานและความหอมของผักออกมา ไม่ต้องทิ้งเนื้อผัก จากนั้นให้พักไว้แล้ว แบ่งเก็บใส่ตู้เย็นได้ให้พอดีกับแต่ละมื้อตามความต้องการ (พักให้เย็นก่อนเก็บเข้าตู้เย็น)

ข้าวบด ซุปใส
ปรุง : เมื่อจะนำมาใช้ให้ต้มน้ำซุปที่เก็บไว้จนเดือด และใส่เนื้อสัตว์ตามต้องการลงไป เช่น หมูสับ ไก่สับ เป็นต้น เมื่อสุกผสมกับข้าวเป็นอาหารเสริม บำรุงสมองจากวิตามินในซุปผักรวม

ลิ้มรสผักแรก
อาหาร เสริมมื้อแรกที่มีผัก ควรเป็นผักชนิดอ่อนนุ่ม กากใยไม่เยอะ ไม่ฝืดคอ ไม่มีกลิ่นฉุน เช่น แครอท ฟักทอง และผักใบเขียวใบอ่อนๆ เช่น ผักกาด ผักหวาน ตำลึง ฯลฯ เจ้าหนูจะต้องหัดใช้ลิ้นในการกวาดอาหารที่หยาบขึ้นเพื่อกลืนลงคอ ซึ่งนอกจากเนื้ออาหารจะทำให้เจ้าหนูรู้สึกแปลกประหลาดแล้ว รสชาติก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแรกให้เจ้าหนู

รสชาติผัก เรื่องสำคัญ
คุณแม่ต้องสังเกตลูกว่าชอบกินผักผลไม้ชนิดไหน เช่นเด็กบางคนไม่ชอบกินเปรี้ยว แต่แม่ให้กินแต่ข้าวบดผสมมะเขือเทศ เจ้าหนูย่อมไม่อยากกินอาหารเสริมแน่นอน แล้วเมื่อโตขึ้นก็อาจจะฝังใจไม่ชอบมะเขือเทศไปเลย

ขอแนะนำให้ลองเริ่มต้นด้วยผักกาดขาว ฟักเขียว หรือผักสีเขียวใบอ่อนที่มีรสหวานนิดๆ เช่น ใบอ่อนของผักหวานและตำลึง ซึ่งเด็กๆ ชอบ เมื่อลูกคุ้นเคยแล้วการกินผักก็จะไม่ใช่เรื่องยากค่ะ

ผัก…มื้อแรก
คุณแม่ควรเริ่มให้ลูกกินผักเมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน โดยเริ่มทีละน้อย เช่นเพิ่มครั้งละ 1 ช้อนชา และเลือกผักที่มีความนุ่มมากๆ เช่น ฟักเขียว ผักกาดขาวบด ฟักทอง แครอทและตำลึง เพราะผักที่มีสีสันสดสวยเหล่านี้ จะมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาและสมอง ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเติบโตสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก และการที่มีผักสีสวยๆ ในอาหารยังเพิ่มความอยากกินอาหารของเด็กอีกด้วยค่ะ

สำหรับผักที่ค่อนข้างมีรสขมอย่าง ผักโขม คะน้า ควรเริ่มให้หลังจากที่ลูกกินผักรสอ่อนๆ ไปแล้วสักระยะหนึ่ง เพื่อความเคยชินและลดการปฏิเสธตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ

ซุปข้น ทรงเครื่อง
ปรุง : นำน้ำซุปตั้งไฟเติมเนื้อสัตว์ลงไป หรือจะใช้วิธีนึ่งเนื้อสัตว์ให้สุกก่อน แล้วยีให้ละเอียดแล้วละลายลงในน้ำซุป ละลายนมผงที่ลูกกินใส่ลงไปในซุป ถ้ายังไม่ข้นให้เพิ่มเนื้อฟักทอง ข้าวโอ๊ต หรือนมข้าวโพด (ข้าวโพดต้มปั่นคั้นเอาแต่น้ำ) ใส่ร่วมด้วยได้

อาการแพ้ท้อง

“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง


“จริงๆ เราไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุของริดสีดวง รู้แค่ว่าเกิดจากการที่เส้นเลือดดำขยายตัว พูดง่ายๆ ริดสีดวงก็คือเส้นเลือดขอดที่อยู่ในลำไส้ตรง ฉะนั้นสาเหตุชัดเจนไม่มีอะไรบอกได้ แต่เรารู้ว่ามีสาเหตุที่ทำให้ริดสีดวงเป็นมากขึ้น ทั้งท้องผูกและท้องเสีย ซึ่งถ้าท้องเสียบ่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน แต่คงไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย นั่นเป็นเรื่องของกระเพาะอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับอายุครรภ์ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็จะขยายโตขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดดำ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งกดทับมากเท่านั้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดส่วนล่างน้อยลง ยิ่งถ้าคุณแม่มีปัญหาเส้นเลือดขอดในลำไส้หรือเป็นริดสีดวงอยู่เดิม
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย

…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”
ครรภ์แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ

…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”

เรื่องกังวลของคุณแม่

ช่วงขวบปีแรกของลูก น้ำหนักตัวเขาจะไม่ค่อยขึ้นมากนักเหมือนเมื่อก่อน แต่อย่าตกใจค่ะ เป็นเรื่องปกติ นั่นก็เพราะเขามีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง เมื่อใช้พลังงานเยอะ น้ำหนักก็เพิ่มน้อยเป็นธรรมดา แตกต่างจากวัยเด็กแบเบาะที่กินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ และอีกอย่างก็เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะรู้ภาษามากขึ้น ก็จะรู้จักปฏิเสธเมนูอาหารที่คุณแม่สรรหาอย่างไม่ใยดีเลยค่ะ ถ้าเกิดอาการไม่ชอบขึ้นมา
อาละวาดล่ะ…ที่หนึ่ง
ถ้าเด็กเริ่มมีอาละวาดชักดิ้นชักงอกับพื้น เมื่อถูกขัดใจ ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่หงุดหงิด และอารมณ์เสียใส่ลูก เด็กก็อาละวาดมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า เพราะในวัยนี้เขายังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ ดังนั้น ควรสอนด้วยการพูดหรือโต้ตอบด้วยท่าทีที่สงบ ก็จะช่วยทำให้ลูกเริ่มเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
เริ่มติดของ
เด็กแต่ละคนก็ติดสิ่งของแตกต่างกันค่ะ บ้างก็ติดผ้าห่ม ตุ๊กตา ผ้าอ้อม หมอนข้าง เพราะลูกจะใช้แทนการมีตัวคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เขาอาจจะโตขึ้นมากก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในวัยที่ไม่อยากแยกจากคุณแม่ (separation anxiety) แต่อาจจะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน และเช่นกันค่ะ อาการกลัวคนแปลกหน้า (stranger anxiety) ก็จะยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะเวลาไปยังสถานที่ที่แปลกใหม่ เจอผู้คนที่ไม่คุ้นเคย
ยังไม่ยอมเกาะเดิน

และแล้วก็ถึงเวลาฉลองวันคล้ายวันเกิดปีแรกของลูกน้อย ซึ่งเด็กในวัยนี้ เขาสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยแล้ว คงตื่นเต้นกับความเก่ง และความน่ารักน่าชังของลูกเราอยู่ไม่น้อย ใช่มั้ยคะ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายๆ สิ่งในวัยขวบปีแรกที่ต้องกังวลอยู่เหมือนกัน
ทำไม…น้ำหนักหนูไม่ขึ้นเลย
ปกติ เด็กจะเดินได้ประมาณอายุ 1 ขวบ แต่จะเร็วหรือช้ากว่านั้นก็ได้ค่ะ ในวัยนี้ ให้คุณแม่สังเกตความพร้อมของลูกที่จะเดินได้ เขาจะค่อยๆ ยันตัวขึ้นยืนแล้วเกาะขอบโต๊ะหรือสิ่งของต่างๆ จากนั้นก็จะก้าวเท้าแล้วเดินไปรอบๆ และเพียงไม่กี่เดือน เขาก็สามารถเดินด้วยตนเองได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากลูกยังไม่มีพัฒนาการดังกล่าว ก็คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอแล้วล่ะค่ะ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไม่ยอมเดิน
ไม่เข้าใจภาษาพูด
โดยทั่วไป เด็กจะมีเริ่มมีการพัฒนาด้านการพูดในอายุที่ใกล้เคียงกัน  ก็เหมือนกันทุกชาติทุกภาษาค่ะ จะต่างกันแค่รายละเอียดเท่านั้น เช่น อาจพูดช้าเร็วต่างกัน จำนวนคำในการพูด หรือความชัดเจนในการพูด เป็นต้น
ลูกน้อยในวัยนี้ เขาจะเริ่มหัดเรียกพ่อเรียกแม่ได้แล้วค่ะ สามารถใช้ท่าทางสื่อความหมาย ชี้บอกถึงความต้องการ พยักหน้าแสดงความเข้าใจ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้แล้ว แต่ถ้าไม่คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอเช่นเดียวกันค่ะ