ปัญหาในการคลอดลูก

ผลต่อตัวคุณแม่ : ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว เพราะว่าแม่หลังคลอดกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องอาศัยอาหารที่ถูกสัด ส่วนด้วย แต่พอซึมเศร้าคุณแม่มักินอาหารได้ไม่ดี นอกจากนั้นก็ยังมีภาระในการเลี้ยงลูกซึ่งต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พอกินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพก็จะแย่ลง การเลี้ยงดูลูกก็พลอยแย่ลงไปด้วย

ความไม่สบายตัว : เช่น หลังคลอดแล้วรู้สึกเจ็บแผล รู้สึกไม่สบายตัว พักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอนมากๆ

ปัญหาครอบครัว : การไม่พร้อมในหลายๆ เรื่องของครอบครัวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดปัญหานี้ได้ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ไม่มีคนช่วยเลี้ยงลูก ฯลฯ

กังวลเรื่องการเลี้ยงลูก : เช่น กลัวจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ไม่รู้จะอุ้มลูกอย่างไร ต้องอาบน้ำลูกเองให้เป็น ฯลฯ

กลัวไม่เป็นที่รักของสามี : เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการเลี้ยงลูก กลัวสามีจะนอกใจ เพราะระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดใหม่ๆ ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามีได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ และอาจทำให้ซึมเศร้าในที่สุด

ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนทำให้เศร้าหรือไม่

มีงานวิจัยและ รายงานไว้เมื่อปี 1994 ว่าคุณแม่ที่ซึมเศร้าจะมีโปรเจสเตอร์โรนระหว่างตั้งครรภ์สูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยทั่วไป แต่ไม่ได้แจ้งตัวเลขว่าค่ามาตรฐานเป็นเท่าไร และหลังคลอดระดับฮอร์โมนก็จะต่ำมากๆ จึงเชื่อว่าระดับโปรเจสเตอร์โรนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลให้เกิดอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้ แต่การศึกษายังค้างอยู่แค่นั้น และไม่มีใครรายงานต่อ ส่วนแฮริสเองก็ยังไม่สรุปว่าอาการซึมเศร้าหลังคลอดเกี่ยวกับโปรเจสเตอร์โร นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรักษาด้วยการให้โปรเจสเตอร์โรนกับคุณแม่ซึมเศร้า

อาการซึมเศร้าหลังคลอดส่งผลต่อแม่และทารกอย่างไร

ผลต่อลูกน้อย : มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ได้รับการเลี้ยงไม่ถูกต้อง การดูแลไม่ถูกต้อง ที่ร้ายมากๆ ก็อาจถึงขั้นทิ้งลูกหรือทำร้ายลูก

ระดับของภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แบ่งได้เป็น 3 ระดับ

1. postpartum blues เป็นอาการในระดับอ่อนและเกิดเร็วที่สุด โดยจะเริ่มเป็นภายใน 2-3 วันแรกหลังคลอด และจะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่โดยทั่วไปมักไม่นานเกิน 10 วันหรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ คุณแม่ที่มีอาการในระดับนี้จะรู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ฉุนเฉียวง่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มีอาการเศร้า เหงา เบื่ออาหาร ซึ่งอาการจะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ลักษณะเหมือนคนหงุดหงิดทั่วๆ ไป ไม่กระทบต่อสุขภาพมากนัก เช่น เบื่ออาหารก็อาจจะรับประทานน้อยลง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้เลย กลุ่มนี้จะมี 50-70% ของแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอด

2. postpartum depression อาการจะรุนแรงมากขึ้น โดยจะเริ่มตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาจจะคงอยู่ส่วนใหญ่ประมาณ 4 สัปดาห์ คือไม่เกิน 1 เดือน เป็นอาการต่อเนื่องกับระดับแรก คือ ถ้าซึมเศร้าเกิน 2 สัปดาห์เมื่อไหร่ก็จะถือว่าเป็นระดับนี้ ลักษณะอาการจะเหมือนกลุ่มแรกทั้งหมด แต่มีระดับความรุนแรงมากขึ้น หลายๆ อาการจะเริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ไม่กิน ไม่ลุกจากเตียง นอนร้องไห้ เลี้ยงดูลูกไม่ได้ ต้องมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น แต่กลุ่มนี้จะไม่ถึงกับหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ทำร้ายลูก ซึ่งจะพบได้ประมาณ 10-15%

3. postpartum phychosis เป็นดับรุนแรงที่สุด คือมีอาการของโรคทางจิตเวช เริ่มเกิดหลังจาก 4 สัปดาห์ แล้วก็คงอยู่จนกว่าการรักษาจะได้ผล

ส่วนสาเหตุจะคล้ายกับ 2 กลุ่มแรก แต่ที่เพิ่มขึ้น คืออาจมีประวัติป่วยทางจิตเวชมาก่อน เช่น ระหว่างท้องอ่อนๆ มีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน หรือสมาชิกในครอบครัวมีประวัติทางจิตเวช หรือตัวเองเป็นอยู่แล้ว ก็จะมีอาการนำไปก่อนได้ง่ายขึ้น ลักษณะอาการกลุ่มนี้จะคล้ายกับไบโพล่าร์ คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย การแสดงอารมณ์จะไม่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ แต่กลุ่มนี้จะแยกได้ง่าย คืออาการจะหลุดออกไปจากความเป็นจริง ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เลย ในรายที่มีอาการมากๆ อาจทำร้ายลูก แต่พบได้น้อยประมาณ 01.-04% เท่านั้น

การรักษาอาการซึมเศร้าตามระดับดังนี้

ในระดับ postpartum blues (ระดับ 1) และ postpartum depression (ระดับ 2) เป็นอาการที่ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้ แต่จะดูแลเรื่องของการปรับสภาพจิตใจ ซึ่งพบว่าเพียงแค่นี้ก็จะดีขึ้นเอง คือ มีคนเข้าใจ ให้กำลังใจ แม้บางทีไม่ได้เข้ามาช่วยแต่การถามไถ่ ให้กำลังใจก็สามารถช่วยได้แล้วค่ะ
คุณแม่ที่ซึมเศร้าระดับที่ 2 ถ้ามีอาการนอนไม่หลับหรือกินอาหารไม่ได้จนอ่อนเพลียมาก ก็อาจต้องนอนพักในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ให้สารอาหารบำรุงเพื่อไม่ให้สุขภาพคุณแม่แย่ลง
คุณแม่ที่มีอาการในระดับ postpartum phychosis (ระดับ 3) จะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะถ้าอยู่บ้านอาจจะทำร้ายลูก หรือฆ่าตัวตาย การรักษาก็จะต้องใช้ยาทางจิตเวช

การป้องกันอาการซึมเศร้าหลังคลอด

ฝากครรภ์ ดูแลภาวะการคลอดให้เป็นปกติมากที่สุด ในระหว่างตั้งครรภ์หากมีปัญหาที่รบกวนจิตใจก็ควรที่จะบอกกล่าวให้คุณหมอทราบ เพื่อที่คุณหมอจะได้ติดตามดูอาการ
วางแผนครอบครัว ทางการแพทย์พบว่าโรคนี้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงต้องวางแผนครอบครัวตั้งแต่ต้น และมีลูกเมื่อพร้อม
ดูแลสุขภาพ ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางจิตเวช หรือโรคที่กระทบต่อการตั้งครรภ์ก็ควรรักษาให้หายก่อนจะตั้งครรภ์ เช่น ธัยรอยด์ เบาหวาน เพราะบางโรคเมื่อท้องแล้วอาการจะกำเริบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้วิตกกังวลมากขึ้น จนอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ค่ะ

การสอนให้ลูกเป็นคนดีของสังคม

พ่อแม่หลายคนบอกว่าทุกวันนี้ก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่แล้ว แต่ทำไมลูกถึงยังออกนอกลู่นอกทาง?

ผมมีความเห็นในเรื่องนี้ 2 ประการครับ
ประการแรก คือ น้ำหนักมันไม่พอ จากรายงานการวิจัยของ ‘ศูนย์วิจัยรักลูกกรุ๊ป’ เราพบว่าพ่อแม่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลร้อยละ 40 ยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกอยู่ แต่ความถี่และน้ำหนักของมันสู้กับแบบอย่างที่ไม่ดีที่มีอยู่ในสังคมและใน เรื่องรอบๆ ตัวเราไม่ได้ ลูกของเราได้สัมผัสกับพ่อแม่วันละไม่กี่ชั่วโมง แต่สัมผัสกับโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตวันละไม่น้อยกว่า 3-4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแม้เราจะเป็นแบบอย่างที่ดีแต่ก็ไม่มีความหมายอะไร
ประการที่สอง ผมคิดว่าเราเผลอกันบ่อยครั้ง บางเรื่องแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เราไม่ได้ใส่ใจ ปล่อยเลยตามเลย สุดท้ายลูกก็ซึมซับเอาสิ่งที่เราทำไปเป็นแบบอย่างของเขา ยกตัวอย่างเช่น เวลาขับรถบางคนชอบสบถโดยลืมไปว่าลูกเราก็นั่งอยู่ด้วย หรือไม่ยอมให้ทางรถคันอื่นเพราะเขามาแบบผิดกฎจราจรแล้วเราเป็นฝ่ายถูก เราอาจจะบอกตนเองว่าเราสอนให้ลูกเคารพกฎกติกา แต่อย่าลืมนะครับลูกเราได้เห็นแบบอย่างของความไม่มีเมตตา ไม่มีการให้อภัยของเราแล้ว

แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรหากไม่ สามารถปลูกฝังสิ่งที่สังคมต้องการให้ลูกของเราได้? สังคมจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการที่ทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ศีลธรรมคุณธรรม ประเพณี ตลอดจนปทัสถานที่สังคมช่วยกันตั้งขึ้น ผมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองทำแบบนี้ดูครับ

ผมมีความเห็นว่าที่จริงแล้วพ่อแม่ ทุกคนในวันนี้ก็ยังอบรมบ่มนิสัยลูกกันอยู่ ไม่ได้แตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของเราหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการที่เราใช้อยู่มันเริ่มไม่ได้ผลต่างหากครับ
สังคมไทยอบรมบ่มนิสัยลูกหลานด้วย วิธี ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ มาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้วและทุกวันนี้เรายังคงใช้วิธีการนี้กันอยู่ แต่เราต้องไม่ลืมด้วยว่าปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสังคมเปลี่ยนวิธีการที่เคยใช้ได้ผลก็เปลี่ยนไปด้วย ความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเกิดความเข้าใจว่าการปลูกฝังนิสัยที่เหมาะสมให้ กับบุตรหลานหรือภาษาทางวิชาการเขาใช้คำว่า ‘กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม’ หรือ ‘socialization’ ด้วยการสั่งและสอนด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ผล เพราะพฤติกรรมทางสังคมและนิสัยใจคอของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของทักษะ ซึ่งการปลูกฝังทักษะจะต้องมีแบบอย่างให้ผู้ถูกสอนเห็นและจะต้องมีแบบฝึกหัด ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติฝึกฝน

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าหากการ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ไม่ได้ผลแล้วทำไมผู้ใหญ่อย่างเราๆ ซึ่งก็ผ่านกระบวนการแบบนี้มาทั้งนั้นจึงยังสามารถเป็นคนดีของสังคม ยังทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อยู่
หากวิเคราะห์ตามทฤษฎีเซลล์ กระจกเงาซึ่งเป็นการค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยเล่าให้ฟังใน ‘รักลูก’ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าที่เราเป็นคนดีได้เช่นทุกวันนี้ไม่ใช่การ ‘สั่ง’ และ ‘สอนด้วยคำพูด’ ของพ่อแม่ของเราหรอกครับ แต่เราดีได้เพราะ ‘แบบอย่างดีๆ’ ที่เราเห็นได้จากการปฏิบัติของพ่อแม่และปู่ย่าตายายต่างหาก
เมื่อตอนเป็นเด็กเราอยู่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย และญาติพี่น้อง เราได้เห็นการปฏิบัติของพวกท่านอยู่ทุกวัน ยายให้เราช่วยหิ้วปิ่นโตไปวัด แม่ให้เราเอาแกงไปส่งป้าข้างบ้าน เมื่อถึงเทศกาลญาติๆก็กลับมากราบญาติผู้ใหญ่ของเรา หรือพ่อแม่ของเราก็พาไปกราบญาติผู้ใหญ่ เราได้เห็นได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้วันแล้ววันเล่า แบบอย่างอื่นๆ ที่ไม่ดีก็มีให้เราเห็นน้อย
เราไม่เคยเห็นนักการเมืองออกมาด่าทอปะทะคารมกัน เราไม่เคยได้เห็นดาราออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องฟรีเซ็กซ์เป็นเสรีภาพส่วน บุคคล เราไม่เคยต้องเผชิญกับการโฆษณาสินค้าแบบบ้าเลือดโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมอย่าง เช่นทุกวันนี้ เราได้พบแต่แบบอย่างที่ดีโดยไม่มีแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมมาเจือปน อันนี้ต่างหากที่ทำให้เราเป็นคนดีได้ ไม่ใช่เพราะ ‘การสอนสั่ง’ ของพ่อแม่เรา

 

บอกตนเอง เตือนตนเองอยู่เสมอว่าเด็กเลียนแบบทุกอย่างที่เราปฏิบัติ อย่าเผลอทำแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็น แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
จะสอนอะไรลูก เราก็ต้องทำแบบนั้นเสมอ อย่าสอนด้วยคำพูดเพราะมันไม่ได้ผล
กันลูกของเราออกจากแบบอย่างที่ไม่ดี รายการโทรทัศน์ห่วยๆ เกมที่รุนแรง ภาพยนตร์ลามก เอาออกให้ห่างจากลูกเรา
ให้ลูกได้ฝึกฝนทำในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจเขา สนับสนุนเขา เพราะมันจะทำให้เขาเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม ได้ดีกว่า

ธรรมชาติของคุณธรรมจะเริ่มจากสิ่งง่ายๆ แล้วพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ จากขั้นเริ่มต้นก้าวไปสู่ขั้นยอมรับว่ามันคือคุณค่าของชีวิต แต่การที่จะช่วยให้มันเกิดขึ้นและพัฒนาต่อไปในตัวตนของมนุษย์นั้นจำเป็นจะ ต้องใช้กระบวนการที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ในอดีตและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆบอกเราว่าการสอนด้วยแบบ อย่างคือสิ่งที่ได้ผลที่สุด