ทำอย่างไรให้ลูกห่างยาเสพติด

การติดยาเสพย์ติดทุกชนิดสร้างบรรยากาศให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย เปิดอกระหว่างพ่อแม่-ลูก ในเรื่องยาเสพย์ติด เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสคิดด้วยตัวเอง ไม่ใช่เล็กเชอร์ให้ลูกฟังฝ่ายเดียว และพูดให้จะแจ้งไปเลยว่า พ่อแม่นั้นจะไม่มีวันตามติดไปดูแลลูกในเรื่องนี้ได้ ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ทำ ได้ก็เพียงให้ข้อมูลผลร้ายทั้งที่มีต่อร่างกายและจิตใจของคน ติด หรือตัวอย่างของคนติดที่เห็นกันอยู่ ต่อเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง
เอาแผ่นพับ หรือข้อมูลง่ายๆที่เกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยาเสพย์ติด ฯลฯ วางไว้ตรงโน้นตรงนี้บ้างในบ้าน เผื่อจะผ่านตาลูก
ถ้าครอบครัวของคุณมีคนติดยาเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์มาก่อน โปรดตระหนักว่า ลูกของคุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะติดกว่าเด็กทั่วไป ดังนั้น ควรพยายามเอาใจใส่ระมัดระวังกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าเพียงมองเห็นแต่ปัญหายาเสพย์ติดหรือสิ่งเสพย์ติด เพราะนั่นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำนั้น หนักหนาสาหัสกว่ามากมายนัก ถ้าแก้ที่นั่นได้ ปัญหายาเสพย์ติด สิ่งเสพย์ติดก็อาจจะลดลง

ดีที่สุดก็คือ ถ้าลูกยังเล็ก ตั้งแต่วัยอนุบาล ควรพูดคุยให้แกเข้าใจและซึมซับถึงพิษภัยและโทษของยาเสพย์ติดและสิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย บอกให้ลูกเข้าใจว่า ยาทุกชนิดที่แม้แต่แอสไพริน ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ล้วนมีผลข้างเคียงที่เป็นโทษได้ทั้งนั้น
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เข้าหาสิ่งเหล่านี้ ในบ้านไม่ควรส่งเสริมการดื่มเหล้าจนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ฝึกลูกวัยเรียน 7-8 ขวบขึ้นไปถึงวัยรุ่น ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวัน ให้เขารู้จักการคิดวิเคราะห์ปัญหา และรับมือกับปัญหาต่างๆอย่างเหมาะสม หรือที่เรามักใช้คำว่า “ฝึกทักษะชีวิต” เช่น ให้เขาเรียนรู้ว่าทางออกในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงทางเดียว : ถ้าสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ก็หาใช่อนาคตดับวูบ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายไม่ ยังมีสถานศึกษาอื่นๆที่สามารถเลือกเรียนได้ และประสบความสำเร็จได้ หรือ วิธีปฏิเสธเพื่อนแบบที่เพื่อนไม่โกรธ หรือ ถ้าเราไม่สมหวังเราจะมีวิธีคิดอย่างไร ฯลฯ
บอกให้ลูกรู้อย่างชัดแจ้ง เคร่งครัดเด็ดขาดว่า พ่อกับแม่ไม่ยอมรับ

การสอนลูกให้คบเพื่อน

วันก่อน คุณแม่ของ ตุ้ม สาวน้อยวัย 15 มาบ่นให้ฟังเรื่องเพื่อนสนิทคนล่าสุดของลูก ที่แม่ทำใจให้ชอบเอาไม่ได้เสียเลย ก็เจ้าหล่อนทั้งเจาะลิ้น เจาะจมูก แถมมีประวัติโดนเชิญออกจากโรงเรียนมา 2 ครั้งซ้อน ตั้งแต่คบกับเพื่อนคนนี้ พฤติกรรมของตุ้มเปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น กลับบ้านผิดเวลาบ่อยๆ ใช้เงินเปลืองขึ้นจนผิดสังเกต แถมไม่ค่อยคุยกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนก่อน กลับถึงบ้านก็ปิดประตูเข้าห้องลูกเดียว แม่กลุ้มใจไม่รู้จะจัดการยังไง ครั้นจะใช้วิธียื่นคำขาด ก็กลัวลูกจะยิ่งเตลิด

แม่ของตุ้มคิดถูกและทำ ถูกต้องแล้วละครับ ที่ไม่ใช้วิธีชนตรงๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังยิ่งจะก่อให้เกิดการต่อต้าน ซึ่งพ่อแม่จะเอาชนะไม่ได้ง่ายๆเสียด้วย

คำ แนะนำสำหรับพ่อแม่ที่มีปัญหาทำนองเดียวกันนี้ คือควรหาวิธีการแสดงให้ลูกเห็นเป็นนัยๆว่า พ่อแม่ไม่ชอบเพื่อนลูกคนนี้เท่าไร เช่น ถ้าลูกขอไปไหนมาไหนกับเพื่อนคนอื่น พ่อแม่อนุญาตไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเพื่อนคนนี้ พ่อแม่เป็นต้องมีเหตุผลที่จะปฏิเสธต่างๆนานาทุกครั้ง

 

พ่อแม่มืออาชีพแนะว่า โดยปกติแล้วพ่อแม่ควรทำตัวเป็นมิตรและสนิทสนมกับเพื่อนลูกครับ อาจชวนมาทำกิจกรรมที่บ้าน ชวนมาทานข้าวเย็น หรือชวนไปเที่ยวด้วยกัน นอกจากจะทำให้ลูกประทับใจในท่าทีที่พ่อแม่แสดงต่อเพื่อนของเขาแล้ว พ่อแม่ยังอาจได้รับรู้ข้อมูลที่มีประโยชน์จากปากเพื่อนลูกด้วย

แม่คนหนึ่งเล่าว่า เดี๋ยวนี้เวลาเพื่อนลูกมาที่บ้าน จะคุยกับแม่มากกว่าลูกเสียอีก การสนินสนมกับเพื่อนๆ ของลูกนี้จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกวัยรุ่นให้เขึ้น ครับ ทำให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นพวกเดียวกัน

ที่สำคัญ พ่อแม่ไม่ควรเริ่มต้นมองเพื่อนลูกอย่างจับผิด อย่างน้อยก็ควรเชื่อมั่นในตัวลูกว่า เขาน่าจะฉลาดพอที่จะเลือกคบเพื่อนที่ดี เว้นเสียแต่เห็นว่าสุด..สุดจริงๆ ขืนปล่อยให้คบไป พาลูกไปเสียผู้เสียคนแน่ อ่างนี้คงต้องจัดการครับ

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินและประเมินค่าเพื่อนของลูก เพียงแค่การแต่งตัว ทรงผม หรือบุคลิกภายนอก เพราะความจริงแล้ว เพื่อนของลูกอาจมีสิ่งดีๆ อยู่ภายใต้ท่าทีที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของพ่อแม่ (ซึ่งอาจล้าสมัยเกินไปแล้ว)

 

นอกจากนั้น แทนที่จะพูดถึงข้อเสียของเพื่อนลูกที่พ่อแม่ไม่ชอบ เปลี่ยนเป็นพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลง หรือสิ่งดีๆ ที่พ่อแม่รู้สึกว่าหายไปจากตัวลูก เช่น การเรียนตกลง กลับบ้านผิดเวลา ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนแต่ก่อน ฯลฯ ด้วยท่าทีที่ห่วงใย ไม่ใช่จับผิด

สิ่งที่ลูกจะเปลี่ยนเมื่อเป็นหนุ่ม

วัยนี้เป็นวัยของการแสวงหา พยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิด และรู้สึก ตัดสินใจเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด หรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เป็นวัยที่เขาตัดสินใจในสิ่งต่างๆได้ถ้ามีได้รับข้อมูลข่าวสารและแง่มุมมอง ที่กว้างขวางและมากพอ เป็นวัยที่เรียกได้ว่า กำลังมีการพัฒนาด้านคุณค่าขึ้นในจิตใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่และครูบาอาจารย์มักจะไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ และทิ้งให้เขาต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่เขายังไม่มีความพร้อม ไม่มีพื้นฐานข้อมูล แง่คิดมุมมองที่ไม่เพียงพอ อยากจะพูดว่า วัยรุ่นที่ไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการคิด ชีวิต มุมมองมาดีพอ มักจะตกอยู่ในฐานะลำบากเสมอ

การดูแลตัวเองและชีวิตประจำวัน
เพราะ วัยนี้สูงขึ้น จึงดูตัวผอมๆยาวๆ แต่ความต้องการอาหารก็ไม่ได้ลดลง วัยนี้เข้านอนเอง รู้เวลาของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ถ้าอยู่ดึกเพื่อเล่นเกม ก็ต้องเตือนกันบ้าง เด็กไทยการบ้านมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยดูแลเรื่องเวลานอน ลูกชายวัยนี้ยังมีให้เตือนไปอาบน้ำ แม้กระทั่งเตือนให้ล้างมือก่อนทานอาหาร

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่แต่งตัวไป ตามความสนใจในแฟชั่นบ้าง ตามความชอบบ้าง วัยนี้ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกเสื้อผ้า ในกรณีที่รู้สึกว่าพ่อแม่พอพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องละก็ เสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้นั้นรับรองว่าจะถูกแขวนค้างเติ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้า ตลอดกาล

ลูกชายวัยนี้ถือเป็นวัยเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วง 13 รูปร่างหน้าตาของลูกชายส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กชาย แต่พอเข้า 15 กลับกลายเป็นชายหนุ่ม ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก็คือช่วง 14 ปีนั่นเอง ร่างกายวัยนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ เด็กชายส่วนใหญ่จะสูงชะลูดปรู๊ดปร๊าดก็ช่วงวัยนี้ ความสูงเฉลี่ยปกติของหนุ่มน้อยชาวไทยเริ่มต้นที่ 155 เซนติเมตร บางคนอาจพุ่งไปจนถึง 165 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยควรอยู่ที่ 42 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อยไปจนถึง 53 กิโลกรัม

ร่างกายเริ่มปรากฏกล้าม เนื้อเป็นมัดขึ้นมาบ้าง บึกบึก แสดงออกถึงร่างกายเพศชายชัดกว่าเมื่อเทียบกับ วัยก่อนมีขนขึ้นเต็มตามที่ต่างๆ หน้าอก รักแร้ อวัยวะเพศ แข้งขา เสียงจะมีการเปลี่ยนแปลง บางคนค่อยๆเปลี่ยนไปช้าๆ แต่บางคนก็กะทันหัน สะดุดกึก ฟังดูเหมือนจะเป็นหวัด แต่ที่แท้เสียงแตกขึ้นมาทันทีเลย…ก็แล้วแต่สไตล์เติบโตของใครของมันค่ะ
ไอ้เจ้าอาการเสียงแตกนี่แหละ ที่ทำให้ชายไทยวัยสิบสี่ส่วนใหญ่เกิดอาการช็อค…เราเป็นหนุ่มแล้วหรือนี่ ส่วนอวัยวะเพศซึ่งเปลี่ยนแปลงขนาดจนเห็นได้มาตั้งแต่วัย 13 ในวัยสิบสี่นี้เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น นั่นคือช่วงปลายของวัยสิบสี่ ส่วนใหญ่จะเคยมีประสบการณ์การหลั่งน้ำอสุจิแล้ว อาจโดยการฝันเปียก หรือบางคนอาจจากการทำมาสเตอร์เบชั่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ช่วงเวลานี้เอง เป็นเวลาที่นักจิตวิทยาเห็นว่าสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งในพัฒนาการทางเพศคือ ไม่นานหลังการหลั่งครั้งแรก เด็กชายเกือบทุกคนจะพัฒนาแบบของกิจกรรมทางเพศส่วนตัวขึ้นมา แต่ละคนพัฒนาต่อประสบการณ์เหล่านี้ตามแบบของใครของมัน และตามความเข้าใจที่ตัวเองมี เด็กที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ อาจจะผ่านการพูดคุยกับพ่อหรือแม่ หรือจากสื่อ หรือจากโรงเรียน อาจจะเข้าใจได้ว่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่เด็กชายบางคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่า หรือเคยรับรู้มาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ดีก็อาจจะเกิดความรู้สึกอับอายและ ซ่อนเร้น ซึ่งตรงนี้นี่เองที่อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เป็นปกติก็ได้

วัยสิบสี่เพศชาย จึงเป็นวัยที่ควรได้รับการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ไม่เฉพาะ บทบาทหน้าที่ของอวัยวะเพศ หากเขาควรได้เรียนรู้ไปถึงปัญหาที่อาจตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนกำหนด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งควรมีการพูดคุยอภิปรายในปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รักร่วมเพศ พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การเที่ยวโสเภณี การทำแท้ง ลูกๆ เขาก็ต้องการและ มันเป็นเรื่องจำเป็นด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนะการมองต่อเพศตรงข้ามซึ่งจากการพูดคุย จะนำไปสู่การพิจารณา ขบคิดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเองช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พ่อแม่ควรคุย กับลูกเรื่องเพศศึกษาค่ะ

 

กิจกรรมกับคนในบ้าน
ช่วง วัยนี้ก็ยังคล้ายปีก่อนตอนสิบสาม ที่ชอบหมกอยู่ในห้องของตัวเอง พอสมควร แต่วัยสิบสี่จะดีขึ้นหน่อยที่ว่า ยังออกมานั่งเล่นนอนเล่นกับคนอื่นในห้องโถงของบ้านมากกว่า พูดคุยทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ก้มหน้าเอาแต่แกะสิวงุดๆ หน้าบูดๆบอกบุญไม่รับทั้งวันๆ อย่างที่แล้วมา เรื่องความรกเลอะเทอะในบ้านจากข้าวของที่วางไว้เรี่ยราดก็ยังพอมีให้เห็น แต่ถ้าบอกว่าจะมีแขกมาบ้าน อาจจะเคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ในฉันพลันทันที ลูกชายวัยนี้ช่วยงานบ้านมากขึ้น อาจจะล้างรถ เปลี่ยนยาง ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ

ดนตรีเสริมพัฒนาการ

ทำกิจกรรมต่างๆ บ้าง โดยให้ฟังทุกวัน วันละสักครึ่งชั่วโมง”
คุณหมอยังบอกด้วยค่ะว่า ถ้าอยากให้ลูกมีสมาธิก็แค่ให้เขาได้ฟังเพลงเบาๆ ในห้องหรือสถานที่ที่ไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกก็ใช้ได้แล้ว
แต่สำหรับการลดอาการก้าวร้าว นอกจากฟังแล้วควรให้เด็กได้เล่นดนตรี เช่น ตีกลอง หรือเคาะจังหวะไปด้วยจะช่วยได้มากขึ้นค่ะ
ดนตรีจึงเปรียบเสมือนวิตามินที่ทุกๆ ครอบครัวควรมีติดบ้านไว้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ลูกหรือคนในบ้านมีอาการซะก่อนแล้วค่อยไปซื้อหา เพราะขนาดวงการแพทย์สมัยใหม่ยังบอกว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงดนตรีได้ตั้งแต่นอนหลับอยู่ในท้องแม่เป็นเดือน ที่ 6 นั่นแล้วค่ะ การเปิดเพลงฟังบ่อยๆ จึงนับเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับพ่อแม่และลูก
โดยเฉพาะกับเด็กๆ จะมีประโยชน์มาก เหมือนที่คุณหมอบอกว่า
“ถ้าคนเราได้ฟังดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องถึงขนาดตั้งใจนะ แค่ให้มีดนตรีเป็นแบ็คกราวนด์เท่านั้น ก็จะช่วยให้ความก้าวร้าวหรืออาการสมาธิสั้นลดลง”

นายแพทย์ ดร.ประกอบ ผู้วิบูลย์สุข จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพฯได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า

“เรา สามารถนำดนตรีบำบัดมาใช้ ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไปทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่นปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้ โรคซึมเศร้า อัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บป่วย และภาวะอื่นๆ

“สำหรับบุคคลทั่วไปก็สามารถใช้ดนตรีบำบัดได้ในแง่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด และใช้กับการออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีได้”

ถ้า เป็นคนป่วยคงต้องให้นักดนตรี บำบัดเข้ามาช่วย แต่สำหรับลูกเราที่เป็นเด็กปกติ หรือแค่เพิ่งมีวี่แววว่าจะเป็นเด็กไม่ค่อยมีสมาธิ ดูเหมือนจะก้าวร้าว หรือส่อเค้าจะมีอาการซึมเศร้า คุณพ่อคุณแม่ช่วยได้ โดยคุณหมอแนะนำว่า
“ถ้าเด็กไม่ค่อยมีสมาธิควรให้ฟังดนตรีที่มีเสียงมั่นคง จังหวะช้าๆ เบาๆ ท่วงทำนองสม่ำเสมอ โน้ตที่ใช้ไม่ควรกระโดดจากคีย์สูงไปคีย์ต่ำ และควรให้เป็นโทนเสียงกลางเสียงสูง อย่างเสียงที่เกิดจากเปียโน กีตาร์ จะทำให้เกิดสมาธิได้
“ส่วนดนตรีที่มีโทนเสียงต่ำจะเหมาะกับคนก้าวร้าวมากกว่า สำหรับเด็กซึมเศร้าก็น่าจะให้ฟังดนตรีที่มีจังหวะค่อนข้างกระตุ้น เขาจะได้ลุกขึ้นมา
ดนตรี จึงเป็นศาสตร์สารพัดประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งกับคนไข้และบุคคลทั่วไป แถมยังไม่แยกเพศและวัยอีกต่างหาก
ว่าแล้วชักชวนลูกๆ มาเปิดเพลงฟังกันดีกว่าค่ะ

สอนลูกวาดเขียน

พ่อแม่จะส่งเสริมอย่างไร
เวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ลองให้เขาเขียนออกมาเป็นภาพการ์ตูน เพื่อเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง โดยจัดพื้นที่หรือบริเวณในบ้านให้เป็นมุมเขียนการ์ตูน เตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ อ้อ! กระดาษในที่นี้ แนะนำให้ใช้สมุดวาดเขียนเป็นเล่มๆ นะคะ ผลงานจะได้ไม่กระจัดกระจาย สามารถเก็บไว้อวดได้ และที่สำคัญ เขาจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง รวมทั้งให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ในการที่จะได้ฝึกทักษะ ใช้ความคิดและจินตนาการ อย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษจนหมดแรง

สำหรับ พ่อแม่เอาใจใส่กับผลงานแล้วให้ความเห็นตามสมควรค่ะ อย่าติจนท้อแท้ หรือชมจนเกินจริง ที่สำคัญอย่าตั้งความคาดหวังไว้ที่ลูกมากเกินไป จะทำให้เขาเกร็งจนหมดสนุก

เด็กแต่ละคนมีสไตล์การใช้เส้นที่ไม่เหมือนกัน เด็กที่วาดโดราเอมอนได้สวย อาจจะวาดเซเลอร์มูนไม่ได้เลย ตามขั้นตอน โดยมีนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคอยเสริมจุดเด่น และลบข้อบกพร่อง จะทำให้เขาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการที่ได้รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียง กัน ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาฝีมือ และสร้างสังคมได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ของการวาดการ์ตูน

      • เสริมจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะโดยธรรมชาติของการ์ตูนไม่ยึดติดกับความสมจริง แต่เกิดจากการนำความรู้สึก และเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาขยายให้ดูเหนือจริง ผิดธรรมชาติ เด็กๆ จะสนุกกับการคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกังวลว่าถูกหรือผิด เพราะสำหรับการ์ตูน ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวค่ะ
      • สร้างเสริมทักษะทางศิลปะ การเรียนวาดการ์ตูนก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเรื่องเส้น สี แสง เงา และมิติต่างๆ อันจะเป็นการเปิดประตูสู่แขนงศิลปะอื่น ๆ ได้ในอนาคต
      • พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้น เพราะการ์ตูนต้องมีการวางโครงเรื่อง สร้างตัวละคร และรายละเอียดของแต่ละตอน ก่อนจะนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน
      • ช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้น เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ มีความเป็นสากลที่สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ที่วาดการ์ตูนเป็น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เช่น วาดภาพประกอบรายงาน จัดบอร์ดนิทรรศการได้ด้วย
      • เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี และมีความอ่อนโยนในจิต ใจอันเกิดขึ้นจากการได้ทำงานที่รัก และยังสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้วย สอนอะไร

พื้นฐานโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่การเขียนลายเส้น รูปทรง การใช้แสงเงาทำภาพให้มีมิติ การใช้สี และการเขียนรูปตามจินตนาการหรือเรื่องเล่า ส่วนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป ก็จะเน้นการเขียนบท วางโครงเรื่อง ออกแบบตัวละคร ไปจนถึงการสร้างบทสนทนา

จะกระซิบบอกให้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นจ้าวยุทธจักร เขาเรียนกันลึกซึ้งถึงขั้นทำเป็นกราฟเลยนะคะ ระหว่างแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนหน้า กับแกนตั้งซึ่งเป็นอารมณ์ จริงจังกัน แบบนี้เชียวล่ะ

คุณสมบัติของเด็ก
พรสวรรค์ที่หลายคนถามถึง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ เปลี่ยนชื่อใหม่จากนางสาวพรสวรรค์ เป็นนายทักษะจะเข้าท่ากว่า ใครที่มีอยู่น้อย ก็อาจจะใช้เวลามากสักหน่อยในการฝึกฝน ขอแค่ใจรักเท่านั้น อะไรๆ ก็ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็กช่างคิด ช่างสังเกต และมีจินตนาการจะได้เปรียบ

เรื่องวัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การวาดเส้น สัก 5 ขวบก็พอไปได้ เพราะพื้นฐานของเด็กทุกคน ชอบขีดเขียนรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นวางโครงเรื่อง ระยะภาพ รอให้โตสักหน่อย ประมาณ 9 ขวบขึ้นไปจะทำได้ดีขึ้น เพราะสมาธิจะยาว และความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อก็จะมากกว่าเด็กเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กเป็นพื้นฐาน เพราะลองว่าไม่ชอบเสียแล้ว จะรอให้ถึงกี่ขวบก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ

 

เชื้อแบคทีเรียในเด็ก

สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาทีมนักวิจัยตั้งข้อสังเกตเด็กที่มีแผลเปื่อยและผู้ที่ไม่มีกลากเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันหกและอายุ 18 เดือน ผู้เชี่ยวชาญต้องการเปรียบเทียบแบคทีเรียในลำไส้ของพวกเขา

ผลการศึกษาพบว่าทารกทั้งหมดที่มีชนิดเดียวกันของแบคทีเรียที่หกเดือน อย่างไรก็ตามที่ 18 เดือนเด็กวัยหัดเดินที่มีแผลเปื่อยมีมากขึ้นของประเภทของแบคทีเรียที่รู้จักกันเป็นกลุ่ม Clostridium IV และ XIVa ซึ่งจะเชื่อมโยงมักจะผู้ใหญ่

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในความกล้าของเด็กที่มีแผลเปื่อยได้มากขึ้นตามแบบฉบับของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นผู้ใหญ่กว่าสำหรับเด็กทารกโดยไม่ต้องกลาก

กลาก อธิบายว่าการอักเสบบ่อยของหนังกำพร้า; นอกจากนั้นยังสามารถเรียกว่าโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังกลาก (รูปแบบที่พบมากที่สุดของโรคเรื้อนกวาง)ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กมีแนวโน้ม ที่จะพัฒนากลากถ้าพวกเขากินอาหารอย่างรวดเร็ว 3 ครั้งหรือมาก

คนได้ รับผลกระทบจากสภาพอาจพัฒนาคันผิวหนังแดงแตกและแห้ง งานวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าการให้อาบน้ำของชายหาดเป็นประจำเพื่อปรับลด เด็กที่มีโรคเรื้อรังรุนแรงกลากจะช่วยลดความรุนแรงของสภาพในกรณีที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียรอง

เด็กที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อนกวางมีปริมาณที่สูงขึ้นของ Bacteroidetes

Lotta Nylund, MSc จากมหาวิทยาลัยเตอร์กู, ฟินแลนด์, อธิบาย:

พ่อเลี้ยงลูก

“ในทางที่เขาควรจะไป” คือการดำเนินการฝึกอบรมให้เป็นไปตามบุคลิกที่ไม่ซ้ำ, ของขวัญ, และแรงบันดาลใจของเด็ก ความคิดที่นี่คือการจัดให้มีทรัพยากรและเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับของขวัญของบุตรของท่านทักษะและความสามารถตามธรรมชาติ เราต้องศึกษาเด็กของเราและรู้ว่าเพียงแค่สิ่งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของพวกเขา

สนทนาคือการช่วยให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งที่ธรรมชาติมีแนวโน้มที่เธออาจจะมีที่จะป้องกันไม่ให้มุ่งมั่นรวมถึงพระเจ้า ตัวอย่างเช่น: จะอ่อนแอขาดระเบียบวินัยความอ่อนแอต่อภาวะซึมเศร้า ฯลฯ … รู้ที่เด็ก ๆ ของเรามีแนวโน้มที่จะอ่อนแอจะช่วยให้เราเพื่อช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงหลุมพรางของการขาดยากจนตัดสินใจของตัวละครยังไม่บรรลุนิติภาวะและอื่น ๆ นี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทราบจุดแข็งและของขวัญของพวกเขาและอำนวยความสะดวกผู้ที่

สัญญาคือการพัฒนาที่เหมาะสมกับการเลี้ยงดูที่ดีเพื่อให้แน่ใจเด็กจะอยู่มุ่งมั่นกับคนของพระเจ้าและความรัก … สองพื้นฐานของบัญญัติ 10 เราอาจจะอยู่ขยันมุ่งเน้นและความตั้งใจในบทบาทที่สำคัญนี้!
เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของ Legacy: เกรซ เราจะใช้อำนาจของเราได้อย่างไร

เมื่อฉันพูดคุยเกี่ยวกับว่าการที่ผมคิดว่าวิธีการที่พระเจ้าพระบิดาข้อตกลงกับฉัน แล้วฉันตระหนักความเมตตาความอดทนของเขาและความรักและดูว่าฉันตกสั้นที่ผมจัดการกับคนอื่น ๆ

นี้เป็นแนวคิดที่ดี, สัญญา, หลักการและโปรโตคอลสำหรับพ่อ “การฝึกอบรมขึ้น” มีความคิดของผู้ปกครองเกล้าฯลงทุนในสิ่งที่เด็กภูมิปัญญา, ความรัก, เกลือแร่, และวินัยเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาที่จะกลายเป็นความมุ่งมั่นที่มีต่อพระเจ้า มันเหวุฒิภาวะทางอารมณ์และจิตวิญญาณของผู้ปกครอง

พระเจ้าไม่ได้ใช้ไม้ที่จะชนะเราเมื่อเราทำผิดพลาดเพื่อให้เรามีเหตุผลที่เป็นพ่ออย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ติดโทษให้กับผู้ที่อยู่รอบตัวเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ ของเรา? มันโอเคที่จะโกรธและมันโอเคที่จะไม่ชอบความอยุติธรรมไม่เชื่อฟัง, ยังไม่บรรลุนิติภาวะและบางส่วนของเด็กสิ่งที่น่าสนใจในตัวตลกของพวกเขาเห็นแก่ตัว

แต่ช่วยให้คุณและฉันว่าขวาเมื่อเราเหนื่อยและผิดหวังที่จะเจียดกฎหมายในจิตวิญญาณของความโกรธ? พระเจ้าของเราไม่เคยถ่ายแบบของอัตตาที่ เขาทำทุกอย่างอยู่ในความรักรวมทั้งการแก้ไข, การลงโทษ, การเรียนการสอนและให้กำลังใจ

คุณและฉันเป็นผู้ชายต้องมีอำนาจอีกครั้งเรียนรู้ เราจำเป็นต้องได้รับการติดขึ้นในรูปแบบระเบียบวินัยและการเล่นหนักซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาดังนั้นในสังคมของเรา เราต้องเรียนรู้อำนาจของพระเยซูในความรักความอดทนความเมตตาความอ่อนโยนความดีและการควบคุมตนเอง

เราจำเป็นต้องเรียนรู้อีกหัวใจพ่อของพระเจ้าและวิธีการที่นำไปใช้กับการเป็นผู้นำและผู้มีอำนาจของเรามากกว่าที่สำหรับผู้ที่เรามีความรับผิดชอบ เราจะต้องมีความตั้งใจและที่เพิ่มขึ้นในการเรียนรู้รูปแบบนี้มันจะเปลี่ยนการเลี้ยงดูของเราและแน่นอนชีวิตของเรา ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณกำลังเผชิญกับข้อบกพร่องของใครบางคนหรือคุณเองสำหรับเรื่องที่ว่าเกิดอะไรขึ้นจะแตกต่างกันอย่างไร

เราได้รับการติดขึ้นในความเครียดและมีอำนาจของเราที่เรามักจะเริ่มต้นที่จะกลายเป็นดี disciplinarians เราได้รับอย่างหนักหมายถึงและแม้กระทั่งโหดร้ายมักจะกับคนที่เรารักมากที่สุด

นี้เป็นธรรมและใช้ไม่ถูกต้องของผู้มีอำนาจ เราจำเป็นต้องมีความกล้าหาญสนทนาและแม้กระทั่งเจียดผลได้ตามต้องการ แต่ถ้าเริ่มต้นของเราคือเผด็จการที่เราเคยพลาดในตัวอย่างของพระเยซู

ผู้มีอำนาจที่พระเยซู wielded สามารถเรียนรู้ได้นำไปประยุกต์ใช้และได้รับการอย่างอิสระ แต่เราต้องมีความตั้งใจ …. วิธีที่คุณจะมีวินัยที่ถูกต้องและส่งเสริมให้คนที่อยู่ภายใต้การอำนาจของคุณในครั้งต่อไป คุณจะเริ่มต้นในรูปแบบต่ำต้อยของการจัดการผู้มีอำนาจหรือคุณจะเมตตาตั้งใจและรูปแบบและให้กำลังใจของพระเยซูคริสต์? ครั้งต่อไปที่สิ่งที่จะแตกต่างกัน?

มันจะเป็นพระคุณหรือกฎหมาย? ซึ่งคุณได้รับมากขึ้น?

เกรซกับกฎหมายหมายความว่าเราแปลหัวใจของเขาให้กับผู้ที่อยู่รอบตัวเราในวิธีที่เราใช้คำอำนาจของเราและการกระทำ วิธีที่เราสามารถประสบความสำเร็จใช้อำนาจในทางที่เคร่งศาสนาที่แสดงให้เห็นหัวใจและความรักและความเมตตาของพระองค์?
คุณจะทำอย่างไรส่วนตัวเจียดแก้ไขและวินัย? ทำเครื่องหมายดังต่อไปนี้วิธีการของคุณ?
ความโกรธ•
แห้ว•
ความเครียด•
• Burnout
เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า•
cussing •และสาบาน
•ตะโกนและยกเสียงของคุณ
•หัก ณ ที่จ่ายความโปรดปรานของคุณในทางใดทางหนึ่ง
•การรักษาความเงียบ
•เปิดตัวออกมาในความโกรธ
•ความรุนแรงทางกายภาพ
•ความรุนแรงทางวาจา
วิธีการทำกระจกเหล่านี้หัวใจพ่อของพระเจ้า (ดูภาคผนวกข) และวิธีที่เขาได้รับการปฏิบัติคุณหรือไม่ พระเจ้าทำสิ่งใดข้างต้นเป็นเขามีโอกาสที่จะแก้ไขและตักเตือนคุณ ในการเดินของคุณกับพระเจ้าเขาได้เคยรับการรักษาคุณด้วยอะไร แต่ความเมตตาความรักในหัวใจของพ่อ? คำตอบก็คือพระเจ้าและแก้ไข chastens เราในรักอันยิ่งใหญ่และความอดทนและความเมตตา ส่งเสริมและการเรียนการสอนของเขาทำให้ผมนึกถึงวิญญาณที่ความเมตตาของพระเจ้าทำให้ผมเสียใจทุกครั้งที่ …