ห้ามไม่ให้เด็กเล่นมือถือเพราะมีอันตราย

เมื่อเซลล์ได้รับรังสีไม่ว่าจะเป็นรังสีประเภทใด (แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอ รับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หลายๆ เดือน หรือหลายๆ ปี) จะทำให้เซลล์เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ถ้าร่างกายซ่อมแซมให้เป็นปกติไม่ได้ จะเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์เนื้องอก หรือเซลล์มะเร็งได้
ดังนั้นถ้าได้รับรังสีจากโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี   โดยมีการใช้บ่อย แต่ละครั้งใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก หรือมะเร็งเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้านที่ติดกับการใช้โทรศัพท์ เช่น เนื้องอกของประสาทหู ประสาทตา ลูกตา ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและสมอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็มีรายงานว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง เพลีย นอนไม่หลับ บางคนมีอาการใจสั่น (ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดก็ได้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) ประเทศออสเตรเลียได้เตือนถึง   การใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ว่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปริมาณรังสีที่สะสมในร่างกาย เพราะเซลล์ในร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีความไวต่อรังสีทุกชนิด จึงมีโอกาสได้รับรังสีสะสมสูงกว่า อาจจะทำให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์ได้มากกว่าผู้ใหญ่

รังสีจากโทรศัพท์มือถือ คือ รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเภท นัน-ไอออนไนซ์ เป็นรังสีที่อาจทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ซึ่งเป็นรังสีที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับรังสีคลื่นวิทยุ รังสีจากความร้อน รังสีจากแสงแดด และรังสีจากเตาไมโครเวฟ (เป็นรังสีคนละประเภทกับรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์)

 

   

 

สิ่งที่ลูกจะเปลี่ยนเมื่อเป็นหนุ่ม

วัยนี้เป็นวัยของการแสวงหา พยายามที่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิด และรู้สึก ตัดสินใจเลือกว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด หรือเหมาะกับตัวเองที่สุด เป็นวัยที่เขาตัดสินใจในสิ่งต่างๆได้ถ้ามีได้รับข้อมูลข่าวสารและแง่มุมมอง ที่กว้างขวางและมากพอ เป็นวัยที่เรียกได้ว่า กำลังมีการพัฒนาด้านคุณค่าขึ้นในจิตใจ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่และครูบาอาจารย์มักจะไม่เข้าใจ ไม่ใส่ใจ และทิ้งให้เขาต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่เขายังไม่มีความพร้อม ไม่มีพื้นฐานข้อมูล แง่คิดมุมมองที่ไม่เพียงพอ อยากจะพูดว่า วัยรุ่นที่ไม่ได้รับการเรียนรู้เรื่องการคิด ชีวิต มุมมองมาดีพอ มักจะตกอยู่ในฐานะลำบากเสมอ

การดูแลตัวเองและชีวิตประจำวัน
เพราะ วัยนี้สูงขึ้น จึงดูตัวผอมๆยาวๆ แต่ความต้องการอาหารก็ไม่ได้ลดลง วัยนี้เข้านอนเอง รู้เวลาของตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคน ถ้าอยู่ดึกเพื่อเล่นเกม ก็ต้องเตือนกันบ้าง เด็กไทยการบ้านมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยดูแลเรื่องเวลานอน ลูกชายวัยนี้ยังมีให้เตือนไปอาบน้ำ แม้กระทั่งเตือนให้ล้างมือก่อนทานอาหาร

เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่แต่งตัวไป ตามความสนใจในแฟชั่นบ้าง ตามความชอบบ้าง วัยนี้ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกเสื้อผ้า ในกรณีที่รู้สึกว่าพ่อแม่พอพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องละก็ เสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้นั้นรับรองว่าจะถูกแขวนค้างเติ่งอยู่ในตู้เสื้อผ้า ตลอดกาล

ลูกชายวัยนี้ถือเป็นวัยเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วง 13 รูปร่างหน้าตาของลูกชายส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กชาย แต่พอเข้า 15 กลับกลายเป็นชายหนุ่ม ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านก็คือช่วง 14 ปีนั่นเอง ร่างกายวัยนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ เด็กชายส่วนใหญ่จะสูงชะลูดปรู๊ดปร๊าดก็ช่วงวัยนี้ ความสูงเฉลี่ยปกติของหนุ่มน้อยชาวไทยเริ่มต้นที่ 155 เซนติเมตร บางคนอาจพุ่งไปจนถึง 165 เซนติเมตร ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยควรอยู่ที่ 42 กิโลกรัมเป็นอย่างน้อยไปจนถึง 53 กิโลกรัม

ร่างกายเริ่มปรากฏกล้าม เนื้อเป็นมัดขึ้นมาบ้าง บึกบึก แสดงออกถึงร่างกายเพศชายชัดกว่าเมื่อเทียบกับ วัยก่อนมีขนขึ้นเต็มตามที่ต่างๆ หน้าอก รักแร้ อวัยวะเพศ แข้งขา เสียงจะมีการเปลี่ยนแปลง บางคนค่อยๆเปลี่ยนไปช้าๆ แต่บางคนก็กะทันหัน สะดุดกึก ฟังดูเหมือนจะเป็นหวัด แต่ที่แท้เสียงแตกขึ้นมาทันทีเลย…ก็แล้วแต่สไตล์เติบโตของใครของมันค่ะ
ไอ้เจ้าอาการเสียงแตกนี่แหละ ที่ทำให้ชายไทยวัยสิบสี่ส่วนใหญ่เกิดอาการช็อค…เราเป็นหนุ่มแล้วหรือนี่ ส่วนอวัยวะเพศซึ่งเปลี่ยนแปลงขนาดจนเห็นได้มาตั้งแต่วัย 13 ในวัยสิบสี่นี้เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น นั่นคือช่วงปลายของวัยสิบสี่ ส่วนใหญ่จะเคยมีประสบการณ์การหลั่งน้ำอสุจิแล้ว อาจโดยการฝันเปียก หรือบางคนอาจจากการทำมาสเตอร์เบชั่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ช่วงเวลานี้เอง เป็นเวลาที่นักจิตวิทยาเห็นว่าสำคัญมากที่สุดช่วงหนึ่งในพัฒนาการทางเพศคือ ไม่นานหลังการหลั่งครั้งแรก เด็กชายเกือบทุกคนจะพัฒนาแบบของกิจกรรมทางเพศส่วนตัวขึ้นมา แต่ละคนพัฒนาต่อประสบการณ์เหล่านี้ตามแบบของใครของมัน และตามความเข้าใจที่ตัวเองมี เด็กที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ อาจจะผ่านการพูดคุยกับพ่อหรือแม่ หรือจากสื่อ หรือจากโรงเรียน อาจจะเข้าใจได้ว่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่เด็กชายบางคนที่ไม่ได้รับการบอกเล่า หรือเคยรับรู้มาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ดีก็อาจจะเกิดความรู้สึกอับอายและ ซ่อนเร้น ซึ่งตรงนี้นี่เองที่อาจจะนำไปสู่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เป็นปกติก็ได้

วัยสิบสี่เพศชาย จึงเป็นวัยที่ควรได้รับการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ ไม่เฉพาะ บทบาทหน้าที่ของอวัยวะเพศ หากเขาควรได้เรียนรู้ไปถึงปัญหาที่อาจตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนกำหนด การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งควรมีการพูดคุยอภิปรายในปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รักร่วมเพศ พฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การเที่ยวโสเภณี การทำแท้ง ลูกๆ เขาก็ต้องการและ มันเป็นเรื่องจำเป็นด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญที่สุดคือทัศนะการมองต่อเพศตรงข้ามซึ่งจากการพูดคุย จะนำไปสู่การพิจารณา ขบคิดและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกับตัวเองช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่พ่อแม่ควรคุย กับลูกเรื่องเพศศึกษาค่ะ

 

กิจกรรมกับคนในบ้าน
ช่วง วัยนี้ก็ยังคล้ายปีก่อนตอนสิบสาม ที่ชอบหมกอยู่ในห้องของตัวเอง พอสมควร แต่วัยสิบสี่จะดีขึ้นหน่อยที่ว่า ยังออกมานั่งเล่นนอนเล่นกับคนอื่นในห้องโถงของบ้านมากกว่า พูดคุยทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันบ้าง ไม่ใช่ก้มหน้าเอาแต่แกะสิวงุดๆ หน้าบูดๆบอกบุญไม่รับทั้งวันๆ อย่างที่แล้วมา เรื่องความรกเลอะเทอะในบ้านจากข้าวของที่วางไว้เรี่ยราดก็ยังพอมีให้เห็น แต่ถ้าบอกว่าจะมีแขกมาบ้าน อาจจะเคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างได้ในฉันพลันทันที ลูกชายวัยนี้ช่วยงานบ้านมากขึ้น อาจจะล้างรถ เปลี่ยนยาง ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ

The ESP Couple

You (women): This is a question astronomers would say that because I come from a different star. Men are from Mars, women are from Venus. Then I found love in the world. Many things are different. If the scientists are saying that women and men. Different level of small units called cells makes it quite different to the whole body, mind, thoughts, feelings, etc., as required.

He (man) is the most emotional. Focus on feeling good. Need a close and interest. Focus on family relationships. To focus on finer and sometimes it is a conflict. On the contrary, it would.

Talk to the understanding of the frustrations. And need someone to talk to for comfort and stress relief.
Read his mind.
So often you quarrel with nonsense. I do not understand the basics of each other. Okay, today we will be together. Starting your first try. Eaaฤkษs finish out this Father’s Day, then you might ask why I’m first. Why not before. I suggest you start first. Because you’re reading this. And I believe that once you begin to understand him, he approached him to adapt with it. (By the very manner in which we choose a pair that is given to him to return).

He tried to see as much value. Do not wait for the girls. Others see. But we can not see. I’ll probably go for the one that he values his behalf. I express concern. Pay attention to him. I have several children. To do and so little time left to spend more time with her children and husband. It is recommended that (By the Minister Thaksin indeed is) the practice with her husband and a son. Trying to appease him. But not even the husband was not so sure. Himself as a husband or a son to me. But do not be caring like I looks like a mother. Because I will be out of the gossip that I did this, it would be a wife or mother, anyway!

Another important aspect to remember, to honor her husband. This is a very important man. We may have to have him home. But that was in front of his family or his associates. I will make him lose face. (Male pug and we would not do … I know you want me here).

Sex is necessary …
Another very important thing is. If he wanted to have sex with you, do not deny it. I was discouraged. This is important because a lot of men. I denied it. To give him confidence. (Depressed mood bully withered away to nothing) is to focus on the male sex over the female. For men who love sex with then separate it out. Considered part of the male one.

So often when you guys talk. One subject that is often boast about sex (which really does boast some he called them spit at each other), the two sides will focus on sex. Not equal to. Excitable than men have completed the task faster and faster. (Typically takes 4-5 minutes), while the slower and longer than the female. The imbalance. Although the men in this event will start. But sometimes you may begin earlier. This will make him proud. (The man) asked, but do not say anything about the work or calling me. (I do it).

There are many careers that you guys wanted me to be his wife. (While in bed) is a wrestler, gymnast or a chiropractor. Help cover the dough with water and massage (but not recommended by my husband to do the work of the house) or a fine taste. I use the tongue to taste things. Taking the Baroque. This is not to me. (But for the newly married. This should be the first settler. I do understand that you have your husband to come to church surfing strategic depth) and on the other hand I do not have a career, I would say it to me.

One. Teacher (doing so far. Doing it this far).

Two. Nurse (not capacitance. Before going to the bathroom. I brush my teeth or not! I think this is better than sleeping Hanhlagใhgkan).

Three. Nuns or orator. (Talk show to do it).

4. A Business (must book in advance before it).

But if you have such a career (really) but I forgot to do it. I will give you a clear head and a good husband, I have a happy family! Write it finished. I did try to take it to his wife. I do not like ugh ugh.

ลูกไม่ยอมพูด

ทำไม๊..ทำไม ลูกไม่พูด
มีสาเหตุและปัจจัยแวดล้อมมากมายค่ะที่มีผลต่อการพูดช้า หรือไม่พูดของลูกน้อยที่ไม่เป็นไปตามพัฒนาการที่เหมาะสม เช่น
- เด็กที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงปล่อยปละให้ลูกเล่นคนเดียว มีเวลาพูดคุยกับลูกน้อย เด็กจะพูดได้ช้ากว่าเด็กที่พ่อแม่เอาใจใส่พูดคุยกับลูกเป็นประจำ
- เด็กที่ร้องไห้มากหรือร้องเสียงดัง อาจทำให้เสียงแหบไม่มีเสียงพูดได้
- พูดไม่ได้เพราะผิดปกติด้านการได้ยิน เด็กบางคนมีความผิดปกติของการได้ยิน ซึ่งอาจส่งผลต่อการพูดของเด็กได้ค่ะ
- ถ้าลูกไม่ยอมพูด และลูกเคยมีอาการดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีน้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 1,500 กรัม ป่วยเป็นโรค เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ตัวเหลืองมาก มีความพิการแต่กำเนิดของช่องหู ใบหน้า และลำคอ และมีคนในครอบครัวหูหนวก หรือเป็นใบ้ คุณแม่ควรพาลูกไปตรวจกับแพทย์ทันที
คุณแม่สามารถตรวจสอบด้วยตนเองง่ายๆ ค่ะว่าลูกของเรานั้นมีพัฒนาการการพูดช้าเกินไปไหม โดยสังเกตว่า
อายุ 6 เดือน ไม่ส่งเสียงอืออา ไม่หันหาเสียง ไม่ตกใจเวลาได้ยินเสียงดังๆ
อายุ 10 เดือน เรียกชื่อไม่หันหา
อายุ 15 เดือน ไม่เข้าใจคำสั่งห้าม ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น บ๊ายบาย
อายุ 18 เดือน พูดคำที่มีพยางค์เดียวได้น้อยกว่า 5-6 คำ
อายุ 2 ขวบ พูดคำที่มีความหมาย 2 พยางค์ต่อกันไม่ได้ เช่น ไม่เที่ยว ไม่เอา หรือชี้ส่วนของร่างกายง่ายๆ ไม่ได้
การที่เด็กปกติจะพูดช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็คือการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั่นเองค่ะ แต่ถ้าเมื่อถึงเกณฑ์กำหนดแล้วลูกยังไม่พูด คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นให้ลูกพูดดังนี้ค่ะ
- พยายามจูงใจให้เด็กพูด ถ้าเด็กพยายามพูด แม้ในระยะแรกจะไม่ชัด ควรให้คำชมเชย และพูดคำที่ถูกต้องให้เด็กฟัง แต่ถ้ายังพูดไม่ได้คุณแม่ไม่ควรกังวลจนลงโทษเด็ก เพราะอาจทำให้ลูกยิ่งหวาดกลัวและไม่พูดมากขึ้น
- ขณะที่พูดกับเด็กต้องหันหน้าเข้าหาและสบตากับลูก เพื่อที่ลูกจะสามารถมองการเคลื่อนไหวและการขยับปากของแม่และสามารถพูดตามได้
- เวลาที่เด็กเริ่มคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่ต้องให้ความสนใจ สังเกตท่าทาง และตั้งใจฟังสิ่งที่เด็กพยายามสื่อความหมาย
- เลือกคำสั้นๆ ง่ายๆ ก่อน พูดช้าๆ และชัดๆ บ่อยๆ อาจเริ่มจากสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ เช่น แม่ พ่อ กิน ข้าว เป็นต้น
- เมื่อเด็กเริ่มพูดคำสั้นๆ ได้แล้ว ให้คุณแม่เสริมให้คำยาวขึ้น เช่น เมื่อเด็กพูดว่านก ให้พ่อแม่เสริมว่านกบิน นกร้อง ฯลฯ
การ ที่จะบอกว่าเด็กพูดช้า หรือมีปัญหาทางด้านการพูดหรือไม่นั้น ไม่ควรเสียเวลารอจนเกินอายุ 2 ขวบ แล้วจึงนำไปตรวจ เพราะถ้าสังเกตให้ดีเด็กอาจมีพฤติกรรมที่แสดงว่าอาจมีปัญหาในการพูดตั้งแต่ ขวบปีแรกแล้ว ถ้าหากทิ้งไว้นานๆ นอกจากจะแก้ไขได้ยากแล้ว เด็กอาจจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจตามมาด้วยค่ะ เพราะการที่เด็กไม่สามารถจะติดต่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ มักจะหงุดหงิด และอาจมีปัญหาในการเข้าสังคมต่อไปได้ด้วย

เรื่องกังวลของคุณแม่

ช่วงขวบปีแรกของลูก น้ำหนักตัวเขาจะไม่ค่อยขึ้นมากนักเหมือนเมื่อก่อน แต่อย่าตกใจค่ะ เป็นเรื่องปกติ นั่นก็เพราะเขามีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง เมื่อใช้พลังงานเยอะ น้ำหนักก็เพิ่มน้อยเป็นธรรมดา แตกต่างจากวัยเด็กแบเบาะที่กินกับนอนเป็นส่วนใหญ่ และอีกอย่างก็เกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารเอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะรู้ภาษามากขึ้น ก็จะรู้จักปฏิเสธเมนูอาหารที่คุณแม่สรรหาอย่างไม่ใยดีเลยค่ะ ถ้าเกิดอาการไม่ชอบขึ้นมา
อาละวาดล่ะ…ที่หนึ่ง
ถ้าเด็กเริ่มมีอาละวาดชักดิ้นชักงอกับพื้น เมื่อถูกขัดใจ ยิ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่หงุดหงิด และอารมณ์เสียใส่ลูก เด็กก็อาละวาดมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า เพราะในวัยนี้เขายังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ ดังนั้น ควรสอนด้วยการพูดหรือโต้ตอบด้วยท่าทีที่สงบ ก็จะช่วยทำให้ลูกเริ่มเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น
เริ่มติดของ
เด็กแต่ละคนก็ติดสิ่งของแตกต่างกันค่ะ บ้างก็ติดผ้าห่ม ตุ๊กตา ผ้าอ้อม หมอนข้าง เพราะลูกจะใช้แทนการมีตัวคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เขาอาจจะโตขึ้นมากก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในวัยที่ไม่อยากแยกจากคุณแม่ (separation anxiety) แต่อาจจะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน และเช่นกันค่ะ อาการกลัวคนแปลกหน้า (stranger anxiety) ก็จะยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะเวลาไปยังสถานที่ที่แปลกใหม่ เจอผู้คนที่ไม่คุ้นเคย
ยังไม่ยอมเกาะเดิน

และแล้วก็ถึงเวลาฉลองวันคล้ายวันเกิดปีแรกของลูกน้อย ซึ่งเด็กในวัยนี้ เขาสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยแล้ว คงตื่นเต้นกับความเก่ง และความน่ารักน่าชังของลูกเราอยู่ไม่น้อย ใช่มั้ยคะ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีหลายๆ สิ่งในวัยขวบปีแรกที่ต้องกังวลอยู่เหมือนกัน
ทำไม…น้ำหนักหนูไม่ขึ้นเลย
ปกติ เด็กจะเดินได้ประมาณอายุ 1 ขวบ แต่จะเร็วหรือช้ากว่านั้นก็ได้ค่ะ ในวัยนี้ ให้คุณแม่สังเกตความพร้อมของลูกที่จะเดินได้ เขาจะค่อยๆ ยันตัวขึ้นยืนแล้วเกาะขอบโต๊ะหรือสิ่งของต่างๆ จากนั้นก็จะก้าวเท้าแล้วเดินไปรอบๆ และเพียงไม่กี่เดือน เขาก็สามารถเดินด้วยตนเองได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากลูกยังไม่มีพัฒนาการดังกล่าว ก็คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอแล้วล่ะค่ะ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ไม่ยอมเดิน
ไม่เข้าใจภาษาพูด
โดยทั่วไป เด็กจะมีเริ่มมีการพัฒนาด้านการพูดในอายุที่ใกล้เคียงกัน  ก็เหมือนกันทุกชาติทุกภาษาค่ะ จะต่างกันแค่รายละเอียดเท่านั้น เช่น อาจพูดช้าเร็วต่างกัน จำนวนคำในการพูด หรือความชัดเจนในการพูด เป็นต้น
ลูกน้อยในวัยนี้ เขาจะเริ่มหัดเรียกพ่อเรียกแม่ได้แล้วค่ะ สามารถใช้ท่าทางสื่อความหมาย ชี้บอกถึงความต้องการ พยักหน้าแสดงความเข้าใจ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้แล้ว แต่ถ้าไม่คงต้องขอคำปรึกษาจากคุณหมอเช่นเดียวกันค่ะ