ฉีดยาต้องท้องมีผลเสียไหม?

การ ฉีดวัคซีนให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น นอกจากวัคซีนป้องกันบาดทะยักแล้ว โดยทั่วไปจะไม่มีการฉีดให้ ยกเว้นจำเป็นจริงๆ เช่น ต้องเดินทางไปในเขตที่มีการระบาดของโรค ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจของคุณหมอด้วย เพราะต้องคำนึงถึงอัตราการเสี่ยงของตัวคุณแม่ และลูกในท้อง
วัคซีนที่ สามารถฉีดได้ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ โปลิโอชนิดกิน โรคพิษสุนัขบ้า ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอับเสบบี วัณโรค ไอกรน คอตีบ เป็นต้น
 การฉีดวัคซีนก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวที่มีการวางแผนที่ดีนั้นมักจะมีการตรวจเลือด ตรวจร่างกายทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อเช็คดูว่ามีโรคร้ายแรงที่จะส่งผลต่อลูกหรือสุขภาพของตนเองหรือไม่ รวมทั้งภูมิต้านทานโรคที่มีอยู่ในตัวว่าพร้อมหรือยัง ถ้ายังไม่มีและสามารถฉีดวัคซีนได้ คุณหมอมักจะแนะนำให้ฉีดก่อนตั้งครรภ์ เป็นเวลา 3 เดือน เช่น วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน วัคซีนตับอับเสบเอ เป็นต้น

 

 สำหรับวัคซีนที่คุณหมอจะให้ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ก็คือ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี
เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน
ฉีด 2 ครั้งระหว่างตั้งครรภ์ และฉีด 1 ครั้งหลังคลอด โดย ครั้งแรกฉีดระยะแรกของการตั้งครรภ์ ครั้งที่ 2 เว้นระยะห่างจากครั้งแรก อย่างน้อย 1 เดือน ส่วนครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน

กรณีที่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว
ถ้า..
- เคยฉีดมาแล้ว 1 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 2 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 1 ครั้ง ระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เกิน 5 ปี ฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้ง
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง และยังไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีด
**นับรวมทุกเข็มแม้จะเคยตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม

ทำไมต้องฉีดป้องกันบาดทะยัก
ถ้า เด็กแรกเกิดได้รับเชื้อโรคบาดทะยักจะมีความรุนแรงมาก สมองจะได้รับความเสียหาย สมองฝ่อ มีภาวะปัญญาอ่อน และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเชื้อบาดทะยัก อาจจะเข้าสู่ร่างกายบริเวณสายสะดือที่ถูกตัด ถ้าเครื่องมือทำการคลอดไม่สะอาดพอก็อาจติดเชื้อได้ และในเด็กทารกที่สายสะดือยังไม่แห้ง ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องรักษาความสะอาดสะดือตามขั้นตอนที่พยาบาลแนะนำ
การฉีดวัคซีนในช่วงตั้งครรภ์นั้น จะทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันอยู่ชั่วคราว ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้คุณแม่ฉีดวัคซีนตัวนี้นั่นเอง


 

น้ำนมแม่แสนอร่อย

  จากสถิติที่เปิดเผยออกมานี้ จะเห็นได้ว่าการติดเชื้อในเด็กมีสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ที่ติดชื้อทั้งหมด ดังนั้น ศูนย์ควบคุมโรคจึงได้ออกมาให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกวัย ทารก ว่า คุณแม่ควรให้นมลูกเองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
นอกจากนี้ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น แหล่งชุมนุมชนต่างๆ รวมทั้งไม่คลุกคลีกับญาติ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และถ้าหากลูกไม่สบาย ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการรักษาจะได้ผลอย่างทันท่วงที หากได้รับการดูแลภายใน 2 วันแรกที่เริ่มมีอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจ็บป่วยของทารกในช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

จาก การเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในสหรัฐ อเมริกา โดยศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐ พบว่า ในช่วง 6เดือนแรกของการแพร่ระบาดในสหรัฐ มีชาวอเมริกันว่า 22 ล้านคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีราว 1 แสนคนที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และ มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,900 คน สำหรับการติดเชื้อในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีถึง 8 ล้านคน เสียชีวิต 540 คน

 

     ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลวิจัยที่ศึกษาถึงภาวะโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในเด็กเชื่อมโยงกับการ ตั้งครรภ์ของแม่ โดยการสุ่มตัวอย่างเด็กทารกกว่า 6,440 คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเด็กปกติ 5,673 คน พบว่า แม่ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ลูกที่เกิดมาจะมีปัญหาโรคหัวใจมากกว่าแม่ที่น้ำหนักปกติประมาณ 18 %
ดร.ซูซาน กิลบัวร์ นักวิจัยที่เผยแพร่ผลการศึกษานี้ กล่าวว่า
“ผล จากการวิจัยชิ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กระตุ้นให้ผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ต้องตระหนัก เรื่องการควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีของแม่ย่อมมีผลต่อตัวลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทางด้าน ดร.เอ็ดวิน เทรเวสัน เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ให้คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่วางแผนเรื่องการมีลูกว่า
“ผู้หญิง ที่เป็นโรคอ้วนที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและ ลูกน้อย”

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

อาการแพ้ท้อง

“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง


“จริงๆ เราไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุของริดสีดวง รู้แค่ว่าเกิดจากการที่เส้นเลือดดำขยายตัว พูดง่ายๆ ริดสีดวงก็คือเส้นเลือดขอดที่อยู่ในลำไส้ตรง ฉะนั้นสาเหตุชัดเจนไม่มีอะไรบอกได้ แต่เรารู้ว่ามีสาเหตุที่ทำให้ริดสีดวงเป็นมากขึ้น ทั้งท้องผูกและท้องเสีย ซึ่งถ้าท้องเสียบ่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน แต่คงไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย นั่นเป็นเรื่องของกระเพาะอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับอายุครรภ์ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็จะขยายโตขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดดำ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งกดทับมากเท่านั้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดส่วนล่างน้อยลง ยิ่งถ้าคุณแม่มีปัญหาเส้นเลือดขอดในลำไส้หรือเป็นริดสีดวงอยู่เดิม
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย

…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”
ครรภ์แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ

…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”

พ่อรักลูก

สำหรับคนที่เคยได้รับการดุภรรยาของเขาสำหรับส่งเสริมเด็กที่จะ “ทำงานได้เร็วขึ้น” หรือ “แกว่งสูง” หรือ “พยายามให้หนักขึ้น” หรือผู้ซึ่งได้รับการเรียนการสอนตำหนิพวกเขาเพื่อให้เสียงผายลมปากมือหรือรักแร้ผมทุก ทักทายคุณ

แม่เป็นที่ยอดเยี่ยมที่บำรุงเด็ก พ่อที่ดีที่พวกเขาขึ้น riling ก่อนนอนและการทดสอบ จำกัด ทางกายภาพของพวกเขา เราจะแสดงวิธีการที่เด็กในลูกกระสุนปืนใหญ่สระว่ายน้ำสเก็ตบอร์ดลงเนินเขาสูงชันและกระโดดจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์มากกว่าสร้างไม่ดีแพลตฟอร์มไม้อัด

นอกจากนี้เรายังแนะนำให้พวกเขาในศิลปะของ belching, ทำลายลมหมุนวัตถุสุ่มเข้าไปในปืนและ lightsabers, ห้องน้ำ “การต่อสู้ Pee-ดาบ” และพฤติกรรมแปลก ๆ เราต้องทำเช่นนี้ มันเป็นงานของเรา

แม่และพ่อมีรูปแบบที่แตกต่างกันเลี้ยงดูเด็กความสะดวกสบายเมื่อพวกเขากำลังรู้สึกลง พวกเขาสนับสนุนให้พวกเขาเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาของพวกเขา พ่อสอนให้พวกเขาที่จะมองหาวิธีการแก้ปัญหาและเดินหน้าต่อไป เราต่อสู้เด็กของเราไปกองกับพื้นและจี้พวกเขาและจนกว่าพวกเขาจะลืมสิ่งที่พวกเขาได้รับผลกระทบเกี่ยวกับ แม่ไม่พอใจด่วนของพวกเขาด้วย TSK-TSK เสียงและกล่าวโทษเราทำตัวเหมือนเด็ก

เราใช้เวลาที่เป็นคำชมเชย

สำหรับทศวรรษที่ผ่านมามันก็ถูกสันนิษฐานว่ามีความสัมพันธ์แม่เด็กเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก ภายในทศวรรษที่ผ่านมาหลายครั้งล่าสุดอย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาได้ตระหนักถึงเพียงเท่าใดพ่อเรื่อง การเลี้ยงเด็กเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสมดุล แม่เป็นผู้ดูแลที่ดี พ่อมีทัศนคติที่ผ่อนคลายมากขึ้นไปเลี้ยงดู ร่วมกันพวกเขารูปแบบหน่วยเหมาะ เมื่อเด็กมาถึงบ้านร้องไห้กับข้อศอก scraped แม่จะปลอบใจพวกเขาด้วยคำอ่อนโยน พ่อจะกวนใจพวกเขาด้วยการบอกว่า “Just walk มันออก” หรือ “นั่นจะรู้สึกดีขึ้นทันทีที่มันหยุดทำร้าย.”

ถ้ามีคนที่ได้รับการติดอยู่บนปัญหาการบ้านก็มักจะแม่ที่เสนอให้ความช่วยเหลือ พ่อจะกวาดตาขอบของหนังสือพิมพ์ของเขาและตะโกน “เพื่อเห็นแก่พระเจ้าให้มันอีกลอง.” เมื่อมีความโกรธเคืองแม่ทำอย่างดีที่สุดที่จะให้เหตุผลกับเด็ก พ่อแก้ไขปัญหาที่มีแสงจ้าท้ายและเป็นภัยคุกคามที่จะ “กระตุกปมในหางของคน.”

พ่อทำหน้าที่อีกจุดประสงค์ที่สำคัญ พวกเขาให้เด็กดูสมจริงเข้าไปในโลกของผู้ชาย สาวเรียนรู้จากพ่อของพวกเขาว่าผู้ชายควรจะทำหน้าที่ต่อผู้หญิง เด็กเรียนรู้วิธีที่จะควบคุมความโกรธและจัดการกับความเป็นชายของพวกเขาในทางบวก

เด็ก ๆ เรียนรู้มากมายของสิ่งดีๆอื่น ๆ จากบรรพบุรุษของพวกเขาเช่นที่จะไม่กลั่นแกล้งหรือรังแกจะและวิธีการที่จะรักษาสมดุลสุขภาพระหว่างความหวาดกลัวและการรุกราน dads การเล่นกันอย่างอุตลุดกับเด็กของพวกเขาเพื่อให้เขารู้ว่าเตะเกากัดและผิด เด็ก ๆ เรียนรู้การควบคุมตนเองเมื่อพ่อพูดว่า “ตอนนี้พอก็พอ” และ “Take เสียงลงรอยที่.”

ในคำอื่น ๆ แม่ปกป้องเด็กและพ่อให้พวกเขาเชื่อมั่นในตนเอง เราโยนเด็กของเราไปในอากาศท่ามกลางเสียงตะโกน “ไม่สูงมากนัก.” เราตีกลับพวกเขาอยู่บนเตียงและร้องไห้แม่ “คนที่จะได้รับบาดเจ็บทำที่.” ผู้ชายรู้ว่าตัดและ scrapes เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผู้หญิงรู้ให้หุ้นขึ้นไปบนผ้าพันแผลและครีมยาปฏิชีวนะ ทั้งสองเหล่านี้รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูด้วยตัวเองอาจสะกดภัยพิบัติ ร่วมกันพวกเขาให้เด็กปลอดภัยในขณะที่การเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองของพวกเขา

หนึ่งในช่วงเวลาของฉันชื่นชอบความเชื่อมั่นอาคารเป็นพ่อเกิดขึ้นเมื่อลูกชายสามปีเก่าของฉัน, ไทเลอร์ได้เรียนรู้ที่จะขี่จักรยานของเขา ล้อการฝึกอบรมถูกปิดหมวกกันน็อกของเขาอยู่บนและเขาก็พร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ …. ดีเกือบ

“พ่อ” เขาเรียกว่าออกประหม่า “ฉันต้องทำเช่นนี้?”

“แน่นอนคุณทำ” ผมตอบ “นี่คือวันเดียวของปีซอมบี้ให้สามปี olds ที่จะขี่จักรยานของพวกเขาโดยไม่ต้องล้อการฝึกอบรม ฉันเห็นมันในข่าว. ”

“แต่ฉันกลัว” เขากล่าวว่า

“Just keep ปัญญาของคุณเกี่ยวกับคุณและอยู่ที่สมดุล.”

ไทเลอร์สายรัดคางให้แน่นบนหมวกของเขาและถอนหายใจ “Okay, I guess ฉันพร้อม.”

ฉันให้เขาผลักดันและเขาก็ออก ไม่กี่หลาลงไปที่ถนนจักรยานของเขาตีขอบ ไทเลอร์ล้มลงไปบนทางเท้าและขูดหัวเข่าของเขา

“พ่อฉันทำร้ายตัวเอง” เขาร้อง

“Naw คุณก็สลัดคราบเก่า” ฉันกล่าวว่าการใช้ผ้าพันแผลเพื่อแผล “Keep it up คุณกำลังทำดี. ”

และดังนั้นจึงยังคง มีปัญหาอีกไม่กี่บ่ายวันนั้นและอีกหลาย-Band เอดส์มี แต่ไทเลอร์แขวนอยู่ในที่มี เมื่อถึงจุดหนึ่งแม่ของเขาก้าวออกไปข้างนอกและตะโกน “คุณไม่คิดว่าเขามีเพียงพอสำหรับหนึ่งวัน?”

“เราไม่สามารถให้ขึ้นตอนนี้” ฉันตะโกนกลับ “เขาเกือบจะได้มัน.”

ลองไปเก็บไว้ไทเลอร์สมดุลของเขาสำหรับสองหรือสองอีกต่อไป แล้วเขาเป็นในทางของเขา, โยกเยกไปตามถนนสองล้อ ฉันยังคงสามารถเรียกว่าหน่วยความจำเก่าราวกับว่ามันคือเมื่อวาน มันเป็นช่วงเวลา Hallmark พ่อของทุก