การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก

ลูกเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว

 

สาเหตุที่ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว
โรค ลิ้นหัวใจรั่วในเด็กพบได้ตั้งแต่แรกเกิด หากเฉลี่ยจากเด็กเกิดใหม่ทั่วโลกประมาณ 1,000 คน จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 คน และใน 8 คนนี้จะเป็นโรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 5% ซึ่งพบได้จาก 2 สาเหตุ คือ

1. เกิดจากความพิการของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด ซึ่งมีความพิการได้หลายอย่าง เช่น ลิ้นหัวใจตีบที่เกิดจากกล้ามเนื้อที่ดึงลิ้นหัวใจไม่ปกติ ลิ้นหัวใจรั่วซึ่งอาจเกิดจากมีพยาธิสภาพของลิ้นหัวใจนั้นๆ หรือรูปร่างของลิ้นหัวใจผิดปกติ

2. เกิดจากโรคหัวใจรูมาติก จากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) เริ่มโดยมีอาการคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ และหากรักษาด้วยยาแก้อักเสบไม่ต่อเนื่อง เมื่อติดเชื้อเป็นระยะเวลานานๆ หรือบ่อยๆ จะส่งผลให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจตัว เอง ทำให้เกิดการอักเสบที่ลิ้นหัวใจและเกิดโรคหัวใจรั่วหรือตีบตามมา

ลิ้นหัวใจ

ลิ้นหัวใจของคนเราจะทำหน้าที่เป็นเหมือนวาล์วเปิด-ปิดก๊อกน้ำ ซึ่งเปิดเมื่อเลือดไหลผ่านและจะปิดเพื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว วาล์วเปิด-ปิดจะทำงานไม่ปกติ เลือดจึงไหลย้อนกลับทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และเหนื่อยง่ายขึ้น

โรคหัวใจรูมาติกนี้ เมื่อก่อนจะพบมากในวัยผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันพบในเด็กอายุน้อยลง ซึ่งที่ผ่านเคยพบในเด็กที่เข้ามารับการผ่าตัด มีอายุประมาณ 9-10 ขวบ และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่อายุเด็กจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเด็กเป็นหวัดและติดเชื้อในคอมากขึ้น ประกอบกับการกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง ส่งผลให้เชื้อดื้อยา

อาการที่พบ

เด็กที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วจะมาด้วยอาการเหนื่อยๆ เลี้ยงไม่โต น้ำหนักตัวน้อย ปอดแฉะ ติดเชื้อบ่อย

การตรวจรักษา

รู้ได้ด้วยการพาไปพบกุมารแพทย์โรคหัวใจ เพื่อตรวจดูความผิดปกติและฟังเสียงหัวใจ ถ้ามีเสียง ‘เมอเมอ (Murmur)’ หรือ ‘ฟู่’ แสดงว่าหัวใจผิดปกติ เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลิ้นหัวใจด้วย

หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันอย่างละเอียด ด้วยการทำเอคโค่ (Echocardiogram) ซึ่งเป็นการตรวจที่สามารถบอกลักษณะความรุนแรงของลิ้นหัวใจได้ดีที่สุด

หลังจากแพทย์ตรวจเรียบร้อยแล้วก็จะวางแผนการรักษาต่อไปตามความเหมาะสม ถ้ารักษาด้วยยาได้ก็ใช้ยา เพราะการซ่อมลิ้นหัวใจในเด็กทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นมากก็จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจ

การผ่าตัดลิ้นหัวใจเพื่อซ่อมลิ้นหัวใจสามารถทำได้แต่หากลิ้นหัวใจมีพยาธิ สภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจต่อไป

การป้องกัน

ถ้าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากความพิการแต่กำเนิดจะไม่สามารถป้องกัน ได้ แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อรูมาติก สามารถป้องกันได้ โดยการรักษาโรคติดเชื้อในลำคอให้หายเป็นปกติ ด้วยการทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

พ่อแม่ต้องระวัง!
1. เนื่องจากเด็กๆ ส่วนใหญ่จะชอบทานขนมกรุบกรอบที่มีเกลือแอบแฝงอยู่ ความเค็มจากขนมเหล่านี้จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น บวมน้ำ และลิ้นหัวใจรั่วมากขึ้น ดังนั้น พ่อแม่จะต้องระมัดระวังไม่ปล่อยให้เด็กๆ กินขนมกรุบกรอบ

2. ปัจจุบันพบเด็กเป็นโรคหัวใจรูมาติกเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เด็กมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ พ่อแม่จะต้องหมั่นดูแลเป็นอย่างดี ต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง เพราะถ้าเชื้อไม่หมด จะทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ และส่งผลให้เป็นโรคหัวใจรูมาติกได้

The ESP Couple

You (women): This is a question astronomers would say that because I come from a different star. Men are from Mars, women are from Venus. Then I found love in the world. Many things are different. If the scientists are saying that women and men. Different level of small units called cells makes it quite different to the whole body, mind, thoughts, feelings, etc., as required.

He (man) is the most emotional. Focus on feeling good. Need a close and interest. Focus on family relationships. To focus on finer and sometimes it is a conflict. On the contrary, it would.

Talk to the understanding of the frustrations. And need someone to talk to for comfort and stress relief.
Read his mind.
So often you quarrel with nonsense. I do not understand the basics of each other. Okay, today we will be together. Starting your first try. Eaaฤkษs finish out this Father’s Day, then you might ask why I’m first. Why not before. I suggest you start first. Because you’re reading this. And I believe that once you begin to understand him, he approached him to adapt with it. (By the very manner in which we choose a pair that is given to him to return).

He tried to see as much value. Do not wait for the girls. Others see. But we can not see. I’ll probably go for the one that he values his behalf. I express concern. Pay attention to him. I have several children. To do and so little time left to spend more time with her children and husband. It is recommended that (By the Minister Thaksin indeed is) the practice with her husband and a son. Trying to appease him. But not even the husband was not so sure. Himself as a husband or a son to me. But do not be caring like I looks like a mother. Because I will be out of the gossip that I did this, it would be a wife or mother, anyway!

Another important aspect to remember, to honor her husband. This is a very important man. We may have to have him home. But that was in front of his family or his associates. I will make him lose face. (Male pug and we would not do … I know you want me here).

Sex is necessary …
Another very important thing is. If he wanted to have sex with you, do not deny it. I was discouraged. This is important because a lot of men. I denied it. To give him confidence. (Depressed mood bully withered away to nothing) is to focus on the male sex over the female. For men who love sex with then separate it out. Considered part of the male one.

So often when you guys talk. One subject that is often boast about sex (which really does boast some he called them spit at each other), the two sides will focus on sex. Not equal to. Excitable than men have completed the task faster and faster. (Typically takes 4-5 minutes), while the slower and longer than the female. The imbalance. Although the men in this event will start. But sometimes you may begin earlier. This will make him proud. (The man) asked, but do not say anything about the work or calling me. (I do it).

There are many careers that you guys wanted me to be his wife. (While in bed) is a wrestler, gymnast or a chiropractor. Help cover the dough with water and massage (but not recommended by my husband to do the work of the house) or a fine taste. I use the tongue to taste things. Taking the Baroque. This is not to me. (But for the newly married. This should be the first settler. I do understand that you have your husband to come to church surfing strategic depth) and on the other hand I do not have a career, I would say it to me.

One. Teacher (doing so far. Doing it this far).

Two. Nurse (not capacitance. Before going to the bathroom. I brush my teeth or not! I think this is better than sleeping Hanhlagใhgkan).

Three. Nuns or orator. (Talk show to do it).

4. A Business (must book in advance before it).

But if you have such a career (really) but I forgot to do it. I will give you a clear head and a good husband, I have a happy family! Write it finished. I did try to take it to his wife. I do not like ugh ugh.

สามีนอกใจ

ทำไมสามีชอบนอกใจภรรยา หรือเพราะอะไรผู้ชายถึงมักไปมีอะไรนอกบ้าน…

ผมไม่มีคำตอบเดียวกันสำหรับทุกกรณีแม้ปัญหารูปแบบเดียวกัน แต่ลองดูตัวอย่างต่างๆที่ผมเจอ…

หนุ่ม รายหนึ่งมารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกด้วยปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทาง เพศ …อาการแข็งตัวไม่เต็มที่ขององคชาตไม่ได้เกิดขึ้นทุกเวลา แต่เป็นเฉพาะกับคู่นอนบางคน

โดยทั่วไป ถ้าเป็นกรณีมีอาการตอนอายุมากและเป็นทุกสถานการณ์ อย่างนี้สงสัยว่ามีสาเหตุจากโรคทางกายแต่ถ้าเป็นเมื่ออายุยังน้อยและเป็น เฉพาะบางสถานการณ์ อย่างนี้รู้เลยครับว่าเป็นจากจิตใจ…ตัวอย่างคลาสสิกที่หยิบยกขึ้นมาบ่อยๆ คือ นกเขาไม่ขันเกิดเฉพาะกับภรรยา แต่พอเจอสาวเอ๊าะๆปรากฏว่า สู้ยิบตา

แต่ สำหรับผู้ป่วยของผมรายนี้แกมาแปลก…เซ็กซ์กับภรรยากลับปกติ แต่กับสาวรายใหม่กลับไม่สู้อย่างที่ใจหวัง…สืบค้นไปมาพบว่าลึกๆแกรู้สึก ผิดต่อผู้เป็นภรรยา รู้สึกว่าตัวเองไม่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่

แต่ สาเหตุที่ต้องไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงอื่นเกิดขึ้นเพราะภรรยาไม่ต้องการมี กิจกรรมทางเพศต่อไปอีกแล้ว และเธอเองก็รับรู้และยินยอมให้สามีระบายความต้องการทางเพศกับหญิงอื่นยังไง ก็ตามสามีก็ยังรู้สึกผิดลึกๆอยู่ในใจ…ความอึดอัด คับข้องใจ มีผลทำให้เกิดอาการไม่สู้ยามประชิดต่อหน้าข้าศึกในยามรบ


สามี หลายราย เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองภายในบ้านหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรได้รับ จะเกิดอาการ อดอยากปากแห้งจนต้องไปพึ่ง ‘หน่วยบรรเทาทุกข์’ นอกบ้าน…อาจเป็นลูกน้องในที่ทำงาน เพื่อนหญิงวัยเหงา หรือแม้แต่สาวๆกลุ่มหารายได้ในแนวนอน…กรณีอย่างนี้สรุปว่า สามีนอกใจเพราะทนหิวไม่ไหว

อ้าว!…แล้วทีฝ่ายผู้หญิงเอง หลายต่อหลายรายก็ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากสามี หิวบ้าง กินไม่อิ่มบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นต้องไปหาของกินนอกบ้านเลย ทำไมผู้ชายต้องอ้างเหตุผลให้ตัวเองเรื่อง “ทนหิวไม่ไหว”

เรื่องนี้ นักเพศศาสตร์วิเคราะห์และให้คำอธิบายว่า ในขณะที่สัตว์เพศเมียมีสัญชาตญาณของความรักลูก แต่สัญชาตญาณของสัตว์เพศผู้คือการสืบพันธุ์ สังเกตว่าสัตว์ตัวผู้หลายชนิดจะมี ‘ฮาเร็ม’ ส่วนตัว แวดล้อมไปด้วยตัวเมียเดินขวักไขว่ล้อมหน้าล้อมหลัง สามารถมีกิจกรรมเพื่อการสืบพันธุ์ไปได้เรื่อยๆไม่เลือกหน้า

ถือว่า ตัวเองไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญาของใคร แต่ทำตัวเหมือนดาราเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะฉะนั้นมนุษย์เพศผู้ก็ยังมีสัญชาตญาณนี้ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ…ส่วนจะ แสดงออกมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ค่านิยมของสังคมและโอกาสเหมาะๆ รวมทั้งมโนธรรมส่วนตัว เช่น ความซื่อสัตย์ต่อภรรยา ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจตัวเอง…

และความแตกต่างระหว่างคนและ สัตว์ก็อยู่ที่ตรงนี้ หากพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์เป็นไปตามสัญชาตญาณดั้งเดิม คนๆนั้นก็ไม่ต่างจากสัตว์ระดับล่างๆ
หลัง การ รักษาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม อาการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นซอกรักแร้…ผู้ป่วยรายงานว่าตอนนี้ ‘การประชุมสุดยอด’ กับสาวอื่นกลับได้ผลดียิ่ง จนฝ่ายหญิงเองก็แปลกใจ แต่กลับมีอาการ ฝ่อตัวกับภรรยา เพราะตอนนี้ภรรยาไม่ต้องการเซ็กซ์อย่างสิ้นเชิง ยามใดที่มีเพศสัมพันธ์กับเธอ กลายเป็นความรู้สึกว่าตนเองกำลังบังคับฝืนใจผู้เป็นภรรยาสุดที่รัก… ‘การเจรจาสันติภาพ’ จึงล้มเหลวเสียทุกครั้ง

กรณีอย่างนี้มีไม่น้อย เลยครับ ที่ฝ่ายหญิงมีภาวะบกพร่องทางเพศ (Sexual Dysfunction) เช่นมีอารมณ์ความต้องการทางเพศลดลงกว่าปกติ (Hypoactive Sexual Desire Disorder) หรือเป็นโรครังเกียจการร่วมเพศ (Sexual Aversion Disorder) หรือช่องคลอดเกร็งตัวจนไม่สามารถร่วมเพศได้เลย (Vaginismus) ซึ่งภาวะต่างๆเหล่านี้ สามารถรับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่หลายคนปฏิเสธการรักษาแล้วยอมให้คู่สมรสไปหาทางออกนอกบ้าน…
ใครได้ดูหนังไทยเรื่อง จัน ดารา ก็จะเห็นพฤติกรรมของคุณหลวงที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในเรื่องทางเพศ สำส่อนไปทั่วบ้าน ไม่จำกัดทั้งบุคคล เวลา และสถานที่ ความเสียหายที่ตามมาไม่ได้เกิดเฉพาะกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน…ถ้าดูหนังเรื่องนี้อย่างมีสติและใช้ ปัญญา จะเข้าถึงแก่นของภาพยนตร์ที่ชี้ให้เห็นเรื่องเวรและกรรมโดยแท้

หลายครั้งที่ผมเปรียบ เพศสัมพันธ์เหมือนการกินอาหาร เพราะก่อให้เกิดรสชาติเช่นเดียวกัน…เพียงแต่อาหารเป็นรสชาติทางลิ้น ส่วนเพศรสเป็นสุขสัมผัสทางผิวหนัง

เรื่องอาหาร ยังต้องมีการปรุงแต่งรสชาติให้น่าดูน่ากิน แม่ครัวฝีมือดี ลูกค้าติดใจ แต่นอกจาก ปรุงแล้ว ยังต้องมีการ ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนชนิดให้หลากรสในหลายมื้อ ถึงจะอร่อย แต่กินอย่างเดียวซ้ำเดิมตลอดทุกมื้อทุกวัน ปลายทางคือความเลี่ยนเอียน ดัง นั้น…ถ้าผู้ชายตระหนักรู้ตัวเองว่ามีสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ซุกตัวอยู่ใน จิตไร้สำนึก ก็ต้องคอยควบคุม ฝึกข่มใจ เดี๋ยวนี้พอเวลาผมเจอสาวๆขาวสวยหมวยอึ๋ม ก็ต้องถอยห่างเหมือนกัน…เพราะอยู่ใกล้ๆแล้วสังเกตตัวเองว่าความคิดไม่ค่อย สะอาดสะอ้าน…

สามีหลายรายไม่อดไม่หิวเรื่องบนเตียงกับคู่ชีวิต แต่ก็ยังมิวายหาโอกาสมีกิจกรรมเข้าจังหวะกับสาวอื่นผู้มิได้เป็นภรรยาตน หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากเสียโอกาสเมื่อมีโอกาส

อย่า ปล่อยให้เซ็กซ์เหมือนอ่านนิทานเล่มเดียวชั่วชีวิต ขึ้นต้นเล่าเรื่องก็รู้ฉากต่อไป เลยไปจนถึงตอนจบของเรื่อง เหมือนเปิดเทปเดิมซ้ำๆๆๆๆ แต่ง งานสิบปี ต้องทนฟังนิทานเรื่องเก่าเกือบพันเที่ยว…ทางแก้คือเนื้อเรื่องเดียว ต้องมีหลายเวอร์ชั่น มันต้องพลิกผันตามสถานการณ์ เพิ่มลูกเล่นในการเล่าเรื่อง เปลี่ยนฉาก สลับตอนชวนให้ติดตาม แถมหักมุมตอนท้ายเรื่อง

ครั้งหนึ่ง ในการทำหน้าที่วิทยากรบรรยายปัญหาเรื่องเพศในคู่สมรส ผู้ฟังชายรายหนึ่งให้ความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัว พูดด้วยสำนวนโดนใจ…หลายคนฟังแล้ว พุทธิปัญญาปรากฏตัวขึ้นอย่างพวยพุ่ง…


เพศ ศึกษาสำหรับคู่สมรส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามีและภรรยาสร้างความสุขทางเพศในคู่ของตน โดยไม่ต้องไปแสวงหาความสุขนอกบ้าน พูดง่ายๆคือ ทำให้อิ่มและอร่อยในบ้าน เพียงพอต่อสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดให้เป็นครรลองปฏิบัติของมนุษย์

หน้าที่ ของมนุษย์คือการปฏิบัติให้เกิดความถูกต้อง รู้จักความเพียงพอ ไม่เสพเกินความพอดี เหมือนกินอาหาร ต้องมีมารยาท ไม่กินมูมมาม ไม่กินมากจนจุกแน่นหรืออ้วนเกิน

ถ้าเซ็กซ์ในบ้าน ได้รับทั้งความอิ่มและเอร็ดอร่อย แล้วสามียังต้องการเพิ่มเติมจากนอกบ้าน ก็มักเป็นเรื่องของความไม่รู้จักคำว่าพอดี…เรียกว่าตะกละตะกราม …ซึ่งมีเหตุมาจากสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่เป็น