I want very badly to you.

When I Grow Up
To eat as a family. Contribute to the child’s positive attitude towards eating vegetables easier. “>Grow up into adults who are healthy both physically and mentally, if not discouraged, but try not to eat the next.
Importantly do not use force. I get the feeling against eating vegetables.
- Change the shape or vegetable juice as an ingredient in other foods, such as chopped into small pieces. Made into jelly, juice Or menu favorites such as carrot, cut into small pieces. Mixing with the broth. “>Pork Fried carrot mixed
The importance of the family table should have at least one menu with vegetables to be a good role model to their children to eat vegetables.
Motivation techniques
Named to eat more vegetables such as pumpkin fairy Jomparang lettuce can cause children to feel wanted to eat.
To mentor recruits children to enjoy eating vegetables. Using fingers picked vegetables such as carrots, boiled lentils, boiled mouth, cut into pieces. “>Eventually, children will eat them.
When children are encouraged to eat it should compliment your child eager to learn new foods next time.
- The nurse noticed that his favorite record or satisfied with broccoli or reject any.
It can help you make a habit of eating the children.

เรื่องสกปรกของนิ้วมือเด็ก

   การดูดนิ้วมือของเด็ก แม้จะเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กเอง แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยไปนะคะ คุณแม่ควรมีการปรับลดปัญหานี้ให้หมดไป
*   ใช้ของเล่นที่ใช้มือเล่นเป็นหลัก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้ลูกลืมการดูดนิ้วมือ
*   คุณแม่ต้องหมั่นดึงนิ้วมือออกจากปากของลูก เวลาที่เห็นเขาเริ่มที่จะเอานิ้วเข้าปากอีก และให้เขาหันมาเล่นของเล่นอื่นแทน
*   ไม่ ควรใช้วิธีป้ายยาขมที่นิ้ว หรือติดพลาสเตอร์พันนิ้วมือลูก เพราะนั่นเหมือนเป็นการลงโทษ ปิดกั้นลูกไม่ให้ระบายออก อาจทำให้ลูกเกิดความเครียดขึ้นอีก จะทำให้เลิกดูดนิ้วยากขึ้น
*   หา กิจกรรมให้ลูกทำก่อนเข้านอน เช่น การเล่านิทาน การพูดคุยกันในระหว่างวัน ร้องเพลงกล่อม เพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้นโดยไม่ต้องดูดนิ้วเพื่อกล่อมตัวเอง
*   ช่วงกลางวันให้ลูกได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ออกกำลังกายตามสมควร ส่งผลให้หลับง่ายขึ้นในช่วงกลางคืน
*   อย่า ใช้วิธีบังคับ ดุด่าหรือตีมือเพื่อให้เลิกดูดนิ้ว เพราะวิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้เกิดความกลัว และความกลัวนั่นแหละค่ะ คือที่มาอย่างหนึ่งของการดูดนิ้ว
*   คุณแม่ควรชักชวนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ให้กำลังใจ หรือให้ของขวัญเวลาที่ลูกทำดีด้วยการไม่เอานิ้วเข้าปากค่ะ


เด็กเล็กมักจะดูดนิ้วมือเพื่อความพึงพอใจในตัวเอง ต้องการกล่อมตัวเองในขณะที่กำลังจะหลับ หรือเพราะขาดความมั่นใจ ขาดความ
อบอุ่นจากพ่อแม่ จึงหาทางออกด้วยการดูดนิ้วเพื่อปลดปล่อยความกลัวเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการระบายความเครียดเบื้องต้นของตัวเด็กเอง
เมื่อมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์มากขึ้น ก็สามารถหาทางออกเพื่อระบายความเครียดของตัวเองโดยวิธีอื่นแทนการดูดนิ้ว เช่น
เด็กที่ดูดนิ้วเพราะความหิว เมื่อโตขึ้นก็สามารถบอกได้ว่าหิว หรือหยิบของกินเองได้
ฉะนั้น ถ้าคุณแม่ก็สามารถสังเกตได้ว่า ลูกดูดนิ้วเพราะความหิว ความเหนื่อยหรือความกลัว ควรรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ไปค่ะ
โดยปกติเด็กที่ดูดนิ้วมือมักจะเลิกเองโดยธรรมชาติเช่นกันค่ะ โดยไม่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปไม่น่าเกิน 4-5 ปี แต่ถ้า
นานกว่านั้นแล้วเด็กยังไม่เลิกดูดนิ้ว อาจส่งผลเสียต่อฟันแท้ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ค่ะ


ช่วงที่ฟันน้ำนมของเด็กกำลังงอกผ่านเหงือกออกมา ช่วงนี้เด็กจะคันเหงือกบ่อยค่ะ  เป็นเหตุให้เด็กชอบเอานิ้วเข้าปากเด็กจะดูดนิ้วในช่วง
นี้เพื่อขจัดความคันที่เกิดขึ้นค่ะ
การดูดนิ้วมือของเด็กแต่ละคนมีผลต่อเหงือกและฟันต่างกันนะคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของการดูด เด็กบางคนนำนิ้วเข้าปากเฉยๆ
โดย ที่ไม่ได้ดูดจะไม่มีผลต่อฟันมากแต่เด็กที่ดูดนิ้วแรงๆ และบ่อยครั้งจะมีผลต่อฟันแท้ที่จะเกิด คุณแม่อาจจะสังเกตการดูดนิ้วหรืออมนิ้วของลูกด้วยนะคะ
ผลแทรกซ้อนของเด็กที่ชอบอมหรือดูดนิ้วมือ จะทำให้เกิดปัญหาของกรามกับฟัน หรือการเรียงตัวของฟัน เช่น ฟันบนอาจยุบเข้าไป ฟัน
ล่างจะโย้ออกมาข้างหน้า และที่สำคัญที่สุดจะเกิดปัญหา เมื่อเด็กยังดูดหรืออมนิ้วมืออยู่ช่วงที่ฟันแท้กำลังจะเริ่มงอกออกมาก็คือช่วงอายุ 5-6 ปี จึงจำเป็นมาก ที่จะห้ามไม่ให้เด็กดูดนิ้วตั้งแต่ก่อนอายุนี้เป็นต้นไป

 


 

ลูกติดคอมและเทคโนโลยี

การ เร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอด ความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการ ติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจ ได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้ รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น มาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้ว ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดย เฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยี นั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

ใน ปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมี ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตาม บริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

ครรภ์เป็นพิษคืออะไร

ครรภ์เป็นพิษเกิดขึ้นได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น จากการศึกษาวิจัยพบว่ากลไกในการสร้างสารเคมีที่มีชื่อว่า พรอสตาแกลนดิน มีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ สารพรอสตาแกลนดินบางตัวทำให้หลอดเลือดขยายตัว บางตัวทำให้หลอดเลือดบีบตัว คุณแม่ที่เกิดครรภ์เป็นพิษจะสร้างพรอสตาแกนดินที่ทำให้เส้นเลือดบีบตัว มากกว่า ทำให้แรงดันในหลอดเลือดที่มีความตีบตัวสูงขึ้นมาก และเส้นเลือดดังกล่าวยังปล่อยน้ำที่อยู่ในหลอดเลือดให้รั่วซึมออกนอกเส้น เลือดได้ง่ายอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การสร้างฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ที่มากกว่าปกติ และปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ปัจจุบันแพทย์และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาและวิจัยเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับ สาเหตุของโรคนี้ค่ะ

ครรภ์เป็นพิษรักษาได้อย่างไ

การ รักษาโรคนี้ดีที่สุดคือ ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือการยุติการตั้งครรภ์นั่นเอง เพราะอาการต่างๆ เกิดจากการตั้งครรภ์ทั้งสิ้น ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ครบกำหนด หรือใกล้ครบกำหนดแล้ว คุณหมอจะตัดสินใจให้คุณแม่คลอดให้เร็วที่สุด ซึ่งหากคุณแม่มีอาการเจ็บครรภ์คลอดแล้วจะพิจารณาให้คลอดทางช่องคลอดก่อน แต่ถ้าหากลูกตัวใหญ่มาก หรือคุณแม่ไม่มีอาการเจ็บท้องเลย คุณหมอจะพิจารณาผ่าตัดคลอด

แต่หากโรคนี้เกิดในขณะที่อายุครรภ์ยัง น้อยหรือยังไม่ครบกำหนด การรักษาโดยการให้คลอดเลยอาจมีปัญหากับลูกได้เนื่องจากลูกยังตัวเล็กมากมี น้ำหนักน้อย การทำงานของปอดยังไม่ดีพอ ซึ่งเสี่ยงมากที่ลู%

อาการแพ้ท้อง

“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง


“จริงๆ เราไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุของริดสีดวง รู้แค่ว่าเกิดจากการที่เส้นเลือดดำขยายตัว พูดง่ายๆ ริดสีดวงก็คือเส้นเลือดขอดที่อยู่ในลำไส้ตรง ฉะนั้นสาเหตุชัดเจนไม่มีอะไรบอกได้ แต่เรารู้ว่ามีสาเหตุที่ทำให้ริดสีดวงเป็นมากขึ้น ทั้งท้องผูกและท้องเสีย ซึ่งถ้าท้องเสียบ่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน แต่คงไม่เกี่ยวกับการรับประทานอาหารแล้วไม่ย่อย นั่นเป็นเรื่องของกระเพาะอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับอายุครรภ์ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็จะขยายโตขึ้นและไปกดทับเส้นเลือดดำ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งกดทับมากเท่านั้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดส่วนล่างน้อยลง ยิ่งถ้าคุณแม่มีปัญหาเส้นเลือดขอดในลำไส้หรือเป็นริดสีดวงอยู่เดิม
…นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ก็ทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เส้น เลือดดำจะมีการยืดขยายและยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องท้องผูกตามมา ยิ่งนั่งห้องน้ำนาน ก็ทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงมากขึ้น โดยริดสีดวงนั้นมี 2 ประเภท คือ ริดสีดวงภายในกับภายนอก ลักษณะก็จะเป็นติ่งเนื้อเหมือนเส้นเลือดขอดอยู่ในลำไส้ใกล้ๆ ทวารหนัก ซึ่งปกติคนเราจะมีติ่งเนื้อที่ปากทวารหนักอยู่แล้ว ทีนี้คนที่นั่งห้องน้ำนาน เส้นเลือดบริเวณรอบๆ ก้นก็จะขยายตัวขึ้น และโป่งพองออกมา ทำให้เป็นริดสีดวง คนไข้ก็จะเจ็บ โดยเฉพาะถ้ามันมีการไหลเวียนกลับของเส้นเลือดไม่ได้ ก็จะเกิดเซลล์ตาย

…สำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่มีปัญหาเรื่องก้อนบวม เจ็บ ก็สามารถใช้ยาได้ โดยยาที่ช่วยในการลดการอักเสบ บวม มีทั้งยาทาและยาเหน็บก้น แต่ต้องบอกก่อนว่า โดยทั่วไปยาที่ช่วยลดริดสีดวง เป็นยาที่ไม่มีการศึกษาในคนตั้งครรภ์ ฉะนั้นเราจะไม่ใช้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คือถ้าแม่ตั้งครรภ์บอกว่าเป็นริดสีดวง เราก็ต้องดูว่ามีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อย่างบางคนแค่มีติ่งเนื้อที่ก้น ถ่ายออกมาแล้วบวม แต่ถ้าไม่มีปัญหาไม่เจ็บ ไม่เลือดออก ก็อาจแนะนำให้คุณแม่ดันกลับเข้าไป เน้นรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ ไม่นั่งห้องน้ำนาน ถ้านั่งแล้วไม่ออกก็ไม่ต้องไปเบ่ง ถ้าคุณแม่ปฏิบัติตามได้ดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี ไม่แนะนำให้ซื้อทั้งยาเหน็บและยาทาตามร้าน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา ให้แพทย์ดูว่าใช้แล้วปลอดภัยแค่ไหน เพราะยาเหน็บที่ก้นมักมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์ ซึ่งช่วยลดการอักเสบ ทำให้การยุบบวมดีขึ้น แต่ไม่ได้ไปรักษาริดสีดวงโดยตรง”
ครรภ์แรกค่ะ รู้สึกเครียดมาก กังวลห่วงลูกตลอด กลัวลูกตัวเล็กเลยกินค่อนข้างเยอะ แต่ปัญหาคือแพ้ท้องบ่อย กินแล้วอาเจียนหลายครั้ง ควรต้องทำอย่างไรคะ

…ปกติเส้นเลือดดำจะต้องมีการไหลเวียนกลับเข้าไป ระหว่างเส้นเลือดดำและเส้นเลือดแดง แต่กรณีที่คนไข้เป็นริดสีดวง การที่เส้นเลือดดำจะไหลกลับเข้าไปมันน้อย ทำให้เส้นเลือดโป่งพองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ริดสีดวงก็จะโตขึ้น คนไข้ก็จะเจ็บ ถ้าโชคร้าย ทำให้บวมมากจนเลือดไหลกลับไปไม่ได้ ก็จะมีเซลล์ที่ตาย คนไข้ก็จะปวดมากขึ้น ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเลือดออกมากหรือมีเซลล์ที่ตาย ก็อาจต้องพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด
…การผ่าตัดริดสีดวง ถ้าเราทำในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงใกล้คลอดแล้ว ถ้ามีการผ่าตัดริดสีดวง เวลาที่คุณแม่เบ่งคลอด หัวเด็กก็ต้องผ่านช่องทางคลอดใกล้กับรูก้น ก็จะมีการยืดขยายบริเวณนั้น ทำให้แผลอาจมีปัญหาได้ ซึ่งถ้าคนไข้มีริดสีดวงแล้วไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการก็ต้องดูว่า มีข้อบ่งชี้ที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ เช่น มีการตายของเซลล์ หรือมีการอุดตันที่ทำให้มีอาการปวดมาก หรือมีเลือดออกมาก ก็ต้องมาตรวจเพื่อเอาริดสีดวงออก ซึ่งบางครั้งสูตินรีแพทย์อาจดูได้แค่ริดสีดวงภายนอก แต่ริดสีดวงที่อยู่ข้างในอาจต้องให้ศัลยแพทย์มาช่วยดูว่าถึงเวลาที่จะต้องทำ หรือยัง ซึ่งถ้าพบว่ามีการโป่งพองของริดสีดวงภายนอก เราก็จะพยายามดันหัวของริดสีดวงกลับเข้าไป แต่ถ้าเป็นเยอะ ก็อาจจะดันกลับไม่ได้  หรือดันกลับเข้าไปแล้วอาจออกมาใหม่ อย่างไรก็ดี ถ้าเราดันกลับเข้าไปเรื่อยๆ แล้วท้องไม่ผูก นั่งห้องน้ำไม่นาน โอกาสที่ริดสีดวงจะโตมากขึ้นก็จะน้อยลง
“การตั้งครรภ์เป็นภาวะปกติของร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อย่าไปเครียด อย่าไปกังวล เพราะการเครียดกังวลของคุณแม่จะทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมาได้
…ช่วงสามเดือนแรกก็ไม่จำเป็นต้องรีบบำรุงอาหาร เพราะจะทำให้แม่ตั้งครรภ์มีปัญหาเรื่องแพ้ท้องเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องป้องกันไม่ให้อืดแน่นท้องมากขึ้น โดยรับประทานน้อยแต่บ่อยขึ้น แล้วพอพ้นสามเดือนแรกหรือเข้าสู่ไตรมาสสอง การแพ้ท้องคลื่นไส้ก็จะน้อยลง”
แม่ตั้งครรภ์อายุ 4 เดือน มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถ่ายวันเว้นวัน ค่อนข้างอึดอัด โดยเฉพาะตอนนอน มีคำถามหน่อยค่ะ อยากทราบว่าปกติแม่ตั้งครรภ์เวลาท้องผูกมักจะเป็นนานกี่วันคะ อย่างที่ฉันเป็น ปกติหรือไม่ แล้วสามารถกินยาลดกรดช่วยได้ไหม แนะนำด้วยค่ะ
“การใช้ยาลดกรด จริงๆ เราจะไม่แนะนำในแม่ตั้งครรภ์ค่ะ เพราะมันไม่มีประโยชน์ในแง่ของการที่จะเอายาลดกรดมาทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของคนไข้ที่กินยาลดกรดแล้วดีขึ้น เพราะมันมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ช่วยให้การบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ยาถ่ายโดยตรง จึงไม่แนะนำ
…วิธีที่ดีที่สุดคือการกินผักผลไม้และอาหารที่มีกากใย หรือกินยาเม็ดที่ทำจากไฟเบอร์ หรือยาบางตัวเป็นกลุ่มของน้ำตาลที่ไม่ดูดซึม ก็สามารถกินได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย โดยทั่วไปจะใช้เวลา 1- 3 วันจึงจะถ่ายปกติ แต่ถ้าแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องผูกเดิมอยู่แล้ว อาจต้องกินนานขึ้น ที่สำคัญ ยาพวกนี้เมื่อถ่ายดีแล้วก็ควรลดปริมาณลง
…ส่วนท้องผูกนั้นกี่วันนั้น คงตอบยากค่ะ ขึ้นอยู่ที่อาการท้องผูกของคุณแม่เดิมด้วย รวมทั้งการปฏิบัติของคุณแม่ก็สำคัญ อาจขอให้คุณหมอช่วยจัดยาที่เป็นส่วนประกอบของกากใย เป็นเม็ดไฟเบอร์ หรือเป็นผงชงละลายน้ำ ก็จะช่วยได้ รวมทั้งดื่มน้ำเยอะๆ และออกกำลังกาย เดินไปเดินมาบ้าง ทำให้การบีบตัวของลำไส้เพิ่มขึ้น
…อย่างไรก็ดี ถ้าคุณแม่มีปัญหาท้องผูก ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลครรภ์รับทราบ จะได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมและปรับยาว่าควรใช้แบบไหนค่ะ”

ลูกน้อยคนเก่ง

เด็กหมดไฟ(เรียนรู้) เป็นเพราะใคร

พ่อ แม่ยุคปัจจุบันอยากให้ลูกเก่ง ฉลาดด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา แต่กลับลืมให้ความสำคัญกับทักษะด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกาย ดนตรี มนุษยสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ รวมทั้งไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำหรือกำลังทำ อาทิ ความชอบ ความถนัด ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูก และนั่นอาจไม่ใช่วิธีการตัดสินใจ ‘เลือก’ ที่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะคะ

โอกาสพิสูจน์ฝีมือ

กิจวัตรประจำวัน

เรื่อง พื้นฐานที่สุดที่ลูกควรจะทำได้ด้วยตนเอง หากลูกแสดงความเฉื่อยชาหรือโอ้เอ้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีวางเงื่อนไขกับเขา หรืออาจปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ผลของการไม่รักษาเวลา เช่น ไปโรงเรียนสายจะถูกครูทำโทษ นอกจากนั้นแล้ว หากสิ่งใดที่เขาสามารถที่จะทำได้เองแต่ขี้เกียจทำ เช่น วานให้เราหยิบของให้ในขณะที่ตัวเองนั่งเล่นเกมอยู่ หรือลืมเอาของที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรปล่อยให้เขาได้มีโอกาสที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองซึ่ง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุดค่ะ

ช่วยเหลืองานคุณพ่อคุณแม่

Do & Don’t พ่อแม่รังแกฉัน…

เนื่อง จากเด็กในวัยนี้มีร่างกายและสติปัญญาที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ทักษะและ กิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างว่องไว หรือแขนขาที่แข็งแรงและการประสานงานของมือและตาที่ดีกว่าในช่วงปฐมวัย ซึ่งโดยปกติเด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะเฝ้าสังเกตและหาโอกาสส่งเสริมทักษะ หรือกิจกรรมที่ลูกสนใจและทำได้ดี

 

หางานอดิเรกทำ

หลัง จากเด็กๆ เลิกเรียน งานอดิเรกของลูกก็มักจะจบลงที่การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ซึ่งจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะออกไปแสวงหาความถนัดของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเหลือลูกให้เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเขา และยังจะช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้มากกว่าการดูโทรทัศน์อย่างแน่นอนเมื่อ ลูกอยากที่จะช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ พ่อแม่มักจะบอกว่า “ไม่เป็นไรลูก หนูไปทำอย่างอื่นเถอะ พ่อแม่ทำเองได้” การปฏิเสธความช่วยเหลือของลูกนั้น อาจทำให้เขารู้สึกว่าเขานี่ช่างไร้ค่า หรือต่อให้ไม่มีเขาอยู่ พ่อแม่ก็อยู่กันเองได้ ในทางตรงกันข้ามหากคุณพ่อคุณแม่หัดที่จะทำตัวอ่อนแอลงบ้างและร้องขอความช่วย เหลือจากเขา (ไม่ใช่การสั่ง) เมื่อลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือเรา นอกจากความภาคภูมิใจที่จะได้รับแล้ว เขาก็จะได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาอีกด้วย

สิ่งที่ควร Do

1.สังเกตว่าลูกชอบอะไร การค้นหาว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอะไรนั้นอาจสังเกตได้จากเวลา ที่ลูกให้ความสนใจในกิจกรรมอะไรบางอย่างและให้เวลากับเรื่องนั้นๆนานกว่า เรื่องอื่น นอกจากนั้นเราอาจจะพบว่าเขาเรียนรู้เรื่องนั้นได้ไวกว่าเรื่องอื่นๆและมี ความสุขกับมันอย่างมาก เชื่อได้เลยว่านั่นคือความถนัดของเขานั่นเอง

2.ให้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากการนั่งอยู่กับบ้านดูทีวีไปเรื่อยๆ คงยากที่จะหาเจอว่าลูกมีความสนใจในเรื่องอะไร ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสที่จะพาเด็กไปทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น การทดลองทำสิ่งๆต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำในวัยนี้เพราะหากลูกเคยชินกับการอยู่ติดบ้าน เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่น รับประกันได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด และจะมีกิจกรรมโปรดคือการนั่งเล่นเกมกับอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน

3.พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย หากการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นทำไปโดยไร้เป้าหมายและทิศทาง เช่น เมื่อเราเห็นว่าลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี การให้ลูกไปเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้นคงจะไม่พอ เพราะวันหนึ่งลูกก็อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “จะเล่นไปทำไม” และอาจพาลเลิกฝึกเอาดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อลูกกำลังสนใจอะไรสักอย่างการฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น พ่อแม่ควรหาโอกาสให้เขาได้นำความสามารถที่มีไปโชว์ อวด ประกวด หรือแข่งขัน เพื่อให้ลูกมีเป้าหมายและกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อม

สิ่งที่ควร Don’t

1.เลี้ยงลูกให้เป็นยอดมนุษย์ ถึงซุปเปอร์แมนจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมและเหนือมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครเคยถามซุปเปอร์แมนเลยว่า แต่ละวันที่เขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้คนนั้นเขาเครียดแค่ไหน ดังนั้นเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างมากในแต่ละวัน เช่น การเรียนพิเศษ จันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์เรียนเปียโน วันอาทิตย์เรียนว่ายน้ำ นั้นก็อาจจะเครียดไม่แพ้กัน และอาจส่งผลให้ลูกเกิดความสับสนได้ว่าตกลงตัวเองนั้นชอบ สนใจ หรือมีความถนัดในเรื่องใดกันแน่

ดัง นั้นผู้ปกครองควรที่จะ ‘เลือก’ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ สนใจ และรักที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ลูกเกิดสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกินในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นคือ ‘ความสุข’

2.บังคับในสิ่งที่ลูกไม่ได้เป็น เพราะบางคนนั้นอาจไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิชาการ บางคนมีความไม่ถนัดในการคำนวณ ดังนั้นหากคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาน้อยกว่าเพื่อน ในขณะที่เขาสามารถวาดรูปได้สวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผู้ปกครองควรชี้ให้ลูกเห็นว่าเขาอาจเหมาะที่จะเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็น นักบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ปกครองยังคงคาดหวังให้ศิลปินน้อยคนนี้พยายามพัฒนาการ คำนวณของเขาเพื่อที่จะเป็นนักบัญชี (เพราะรายได้น่าจะเยอะกว่าและงานน่าจะมั่นคงกว่าศิลปิน) ผลลัพท์ที่ได้อาจคือความล้มเหลว

3.ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ เพราะความมั่นใจในตนเองนั้นเกิดจากการเอาชนะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ‘ด้วยตนเอง’ ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสให้ลูกได้รู้จักที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาด้วยตัวเขาเอง เช่น การแก้ปัญหาเวลาที่เขาลืมเอาของบางอย่างไปโรงเรียน หรือ เวลาที่ลูกหาของไม่เจอเนื่องจากไม่ยอมเก็บให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

……………………………………………………………………………………………….

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ยังใช้ได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองใจเย็นสักนิด และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ เขาทำได้ ผิดถูกบ้างก็ถือว่าเรียนรู้กันไป เพราะพลังของเด็กๆ ก็มีทีเด็ดที่รอเวลาฉายแววความสามารถอยู่นะคะ

 

 

การดูแลลูกในช่วงท้องแรก

เด็ก“การดูแลตนเองช่วงสามเดือนแรก คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยง่าย ทานได้น้อย เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารเท่าที่กินได้ อย่าฝืน อาหารที่กินแล้วอาเจียนก็ควรหลีกเลี่ยง งดอาหารรสจัด ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ และพบสูติแพทย์เพื่อฝากครรภ์ในเบื้องต้น ในช่วงนี้ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก แพ้ท้องมาก กินไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็ว
…พอเข้าสู่ไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ 4 – 6 เดือน เป็นช่วงที่มีการตรวจหาความผิดปกติด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ ตรวจเลือดหาภาวะเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์ เจาะน้ำคร่ำในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อภาวะโครโมโซมผิดปกติ ช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น อาจมีอาการเจ็บๆ ตึงๆ บริเวณท้องน้อย และเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ ควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ รวมถึงแคลเซียมด้วย ที่สำคัญ ควรควบคุมให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คือ สองกิโลกรัมต่อเดือน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดี เช่น ว่ายน้ำ เล่นโยคะ ทำท่ากายบริหารต่างๆ
…และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อายุครรภ์ 7 – 9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะเริ่มมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดเอว ปวดหลัง นอนไม่หลับ มือเท้าบวม แนะนำให้พักผ่อนมากเท่าที่ทำได้ ทานอาหารมีประโยชน์ ได้แก่ ไข่ นมจืด ผัก ผลไม้ไม่หวานมาก รวมถึงถั่วชนิดต่างๆ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้าได้ ดังนั้น ควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย คุณแม่ที่กำลังงานควรมีการวาง
อายุ 26 ปีค่ะ แต่งงานมา 4 ปีแล้ว พยายามมีลูก แต่ไม่มีสักที ปีนี้ตั้งใจจะมี เพราะเป็นปีมังกร ปีดี ควรต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างคะ
“อันดับแรก ควรตรวจสุขภาพทั่วไปก่อนค่ะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไทรอยด์ เป็นต้น ในผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลรักษา ว่าสมควรจะตั้งครรภ์หรือไม่ หรือถ้าตั้งครรภ์แล้วจะมีอันตรายกับแม่และลูกอย่างไร
…จากนั้นก็มาพบสูติแพทย์ เพื่อตรวจเลือดเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ประกอบไปด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด กรุ๊ปเลือด ภาวะเลือดจางธาลัสซีเมีย การติดเชื้อตับอักเสบบี เอชไอวีและซิฟิลิส ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และตับอักเสบบี การตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูก รวมถึงควรจะตรวจอัลตร้าซาวด์หาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
…การเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ในคนที่อ้วนมากๆ ทางที่ดีควรลดน้ำหนัก คุมอาหาร และปรับพฤติกรรมการกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ และควรรับประทานโฟลิคแอซิดเสริมก่อนการตั้งครรภ์
…สุดท้าย ควรจะวางแผนเรื่องความพร้อมทางการเงิน การทำงาน และการเลี้ยงดูบุตรด้วยค่ะ”
ปกติมะเร็งปากมดลูกจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าใดร่คะ ต้องตรวจอย่างไรบ้าง ต้องอดข้าวหรือเตรียมพร้อมมาก่อนหรือไม่
“ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยังมีทัศนคติในเรื่องการตรวจภายในที่ไม่ค่อยดี ด้วยความอายที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นระหว่างคุณหมอกับคนไข้ หรือไม่กล้าไปตรวจเพราะกลัวเจ็บ แต่ตนอยากจะบอกว่าโรคนี้เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ดังนั้นอย่าอายที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะเมื่อถึงเวลาอาจสายเกินแก้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงไทยก็เริ่มเป็นกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาตามมาในระยะยาว เช่น ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก หรือเป็นมะเร็งรังไข่ในอนาคต ดังนั้นควรหมั่นดูแลสุขภาพ และหากพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นประจำ ก็ควรรีบมาแพทย์โดยเร็ว
…เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น มีระยะเวลาในการเพาะเชื้อในร่างกายนานถึง 10 – 15 ปี ดังนั้นกว่าจะรู้ตัว ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันแล้ว ซึ่งในปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ก็ได้ผลิตวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกมาเพื่อป้องกัน แต่ก็ได้แค่เฉพาะสายพันธุ์หลักๆ เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นกลุ่มผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ได้ฉีด ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Thin prep Plus เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำที่สุด เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก