ฉีดยาต้องท้องมีผลเสียไหม?

การ ฉีดวัคซีนให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น นอกจากวัคซีนป้องกันบาดทะยักแล้ว โดยทั่วไปจะไม่มีการฉีดให้ ยกเว้นจำเป็นจริงๆ เช่น ต้องเดินทางไปในเขตที่มีการระบาดของโรค ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจของคุณหมอด้วย เพราะต้องคำนึงถึงอัตราการเสี่ยงของตัวคุณแม่ และลูกในท้อง
วัคซีนที่ สามารถฉีดได้ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ โปลิโอชนิดกิน โรคพิษสุนัขบ้า ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอับเสบบี วัณโรค ไอกรน คอตีบ เป็นต้น
 การฉีดวัคซีนก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวที่มีการวางแผนที่ดีนั้นมักจะมีการตรวจเลือด ตรวจร่างกายทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อเช็คดูว่ามีโรคร้ายแรงที่จะส่งผลต่อลูกหรือสุขภาพของตนเองหรือไม่ รวมทั้งภูมิต้านทานโรคที่มีอยู่ในตัวว่าพร้อมหรือยัง ถ้ายังไม่มีและสามารถฉีดวัคซีนได้ คุณหมอมักจะแนะนำให้ฉีดก่อนตั้งครรภ์ เป็นเวลา 3 เดือน เช่น วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน วัคซีนตับอับเสบเอ เป็นต้น

 

 สำหรับวัคซีนที่คุณหมอจะให้ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ก็คือ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี
เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน
ฉีด 2 ครั้งระหว่างตั้งครรภ์ และฉีด 1 ครั้งหลังคลอด โดย ครั้งแรกฉีดระยะแรกของการตั้งครรภ์ ครั้งที่ 2 เว้นระยะห่างจากครั้งแรก อย่างน้อย 1 เดือน ส่วนครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน

กรณีที่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว
ถ้า..
- เคยฉีดมาแล้ว 1 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 2 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 1 ครั้ง ระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เกิน 5 ปี ฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้ง
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง และยังไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีด
**นับรวมทุกเข็มแม้จะเคยตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม

ทำไมต้องฉีดป้องกันบาดทะยัก
ถ้า เด็กแรกเกิดได้รับเชื้อโรคบาดทะยักจะมีความรุนแรงมาก สมองจะได้รับความเสียหาย สมองฝ่อ มีภาวะปัญญาอ่อน และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเชื้อบาดทะยัก อาจจะเข้าสู่ร่างกายบริเวณสายสะดือที่ถูกตัด ถ้าเครื่องมือทำการคลอดไม่สะอาดพอก็อาจติดเชื้อได้ และในเด็กทารกที่สายสะดือยังไม่แห้ง ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องรักษาความสะอาดสะดือตามขั้นตอนที่พยาบาลแนะนำ
การฉีดวัคซีนในช่วงตั้งครรภ์นั้น จะทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันอยู่ชั่วคราว ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้คุณแม่ฉีดวัคซีนตัวนี้นั่นเอง


 

สอนลูกกินผลไม้


 

สีม่วง – สีน้ำเงิน : มีสารแอนโทไซยานินและฟนอล ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอัมพาต บำรุงผิวพรรณ และชวยใหทางเดินปสสาวะทำงานเป็นปกติ
- ผักกลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : เผือก หอมแดง มะเขือม่วง กะหล่ำมวง ดอกอัญชัน
- ผลไม้กลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : องุ่นม่วง บลูเบอรี่ ลูกพรุน ชมพู่มะเหมี่ยว ลูกเกดดำ
สีขาว : อุดมด้วยสารแอลลิซิน ช่วยรักษาระดับคอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และยังมีวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันหวัด
- ผักกลุ่มสีขาว : หัวหอม ขิง ผักกาดขาว ดอกแค ถั่วงอก มะละกอดิบ กระเทียม เห็ดสีขาว กะหล่ำดอก มะเขือเปราะ
- ผลไม้กลุ่มสีขาว : ฝรั่ง เงาะ ลิ้นจี่ กระท้อน มังคุด น้อยหน่า พุทรา แก้วมังกร
สีเขียว : มีสารคลอโรฟีลล์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีสารลูเทอินและสารอินโดลสที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ฟนและกระดูกให้แข็งแรง
- ผักกลุ่มสีเขียว : แตงกวา บร็อคโคลี่ คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักขม มะระ ป๋วยเล้ง กวางตุ้ง ต้นหอม
- ผลไม้กลุ่มสีเขียว : มะนาว กีวี ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปลเขียว องุ่นเขียว มะมวง
 
นอก จากคุณแม่จะต้องกินอาหารให้ ครบ 5 หมู่ในแต่ละวันแล้ว ก็อย่าลืมกินผักและผลไม้ให้ครบ 5 สีนะคะ อย่างเมนูง่ายๆ เช่น สลัดผัก-ผลไม้ 5 สี ยำหรือส้มตำผัก-ผลไม้ 5 สี ทั้งอิ่มอร่อยและได้สุขภาพดีด้วยค่ะ
สีส้ม-สีเหลือง : อุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีน แคโรทีนอยด ไบโอฟลาโวนอยด์และวิตามินซี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระตัวก่อมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวล บำรุงสายตา และช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
- ผักกลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : แครอท ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง พริกเหลือง มันฝรั่ง
- ผลไม้กลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : ส้ม สับปะรด มะละกอสุก มะม่วงสุก กล้วยสุก ขนุน แคนตาลูป แตงโมเหลือง
 
สีแดง : มีสารไลโคปิน เบต้าไซซินและแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันภาวะความจำเสื่อม ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินปสสาวะ และลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
- ผักกลุ่มสีแดง : พริกแดง หอมใหญ่แดง มันฝรั่งแดง ผักโขมแดง บีทรูท
- ผลไม้กลุ่มสีแดง : มะเขือเทศ แตงโม ทับทิม แอบเปิ้ล เชอรี่ สตรอเบอรี่ องุ่นแดง แกวมังกรเนื้อแดง
 

 

 

 

เรื่องสกปรกของนิ้วมือเด็ก

   การดูดนิ้วมือของเด็ก แม้จะเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กเอง แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยไปนะคะ คุณแม่ควรมีการปรับลดปัญหานี้ให้หมดไป
*   ใช้ของเล่นที่ใช้มือเล่นเป็นหลัก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้ลูกลืมการดูดนิ้วมือ
*   คุณแม่ต้องหมั่นดึงนิ้วมือออกจากปากของลูก เวลาที่เห็นเขาเริ่มที่จะเอานิ้วเข้าปากอีก และให้เขาหันมาเล่นของเล่นอื่นแทน
*   ไม่ ควรใช้วิธีป้ายยาขมที่นิ้ว หรือติดพลาสเตอร์พันนิ้วมือลูก เพราะนั่นเหมือนเป็นการลงโทษ ปิดกั้นลูกไม่ให้ระบายออก อาจทำให้ลูกเกิดความเครียดขึ้นอีก จะทำให้เลิกดูดนิ้วยากขึ้น
*   หา กิจกรรมให้ลูกทำก่อนเข้านอน เช่น การเล่านิทาน การพูดคุยกันในระหว่างวัน ร้องเพลงกล่อม เพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้นโดยไม่ต้องดูดนิ้วเพื่อกล่อมตัวเอง
*   ช่วงกลางวันให้ลูกได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ออกกำลังกายตามสมควร ส่งผลให้หลับง่ายขึ้นในช่วงกลางคืน
*   อย่า ใช้วิธีบังคับ ดุด่าหรือตีมือเพื่อให้เลิกดูดนิ้ว เพราะวิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้เกิดความกลัว และความกลัวนั่นแหละค่ะ คือที่มาอย่างหนึ่งของการดูดนิ้ว
*   คุณแม่ควรชักชวนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ให้กำลังใจ หรือให้ของขวัญเวลาที่ลูกทำดีด้วยการไม่เอานิ้วเข้าปากค่ะ


เด็กเล็กมักจะดูดนิ้วมือเพื่อความพึงพอใจในตัวเอง ต้องการกล่อมตัวเองในขณะที่กำลังจะหลับ หรือเพราะขาดความมั่นใจ ขาดความ
อบอุ่นจากพ่อแม่ จึงหาทางออกด้วยการดูดนิ้วเพื่อปลดปล่อยความกลัวเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการระบายความเครียดเบื้องต้นของตัวเด็กเอง
เมื่อมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์มากขึ้น ก็สามารถหาทางออกเพื่อระบายความเครียดของตัวเองโดยวิธีอื่นแทนการดูดนิ้ว เช่น
เด็กที่ดูดนิ้วเพราะความหิว เมื่อโตขึ้นก็สามารถบอกได้ว่าหิว หรือหยิบของกินเองได้
ฉะนั้น ถ้าคุณแม่ก็สามารถสังเกตได้ว่า ลูกดูดนิ้วเพราะความหิว ความเหนื่อยหรือความกลัว ควรรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ไปค่ะ
โดยปกติเด็กที่ดูดนิ้วมือมักจะเลิกเองโดยธรรมชาติเช่นกันค่ะ โดยไม่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปไม่น่าเกิน 4-5 ปี แต่ถ้า
นานกว่านั้นแล้วเด็กยังไม่เลิกดูดนิ้ว อาจส่งผลเสียต่อฟันแท้ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ค่ะ


ช่วงที่ฟันน้ำนมของเด็กกำลังงอกผ่านเหงือกออกมา ช่วงนี้เด็กจะคันเหงือกบ่อยค่ะ  เป็นเหตุให้เด็กชอบเอานิ้วเข้าปากเด็กจะดูดนิ้วในช่วง
นี้เพื่อขจัดความคันที่เกิดขึ้นค่ะ
การดูดนิ้วมือของเด็กแต่ละคนมีผลต่อเหงือกและฟันต่างกันนะคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของการดูด เด็กบางคนนำนิ้วเข้าปากเฉยๆ
โดย ที่ไม่ได้ดูดจะไม่มีผลต่อฟันมากแต่เด็กที่ดูดนิ้วแรงๆ และบ่อยครั้งจะมีผลต่อฟันแท้ที่จะเกิด คุณแม่อาจจะสังเกตการดูดนิ้วหรืออมนิ้วของลูกด้วยนะคะ
ผลแทรกซ้อนของเด็กที่ชอบอมหรือดูดนิ้วมือ จะทำให้เกิดปัญหาของกรามกับฟัน หรือการเรียงตัวของฟัน เช่น ฟันบนอาจยุบเข้าไป ฟัน
ล่างจะโย้ออกมาข้างหน้า และที่สำคัญที่สุดจะเกิดปัญหา เมื่อเด็กยังดูดหรืออมนิ้วมืออยู่ช่วงที่ฟันแท้กำลังจะเริ่มงอกออกมาก็คือช่วงอายุ 5-6 ปี จึงจำเป็นมาก ที่จะห้ามไม่ให้เด็กดูดนิ้วตั้งแต่ก่อนอายุนี้เป็นต้นไป

 


 

บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

ปกป้องลูกรักจากแสงแดด

ปกป้องผิวลูกจากแสงแดด
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกถูกแดดแรงๆ ในช่วง 10.00-16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่แดดแรงจัดมีรังสี UVA และ UVB มาก และผิวของเด็กทนต่อแดดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ และแพ้แดดได้ง่ายกว่า

+ หากลูกต้องอยู่กลางแดดนาน เช่น เล่นน้ำทะเล คุณแม่ควรทาครีมกันแดดโดยเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กชนิดที่ป้องกันรังสี อัลตราไวโอเลต ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป ทาให้ทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า ใต้ตา จมูก หู คอ หน้าอก มือและเท้า และหากลูกจะว่ายน้ำก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถกันน้ำได้ (ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง)

หากผิวโดนแดดเผามากจะทำให้ผื่นเปลี่ยนเป็นสีม่วงและผิวหนังขาดน้ำจนเกิดอาการช็อกได้

บรรเทาผิวไหม้แดด
ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปทางผิวหนัง จากนั้นทำให้ผิวของลูกเย็นลงโดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติราดบริเวณที่ถูกแดดเผาหรือพาลูกไปแช่ในน้ำ อย่าถูผิวลูกแรงและไม่ใช้สบู่เพราะจะทำให้ผิวบริเวณที่ไหม้แสบและแห้งตึงมากขึ้น หลังอาบน้ำให้ทาครีมทาผิวเพื่อลดความตึงของผิวหนัง

นอกจากนี้ อาจใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางบนรอยไหม้ประมาณ 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าผิวหนังอักเสบแดงหรือเป็นรอยไหม้ไม่ยอมลอกออก ควรพาลูกไปพบแพทย์

+ หากต้องอยู่กลางแจ้งในช่วงแดดแรง ควรให้ลูกใส่หมวกสีจางๆ สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเนื้อบางๆ

+ ในช่วงที่แดดแรงไม่ควรทาน้ำมันทาผิวหรือเบบี้ออยล์ให้ลูก เพราะเมื่อถูกแสงแดด อุณหภูมิของน้ำมันจะสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังไหม้เร็วขึ้น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : เลือกครีมกันแดดให้ลูก
ควรเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะไม่ผสมสาร ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือทำให้เกิดอาการแพ้ และเลือกชนิดที่ปกป้องแสงอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป แต่ไม่ควรเลือกชนิดที่มีค่า SPF สูงมากจนเกินไป เพราะยิ่งค่า SPF สูง เนื้อครีมก็จะมีความเหนียวเหนอะมากขึ้นและมีโอกาสแพ้มากขึ้นด้วย หากลูกมีผื่นขึ้นหลังใช้ครีมกันแดด ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและหยุดใช้ครีมทันที

น้ำนมแม่แสนอร่อย

  จากสถิติที่เปิดเผยออกมานี้ จะเห็นได้ว่าการติดเชื้อในเด็กมีสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ที่ติดชื้อทั้งหมด ดังนั้น ศูนย์ควบคุมโรคจึงได้ออกมาให้คำแนะนำสำหรับพ่อแม่โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีลูกวัย ทารก ว่า คุณแม่ควรให้นมลูกเองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
นอกจากนี้ ควรให้เด็กหลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น แหล่งชุมนุมชนต่างๆ รวมทั้งไม่คลุกคลีกับญาติ หรือผู้ใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และถ้าหากลูกไม่สบาย ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะการรักษาจะได้ผลอย่างทันท่วงที หากได้รับการดูแลภายใน 2 วันแรกที่เริ่มมีอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจ็บป่วยของทารกในช่วงแรกเกิดถึง 3 เดือน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

จาก การเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดในสหรัฐ อเมริกา โดยศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐ พบว่า ในช่วง 6เดือนแรกของการแพร่ระบาดในสหรัฐ มีชาวอเมริกันว่า 22 ล้านคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีราว 1 แสนคนที่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และ มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,900 คน สำหรับการติดเชื้อในเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีถึง 8 ล้านคน เสียชีวิต 540 คน

 

     ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลวิจัยที่ศึกษาถึงภาวะโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในเด็กเชื่อมโยงกับการ ตั้งครรภ์ของแม่ โดยการสุ่มตัวอย่างเด็กทารกกว่า 6,440 คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และเด็กปกติ 5,673 คน พบว่า แม่ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ มีโอกาสที่ลูกที่เกิดมาจะมีปัญหาโรคหัวใจมากกว่าแม่ที่น้ำหนักปกติประมาณ 18 %
ดร.ซูซาน กิลบัวร์ นักวิจัยที่เผยแพร่ผลการศึกษานี้ กล่าวว่า
“ผล จากการวิจัยชิ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กระตุ้นให้ผู้หญิงที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ต้องตระหนัก เรื่องการควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เพราะสุขภาพที่ดีของแม่ย่อมมีผลต่อตัวลูกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทางด้าน ดร.เอ็ดวิน เทรเวสัน เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ให้คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่วางแผนเรื่องการมีลูกว่า
“ผู้หญิง ที่เป็นโรคอ้วนที่กำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ควรดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง และควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและ ลูกน้อย”

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

กิจกรรมเพื่อลูกน้อย

แรกเกิด – 3 เดือน

พัฒนาการของ ลูกในช่วงวัยนี้ คือการพยายามทำเสียงต่างๆ ในคอ ส่งเสียงอ้อ แอ้ อือ ออ มองตามสิ่งของที่เคลื่อนไหว โดยเฉพาะที่มีสีสันสดใส ชอบกำมือและพยายามคว้าจับสิ่งของ และเมื่อได้ยินเสียงจะชะงัก แต่ยังหันไปตามเสียงไม่ได้ในทันที

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• ลองเล่นเกมทายใจลูก พยายามสังเกตเสียงและท่าทางของลูกว่าต้องการสื่อสารอะไร ส่งยิ้ม ทำเสียงอือ ออไปกับลูก และบอกกับลูกตลอดเวลาว่าจะทำอะไรกับเขา

• ร้องเพลงให้ลูกฟังเวลาที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม หรือขณะอาบน้ำให้ลูก

• อุ้มและลูบไล้สัมผัสตัวลูกบ่อยๆ ใช้นิ้วไต่ไปตามตัวลูก ใส่นิ้วในอุ้มมือลูกให้ลูกกำ

• แขวนโมบายสีสดใสหรือมีเพลงบรรเลงไว้ ให้ลูกมองตามและหัดคว้าจับ

• ชี้ชวนให้ลูกดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ส่งเสียงเรียก หรือเขย่าของเล่นให้ลูกมองหาที่มาของเสียง

3 – 6 เดือน

ลูก วัยนี้เริ่มเลียนแบบเสียงและการเคลื่อนไหว และพยายามใช้นิ้วโป้งหรือนิ้วชี้หยิบของ และถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือได้ รวมทั้งคืบไปข้างหน้าหรือข้างหลังและเอื้อมหยิบของได้

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• พูดคุยและเล่นกับลูกบ่อยๆ เช่น เล่นเกมจ๊ะเอ๋ นอกจากจะฝึกให้ลูกเห็นการเคลื่อนไหวและการใช้เสียงแล้ว ยังเป็นการเริ่มพัฒนาทักษะทางภาษาให้ลูกรู้ว่าเวลาเราพูดกัน เราจะผลัดกันพูดและผลัดกันฟังด้วย

• บีบของเล่นมีเสียงให้ลูกฟัง ส่งของเล่นกรุ๋งกริ๋งให้ลูกถือเขย่า

• ส่งของเล่นขนาดต่างๆ ให้ลูกรับไปถือไว้ แล้วบอกให้ลูกหยิบมาส่งคืน

• เล่นรถไฟ ปู๊น ปู๊น โดยใช้เชือกผูกของเล่นเล็กๆ ไว้ แล้วให้ลูกลากเข้ามาหาตัว หรือให้ลูกหัดคืบตามหลังขบวนรถไฟของเล่นที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนลากก็ได้

6 เดือน – 1 ปี

ลูก เริ่มนั่ง และคลานได้ เกาะโซฟาเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืนเองได้ เริ่มเลียนเสียงและแสดงสีหน้ากับคนใกล้ชิดเพื่อแสดงอารมณ์ได้ สามารถพูดได้ 2 – 3 คำ

พาลูกเดินเล่นบ่อยๆ ให้ลูกได้สำรวจผู้คน และสิ่งของต่างๆ พร้อมกับหัดพูดเป็นคำๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว

• อ่านหนังสือให้ลูกฟัง หัดให้พลิกดูทีละหน้า หรือลองอ่านข้ามหน้าเพื่อกระตุ้นความสนใจของลูก

• ให้ลูกเล่นโทรศัพท์ของเล่น ทำทีเป็นพูดโทรศัพท์หาคนอื่น ผลัดกันคุยกับลูกทางโทรศัพท์ของเล่น

• ปล่อยให้ลูกได้เล่นสนุกกับน้ำ โดยเตรียมถัง ขวด หรือแก้วพลาสติกไว้ ให้ลูกลองรินน้ำ เทน้ำ เติมน้ำ กรอกน้ำจนล้นขวด แล้วเทน้ำออกจากขวด การตีน้ำให้กระจาย เป็นต้น

ขอ ย้ำว่า ตลอดเวลาการทำกิจกรรมต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ เพราะสิ่งสำคัญเหนือกิจกรรม คือ อ้อมกอดที่อบอุ่นด้วยความรักของคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ2-3 ปี

วัย นี้เริ่มจะวิ่ง กระโดด และโยนลูกบอลได้แล้ว และรู้จักเล่นกับเด็กคนอื่นๆ และยอมแบ่งปันบ้างแล้ว อีกทั้งยังชอบเลียนแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคุณพ่อคุณแม่ ชอบพูดคุยถึงสิ่งที่ตัวเองรู้ และเล่าเรื่องสมมุติได้

กิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการ…

• ส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง ให้ลูกได้วิ่งเล่นอย่างอิสระกับเด็กคนอื่นๆบ้าง

• ปล่อยให้ลูกมีโอกาสช่วยงานประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น พับผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ล้างรถ ถูพื้น เป็นต้น

• อ่านนิทานเล่มเดิมให้ลูกฟังซ้ำๆ แล้วให้ลูกเล่าให้ฟังหรือเล่าต่อจากที่คุณเว้นไว้ให้

• ชวนลูกเล่นเกมบทบาทสมมุติ โดยจัดหาอุปกรณ์ เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว ให้ลูกได้แต่งตัวเป็นคนในอาชีพต่างๆ ที่ลูกเคยเห็น เช่น คุณหมอ ตำรวจ ทหาร ครู หรือแต่งเป็นตัวละครในนิทานต่างๆ

พ่อแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ…

• กระตุ้นให้ลูกคลาน เดินเตาะแตะไปหาของเล่น หรือคนคุ้นเคยที่นั่งใกล้ๆ โดยยิ้ม ปรบมือเป็นกำลังใจไปด้วย

• ชี้ชวนกันดูอัลบั้มภาพสมาชิกในครอบครัว ส่งเสียงแสดงความตื่นเต้น สนุกสนานเมื่อเห็นรูปภาพที่น่าสนใจ

• อ่านหนังสือนิทานและเล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน โดยอุ้มลูกนั่งตักและถือหนังสือให้กางออกตรงหน้าลูก ชี้ให้ลูกดูรูปภาพ เพื่อให้ลูกมีส่วนร่วม อาจหาหุ่นมือหรือ ตุ๊กตา มาเพิ่มความสนุก ตื่นเต้น ด้วยก็ยิ่งดี

ลูกน้อยคนเก่ง

เด็กหมดไฟ(เรียนรู้) เป็นเพราะใคร

พ่อ แม่ยุคปัจจุบันอยากให้ลูกเก่ง ฉลาดด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา แต่กลับลืมให้ความสำคัญกับทักษะด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกาย ดนตรี มนุษยสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ รวมทั้งไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำหรือกำลังทำ อาทิ ความชอบ ความถนัด ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูก และนั่นอาจไม่ใช่วิธีการตัดสินใจ ‘เลือก’ ที่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะคะ

โอกาสพิสูจน์ฝีมือ

กิจวัตรประจำวัน

เรื่อง พื้นฐานที่สุดที่ลูกควรจะทำได้ด้วยตนเอง หากลูกแสดงความเฉื่อยชาหรือโอ้เอ้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีวางเงื่อนไขกับเขา หรืออาจปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ผลของการไม่รักษาเวลา เช่น ไปโรงเรียนสายจะถูกครูทำโทษ นอกจากนั้นแล้ว หากสิ่งใดที่เขาสามารถที่จะทำได้เองแต่ขี้เกียจทำ เช่น วานให้เราหยิบของให้ในขณะที่ตัวเองนั่งเล่นเกมอยู่ หรือลืมเอาของที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรปล่อยให้เขาได้มีโอกาสที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองซึ่ง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุดค่ะ

ช่วยเหลืองานคุณพ่อคุณแม่

Do & Don’t พ่อแม่รังแกฉัน…

เนื่อง จากเด็กในวัยนี้มีร่างกายและสติปัญญาที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ทักษะและ กิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างว่องไว หรือแขนขาที่แข็งแรงและการประสานงานของมือและตาที่ดีกว่าในช่วงปฐมวัย ซึ่งโดยปกติเด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะเฝ้าสังเกตและหาโอกาสส่งเสริมทักษะ หรือกิจกรรมที่ลูกสนใจและทำได้ดี

 

หางานอดิเรกทำ

หลัง จากเด็กๆ เลิกเรียน งานอดิเรกของลูกก็มักจะจบลงที่การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ซึ่งจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะออกไปแสวงหาความถนัดของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเหลือลูกให้เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเขา และยังจะช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้มากกว่าการดูโทรทัศน์อย่างแน่นอนเมื่อ ลูกอยากที่จะช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ พ่อแม่มักจะบอกว่า “ไม่เป็นไรลูก หนูไปทำอย่างอื่นเถอะ พ่อแม่ทำเองได้” การปฏิเสธความช่วยเหลือของลูกนั้น อาจทำให้เขารู้สึกว่าเขานี่ช่างไร้ค่า หรือต่อให้ไม่มีเขาอยู่ พ่อแม่ก็อยู่กันเองได้ ในทางตรงกันข้ามหากคุณพ่อคุณแม่หัดที่จะทำตัวอ่อนแอลงบ้างและร้องขอความช่วย เหลือจากเขา (ไม่ใช่การสั่ง) เมื่อลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือเรา นอกจากความภาคภูมิใจที่จะได้รับแล้ว เขาก็จะได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาอีกด้วย

สิ่งที่ควร Do

1.สังเกตว่าลูกชอบอะไร การค้นหาว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอะไรนั้นอาจสังเกตได้จากเวลา ที่ลูกให้ความสนใจในกิจกรรมอะไรบางอย่างและให้เวลากับเรื่องนั้นๆนานกว่า เรื่องอื่น นอกจากนั้นเราอาจจะพบว่าเขาเรียนรู้เรื่องนั้นได้ไวกว่าเรื่องอื่นๆและมี ความสุขกับมันอย่างมาก เชื่อได้เลยว่านั่นคือความถนัดของเขานั่นเอง

2.ให้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากการนั่งอยู่กับบ้านดูทีวีไปเรื่อยๆ คงยากที่จะหาเจอว่าลูกมีความสนใจในเรื่องอะไร ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสที่จะพาเด็กไปทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น การทดลองทำสิ่งๆต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำในวัยนี้เพราะหากลูกเคยชินกับการอยู่ติดบ้าน เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่น รับประกันได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด และจะมีกิจกรรมโปรดคือการนั่งเล่นเกมกับอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน

3.พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย หากการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นทำไปโดยไร้เป้าหมายและทิศทาง เช่น เมื่อเราเห็นว่าลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี การให้ลูกไปเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้นคงจะไม่พอ เพราะวันหนึ่งลูกก็อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “จะเล่นไปทำไม” และอาจพาลเลิกฝึกเอาดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อลูกกำลังสนใจอะไรสักอย่างการฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น พ่อแม่ควรหาโอกาสให้เขาได้นำความสามารถที่มีไปโชว์ อวด ประกวด หรือแข่งขัน เพื่อให้ลูกมีเป้าหมายและกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อม

สิ่งที่ควร Don’t

1.เลี้ยงลูกให้เป็นยอดมนุษย์ ถึงซุปเปอร์แมนจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมและเหนือมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครเคยถามซุปเปอร์แมนเลยว่า แต่ละวันที่เขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้คนนั้นเขาเครียดแค่ไหน ดังนั้นเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างมากในแต่ละวัน เช่น การเรียนพิเศษ จันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์เรียนเปียโน วันอาทิตย์เรียนว่ายน้ำ นั้นก็อาจจะเครียดไม่แพ้กัน และอาจส่งผลให้ลูกเกิดความสับสนได้ว่าตกลงตัวเองนั้นชอบ สนใจ หรือมีความถนัดในเรื่องใดกันแน่

ดัง นั้นผู้ปกครองควรที่จะ ‘เลือก’ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ สนใจ และรักที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ลูกเกิดสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกินในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นคือ ‘ความสุข’

2.บังคับในสิ่งที่ลูกไม่ได้เป็น เพราะบางคนนั้นอาจไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิชาการ บางคนมีความไม่ถนัดในการคำนวณ ดังนั้นหากคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาน้อยกว่าเพื่อน ในขณะที่เขาสามารถวาดรูปได้สวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผู้ปกครองควรชี้ให้ลูกเห็นว่าเขาอาจเหมาะที่จะเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็น นักบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ปกครองยังคงคาดหวังให้ศิลปินน้อยคนนี้พยายามพัฒนาการ คำนวณของเขาเพื่อที่จะเป็นนักบัญชี (เพราะรายได้น่าจะเยอะกว่าและงานน่าจะมั่นคงกว่าศิลปิน) ผลลัพท์ที่ได้อาจคือความล้มเหลว

3.ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ เพราะความมั่นใจในตนเองนั้นเกิดจากการเอาชนะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ‘ด้วยตนเอง’ ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสให้ลูกได้รู้จักที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาด้วยตัวเขาเอง เช่น การแก้ปัญหาเวลาที่เขาลืมเอาของบางอย่างไปโรงเรียน หรือ เวลาที่ลูกหาของไม่เจอเนื่องจากไม่ยอมเก็บให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

……………………………………………………………………………………………….

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ยังใช้ได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองใจเย็นสักนิด และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ เขาทำได้ ผิดถูกบ้างก็ถือว่าเรียนรู้กันไป เพราะพลังของเด็กๆ ก็มีทีเด็ดที่รอเวลาฉายแววความสามารถอยู่นะคะ