การปฐมพยาบาลลูกขั้นต้น

เวลาเพียงแต่ 5-10 นาทีที่พ่อแม่อาจะคิดว่าไม่เป็นไรที่จะทิ้งลูกไว้ในรถก็อาจเกิดอันตรายอย่าง คาดไม่ถึงนะคะ ยิ่งแดดร้อนจัดแบบในบ้านเราด้วยแล้วยิ่งต้องระวังกันให้มาก ไม่เพียงแต่การทิ้งเด็กไว้ในรถกลางแดดเท่านั้นค่ะที่เราต้องเป็นห่วง รวมถึงการทิ้งเด็กไว้ในรถในที่อื่นๆ ด้วย เพราะเด็กอาจจะซุกซนเล่นอุปกรณ์ภายในรถจนทำให้รถล็อก รถไหล และได้รับอุบัติเหตุอันตรายได้เช่นกัน

ความร้อนจากในรถเหมือนกับเตาอบมากทีเดียวค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ไม่กี่นาทีก็ทำให้พลาสติกละลายได้ ดังนั้นการเสียชีวิตในรถของเด็กเกิดได้จาก “ความร้อน” ไม่ใช่การขาดอากาศ เพราะด็กจะเกิดภาวะ “ช็อคร้อน” (Heat stroke) ได้ง่าย ทำให้เป็นลม ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตในที่สุด

ทำอย่างไรเมื่อต้องลงจากรถและมีเด็กอยู่ในรถด้วย

อุ้มหรือพาเด็กลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าลงรถไปเพื่อซื้อของเล็กน้อย หรือเพียงแต่เดินไปเก็บของที่กระโปรงหลังรถ เพราะเด็กมักซุกซนและไม่รู้ระบบภายในรถ เด็กอาจจะกดเซ็นทรัลล็อก เบรกมือ หรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่พาลูกขึ้นรถไปด้วยเองก็ตาม เมื่อลงจากรถต้องสำรวจให้แน่ใจว่าลูกลงจากรถแล้วมายืนกับพ่อแม่แล้วเรียบร้อย เพราะพ่อแม่บางคนมักจะเข้าใจว่าลูกลงจากรถมาเองแล้ว

หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องปล่อยลูกไว้ในรถ ควรลดกระจกรถทั้ง 4 ด้านลง 1/4 เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยลูกไว้นานเกิน 10 นาทีเด็ดขาด

พ่อแม่ที่ใช้บริการรถรับส่งของสถานรับเลี้ยงเด็กหรือรถโรงเรียน เมื่อถึงเวลารถมาส่งลูกก็ควรจะรอรับเอง หรือให้บุคคลใกล้ชิดมารอรับแทน เพื่อจะได้ทราบว่าลูกลงรถอย่างปลอดภัยแล้ว

กรณีครูพี่เลี้ยงที่มารับส่งเด็กๆ ควรมีสมุดเช็คชื่อว่าเด็กแต่ละคนขึ้นรถลงรถแลเวเรียบร้อยหรือยัง และจะต้องเห็นหน้าเด็กทุกคนทุกครั้งที่มีการรับขึ้นรถและส่งรถลงรถ ไม่ใช่เพียงการขานชื่อหรือเข้าใจว่าเมื่อรถจอดส่งเด็กแล้ว เด็กก็ลงไปเองแล้ว

ครูพี่เลี้ยงและัพนักงานขับรถส่งเด็กๆ เมื่อเด็กๆ ลงจากรถครบแล้วควรเดินตรวจภายในรถอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้สามารถตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

เมื่อเด็กลงจากรถเพื่อจะเข้าโรงเรียน ครูพี่เลี้ยงควรเช็คชื่ออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเด็กขึ้นรถและลงรถเท่ากัน เป็นการตรวจสอบย้ำว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกลืมทิ้งไว้บนรถ

เหตุการณ์การลืมเด็กไว้ในรถท่ามกลางแดดร้อนจัดหลายๆ ชั่วโมง ในต่างประเทศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและเกิดความสูญเสียชีวิตเด็กมากถึงปีละเป็นพันคนซึ่งเกิดจากความประมาทของผู้ดูแล ซึ่งเราก็หวังว่าจะเรื่องนี้จะได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากผู้ดูแลเด็ก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราควรจะทำอย่างไร

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กช็อกความร้อน
1. อุ้มเด็กออกมานอนในที่ร่ม อากาสถ่ายเทสะดวก หรือให้เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศ
2. คลายชุดให้หลวมหรือถอดชุดของเด็กออกเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
3. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้า ศีรษะ และตามหลอดเลือดใหญ่ อย่าง ซอกคอ แขน และขา
4. อย่าป้อนน้ำในขณะยังไม่ได้สติดี เพราะจะยิ่งทำให้มีอันตรายจากการสำลักมากขึ้น
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้รักษาและช่วยเหลือต่อไป

ลูกติดคอมและเทคโนโลยี

การ เร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอด ความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการ พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการ ติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจ ได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้ รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิก วิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้น มาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้ว ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดย เฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยี นั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

ใน ปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมี ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตาม บริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นสาว

เมื่อลูกถามคำถาม เราน่าจะตีความให้กว้างออกไป เพราะคำถามของลูกอาจจะกำกวม ไม่กล้าถามเรื่องเพศหรือความเปลี่ยนแปลงตรงๆ เราอาจถามนำเขาก็ได้ว่า “อยากรู้เรื่องอะไรอีกไหม” ลูกอาจถามคำถามเดียว แล้วเราก็ถือโอกาสอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องอื่นที่เขาควรรู้สอดแทรกลงไปด้วย ก็ได้ค่ะ
เวลาอธิบายให้ลูกฟัง แล้วลูกพูดว่า “รู้หมดทุกอย่างแล้วล่ะแม่” หรือ “แหยะ.. ไม่เห็นจะน่ารู้เลย” อย่าเพิ่งหยุดให้ความรู้กับเขานะคะ บางทีเขาอาจแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะอาย แต่จะจดจำทุกคำพูดของเราได้ดีทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าร่ายยาวกับเขาครั้งเดียวแล้วเลิก แต่ทยอยให้ความรู้เขาไปทีละเล็กละน้อยแทรกไปกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้าลูกมาปรึกษากับเราด้วยความไว้วางใจ ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับพ่อแม่อาจเป็นเรื่องน่าอายใหญ่โตสำหรับลูกก็ได้ หรือไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกจะเปิดใจคุยด้วย อย่าเผลอบอกคนอื่น หรือแค่แซวเล่นๆ ก็ไม่ได้ จะทำให้ลูกไม่ไว้ใจคุยกับเราอีกค่ะ

พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะเป็นที่พึ่งให้ลูกได้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ความรู้สึกเด็กๆ นะคะ ไม่เช่นนั้นเราอาจหัวปั่นเพราะอาการ “ป่วน” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเจ้าฮอร์โมนของลูกวัยพรีทีน ทางที่ดีเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยนี้ เราควรทำตัวเป็นทั้งแหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ เป็นเพื่อนรู้ใจที่ตอบข้อสงสัยของลูกได้ทุกเมื่อ
การปูพื้นให้ลูกรู้จักและเข้าใจตัวเขาเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เราสามารถให้ความรู้กับลูกมาเป็นระยะ ตามความเหมาะสมของวัยเขา พอราวๆ 8 – 10 ขวบ ลูกก็น่าจะได้รู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเขาบ้างแล้ว เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจว่า เวลาย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดบ้าง
เราอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น เพื่อนของลูกมีใครมีประจำเดือนแล้วบ้างไหม? หรือยกตัวอย่างเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประสบการณ์ของเราในวัยเด็กของเราเอง ถ้าลูกไม่กล้าถามเพราะอายที่จะพูดเรื่องส่วนตัว เราเองเป็นคนเปิดประเด็นก่อนได้ เช่นถ้าบังเอิญไปเยี่ยมญาติที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น ก็ชวนลูกคุยเช่น
“เออ หวานเขาเป็นสาวแล้วนะปีนี้ เริ่มมีอกมีเอว ตอนแม่อายุเท่าหวานแม่ยังตัวเป็นกุ้งแห้งอยู่เลย” แล้วก็ชวนคุยให้ความรู้กับลูกต่อ

คุยกับลูกสาว

ทางด้านสรีระ ลูกสาววัยพรีทีนจะสูงแซงหน้าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันราวกับเป็นเด็กคนละรุ่น ทีเดียว ในวัย 12 โดยทั่วไปทรวดทรงของลูกสาวจะเริ่มเปลี่ยน เอวเริ่มคอด สะโพกเริ่มผาย หน้าอกเริ่มขยาย ขนอ่อนเริ่มขึ้นที่รักแร้และอวัยวะเพศ บางคนเริ่มมีประจำเดือน

 

“ในช่วงนี้ร่างกายของเราจึงต้องการอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ กินน้อยเป็นแมวดมไม่ได้แล้วนะ”
ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ยังทำให้อารมณ์ของสาวน้อยวัยนี้ขึ้นๆ ลงๆ ด้วย บางคราวคึกคักดี บางทีหงุดหงิดขี้น้อยใจ เจ็บคัดหน้าอก มีสิว และท้องผูก การกินผักผลไม้มากๆ และลดของหวานกับอาหารรสเค็มลง รวมทั้งการออกกำลังกาย จะช่วยให้อาการน่ารำคาญเหล่านี้ลดน้อยลง
“ประจำเดือนของแต่ละคนจะมาช้าเร็วไม่เท่ากัน เกณฑ์ปกติคือระหว่าง 10-15 ปี ลูกหายกังวลได้จ้ะเพราะลูกยังปกติดีอยู่ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มี แม่จะพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ
“การมีประจำเดือนในช่วงเดือนแรกๆ ของหนู อาจมีน้อยบ้าง หรืออาจไม่มาทุกเดือน ขาดหายไปบ้าง ไม่ต้องกังวลนะ เพราะร่างกายของเรายังไม่สมบูรณ์ ไปสักระยะเข้าที่เข้าทางก็มาปกติสม่ำเสมอทุกเดือนไปเอง
“เรื่องสำคัญของผู้หญิงเราก็คือความสะอาดจ้ะ อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดแบบปกติก็พอแล้ว ไม่ต้องไปใช้น้ำยาดับกลิ่นหรอกลูก
“วันที่มีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะได้ไม่หมักหมมไง ใช้เสร็จต้องห่อกระดาษมิดชิดทิ้งในถังขยะ ถ้ากางเกงในเปื้อนใช้น้ำเย็นล้างออกก่อนแล้วค่อยซัก ถ้าเปื้อนผ้าปูที่นอนก็เปลี่ยนผ้าปู บอกแม่แม่จะหากะละมังแช่ผงซักฟอกให้ ของพวกนี้หนูต้องหัดซักเองแล้วนะ “
เมื่อแม่ของพราวสังเกตว่าลูกสาวเริ่มมีหน้าอก เธอจึงพาลูกไปเลือกซื้อบราด้วยกัน ชักชวนและชี้แนะการเลือกบราที่เหมาะกับวัยแรกรุ่น ทั้งขนาดที่พอเหมาะ แบบและเนื้อผ้าสวมใส่สบาย
เรื่องหน้าอกผ่านไปเรียบร้อยเรื่องนึงแล้ว มาถึงเรื่องประจำเดือนบ้าง น้องพราวถามแม่ว่า
“เป็นไปได้ไหมคะที่บางคนจะไม่มีประจำเดือน”
“เอ…แม่ไม่รู้สินะ แต่เท่าที่รู้ผู้หญิงเราต้องมีกันทุกคน หนูกังวลหรือลูก”
“ก็นิดหน่อยค่ะ เห็นเพื่อนๆ ในห้องหลายคนมีแล้วหนูสงสัยว่าตัวเองจะมีหรือเปล่า ไม่มีก็ดีค่ะ ไม่อยากเลือดออก”
“ประจำเดือนไม่ใช่เลือดออกอย่างที่หนูเข้าใจหรอกค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกเดือนเลือดหมดตัวแน่ แต่ละเดือนร่างกายเราจะสร้างเลือดพิเศษขึ้นมาเป็นส่วนของผนังบุมดลูกต่างหาก ล่ะจ๊ะ
แม่ต้องมองเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องสอนให้ลูกรู้ ค่อยๆ พูดค่อยๆแทรกลงไปในการพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ทีละนิดทีละหน่อย อาจถามความเห็นลูกต่อเรื่องต่างๆ ลูกจะซึมซับไปได้ง่ายกว่าจับเขามาเข้าคอร์สอบรมยาวยืดค่ะ
ทัศนคติของพ่อแม่ที่มองเรื่องนี้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกควรทำความเข้าใจ จะช่วยให้เขาผ่านพ้นวัยนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ

ป้องกันธาลัสซีเมีย


…ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์ได้รับสิทธิที่จะรับการตรวจกรองธาลัสซีเมียตาม โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วยหน้า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 หากเป็นพาหะต้องตรวจคู่สมรสด้วยว่าเป็นคู่สมรสเสี่ยงที่จะมีบุตรเป็นธาลัสซี เมียหรือไม่ ปัจจุบันสามารถตรวจทารกในครรภ์ได้ว่าเป็นโรค เป็นพาหะ หรือเป็นปกติ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์หรือตั้งครรภ์อ่อนๆ โดยโครงการควบคุมป้องกันโรคธาลัสซีเมียนี้ได้ดำเนินการในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยต่างๆ รองรับอยู่แล้ว
ธาลัสซีเมียในเด็กมีความรุนแรงอย่างไร สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ ขอคำแนะนำต่างๆ ด้วยค่ะ เนื่องจากไปตรวจมา สามีเป็นพาหะของโรค แต่ตัวเองไม่เป็น แต่อยากมีลูกด้วยกัน ต้องทำอย่างไรบ้าง
โรคธาลัสซีเมียมีความรุนแรงหลายระดับ บางชนิดรุนแรงมาก ระดับที่รุนแรงที่สุด ทารกจะบวมน้ำและอาจเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนอีกระดับคือช่วงทารกแรกเกิด จะปกติและเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1 – 2 ปี หรืออีกระดับคือ มีอาการซีดเล็กน้อย แต่ถ้ามีไข้หรือติดเชื้อ จะมีอาการซีดลงได้มากและเร็ว ซึ่งถ้ามีอาการไข้หรือติดเชื้อรุนแรงอาจหัวใจวายได้
…อาการของผู้ป่วยชนิดที่ค่อนข้างรุนแรงคือ ซีดเรื้อรัง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เจริญเติบโตไม่สมอายุ ม้ามและตับโต ต้องรับการให้เลือดเป็นประจำ ทำให้มีธาตุเหล็กเกินสะสมในร่างกาย มีผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ มีการเจ็บป่วยไม่สบายบ่อยๆ มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิตของตนเองและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง”
…การรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย จะรักษาโดยการให้เลือดซึ่งมี  2 แบบคือ แบบแรกเป็นการให้เลือดแบบประคับประคอง เพื่อเพิ่มระดับฮีโมโกลบินขึ้นให้สูงพอที่ผู้ป่วยจะหายจากอาการอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยจากการขาดออกซิเจน โดยให้ตามความจำเป็น และแบบที่ 2 เป็นการให้เลือดจนผู้ป่วยหายซีด ซึ่งส่วนมากจะให้แก่ผู้ป่วยชนิดรุนแรง ที่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อยๆ การให้เลือดอย่างสม่ำเสมอจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของลักษณะกระดูกใบหน้า และป้องกันไม่ให้ตับและม้ามโตได้ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะแข็ง แรง ไม่เหนื่อย และมีการเจริญเติบโตเป็นปกติทั้งความสูงและน้ำหนักตัว

ธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับ กรรมพันธุ์ของพ่อแม่อย่างไรคะ ถ้าจะมีลูกต้องเข้ารับการตรวจก่อนหรือไม่ ต้องตรวจพร้อมกันทั้งสามีภรรยาหรือไม่
“โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโดยยีนด้อย และพบมากในประเทศไทย โดยพบว่าประชากรไทยประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ มีพันธุกรรมของโรคนี้แฝงอยู่โดยไม่มีอาการ แต่จะเป็นพาหะถ่ายทอดทางพันธุกรรมธาลัสซีเมียต่อไปให้ลูกหลาน เนื่องจากคนที่เป็นพาหะสุขภาพจะปกติ จึงทำให้ไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะ หากบุคคลเหล่านี้มาแต่งงานกันและเผอิญมีพันธุกรรมธาลัสซีเมียที่สอดคล้องกัน ก็อาจมีบุตรเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียได้
…แต่ข้อเสียของการให้เลือดวิธีนี้คือ ผู้ป่วยต้องมารับเลือดอย่างสม่ำเสมอ และจะมีปัญหาที่สำคัญแทรกซ้อนตามมา คือภาวะเหล็กเกิน เพราะการให้เลือดทุก 1 มิลลิลิตรของเม็ดเลือดแดง จะมีธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม ธาตุเหล็กที่ได้รับนี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายและไปสะสมในอวัยวะต่างๆ  เช่น หัวใจ ตับและตับอ่อน ในรายที่ได้รับเลือด ตั้งแต่  10 – 12 ครั้งขึ้นไป จะเริ่มมีภาวะเหล็กเกิน จึงจำเป็นต้องให้ยาขับธาตุเหล็ก
…ในอดีตยาขับธาตุเหล็กต้องให้โดยวิธีฉีดเท่านั้น โดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังช้า ๆ ครั้งละ 10 – 12 ชั่วโมง  สัปดาห์ละ 5 – 6 วัน จึงจะขับธาตุเหล็กออกได้เต็มที่ และต้องฉีดยาดังกล่าวตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการใช้ยาขับเหล็กในรูปยารับประทาน ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีประสิทธิภาพและผลแทรกซ้อนที่แตกต่างกันไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้ยาดังกล่าว การรักษาวิธีดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้น
…ปัจจุบันในประเทศไทยสามารถรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้หายขาดได้แล้ว โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่ได้จากไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือของพี่น้องพ่อแม่เดียวกัน หรือจากผู้บริจาคท่มีเอชแอลเอ (HLA) ตรงกัน ซึ่งการรักษาโรคโดยวิธีนี้ทำได้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
…นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ที่ผาดโผน เนื่องจากมีภาวะกระดูกเปราะและหักได้ง่าย

เลี้ยงลูกอย่างไรดี

เด็ก

ในทุกช่วงอายุมีข้อเสนอว่าควรพัฒนาเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงว่าเป็นส่วนที่เด็กไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตัวอย่างของการสำรวจ ในช่วงอายุ 1-5 ปีถามเรื่องความสามารถของเด็กที่จะรับรู้ถึงอารมณ์หรือความรู้สึกของคนอื่น กังวลสงสารเวลาเห็นคนเจ็บปวด อายุ 6-9 ปีถามเรื่องชอบช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน ไม่รังแกสัตว์ ในเด็กอายุ 10-14 ปีถามเรื่อง เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส หยิบเงินพ่อแม่หรือผู้อื่น หยิบของในร้านค้า และลอกข้อสอบถ้าจำเป็น ซึ่งพบว่าเด็กยอมรับการลอกข้อสอบเมื่อจำเป็นเพิ่มมากขึ้น

“ทำไมพ่อแม่ต้องสนใจที่จะสอนลูกเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ เป็นธรรมชาติของเด็กแต่ละคนที่จะมีคุณลักษณะนี้เองไหม ถ้าไม่สอนจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก สอนแค่เรื่องรู้จักตนเอง มีความสามารถในการดูแลตนเองไม่พอหรือ”

ถ้าพ่อแม่กำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง ลองมาตอบไปพร้อมกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และเมื่อทำการสำรวจครั้งต่อไปข้อมูลยังแสดงว่าเด็กไทยมีปัญหาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น

ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นความสามารถที่เด็กจะเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น รู้สึกได้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น และจะพัฒนาจนสามารถรู้ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และยอมรับความรู้สึกของคนอื่นที่อาจแตกต่างไปจากที่เราคิด เป็นความสามารถที่จะเข้าใจโลกในมุมของคนอื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ เด็กที่มีความสามารถเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเด็กที่มักประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่โรงเรียนและสามารถเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม พบว่าเด็กส่วนหนึ่งพัฒนาความเป็นผู้นำที่ดีจากความรู้สึกนี้ เด็กที่ขาดทักษะนี้จะพัฒนาเป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจกติกาทางสังคม ต่อต้าน สนใจแต่เรื่องของตนเอง ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้นี้ให้กับเด็ก ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่วัยทารกว่าเด็กมีการรับรู้และมีปฎิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกของบุคคลอื่น และเป็นความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าเกิดขึ้นเองจากปัจจัยภายในหรือลักษณะของตัวเด็ก พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สอนลูกให้เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ในขณะที่สถานการณ์ทางสังคมมุ่งไปที่การแข่งขัน ความสำเร็จเกิดจากความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้ชนะคนอื่น เด็กๆ เติบโตกับบรรยากาศที่สอนเรื่องตัวเอง และการเอาตัวรอด ยิ่งเปิดประเทศสู่สนามนานาชาติ ยิ่งต้องพัฒนาคุณสมบัติด้านศักยภาพมากขึ้น ความเก่งและความสำเร็จวัดกันที่ตัวบุคคล ผู้ใหญ่สร้างตัวแบบการสนใจนลตนเองและความสำเร็จของตัวเราที่ละเลยคนอื่น ละเลยธรรมชาติ เด็กที่เห็นต้นแบบเช่นนี้จะละเลยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยความก้าวร้าว เราอยากให้คนอื่นเห็นใจเรา เราก็ต้องสอนลูกให้รู้จักเห็นใจคนอื่น แม้ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่นจะเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก แต่พ่อแม่สามารถเริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่จะเข้าใจเห็นใจผู้อื่นได้กับลูกทุกวัยความเห็นใจผู้อื่นเกิดตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เด็กอายุ 2-3 ขวบที่เห็นแม่ร้องไห้จะยื่นตุ๊กตาตัวโปรดของเขาให้แม่กอด ซึ่งแสดงว่าเด็กรับรู้และเชื่อมโยงตนเองกับความรู้สึกของคนอื่น เขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ร้องไห้ แต่เขารู้ว่าเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้น และเขายื่นตุ๊กตาที่เขาคิดว่าช่วยเขาได้ให้กับแม่ เด็กที่โตขึ้น 4-5 ขวบจะสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของตนเองกับคนอื่น เช่น เขาเห็นเพื่อนแสดงอาการปวดท้อง เด็กอีกคนจะเข้ามาพยายามดูแล เขาจะลูบท้องให้เพื่อน รู้สึกเหมือนเขาปวดท้องไปด้วย เขาสามารถเรียนรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นเกิดกับเขาแบบเดียวกัน เขาจะเริ่มเข้าใจการเปรียบเทียบให้เห็นว่าถ้ามีคนเอาของเล่นเขาไป เขารู้สึกอย่างไร ถ้าเพื่อนถูกเอาของเล่นไป เพื่อนจะรู้สึกอย่างไร

เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ การใช้เรื่องเล่า นิทานที่ทำให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึก เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าพ่อแม่แสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เด็กจะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เด็กไม่ได้เรียนรู้ความรู้สึกด้วยการสอนแบบตำหนิ หรือสั่งให้รู้สึก เช่น ทำไมลูกแย่อย่างนี้ ไม่แบ่งของให้น้องเล่นเลย คำพูดแบบนี้กลับไปปิดกั้นการทำความเข้าใจความรู้สึกคนอื่นของลูก และพัฒนาเป็นความก้าวร้าว การจัดการที่ยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของเด็ก การช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของน้อง จะทำให้เด็กมีทางเลือกที่ดีกว่า

สอนลูกให้เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น

ชื่นชมความมีน้ำใจของลูก ความเห็นใจผู้อื่นไม่ได้เกิดจากการตำหนิ ต่อว่า แต่เกิดจากความตั้งใจที่เราจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เห็นแก่ตัว ให้คนอื่นให้ก่อนแล้วเราถึงจะให้ได้ พ่อแม่ควรชื่นชมการแสดงออกของเด็กทันที เช่น “พ่อหายเหนื่อยเลย เห็นลูกช่วยกันคลุกข้าวให้เจ้าตูบ” “ดูคุณย่าซิ ยิ้มแก้มปริเลยที่หนูไปอยู่เป็นเพื่อน” การส่งสัญญาณแบบนี้จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ควรทำ

สุด ท้ายคงไม่มีอะไรที่มีพลังมากไปกว่าการแสดงออกของพ่อแม่เองที่เป็นต้นแบบของ ความเข้าใจเห็นใจกันในครอบครัว และแสดงออกให้เห็นในสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตในสังคม อย่าลืมว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเกิดจากการเรียนรู้ที่พ่อแม่สร้างให้เกิด ขึ้น ให้เป็นของขวัญกับลูก ให้ลูกมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดีจากภายใน สามารถเผชิญสถานการณ์ภายนอกด้วยทางเลือกที่ดี และมีความรู้สึกที่ดีต่อโลกที่อยู่รอบตัวเขา ด้วยตัวเขาเองที่หยิบยื่นสิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคม

ความเห็นใจเกิดจากความเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ที่เกิดจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วยความรู้สึกเป็นสุขใจของตัวเรา ความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามารถที่จะมองความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกมีปัญหากับเพื่อน ถ้าลูกได้รับการฝึกที่ดี ลูกจะเริ่มจากความเข้าใจว่าเราเป็นสุขเวลาที่เพื่อนเล่นหรือพูดคุยกับเรา เพื่อนจะเป็นสุขถ้าได้รับสิ่งเดียวกัน ด้วยความเข้มแข็งทางใจของลูกที่ได้รับจากการดูแลเอาใจใส่และความภาคภูมิใจในตัวเอง ลูกจะเห็นว่าเพื่อนอาจจะไม่ได้เก่งเหมือนเขาทำให้เพื่อนมีปฏิกิริยาต่างไปจากลูก ลูกจะมองความขัดแย้งด้วยความเข้าใจมากขึ้นและมองการแก้ปัญหากับเพื่อนด้วยวิธีที่ยอมรับซึ่งกันและกัน และนำไปสู่ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ขัดแย้งได้ดี แทนที่จะโกรธ โมโห หรือกดดันวุ่นวายใจกับปัญหาเรื่องเพื่อน

สอนลูกรู้จักให้คนอื่น

การแบ่งปันให้คนอื่นเป็นการเริ่มต้นที่เด็กจะสัมผัสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งการที่เด็กดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยง ไปร่วมกิจกรรมที่เป็นการทำแบบจิตอาสา หรือแม้แต่การรู้ว่าเขาสามารถปลอบใจ ให้กำลังใจคนอื่น ในเวลาที่มีใครป่วย ไม่สบาย หรือไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาสามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้ เวลาเขาทำให้คนอื่น เขาจะสัมผัสได้ว่าถ้าเป็นเขาเป็นคนที่ขาดแคลน เจ็บป่วย ไม่สบาย เขาจะรู้สึกอย่างไร

เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดถึงความรู้สึกคนอื่น

จากการพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดรอบตัว หรืออ่านหนังสือด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนวิธีคิดที่จะปลูกฝังให้เด็กมีมุมมองที่จะมองจากมุมของคนอื่นบ้าง เช่น ความเข้าใจผิดเวลาเราตัดสินคนอื่นจากภายนอก ถ้าเราเป็นเขาที่ถูกคนอื่นมองอย่างเข้าใจผิด ถ้าเรามีรูปร่างที่ต่างจากคนอื่นด้วยความพิการหรือถูกล้อเลียน ถ้าคนอื่นหยิบเอาของของเราไป หรือถ้าเราเหนื่อยมาก มีใครซักคนเข้ามาช่วยเราเรารู้สึกอย่างไร เรื่องเล่า การอ่าน และการพูดคุยแบบนี้สร้างภาพและความทรงจำที่เด็กรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง