เลือกนมให้เหมาะกับวัย

นมเปรี้ยวในบ้านเรามี 2 ชนิด คือนมเปรี้ยวแท้ๆ กับนมเปรี้ยวเทียม นมเปรี้ยวแท้ๆ คือเอานมวัวมาใส่เชื้อจุลินทรีย์ที่คนคิดว่าเป็นประโยชน์ก็คือ แล็คโตบาซิลลัส ตัวจุลินทรีย์นี้จะไปย่อยน้ำตาลแล็คโตสที่มีอยู่ในนมให้เป็นกรดแล็คติค นมจึงมีรสเปรี้ยว เพราะฉะนั้นสารอาหารในนมเปรี้ยวจะมีเท่ากับนมปกติที่เอามาทำในตอนแรกเพียง แต่เพิ่มตัวแล็คโตบาซิลลัสเข้าไปเท่านั้นเอง ด้วยกรรมวิธีการทำแบบนี้นมเปรี้ยวจึงเหมาะกับเด็กที่ดื่มนมปกติที่มีน้ำตาล แล็คโตสไม่ได้ และเด็กที่ท้องเสียเรื้อรัง รวมถึงคนที่กินยาปฎิชีวนะบ่อยๆ นมเปรี้ยวแท้ก็จะทำมาจากนมวัวสด จะเหมาะกับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

ส่วน นมเปรี้ยวเทียมซึ่งไม่ได้ใส่แล็คโตบาซิลลัสเข้าไป แต่ใส่หัวเชื้อที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปแทน เช่น กรดรสส้ม กรดรสมะนาว นมเปรี้ยวเทียมชนิดนี้จึงไม่เหมาะกับเด็กที่ มีอาการท้องเสียเพราะย่อยน้ำตาล็แล็คโตสไม่ได้ ถ้าเราลองไปศึกษาดูที่ข้างกล่องจริงๆ เราจะเห็นว่านมเปรี้ยวไม่แท้นั้นมีเนื้อนมแค่ 20-70% เท่านั้นเอง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเรากินเพียงน้ำหรือรสเปรี้ยวๆเข้าไปเท่านั้น

โดย อาการแพ้นมวัวของเด็กๆ ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าแพ้ คุณพ่อคุณแม่เองก็ไม่รู้ ส่วนมากมักเป็นโปรตีนบางส่วน ทำให้เกิดอาการได้ทั้งระบบทางเดินอาหาร หรือคล้ายกับลักษณะอาการป่วยทั่วๆ ไป เช่น เป็นหวัดเรื้อรัง อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว มีผื่นหรือลมพิษขึ้นตามร่างกาย ผื่นคันที่หน้า สองข้ามแก้ม ตามข้อพับ บางรายเป็นเอคซีมา ECZEMA และเป็นๆ หายๆ ซึ่งบางทีคุณพ่อคุณแม่เด็กก็ไม่ได้เอะใจหรือสงสัย บางทีพาไปหาหมอก็จะถูกรักษาตามอาการ เพราะฉะนั้นจึงมีเด็กไม่ถึง 20% ที่ถูกวินิจฉัยแล้วรู้ว่าแพ้นมวัว

ให้แคลเซียม สร้างกระดูก เด็กๆต้องการแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกให้หนาและแข็งแรง โดยควรได้รับนมวันละไม่ต่ำกว่าเศษสามส่วนแปดออนซ์ ร่างกายจึงจะได้แคลเซียมพอเพียงต่อการสร้างกระดูก
ให้วิตามินดี ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้สร้างกระดูกได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้แน่ใจได้ว่ากระดูกของลูกถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้องตามกระบวนการของธรรมชาติในร่างกาย
ให้วิตามินบี 2 ช่วยดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และในอาหารที่เด็กๆ กิน สำหรับเด็กวัย 1-3 ขวบ นมหนึ่งแก้วซึ่งให้วิตามินบี 2 ประมาณครึ่งแก้ว จะพอเพียงต่อความต้องการวิตามินบี 2 ของร่างกายในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 4 ขวบขึ้นไปก็ต้องการวิตามินบี 2 ในแต่ละวันเพียงเศษหนึ่งส่วนสามจากนมหนึ่งแก้ว
ให้โปรตีน ปริมาณนมหนึ่งแก้วจะให้โปรตีนประมาณครึ่งแก้ว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการโปรตีนของเด็กวัย 1-3 ปีในแต่ละวัน ส่วนเด็กวัย 3 ขวบขึ้นถึง 10 ขวบ ร่างกายก็ต้องการโปรตีนจากนมเพียงวันละเศษหนึ่งส่วนสามแก้วจากการดื่มนมหนึ่งแก้ว เด็กที่ไม่กินเนื้อก็สามารถได้โปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวันจากการดื่มนมในปริมาณดังกล่าว รวมทั้งเด็กที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนักด้วย

ผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี
นมผง
นมแม่กับนมวัวมีความแตกต่างกัน นมวัวจะมีโปรตีนสูงเกือบ 3 เท่าของนมแม่ซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับความต้องการของเด็กทารก สำหรับนมผสมที่ใช้เลี้ยงทารก (INFANT FORMULA) ในปัจจุบันพยายามดัดแปลงให้คล้ายนมแม่มากที่สุด เช่นปรับเปลี่ยนปริมาณและคุณสมบัติของโปรตีนให้ใกล้เคียงกับนมแม่ และดัดแปลงไขมันโดยเอาไขมันในนมวัวบางส่วนออกไป แล้วผสมน้ำมันพืชบางชนิดเข้าไปแทนเพื่อให้สัดส่วนของไขมันคล้ายกันกับนมแม่ที่สุด

นมผงบางยี่ห้อเติมสารทอรีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเข้าไป เพราะเห็นประโยชน์ที่ว่าสารนี้มีส่วนช่วยพัฒนาจอตา (RETINA) และสมองให้กับเด็ก แต่จริงๆแล้วในนมแม่เองมีทอรีนอยู่แล้ว นอกจากนี้นมผงบางยี่ห้อได้เติมเบต้าแคโรทีนเข้าไป เพราะเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ป้องกันโรคหัวใจ และมะเร็ง ฯลฯ แต่ในนมแม่เองก็มีเบต้าแคโรทีนอยู่แล้ว นมผงบางยี่ห้อเขาเริ่มเติมสารนิวคลีโอไทด์ ซึ่งอาจมีส่วนเสริมสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย หรือดีเอชเอ ซึ่งมีส่วนช่วยพัฒนาการของสมองและความฉลาดเข้าไปอีกด้วย

ส่วนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกนั้นเมื่อลูกอายุ 1 ปีขึ้นไป คงต้องให้รับประทานนมสูตร 2 ที่เขียนข้างกระป๋องว่าใช้สำหรับทารกและเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี
ซึ่งคุณแม่สามารถให้กินร่วมไปกับนมกล่อง UHT ได้

เมื่อเป็นมากแพทย์ก็เปลี่ยนชนิดนม เช่น ให้นมถั่วเหลือง หรือนมวัวชนิดพิเศษสำหรับเด็กภูมิแพ้ จะมีการปรับดัดแปลงสารอาหารให้ย่อยง่ายขึ้น จนอาการภูมิแพ้ทุเลา ส่วนมากก็อายุ 1 ถึง 1 ปีครึ่งพออาการดี ร่างกายแข็งแรงก็สามารถกลับมาดื่มนมวัวได้ และหากคุณพ่อคุณแม่เลือกนมถั่วเหลืองมีก็ควรนำนมไปปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลลูกประจำอยู่ เพื่อพิจารณาคุณค่าอาหาร ซึ่งเด็กที่อายุเกิน 1 ปี แล้วต้องกินข้าว 3 มื้อและอาหารอื่นด้วย จะต้องประเมินว่าเติบโตดีไหม มีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงนำมาเทียบ กับมาตรฐานของเด็กปกติ ซึ่งสามารถขอข้อมูลและปรึกษาได้จากกุมารแพทย์

ดูของเล่นเสริมพัฒนาการ

 

*ของเล่นที่เหมาะกับหนูน่าจะเป็น ของเล่นที่เคลื่อนไหวได้ จับถนัดมือ บีบได้ ขยำได้ มีพื้นผิวที่แตกต่าง มีเสียง วัยนี้หนูจะมีอาการติดของเล่นบางชิ้นเป็นพิเศษ ของเล่นผิวนุ่มจะช่วยคลายเครียด(ขัดใจ)และทำให้หนูหลับง่ายขึ้น แล้วก็อย่าลืมของเล่นยางสำหรับอาการคันเหงือกของหนูด้วย

7-9 เดือน: วัยนี้หนูซนสุดสุด นอกจากถนัด คลาน และเดินแล้ว หนูยังมีความสุขกับการฝึกกล้ามเนื้อมือ หยิบ จับปล่อย เคาะ แคะ ฯลฯ อีกด้วย แล้วหนูก็เป็นนักสำรวจตัวจิ๋ว ชอบรื้อ ชอบค้นคว้า และสนใจเรื่องขนาด รูปทรงเป็นพิเศษ

แรกเกิด-3 เดือน: วัยนี้แม้ว่าหนูจะนอนซะเป็นส่วนมาก แต่ก็พบว่าหนูจะตอบสนองต่อเสียงดนตรีได้ดีที่สุดเลย อีกทั้งยังต้องการพัฒนาการด้านสายตาและการสัมผัสเป็นพิเศษอีกด้วยซิ

*ของเล่นที่ เหมาะกับหนูน่าจะเป็น โมบายล์หลากสี(โดยเฉพาะสีดำ ขาว แดง จะช่วยกระตุ้นสายตาของหนูได้ดี) เสียงดนตรีจากตุ๊กตาตัวโปรด หรือของเล่นที่ทำด้วยผ้านุ่มนิ่มให้หนูได้สัมผัส

4-6 เดือน: ตอนนี้กล้ามเนื้อต่างๆของหนูเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นแล้ว (ฟันเริ่มขึ้นแล้วด้วยนะ) การคลายมือกำมือก็ทำได้ดีขึ้นด้วย(สังเกตดูซิหนูชอบกำผมคุณแม่แน่นกว่าจะแกะ ได้สำเร็จก็หลุดไปหลายกระจุก) อ้อ..แล้วหนูมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย

*ของเล่นสำหรับหนูวัยนี้ก็น่าจะเป็น ของเล่นกรุ๋งกริ๋ง คว้าจับเขย่ามีเสียง ของเล่นลากจูง บล็อกไม้หยอดรูปทรง ของเล่นประเภทตี เช่น กลอง ไม้เคาะ หนังสือผ้า หรือของเล่นที่เล่นกับน้ำหนูจะสนุกสุดสุดเลย

10-12 เดือน: วัยนี้หนูเริ่มสนใจสังคมรอบๆ ตัวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มสนใจพ่อแม่พี่น้อง และคนอื่นๆ ก็หนูรู้สึกว่าหนูก็เป็นคนๆหนึ่งที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแล้วนี่หนู จึงเริ่มมีความคิดที่ซับซ้อนขึ้น มีจินตนาการ ชอบเลียนแบบ มีเหตุมีผลเข้าใจโลกมากขึ้นว่างั้นเถอะ

*ของเล่นของหนูวัยนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เช่น หนังสือนิทาน ตุ๊กตา(มีชุดให้เปลี่ยนก็ดีค่ะ) หนังสือภาพสัตว์สีสันสดใส สมุดภาพระบายสี ตุ๊กตาสัตว์มีเสียงร้อง เช่น แมว ร้องเหมียวๆ หมาร้องโฮ่งๆ

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยของเล่นก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการของหนูอยู่ แต่ของเล่นเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีคุณพ่อคุณแม่คอยอยู่ใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นคุ้นเคย และให้เวลาอยู่ร่วมเล่นสนุกกับหนู อย่าลืมแบ่งปันเวลารักหนู ดูแลหนูบ้างนะคะ

เชื้อแบคทีเรียในเด็ก

สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาทีมนักวิจัยตั้งข้อสังเกตเด็กที่มีแผลเปื่อยและผู้ที่ไม่มีกลากเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันหกและอายุ 18 เดือน ผู้เชี่ยวชาญต้องการเปรียบเทียบแบคทีเรียในลำไส้ของพวกเขา

ผลการศึกษาพบว่าทารกทั้งหมดที่มีชนิดเดียวกันของแบคทีเรียที่หกเดือน อย่างไรก็ตามที่ 18 เดือนเด็กวัยหัดเดินที่มีแผลเปื่อยมีมากขึ้นของประเภทของแบคทีเรียที่รู้จักกันเป็นกลุ่ม Clostridium IV และ XIVa ซึ่งจะเชื่อมโยงมักจะผู้ใหญ่

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในความกล้าของเด็กที่มีแผลเปื่อยได้มากขึ้นตามแบบฉบับของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นผู้ใหญ่กว่าสำหรับเด็กทารกโดยไม่ต้องกลาก

กลาก อธิบายว่าการอักเสบบ่อยของหนังกำพร้า; นอกจากนั้นยังสามารถเรียกว่าโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังกลาก (รูปแบบที่พบมากที่สุดของโรคเรื้อนกวาง)ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กมีแนวโน้ม ที่จะพัฒนากลากถ้าพวกเขากินอาหารอย่างรวดเร็ว 3 ครั้งหรือมาก

คนได้ รับผลกระทบจากสภาพอาจพัฒนาคันผิวหนังแดงแตกและแห้ง งานวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าการให้อาบน้ำของชายหาดเป็นประจำเพื่อปรับลด เด็กที่มีโรคเรื้อรังรุนแรงกลากจะช่วยลดความรุนแรงของสภาพในกรณีที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียรอง

เด็กที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อนกวางมีปริมาณที่สูงขึ้นของ Bacteroidetes

Lotta Nylund, MSc จากมหาวิทยาลัยเตอร์กู, ฟินแลนด์, อธิบาย:

การดูแลลูกในช่วงท้องแรก

เด็ก“การดูแลตนเองช่วงสามเดือนแรก คุณแม่ตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เหนื่อยง่าย ทานได้น้อย เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ควรพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารเท่าที่กินได้ อย่าฝืน อาหารที่กินแล้วอาเจียนก็ควรหลีกเลี่ยง งดอาหารรสจัด ชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ และพบสูติแพทย์เพื่อฝากครรภ์ในเบื้องต้น ในช่วงนี้ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง เลือดออก แพ้ท้องมาก กินไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็ว
…พอเข้าสู่ไตรมาสที่สอง อายุครรภ์ 4 – 6 เดือน เป็นช่วงที่มีการตรวจหาความผิดปกติด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ ตรวจเลือดหาภาวะเสี่ยงกลุ่มอาการดาวน์ เจาะน้ำคร่ำในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อภาวะโครโมโซมผิดปกติ ช่วงนี้คุณแม่จะเริ่มทานอาหารได้มากขึ้น อาจมีอาการเจ็บๆ ตึงๆ บริเวณท้องน้อย และเริ่มรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ได้ ควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ รวมถึงแคลเซียมด้วย ที่สำคัญ ควรควบคุมให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คือ สองกิโลกรัมต่อเดือน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ดี เช่น ว่ายน้ำ เล่นโยคะ ทำท่ากายบริหารต่างๆ
…และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สาม อายุครรภ์ 7 – 9 เดือน ถือว่าเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะเริ่มมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ปวดเอว ปวดหลัง นอนไม่หลับ มือเท้าบวม แนะนำให้พักผ่อนมากเท่าที่ทำได้ ทานอาหารมีประโยชน์ ได้แก่ ไข่ นมจืด ผัก ผลไม้ไม่หวานมาก รวมถึงถั่วชนิดต่างๆ เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ เด็กโตช้าได้ ดังนั้น ควรไปตรวจครรภ์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย คุณแม่ที่กำลังงานควรมีการวาง
อายุ 26 ปีค่ะ แต่งงานมา 4 ปีแล้ว พยายามมีลูก แต่ไม่มีสักที ปีนี้ตั้งใจจะมี เพราะเป็นปีมังกร ปีดี ควรต้องเตรียมพร้อมอย่างไรบ้างคะ
“อันดับแรก ควรตรวจสุขภาพทั่วไปก่อนค่ะ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต ไทรอยด์ เป็นต้น ในผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลรักษา ว่าสมควรจะตั้งครรภ์หรือไม่ หรือถ้าตั้งครรภ์แล้วจะมีอันตรายกับแม่และลูกอย่างไร
…จากนั้นก็มาพบสูติแพทย์ เพื่อตรวจเลือดเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ประกอบไปด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกล็ดเลือด กรุ๊ปเลือด ภาวะเลือดจางธาลัสซีเมีย การติดเชื้อตับอักเสบบี เอชไอวีและซิฟิลิส ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน และตับอักเสบบี การตรวจภายใน เช็กมะเร็งปากมดลูก รวมถึงควรจะตรวจอัลตร้าซาวด์หาความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
…การเตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ในคนที่อ้วนมากๆ ทางที่ดีควรลดน้ำหนัก คุมอาหาร และปรับพฤติกรรมการกินก่อนที่จะตั้งครรภ์ และควรรับประทานโฟลิคแอซิดเสริมก่อนการตั้งครรภ์
…สุดท้าย ควรจะวางแผนเรื่องความพร้อมทางการเงิน การทำงาน และการเลี้ยงดูบุตรด้วยค่ะ”
ปกติมะเร็งปากมดลูกจะสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุเท่าใดร่คะ ต้องตรวจอย่างไรบ้าง ต้องอดข้าวหรือเตรียมพร้อมมาก่อนหรือไม่
“ผู้หญิงส่วนใหญ่จะยังมีทัศนคติในเรื่องการตรวจภายในที่ไม่ค่อยดี ด้วยความอายที่เป็นเสมือนกำแพงกั้นระหว่างคุณหมอกับคนไข้ หรือไม่กล้าไปตรวจเพราะกลัวเจ็บ แต่ตนอยากจะบอกว่าโรคนี้เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ดังนั้นอย่าอายที่จะเข้ารับการตรวจ เพราะเมื่อถึงเวลาอาจสายเกินแก้แล้ว นอกจากนี้ ยังมีโรคทางนรีเวชอื่นๆ เช่น เนื้องอกในมดลูก ซีสต์ในรังไข่ ซึ่งปัจจุบันผู้หญิงไทยก็เริ่มเป็นกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาตามมาในระยะยาว เช่น ประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก หรือเป็นมะเร็งรังไข่ในอนาคต ดังนั้นควรหมั่นดูแลสุขภาพ และหากพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นประจำ ก็ควรรีบมาแพทย์โดยเร็ว
…เนื่องจากโรคมะเร็งปากมดลูกนั้น มีระยะเวลาในการเพาะเชื้อในร่างกายนานถึง 10 – 15 ปี ดังนั้นกว่าจะรู้ตัว ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันแล้ว ซึ่งในปัจจุบันด้วยวิทยาการทางการแพทย์ ก็ได้ผลิตวัคซีนมะเร็งปากมดลูกออกมาเพื่อป้องกัน แต่ก็ได้แค่เฉพาะสายพันธุ์หลักๆ เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นกลุ่มผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือยังไม่ได้ฉีด ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งการตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Thin prep Plus เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำที่สุด เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งบริเวณปากมดลูก ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก