ตั้งชื่อลูกให้โดนใจ

น้องต้นน้ำเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ช่างคิดช่างสังเกตตั้งแต่ยังเล็ก ที่สำคัญเป็นเด็กรักการเดินทาง ชอบการท่องเที่ยวผจญภัย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมใจเอาไว้เลย เมื่อเข้าสู้วัยรุ่นน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ จะต้องหาทางไปเรียนไกลบ้าน และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะหาเรื่องไปทำงานไกลบ้านอย่างแน่นอน ตามดวงชะตาแล้ว จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย ช่วงอยู่ต่างประเทศชีวิตจะดีมากๆ สามารถสร้างตัวได้ที่นั่น

ข้อควร ระวัง คือ น้องต้นน้ำไม่ค่อยสู้งานหนัก ไม่ค่อยอดทนทำอะไรนานๆ ความคิดมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถอบรมให้น้องเป็นคนมีความอดทน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ รับรองได้เลยว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏตัวสระ ซึ่งเป็นตัวกาลกิณีในทักษาวันเกิด ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี ความสำเร็จในชีวิตที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อทำสิ่งใดก็ตาม อย่าได้หวังผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่ชีวิตในอนาคตจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา ไม่มีทางตกต่ำ ชื่อนี้ใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน จะตั้งตัวได้กับชื่อนี้

น้องโฟกัสเป็นเด็กสุขภาพกายดี สุขภาพใจสมบูรณ์ ฉลาด รู้ทันคน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นยอด รักเพื่อน หลายครั้งจะแสดงความรักเพื่อนมากกว่ารักตัวเอง มีจิตอาสาตั้งแต่ยังเล็ก ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อโตขึ้นมีดวงในการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจับธุรกิจใดจะประสบความสำเร็จทั้งนั้น ตามดวงชะตาบอกว่าจะมีหลักทรัพย์ร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว ทั้งบ้าน ที่ดิน จะหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

ข้อควรระวังมีเรื่องเดียว คือ เรื่องการคบเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมและแนะนำเรื่องการคบเพื่อนของน้องโฟกัสให้ดี อย่าไว้ใจเพื่อนมากไป เมื่อโตขึ้นก็ไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน จะเกิดความเสียหาย อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ด.ช.อัยณัฐ หอมสุวรรณ (น้องต้นน้ำ)
ด.ช.อัยณัฐ หรือน้องต้นน้ำ เกิดวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 10.25 น. ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีไม่เป็นมงคลต่อตนเอง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านเมตตาอุปถัมภ์เป็นพิเศษ ชื่อนี้จึงเหมาะสมใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน นอกจากจะพาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ยังได้ผู้ใหญ่ให้ความเมตตาช่วยเหลือในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จอีกด้วย คบผู้ใหญ่ไว้ไม่ผิดหวัง อนาคตจะมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก ชีวิตไม่ลำบาก

 

ฉีดยาต้องท้องมีผลเสียไหม?

การ ฉีดวัคซีนให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น นอกจากวัคซีนป้องกันบาดทะยักแล้ว โดยทั่วไปจะไม่มีการฉีดให้ ยกเว้นจำเป็นจริงๆ เช่น ต้องเดินทางไปในเขตที่มีการระบาดของโรค ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจของคุณหมอด้วย เพราะต้องคำนึงถึงอัตราการเสี่ยงของตัวคุณแม่ และลูกในท้อง
วัคซีนที่ สามารถฉีดได้ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ โปลิโอชนิดกิน โรคพิษสุนัขบ้า ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอับเสบบี วัณโรค ไอกรน คอตีบ เป็นต้น
 การฉีดวัคซีนก็เช่นเดียวกัน ครอบครัวที่มีการวางแผนที่ดีนั้นมักจะมีการตรวจเลือด ตรวจร่างกายทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย เพื่อเช็คดูว่ามีโรคร้ายแรงที่จะส่งผลต่อลูกหรือสุขภาพของตนเองหรือไม่ รวมทั้งภูมิต้านทานโรคที่มีอยู่ในตัวว่าพร้อมหรือยัง ถ้ายังไม่มีและสามารถฉีดวัคซีนได้ คุณหมอมักจะแนะนำให้ฉีดก่อนตั้งครรภ์ เป็นเวลา 3 เดือน เช่น วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน วัคซีนตับอับเสบเอ เป็นต้น

 

 สำหรับวัคซีนที่คุณหมอจะให้ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ก็คือ วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี
เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักมาก่อน
ฉีด 2 ครั้งระหว่างตั้งครรภ์ และฉีด 1 ครั้งหลังคลอด โดย ครั้งแรกฉีดระยะแรกของการตั้งครรภ์ ครั้งที่ 2 เว้นระยะห่างจากครั้งแรก อย่างน้อย 1 เดือน ส่วนครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือน

กรณีที่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้ว
ถ้า..
- เคยฉีดมาแล้ว 1 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 2 ครั้ง จะฉีดเพิ่ม 1 ครั้ง ระหว่างตั้งครรภ์
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เกิน 5 ปี ฉีดกระตุ้นอีกเพียง 1 ครั้ง
- เคยฉีดมาแล้ว 3 ครั้ง และยังไม่เกิน 5 ปี ไม่จำเป็นต้องฉีด
**นับรวมทุกเข็มแม้จะเคยตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ก็ตาม

ทำไมต้องฉีดป้องกันบาดทะยัก
ถ้า เด็กแรกเกิดได้รับเชื้อโรคบาดทะยักจะมีความรุนแรงมาก สมองจะได้รับความเสียหาย สมองฝ่อ มีภาวะปัญญาอ่อน และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเชื้อบาดทะยัก อาจจะเข้าสู่ร่างกายบริเวณสายสะดือที่ถูกตัด ถ้าเครื่องมือทำการคลอดไม่สะอาดพอก็อาจติดเชื้อได้ และในเด็กทารกที่สายสะดือยังไม่แห้ง ก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน คุณแม่จึงจำเป็นต้องรักษาความสะอาดสะดือตามขั้นตอนที่พยาบาลแนะนำ
การฉีดวัคซีนในช่วงตั้งครรภ์นั้น จะทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันอยู่ชั่วคราว ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้คุณแม่ฉีดวัคซีนตัวนี้นั่นเอง


 

ทำอย่างไรให้ลูกไม่ขาดความอบอุ่น

อาจ จะไม่สมบูรณ์แต่แม่รักลูกและพร้อมจะฟังลูก การฟังนั้นสำคัญเพราะมนุษย์จะได้ยินแต่ไม่ฟัง เด็กบางคนมีทั้งพ่อและแม่ก็มีปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้มีปัญหาเพราะพ่อแม่เลิกกัน เด็กต้องการความเข้าใจ ซึ่งความรักนั้นพ่อแม่ให้ลูกอยู่แล้ว แต่ความข้าใจพ่อแม่อาจจะให้ลูกได้มากน้อยไม่เท่ากัน
ลูกคนโตจะคุยกับกบได้ทุกเรื่อง เราต้องเป็นทั้งแม่และเพื่อน จะเป็นพี่ด้วยก็ได้ แม่สมัยใหม่อาจจจะทำงานนอกบ้าน กลับมาบ้านเหนื่อย มีความเครียดต้องตั้งสติดีๆ อย่าเอาอารมณ์ไปลงกับลูก เพราะเด็กจะซึมซับอารมณ์ของแม่ไปเต็มๆ เวลากบมีความสุขลูกก็จะรู้สึกเหมือนโลกนี้เหมือนเป็นสีชมพู แต่ถ้าวันไหนเราเศร้าหรือเหนื่อย แม้เราจะไม่พูด ลูกจันทน์ก็จะเอาการ์ดมาให้เป็นรูปหัวใจหรือดอกไม้ คือจะสื่อว่าหนูรู้นะว่าแม่ไม่สบายใจ เขาจะรู้ทันที เพราะฉะนั้นถ้าเครียดก็จะเอาความเครียดไว้ที่ทำงาน อย่าเอากลับไปบ้านและอย่าคิดว่าลูกไม่รับรู้ปัญหาของแม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ลูกจะกลายเป็นเด็กซึมเศร้า จึงฝากแม่ทุกคนที่มีลูกแต่ต้องไปทำงานให้ใช้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้มีประ โยชนที่สุด มีความสุขที่สุด อาจจะสั้นแต่มีความสุข บางคนตัวอาจจะอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้ทำอะไรด้วยกัน”

สอนลูกให้เป็นคนดี แบบมีอิสระในการดำรงชีวิต
“เรื่องหลักๆ ที่กบสอนลูกเสมอคือ การเป็นคนดี เช่น มือมีไว้ไหว้คนกับช่วยคน ห้ามตีพี่เลี้ยง ส่วนปากห้ามพูดจาไม่ไพเราะ ห้ามว่าคนอื่น เพราะปากมีไว้ให้กำลังใจคน ส่วนตาของลูกไม่ได้มีไว้ให้ทำตาขวาง แต่ตาของลูกมีไว้ให้กำลังใจคนอื่น ส่วนเรื่องอื่นๆ พี่คิดว่าลูกเกิดมาควรมีอิสสระในการเลือก อย่าไปยึดว่าลูกฉันจะต้องเหมือนฉัน เขาเกิดมาในโลกมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่เขาเลือก ดนตรีที่เขาเล่น กบเชื่อว่าเราต้องให้โอกาสลูกเหมือนที่เราให้โอกาสมนุษย์คนอื่น เพราะลูกเกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพในการเลือก อาชีพ และสิ่งที่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสอนให้มีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องให้ลูกได้ลองในสิ่งที่เขาปฎิเสธในตอนแรก ต้องสอนและอธิบายให้เขารู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยทางเลือก สิ่งที่กบให้ลูกคือ อิสระในการดำรงชีวิต แต่การสอนให้เป็นคนดีต้องดุบ้าง ต้องมีกรอบบ้าง เพราะทุกบ้านย่อมมีกฎของบ้านเพื่อไม่ให้ลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ สไตล์การเลี้ยงลูกของกบเหมือนกันทั้งสองคน แต่ที่ต่างกันคือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะตอนมีลูกคนแรก เรายังอายุน้อย เราก็ยังมีอัตตาตัวตนเยอะ ยังไม่เป็นผู้ใหญ่”

สิ่งที่อยากฝากไปถึงพ่อแม่ทุกคน
“อยากให้พ่อแม่ลดความหวังในตัวลูก เข้าใจว่าอาจจะมีความหวังเกี่ยวกับตัวลูก แต่ต้องบาลานซ์ กบคิดว่าเด็กน่าจะมีเสรีภาพในการคิด  การศึกษา สมัยนี้มีกูเกิลเสริชหาสิ่งที่เขาอยากรู้ อย่าไปคิดว่าการเรียนสำคัญที่สุด เพราะการเรียนสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ลูกสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ในธรรมชาติและการเล่นของเขา บางคนมีความคาดหวังในตัวลูกมาก ว่าต้องเรียนพิเศษเยอะขนาดนี้เพื่อที่จะเข้าที่นี่ได้  ลูกโตขึ้นต้องเก่ง ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่พ่อแม่ต้องการ จบมาแล้วต้องมีอาชีพเป็นหมอ ต้องรวย เหมือนเด็กเกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของพ่อแม่มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์”

     “พี่มีลูกสาวสองคนค่ะ คนโตชื่อ ลูกนก ชุติธร ประภานนท์ อายุ 19 ปี คนเล็ก ห่างกัน 9 ปี ชื่อ ลูกจันทน์ รภัสสา แก่นจันทน์ อายุ 6 ปี ตอนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง มีปัญหาเรื่องแพ้ท้อง ซึ่งตอนนั้นยังต้องไปทำงานทุกวันแต่เราแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้อยู่ 5 เดือน แพ้ขนาดที่ได้ยินชื่ออาหารญี่ปุ่นก็อาเจียน กินได้แต่เฉาก๊วย ช่วงท้องนอกจากฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาการปวดตามร่างกายก็ยังมีด้วย เกือบทุกเช้าตั้งแต่ตี 5 จะเริ่มเป็นตะคริว แม้ถึงเวลาเราไปทำงานแล้ว ก็ยังเดินโขยกเขยกและยังเจ็บ คนท้องต้องทำใจให้สบาย  แต่กบโชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจแล้วช่วงนั้นก็ได้รับความใส่ใจเยอะ จึงมีความสุขเวลาไปทำงาน
ตอนเลี้ยงลูกคนแรกกบยังอายุน้อยก็มีน้ำนม บวกกับคลอดที่อเมริกา ซึ่งที่นั่นจะเน้นการคลอดตามธรรมชาติและการให้นมแม่ ส่วนคนเล็กคลอดที่เมืองไทยกบก็ขอคำแนะนำจากหมอที่เน้นเรื่องการให้นมแม่ แต่กลับมีปัญหาเรื่องการให้นมลูก เนื่องจากน้ำนมไม่มี หมอก็บอกว่าดูดไปเรื่อยๆ ต้องมี เวลาผ่านไป 1 เดือน หัวนมแตก น้ำนมก็ยังไม่มี แต่ก็ไม่ยอมแพ้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีน้ำนม ทั้งดื่มน้ำอุ่น กินแกงเลียง กินไก่ผัดขิง กินทุกวันอยู่เดือนครึ่งแต่น้ำนมก็ยังไม่มี คุณแม่เริ่มทนดูไม่ได้เพราะหลานผอมแห้งมาก น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ จึงตัดสินใจพากลับไปหาหมอคนที่ดูแลลูกคนแรก หมอบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือ สุขภาพของแม่ ถ้าแม่เครียดลูกก็จะเครียด จึงแนะนำให้กินนมกระป๋อง จึงให้ลูกกินนมผสมจากนั้นจึงน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะช่วงลูกจันทน์อายุ 1 ปีครึ่ง พี่ป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็แย่มาก จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า 1 ปี ขณะนั้นคิดว่าลูกคงซึมซับอารมณ์เราไปเยอะ ช่วงนี้เขาโตเราก็พยายามทำให้เขามีความสุขที่สุด”

การเลี้ยงลูกเอง คือ ความสุข
“ปัจจุบัน ลูกคนโตอยู่อเมริกา แต่ตอนเล็กๆ พี่ก็เลี้ยงเองแล้วมีพี่ลี้ยงเก่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาช่วยเลี้ยง อีกแรง ส่วนลูกคนที่สอง พี่ลาออกจากงานมาเลี้ยงเองตั้งแต่ลูกอายุ 1 ปี จนถึงอายุ 4 ปี เพราะเมื่อเขาเริ่มเข้าอนุบาล เราก็กลับมาทำงานอีกครั้ง  แต่ช่วงเวลา 4 ปี ที่ออกมาเลี้ยงลูกเองมีข้อดีเยอะมาก เพราะเป็น 4 ปีที่เราได้ใกล้ชิดกันที่สุด เช่น ตอนนี้เราทำงานเต็มเวลาแต่ความผูกพัน สายใยยังอยู่ ช่วง 4 ปีแรกของชีวิตเขา เราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แล้วตอนนี้ต้องออกจากอกเราไปเข้าโรงเรียน ส่วนเราก็ต้องทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอ ไม่ได้ใช้เวลาเหมือนตอนนั้น แต่ความผูกพันเราแน่น เพราะรากฐานตอนลูกเล็กๆ เรากอดลูก อยู่กับลูก ทุกวันนี้กบยังแปรงฟัน ล้างก้น และอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกอยู่ พี่เลี้ยงเอาไว้เล่นด้วยและคอยเฝ้าระวัง”

วิธีเติมความรักให้ลูกเต็มได้ สไตล์ Single Mom
“หนึ่งเลยคือ เราต้องพร้อมทางอารมณ์ เราต้องพร้อมให้ความรัก พร้อมจะกอด มองตาเขาแล้วตัวเองต้องมีความสุขให้ได้ สองคือ เราต้องทำให้ลูกรู้สึกก่อนว่าไม่มีปัญหา แต่ต้องมาจากความรู้สึกของเราจริงๆ ว่าลูกเป็นเด็กที่มีบุญและโชคดี ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นว่า ลูกเกิดมามีครบ 32 มีตาแขนขาครบ ให้ลูกเข้าใจว่าโลกเรามีทั้งคนพิการ เด็กกำพร้า เพราะเด็กจะรู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีพ่ออยู่ด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าลูกถามเราร้อยครั้ง เราก็ต้องอธิบายร้อยครั้ง กบวาดรูปมีชาร์ตอธิบาย พาเขาไปบ้านเด็กกำพร้าแล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า เด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ลูกมีพ่อและมีแม่ แค่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เรามีทั้งพ่อและแม่ครบ


สอนลูกกินผลไม้


 

สีม่วง – สีน้ำเงิน : มีสารแอนโทไซยานินและฟนอล ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอัมพาต บำรุงผิวพรรณ และชวยใหทางเดินปสสาวะทำงานเป็นปกติ
- ผักกลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : เผือก หอมแดง มะเขือม่วง กะหล่ำมวง ดอกอัญชัน
- ผลไม้กลุ่มสีม่วง – สีน้ำเงิน : องุ่นม่วง บลูเบอรี่ ลูกพรุน ชมพู่มะเหมี่ยว ลูกเกดดำ
สีขาว : อุดมด้วยสารแอลลิซิน ช่วยรักษาระดับคอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและโรคมะเร็งบางชนิด และยังมีวิตามินซี สารเบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันหวัด
- ผักกลุ่มสีขาว : หัวหอม ขิง ผักกาดขาว ดอกแค ถั่วงอก มะละกอดิบ กระเทียม เห็ดสีขาว กะหล่ำดอก มะเขือเปราะ
- ผลไม้กลุ่มสีขาว : ฝรั่ง เงาะ ลิ้นจี่ กระท้อน มังคุด น้อยหน่า พุทรา แก้วมังกร
สีเขียว : มีสารคลอโรฟีลล์ที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีสารลูเทอินและสารอินโดลสที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตา ฟนและกระดูกให้แข็งแรง
- ผักกลุ่มสีเขียว : แตงกวา บร็อคโคลี่ คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักขม มะระ ป๋วยเล้ง กวางตุ้ง ต้นหอม
- ผลไม้กลุ่มสีเขียว : มะนาว กีวี ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปลเขียว องุ่นเขียว มะมวง
 
นอก จากคุณแม่จะต้องกินอาหารให้ ครบ 5 หมู่ในแต่ละวันแล้ว ก็อย่าลืมกินผักและผลไม้ให้ครบ 5 สีนะคะ อย่างเมนูง่ายๆ เช่น สลัดผัก-ผลไม้ 5 สี ยำหรือส้มตำผัก-ผลไม้ 5 สี ทั้งอิ่มอร่อยและได้สุขภาพดีด้วยค่ะ
สีส้ม-สีเหลือง : อุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีน แคโรทีนอยด ไบโอฟลาโวนอยด์และวิตามินซี ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระตัวก่อมะเร็ง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวล บำรุงสายตา และช่วยลดระดับคอเรสเตอรอลในเลือด
- ผักกลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : แครอท ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง พริกเหลือง มันฝรั่ง
- ผลไม้กลุ่มสีส้ม-สีเหลือง : ส้ม สับปะรด มะละกอสุก มะม่วงสุก กล้วยสุก ขนุน แคนตาลูป แตงโมเหลือง
 
สีแดง : มีสารไลโคปิน เบต้าไซซินและแอนโทไซยานิน ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันภาวะความจำเสื่อม ป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินปสสาวะ และลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
- ผักกลุ่มสีแดง : พริกแดง หอมใหญ่แดง มันฝรั่งแดง ผักโขมแดง บีทรูท
- ผลไม้กลุ่มสีแดง : มะเขือเทศ แตงโม ทับทิม แอบเปิ้ล เชอรี่ สตรอเบอรี่ องุ่นแดง แกวมังกรเนื้อแดง
 

 

 

 

เรื่องสกปรกของนิ้วมือเด็ก

   การดูดนิ้วมือของเด็ก แม้จะเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของเด็กเอง แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยไปนะคะ คุณแม่ควรมีการปรับลดปัญหานี้ให้หมดไป
*   ใช้ของเล่นที่ใช้มือเล่นเป็นหลัก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้ลูกลืมการดูดนิ้วมือ
*   คุณแม่ต้องหมั่นดึงนิ้วมือออกจากปากของลูก เวลาที่เห็นเขาเริ่มที่จะเอานิ้วเข้าปากอีก และให้เขาหันมาเล่นของเล่นอื่นแทน
*   ไม่ ควรใช้วิธีป้ายยาขมที่นิ้ว หรือติดพลาสเตอร์พันนิ้วมือลูก เพราะนั่นเหมือนเป็นการลงโทษ ปิดกั้นลูกไม่ให้ระบายออก อาจทำให้ลูกเกิดความเครียดขึ้นอีก จะทำให้เลิกดูดนิ้วยากขึ้น
*   หา กิจกรรมให้ลูกทำก่อนเข้านอน เช่น การเล่านิทาน การพูดคุยกันในระหว่างวัน ร้องเพลงกล่อม เพื่อให้ลูกหลับง่ายขึ้นโดยไม่ต้องดูดนิ้วเพื่อกล่อมตัวเอง
*   ช่วงกลางวันให้ลูกได้มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ออกกำลังกายตามสมควร ส่งผลให้หลับง่ายขึ้นในช่วงกลางคืน
*   อย่า ใช้วิธีบังคับ ดุด่าหรือตีมือเพื่อให้เลิกดูดนิ้ว เพราะวิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังจะทำให้เกิดความกลัว และความกลัวนั่นแหละค่ะ คือที่มาอย่างหนึ่งของการดูดนิ้ว
*   คุณแม่ควรชักชวนด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ให้กำลังใจ หรือให้ของขวัญเวลาที่ลูกทำดีด้วยการไม่เอานิ้วเข้าปากค่ะ


เด็กเล็กมักจะดูดนิ้วมือเพื่อความพึงพอใจในตัวเอง ต้องการกล่อมตัวเองในขณะที่กำลังจะหลับ หรือเพราะขาดความมั่นใจ ขาดความ
อบอุ่นจากพ่อแม่ จึงหาทางออกด้วยการดูดนิ้วเพื่อปลดปล่อยความกลัวเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการระบายความเครียดเบื้องต้นของตัวเด็กเอง
เมื่อมีพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์มากขึ้น ก็สามารถหาทางออกเพื่อระบายความเครียดของตัวเองโดยวิธีอื่นแทนการดูดนิ้ว เช่น
เด็กที่ดูดนิ้วเพราะความหิว เมื่อโตขึ้นก็สามารถบอกได้ว่าหิว หรือหยิบของกินเองได้
ฉะนั้น ถ้าคุณแม่ก็สามารถสังเกตได้ว่า ลูกดูดนิ้วเพราะความหิว ความเหนื่อยหรือความกลัว ควรรีบแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ไปค่ะ
โดยปกติเด็กที่ดูดนิ้วมือมักจะเลิกเองโดยธรรมชาติเช่นกันค่ะ โดยไม่มีระยะเวลากำหนดที่แน่นอน แต่โดยทั่วไปไม่น่าเกิน 4-5 ปี แต่ถ้า
นานกว่านั้นแล้วเด็กยังไม่เลิกดูดนิ้ว อาจส่งผลเสียต่อฟันแท้ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ค่ะ


ช่วงที่ฟันน้ำนมของเด็กกำลังงอกผ่านเหงือกออกมา ช่วงนี้เด็กจะคันเหงือกบ่อยค่ะ  เป็นเหตุให้เด็กชอบเอานิ้วเข้าปากเด็กจะดูดนิ้วในช่วง
นี้เพื่อขจัดความคันที่เกิดขึ้นค่ะ
การดูดนิ้วมือของเด็กแต่ละคนมีผลต่อเหงือกและฟันต่างกันนะคะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของการดูด เด็กบางคนนำนิ้วเข้าปากเฉยๆ
โดย ที่ไม่ได้ดูดจะไม่มีผลต่อฟันมากแต่เด็กที่ดูดนิ้วแรงๆ และบ่อยครั้งจะมีผลต่อฟันแท้ที่จะเกิด คุณแม่อาจจะสังเกตการดูดนิ้วหรืออมนิ้วของลูกด้วยนะคะ
ผลแทรกซ้อนของเด็กที่ชอบอมหรือดูดนิ้วมือ จะทำให้เกิดปัญหาของกรามกับฟัน หรือการเรียงตัวของฟัน เช่น ฟันบนอาจยุบเข้าไป ฟัน
ล่างจะโย้ออกมาข้างหน้า และที่สำคัญที่สุดจะเกิดปัญหา เมื่อเด็กยังดูดหรืออมนิ้วมืออยู่ช่วงที่ฟันแท้กำลังจะเริ่มงอกออกมาก็คือช่วงอายุ 5-6 ปี จึงจำเป็นมาก ที่จะห้ามไม่ให้เด็กดูดนิ้วตั้งแต่ก่อนอายุนี้เป็นต้นไป

 


 

ลูกไม่สบายทำอย่างไร

ระวังความปลอดภัยถ้าถึงวัยหัดคลาน หัดเดิน ลูกจะ ไม่ยอมอยู่นิ่ง ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าบริเวณพื้นที่ที่ลูกคืบคลานไปไม่มี สิ่งแหลมคมที่จะ บาด ข่วนหรือทำอันตรายลูกได้ เช่น เข็มหรือดินสอปลายแหลม เป็นต้น

ดร. แครอล เฟรย์ ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ โรงพยาบาลแมนฮัดตันบีช แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ช่วง 1 ปีควรปล่อยให้ลูก  เดินเท้าเปล่า เพราะจะช่วยทำให้สามารถพัฒนาทักษะการทรงตัว พัฒนากล้ามเนื้อเท้า ได้เรียนรู้การใช้เท้าและนิ้วเท้าเหยียบพื้น ทำให้ก้าวเดินไปรอบๆ ได้ง่ายและมั่นคงขึ้น นอกจากนี้เท้ายังเคลื่อนไหวได้อิสระ ได้สัมผัสพื้นที่แตกต่าง และเท้ายังได้พัฒนาเต็มที่ ไม่ถูก สกัดกั้นการเติบโตด้วยรองเท้า จนมีโอกาสเสียรูป
เมือง ไทยอากาศไม่ หนาวเย็นจัด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใส่ชุด ติดกัน โดยเฉพาะชุดที่มีถุงเท้าอยู่ด้วย การปล่อยให้เท้าเปล่า ได้สัมผัสพื้นผิวต่างๆ จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อได้ ดีกว่าที่ปลายเท้าถูกหุ้มจนมิดชิด ไว้ถึงหน้าหนาวเมื่อไหร่ค่อยให้ลูกสวมชุดติดกันนะคะ
นวดกระตุ้น ใช้นิ้วโป้งทั้ง 2 ข้างของคุณแม่นวดคลึงเบาๆ จากฝ่าเท้าไล่ไปปลายนิ้วเท้า จากหลังเท้าไปที่ปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส เสริมความแข็งแรงให้เท้าลูกได้
ความสะอาด ทั้งเท้าลูกและถุงเท้า เมื่ออาบน้ำเช็ดตัวให้เช็ดเท้าลูกจนแห้ง เปลี่ยนถุงเท้าคู่ใหม่ให้ลูกทุกครั้งแม้จะไม่ได้สัมผัสสิ่งสกปรกใดๆ
หมั่นตัดเล็บให้สั้น ปกติเล็บเท้าจะยาวช้ากว่าเล็บมือ จึงไม่ต้องตัดกันบ่อย ตัดเพียงเดือนละ 1-2 ครั้ง ตัดให้เป็นแนวตรง ไม่โค้งตามรูปของเล็บ เพื่อป้องกัน ขอบข้างของเล็บยาวออกมาดันจนเข้าเนื้อ ถ้าลูกยุกยิกไม่อยู่นิ่ง ควรแอบตัดตอนหลับ ถ้าไม่ยุกยิกให้ตัดหลังอาบน้ำ เพราะเล็บจะนิ่ม ตัดง่ายกว่าปกติ กรรไกรตัดเล็บต้องเป็นของเด็กอ่อนที่มีขอบกลมมน ใบมีดสั้น จะได้ไม่เผลอตัดโดนเนื้ออ่อนๆ ของลูก
นอนได้อิสระ เวลานอนควรให้อิสระกับเท้าได้มีโอกาสขยับแข้งขาบ้าง อย่าเอาผ้าห่มรัดลูกแน่น ไม่ควรห่อตัวลูกแน่นเกินไป ผ้าห่มของลูกควร
 
เลือกขนาดพอดี ไม่ใหญ่ ไม่หนา ไม่หนักเกินไป และไม่มีชายยาวรุ่มร่ามเลือกเสื้อผ้าให้ดี ถ้าจะเลือกเสื้อผ้าแบบชุดติดกันให้ลูกใส่ ต้องเลือกที่ช่วงความยาวของขาไม่ยาวเกินเท้าลูก เหลือที่ไว้ให้เท้าเคลื่อนไหวไปมา ไม่ควรเลือกชุดที่เล็กหรือพอดีเกินไป เพราะนอกจากไม่มีที่ว่างให้เท้าแล้ว ยังอาจทำให้การเจริญเติบโตของเท้าผิดรูปได้
 


เลือกกินเพื่อลูก

กะหล่ำปลี : มีให้รับประทานตลอดปี อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากฮอร์โมนได้ในระดับหนึ่ง เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ใบสีเขียวของกะหล่ำปลียังมีวิตามินเค เบตาแคโรทีน โฟเลต และวิตามินบี 2 อีกด้วย แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไปจะทําให้ท้องอืดและอาจมีผลทําให้ขาดธาตุ ไอโอดีนด้วย

ผักบํารุงผิว-เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
นอกเหนือจากการกินผักฤดูหนาวที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายของคุณแม่ท้องแล้ว ยังมีผักที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบํารุงผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงฤดู หนาวด้วย

ขิง : รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังช่วยขับลม ย่อยอาหารและแก้ท้องอืดอีกด้วย

มะนาว : น้ำมะนาวช่วยย่อยอาหารและเสริมกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มเป็นประจําจะช่วยป้องกันการแท้ง ส่วนเปลือกมะนาวเป็นยาขับลม และน้ำมันที่ผิวของมะนาวยังช่วยบํารุงผิวพรรณได้ โดยผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ผิวแห้งจะช่วยให้ผิวชุ่ม ชื่นขึ้น ลดอาการคันและอักเสบ

อากาศที่เย็นลงอาจทําให้คุณแม่เป็นหวัด ผิวแห้ง และปวดตามเนื้อตัวได้ง่าย คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งการเลือกกินผักในช่วงฤดูหนาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยและยังช่วยบํารุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นได้ด้วยค่ะ

เลือกกินผักฤดูหนาว
การเลือกกินผักตามฤดูกาล นอกเหนือจากหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกแล้ว ยังได้รับ สารอาหารมากกว่าด้วย เพราะผักบางชนิดหากซื้อนอกฤดูกาลอาจมีสารพิษทางการเกษตรมากกว่าปกติ เนื่องจากผักมักจะอ่อนแอและเป็นโรคง่ายทําให้ต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติ

ผักที่คุณแม่สามารถหาซื้อได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว มีดังนี้

ผักปวยเล้ง : (คนไทยมักเรียก ‘ผักโขม’) เป็นผักที่อุดมด้วยสารแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง ช่วยบํารุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งยังมีสารโฟเลต และธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเลือดจางและอาการท้องผูกด้วย แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกิน

บร็อคโคลี : มีวิตามินซีสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน โฟเลต เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ปวดตามข้อ หากนําบร็อคโคลีไปปรุงอาหารด้วยการต้มจะทําให้วิตามินซีในผักลดลงเกือบครึ่ง ใช้วิธีนึ่งพอสุกหรือผัดจะดีกว่า

 

ขมิ้น : เป็นส่วนผสมอยู่ในผงกะหรี่ ช่วยแก้อาการท้องอืด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยสมานแผล ลดอาการคันและผดผื่นตามผิวหนังได้ โดยนําขมิ้นสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นํามาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

เลี้ยงลูกให้สมองดี

กระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยเมื่อไรดี เซลล์ สมองเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จะสร้างและเพิ่มทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเรื่อยไปจนกระทั้งคลอดออกมา และในช่วงวัยขวบปีแรกนั้นก็เป็นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยค่ะ
กระตุ้นพัฒนาการสมองทำได้อย่างไร
1. เลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น  สิ่ง กระตุ้นพัฒนาการสมองที่ดีที่สุดของลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด คือ ประสบการณ์ความรักจากพ่อและแม่ ทั้งการมองหน้าสบสายตา เห่กล่อมโอบกอดรัดด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น นอกจากจะเชื่อมความผูกพันระหว่างกันแล้ว ลูกยังเรียนรู้ว่าตัวเองสำคัญ มีคุณค่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของสมองของลูกให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ เพิ่มขึ้น
2. หมั่นพูดคุยกับลูก หมั่น พูดคุยกับลูกในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น ตอนอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม การโต้ตอบแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ส่งผลต่อทักษะการใช้ภาษาและเพิ่มพูนความผูกพันได้อีกด้วย
3. พัฒนาสมองลูกด้วยนิทาน ถึง เวลานอนก็ยังพัฒนาสมองลูกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาในเด็กเล็ก และเตรียมพร้อมเรื่องภาษาและสำเนียงการพูดต่อไปในอนาคต แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ลูกหลับฝันดี ซึ่งการที่ลูกได้หลับเต็มที่ยังช่วยให้สมองทำงานได้ดี เกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมอง ส่งผลให้ลูกฉลาดเรียนรู้ได้ดีอีกด้วย
4. สมาธิก็สำคัญ  แรกเกิดก็มีสมาธิได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง เวลาเด็กนิ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจะเกิดคลื่นสมองอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัลฟา (Alpha) ทำให้สมองรับและเก็บข้อมูลในเรื่องที่สนใจได้ดี โดยในเด็กอ่อน คุณแม่สามารถสร้างสมาธิได้ด้วยการอุ้มลูกแนบอกขณะให้นม พูดคุย มองหน้า และสบตาให้ลูกได้จดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้ค่ะ
5. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสมอง  ลูก จะเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะที่มีสมาธิ ดังนั้นจัดมุมหนึ่งในบ้านให้มีของเล่นเสริมสมาธิ เช่น บล็อกไม้ จิ๊กซอ ไม่ควรหาของเล่นให้ลูกหลายชิ้น เพราะลูกจะสับสนขาดสมาธิ
6. กิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ควร พาลูกน้อยทำกิจวัตรต่างๆ ให้เป็นเวลาประจำสม่ำเสมอ ให้ลูกสามารถคาดการณ์ได้นั้น มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่มีสมาธิที่ดี เนื่องจากลูกจะรู้สึกมั่นคงและสบายใจกับสิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้ว่าในแต่ละวันฃจะต้องทำอะไรบ้าง
7. ดนตรีคลาสสิค  การ ฟังเพลงคลาสสิกในช่วงปีแรกของชีวิตมีผลเชิงบวกต่อระบบประสาท งานวิจัยหลายๆ ชิ้น แสดงให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิคเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ สามารถทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการที่ลูกรู้จักเสียงดนตรีนั้น ยังเป็นการสร้างความรู้สึกทางด้านอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
8. ปกป้องลูกน้อยจากอารมณ์ตึงเครียด ความ เครียดจะชะลอการพัฒนาสมองของลูกได้ ซึ่งความเครียดในเด็กทารกนั้นเกิดจากการที่รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย หรือถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นควรตอบสนองความต้องการของลูกและให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอ
9. สิ่งแวดล้อมที่ดี สถาน ที่ที่ดีต้องเป็นสถานที่ๆ เป็นมิตรกับเด็ก มีอุปกรณ์และของเล่นให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะ มีการจัดสถานที่เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนว่าส่วนไหนทำอะไร ของเล่นควรจัดให้เป็นระเบียบ เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็มีการรับรู้ทางสมองแล้ว สามารถรับข้อมูลได้และต้องการข้อมูลป้อนเข้าสมองอย่างมาก การให้ลูกได้ยินเสียง ได้เห็นภาพ ได้เห็นการเคลื่อนไหว ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมตามวัยจะช่วยพัฒนาสมองให้มีการทำงานที่มี ประสิทธิภาพค่ะ
10. เปิดโอกาสให้ลูกเห็นโลกกว้าง ที่ นอนหรือเปลของลูกนั้นควรเป็นเปลที่โล่งเพื่อลูกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ ไม่ควรเป็นเปลที่ปิดรอบด้านที่ลูกไม่สามารถมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจะช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองของลูกในช่วงนี้ได้อย่างดีที่สุด

11. ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ  เลือกของเล่นให้เหมาะกับพัฒนาการแต่ละช่วงเดือน โดยเน้นของเล่นที่เสริมทักษะและสร้างความสุข สนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้  วัย 0-3 เดือน เช่น กล่องดนตรี, กระจกชนิดไม่แตกใช้ติดที่เตียงไว้ให้ลูกมองหน้าตัวเอง, โมบายสีสดใส วัย 3-5 เดือน เช่น ของเล่นเขย่า หรือตุ๊กตายางบีบมีเสียง วัย 6-9 เดือน เช่น หนังสือ , บล็อกตัวต่อนิ่มๆ, ลูกบอลเล็กๆ สำหรับโยนและคลานตามได้ และวัย 9-12 เดือน เช่น ที่หัดเดิน, ม้าโยก, ของเล่นไขลาน, กระป๋องตักทราย เป็นต้น
12.เลือกคนดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูง พี่ เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีคุณสมบัติ รักเด็ก, ยิ้มง่าย, ใจดี, มีความรับผิดชอบต่อเด็ก และควรมี IQ พอสมควร ซึ่งบุคลิกและอารมณ์ของพี่เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นสมองและ การเรียนรู้ของลูกน้อย

Tip  สารอาหารบำรุงสมองลูกน้อย
การ ที่สมองจะทำงานได้จำเป็นต้องมีพลังงานที่ได้จากอาหารที่สำคัญสำหรับ สมองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเด็กแรกเกิดอาหารที่ดีที่สุดก็คือน้ำนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้วควรให้อาหารเสริมที่อุดมด้วยสารอาหารทั้ง 9 ต่อไปนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดไขมัน กรดไลโนเลอิก วิตามินต่างๆ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสีและทอรีน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสารอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย

การสอนลูกใช้ผ้าอนามัย

ผ้าอนามัยแบบสอดซึ่ง มีลักษณะเป็นแท่งก็ไม่เหมาะกับเด็กสาวๆ แต่อาจเหมาะกับคนเคยมีเพศสัมพันธ์ เพราะช่องคลอดเราอยู่ดีๆ แล้วเอาไอ้สิ่งนี้เข้าไปขยายมันออก เพื่ออะไร จริงอยู่เวลาเข้าไปเป็นแท่งเล็กๆ แต่พอเอาออกมากลับกลายเป็นแท่งใหญ่แล้วนะ เพราะมันไปซับน้ำเลือดเต็มที่ อีกอย่างคือการสอดใส่เข้าไปไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ สำหรับเด็กที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อพรหมจารีย์เสียเปล่าๆ

ความเสี่ยงก็สูงด้วย เพราะเคยมีผู้หญิงในต่างประเทศใช้ผ้าอนามัยชนิดนี้แล้วลืมเอาออกจนเกิดการติดเชื้อ ถึงตายในที่สุด

“สิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องที่ คุณแม่ต้องบอกลูกนะคะ รวมถึงเรื่องการดูแล ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วย เพราะถ้าเขาไม่รู้วิธีที่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดอาการต่างๆ ตามมาได้”

“แรกๆ ยังไม่รู้สาเหตุ ก็งงๆ นะ พอเขาบอกว่ามีอาการคันที่ปากช่องคลอด ซึ่งคืออาการของการเป็นเชื้อรา เราก็เอ๊…ทำไมเด็กสาวๆ ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนถึงได้เป็นเชื้อรากันเยอะ เพราะทั้งจากการถามและการตรวจเขายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์แน่นอน

“จนพบหลายๆ คนเข้า จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นเพราะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางวันละผืน ตรงนั้นมันก็อบ ซึ่งความจริงถ้าใส่กางเกงในที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายมันก็อบอยู่แล้ว แล้วยังเอาพลาสติกไปทับไว้บนกางเกงในอีก

“ปกติผู้หญิงเรามักมีสิ่งขับออกมาเปื้อนกางเกงนิดๆ เด็กๆ ขี้เกียจซักกางเกงใน ก็จะชอบใช้ผ้าอนามัยชนิดบางแทน เลยทำให้เป็นเชื้อรา เกิดอาการคันที่ปากช่องคลอด แล้วก็มีตกขาวเยอะ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่น่าจะเกิด แต่เพราะความไม่รู้ แล้วก็ไม่มีใครบอกจนมาถึงหมอนี่แหละ

แต่พอเวลามีรอบเดือนจริงๆ ก็ใช้ผ้าอนามัยไม่ถูกอีก บางคนขี้รำคาญ เปลี่ยนบ่อยเกินไป ในขณะบางคนไม่เปลี่ยนเลยทั้งวัน ก็ไม่ไหว เพราะเลือดเป็นสารอาหารที่ดีของแบคทีเรีย ถ้ามันหมักหมมนานๆ ก็ทำให้มีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนผ้าอนามัยตามความเหมาะสม คือ อย่าให้นานเกินไปหรือบ่อยเกินไป

 

น้ำ+สบู่ธรรมดา=สะอาดพอเพียง
การทำความสะอาดจุดนั้นของผู้ หญิงเรานั้น เพียงแค่ใช้น้ำเปล่า และฟอกสบู่เหมือนส่วนอื่นๆ ตามปกติก็เพียงพอแล้ว ยิ่งเด็กๆ วัยแรกสาวที่ยังไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ยิ่งไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์และไม่ เคยมีการคลอด ช่องคลอดจะปิดมิดชิด โอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ จะเข้าไปยากมาก เพราะฉะนั้นล้างแค่ภายนอกพอ ไม่ต้องเข้าไปถึงข้างใน เนื่องจากระบบร่างกายเราจะทำความสะอาดเองโดยธรรมชาติ เพราะมันมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดความสมดุลของภาวะกรดด่างในช่องคลอดซึ่ง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ยากอยู่แล้ว” คุณหมอกล่าว

การใช้สบู่เฉพาะ ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่สกัดจากสารเคมี อาจทำให้เกิดความระคายเคือง และทำให้มีตกขาวมากขึ้น เพราะมันไปสร้างความระคายและนำเอาเชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอด

อย่างที่มีโฆษณาน้ำยาล้างที่ ทำให้มีกลิ่นหอมก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะตรงส่วนนี้ของเราไม่ได้สกปรกอะไรหนักหนา ความจริงน้ำยาพวกนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพราะคนบ้านเขาไม่ค่อยอาบน้ำ อาทิตย์หนึ่งอาบน้ำทีหนึ่ง อวัยวะเพศก็อบ ทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ พอจะมีเพศสัมพันธ์ก็มีกลิ่น เลยต้องใช้น้ำยาทำให้หอม

“อย่างเราอาบน้ำวันละสองหนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เลย การโฆษณาทำให้เกิดการเข้าใจผิดเพราะตรงส่วนนี้ไม่ต้องใช้การดูแลขนาดนั้น”

เพียงแค่ชำระล้างให้สะอาด และเช็ดให้แห้งอยู่เสมอเท่านั้นละค่ะ แต่ไม่ต้องถึงขนาดทาด้วยแป้งฝุ่น เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความอบมากขึ้น และตอนนี้ก็มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า การทาแป้งที่อวัยวะเพศทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่

ที่ไม่ควรมองข้ามอีกอย่าง หนึ่งคือ การเลือกใช้กางเกงในควรเป็นผ้าฝ้ายจะดีที่สุด เพราะไม่ก่อให้เกิดความอับชื้น ซึ่งจะก่อให้เกิดเชื้อรา และอาการตกขาวตามมา

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ใส่กางเกงในนอนในเวลากลางคืนได้จะดีที่สุด เพราะตรงนั้นของคุณผู้หญิงจะได้แห้งๆ โดยไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นไว้บ้าง

สำคัญคือวิธีทำความสะอาด
สิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ วิธีการล้างและเช็ดก้นให้สะอาดหลังอุจจาระเสร็จ เพราะมันมีผลมาถึงช่องคลอดค่ะ

“อยากให้เด็กผู้หญิงทุกคนมี ความเข้าใจว่า ช่องคลอดมันอยู่ข้างหน้าต่อกับทวารหนักซึ่งอยู่ข้างหลัง ฉะนั้นเวลาอุจจาระแล้วต้องการเช็ดก้น ควรจะเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพราะถ้าเช็ดมาข้างหน้าอุจจาระจะมาป้ายแถวช่องคลอด ทำให้แบคทีเรียมาสะสม และเกิดการอักเสบที่ปากช่องคลอด หรืออาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น ผลก็คือจะทำให้เกิดอาการตกขาว หรือเป็นสีเหลือง มีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ตรงนี้จึงเป็นเรื่อง ที่ต้องพิถีพิถันและต้องฝึก ควรเริ่มตั้งแต่เด็กเริ่มดูแลตัวเองได้จะดีที่สุด เพราะมันไม่ใช่วิธีที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติซึ่งคนมักถนัดล้างจากข้างหน้า ไปข้างหลัง

“โดยเฉพาะจะสำคัญมากสำหรับผู้หญิง เพราะมีผลสืบเนื่องไปจนถึงวัยแต่งงาน มีลูก เนื่องจากเวลาคลอดทางช่องคลอดจะต้องมีแผลฝีเย็บ การเช็ดผิดวิธีจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หมอก็ต้องมานั่งสอน ซึ่งเป็นเรื่องลำบากนิดหนึ่งเพราะช้าไป จริงๆ มันน่าจะเป็นบทเรียนในชั้นเรียนให้เด็กได้รู้ด้วยซ้ำ”

 

สอนลูกวาดเขียน

พ่อแม่จะส่งเสริมอย่างไร
เวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ลองให้เขาเขียนออกมาเป็นภาพการ์ตูน เพื่อเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง โดยจัดพื้นที่หรือบริเวณในบ้านให้เป็นมุมเขียนการ์ตูน เตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ อ้อ! กระดาษในที่นี้ แนะนำให้ใช้สมุดวาดเขียนเป็นเล่มๆ นะคะ ผลงานจะได้ไม่กระจัดกระจาย สามารถเก็บไว้อวดได้ และที่สำคัญ เขาจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง รวมทั้งให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ในการที่จะได้ฝึกทักษะ ใช้ความคิดและจินตนาการ อย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษจนหมดแรง

สำหรับ พ่อแม่เอาใจใส่กับผลงานแล้วให้ความเห็นตามสมควรค่ะ อย่าติจนท้อแท้ หรือชมจนเกินจริง ที่สำคัญอย่าตั้งความคาดหวังไว้ที่ลูกมากเกินไป จะทำให้เขาเกร็งจนหมดสนุก

เด็กแต่ละคนมีสไตล์การใช้เส้นที่ไม่เหมือนกัน เด็กที่วาดโดราเอมอนได้สวย อาจจะวาดเซเลอร์มูนไม่ได้เลย ตามขั้นตอน โดยมีนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคอยเสริมจุดเด่น และลบข้อบกพร่อง จะทำให้เขาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการที่ได้รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียง กัน ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาฝีมือ และสร้างสังคมได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ของการวาดการ์ตูน

      • เสริมจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะโดยธรรมชาติของการ์ตูนไม่ยึดติดกับความสมจริง แต่เกิดจากการนำความรู้สึก และเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาขยายให้ดูเหนือจริง ผิดธรรมชาติ เด็กๆ จะสนุกกับการคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกังวลว่าถูกหรือผิด เพราะสำหรับการ์ตูน ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวค่ะ
      • สร้างเสริมทักษะทางศิลปะ การเรียนวาดการ์ตูนก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเรื่องเส้น สี แสง เงา และมิติต่างๆ อันจะเป็นการเปิดประตูสู่แขนงศิลปะอื่น ๆ ได้ในอนาคต
      • พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้น เพราะการ์ตูนต้องมีการวางโครงเรื่อง สร้างตัวละคร และรายละเอียดของแต่ละตอน ก่อนจะนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน
      • ช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้น เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ มีความเป็นสากลที่สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ที่วาดการ์ตูนเป็น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เช่น วาดภาพประกอบรายงาน จัดบอร์ดนิทรรศการได้ด้วย
      • เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี และมีความอ่อนโยนในจิต ใจอันเกิดขึ้นจากการได้ทำงานที่รัก และยังสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้วย สอนอะไร

พื้นฐานโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่การเขียนลายเส้น รูปทรง การใช้แสงเงาทำภาพให้มีมิติ การใช้สี และการเขียนรูปตามจินตนาการหรือเรื่องเล่า ส่วนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป ก็จะเน้นการเขียนบท วางโครงเรื่อง ออกแบบตัวละคร ไปจนถึงการสร้างบทสนทนา

จะกระซิบบอกให้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นจ้าวยุทธจักร เขาเรียนกันลึกซึ้งถึงขั้นทำเป็นกราฟเลยนะคะ ระหว่างแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนหน้า กับแกนตั้งซึ่งเป็นอารมณ์ จริงจังกัน แบบนี้เชียวล่ะ

คุณสมบัติของเด็ก
พรสวรรค์ที่หลายคนถามถึง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ เปลี่ยนชื่อใหม่จากนางสาวพรสวรรค์ เป็นนายทักษะจะเข้าท่ากว่า ใครที่มีอยู่น้อย ก็อาจจะใช้เวลามากสักหน่อยในการฝึกฝน ขอแค่ใจรักเท่านั้น อะไรๆ ก็ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็กช่างคิด ช่างสังเกต และมีจินตนาการจะได้เปรียบ

เรื่องวัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การวาดเส้น สัก 5 ขวบก็พอไปได้ เพราะพื้นฐานของเด็กทุกคน ชอบขีดเขียนรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นวางโครงเรื่อง ระยะภาพ รอให้โตสักหน่อย ประมาณ 9 ขวบขึ้นไปจะทำได้ดีขึ้น เพราะสมาธิจะยาว และความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อก็จะมากกว่าเด็กเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กเป็นพื้นฐาน เพราะลองว่าไม่ชอบเสียแล้ว จะรอให้ถึงกี่ขวบก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ