ทำอย่างไรเมื่อลูกเป็นสาว

เมื่อลูกถามคำถาม เราน่าจะตีความให้กว้างออกไป เพราะคำถามของลูกอาจจะกำกวม ไม่กล้าถามเรื่องเพศหรือความเปลี่ยนแปลงตรงๆ เราอาจถามนำเขาก็ได้ว่า “อยากรู้เรื่องอะไรอีกไหม” ลูกอาจถามคำถามเดียว แล้วเราก็ถือโอกาสอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องอื่นที่เขาควรรู้สอดแทรกลงไปด้วย ก็ได้ค่ะ
เวลาอธิบายให้ลูกฟัง แล้วลูกพูดว่า “รู้หมดทุกอย่างแล้วล่ะแม่” หรือ “แหยะ.. ไม่เห็นจะน่ารู้เลย” อย่าเพิ่งหยุดให้ความรู้กับเขานะคะ บางทีเขาอาจแกล้งทำเป็นไม่สนใจ เพราะอาย แต่จะจดจำทุกคำพูดของเราได้ดีทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าร่ายยาวกับเขาครั้งเดียวแล้วเลิก แต่ทยอยให้ความรู้เขาไปทีละเล็กละน้อยแทรกไปกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
แล้วถ้าลูกมาปรึกษากับเราด้วยความไว้วางใจ ช่วยเก็บเป็นความลับด้วย เรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับพ่อแม่อาจเป็นเรื่องน่าอายใหญ่โตสำหรับลูกก็ได้ หรือไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกจะเปิดใจคุยด้วย อย่าเผลอบอกคนอื่น หรือแค่แซวเล่นๆ ก็ไม่ได้ จะทำให้ลูกไม่ไว้ใจคุยกับเราอีกค่ะ

พ่อแม่เท่านั้นค่ะที่จะเป็นที่พึ่งให้ลูกได้ อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ความรู้สึกเด็กๆ นะคะ ไม่เช่นนั้นเราอาจหัวปั่นเพราะอาการ “ป่วน” อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของเจ้าฮอร์โมนของลูกวัยพรีทีน ทางที่ดีเมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยนี้ เราควรทำตัวเป็นทั้งแหล่งข้อมูลที่ให้ความรู้ เป็นเพื่อนรู้ใจที่ตอบข้อสงสัยของลูกได้ทุกเมื่อ
การปูพื้นให้ลูกรู้จักและเข้าใจตัวเขาเองเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เราสามารถให้ความรู้กับลูกมาเป็นระยะ ตามความเหมาะสมของวัยเขา พอราวๆ 8 – 10 ขวบ ลูกก็น่าจะได้รู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเขาบ้างแล้ว เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจว่า เวลาย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดบ้าง
เราอาจเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เช่น เพื่อนของลูกมีใครมีประจำเดือนแล้วบ้างไหม? หรือยกตัวอย่างเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ประสบการณ์ของเราในวัยเด็กของเราเอง ถ้าลูกไม่กล้าถามเพราะอายที่จะพูดเรื่องส่วนตัว เราเองเป็นคนเปิดประเด็นก่อนได้ เช่นถ้าบังเอิญไปเยี่ยมญาติที่เพิ่งเข้าสู่วัยรุ่น ก็ชวนลูกคุยเช่น
“เออ หวานเขาเป็นสาวแล้วนะปีนี้ เริ่มมีอกมีเอว ตอนแม่อายุเท่าหวานแม่ยังตัวเป็นกุ้งแห้งอยู่เลย” แล้วก็ชวนคุยให้ความรู้กับลูกต่อ

คุยกับลูกสาว

ทางด้านสรีระ ลูกสาววัยพรีทีนจะสูงแซงหน้าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันราวกับเป็นเด็กคนละรุ่น ทีเดียว ในวัย 12 โดยทั่วไปทรวดทรงของลูกสาวจะเริ่มเปลี่ยน เอวเริ่มคอด สะโพกเริ่มผาย หน้าอกเริ่มขยาย ขนอ่อนเริ่มขึ้นที่รักแร้และอวัยวะเพศ บางคนเริ่มมีประจำเดือน

 

“ในช่วงนี้ร่างกายของเราจึงต้องการอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ กินน้อยเป็นแมวดมไม่ได้แล้วนะ”
ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ยังทำให้อารมณ์ของสาวน้อยวัยนี้ขึ้นๆ ลงๆ ด้วย บางคราวคึกคักดี บางทีหงุดหงิดขี้น้อยใจ เจ็บคัดหน้าอก มีสิว และท้องผูก การกินผักผลไม้มากๆ และลดของหวานกับอาหารรสเค็มลง รวมทั้งการออกกำลังกาย จะช่วยให้อาการน่ารำคาญเหล่านี้ลดน้อยลง
“ประจำเดือนของแต่ละคนจะมาช้าเร็วไม่เท่ากัน เกณฑ์ปกติคือระหว่าง 10-15 ปี ลูกหายกังวลได้จ้ะเพราะลูกยังปกติดีอยู่ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วยังไม่มี แม่จะพาลูกไปปรึกษาคุณหมอ
“การมีประจำเดือนในช่วงเดือนแรกๆ ของหนู อาจมีน้อยบ้าง หรืออาจไม่มาทุกเดือน ขาดหายไปบ้าง ไม่ต้องกังวลนะ เพราะร่างกายของเรายังไม่สมบูรณ์ ไปสักระยะเข้าที่เข้าทางก็มาปกติสม่ำเสมอทุกเดือนไปเอง
“เรื่องสำคัญของผู้หญิงเราก็คือความสะอาดจ้ะ อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดแบบปกติก็พอแล้ว ไม่ต้องไปใช้น้ำยาดับกลิ่นหรอกลูก
“วันที่มีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะได้ไม่หมักหมมไง ใช้เสร็จต้องห่อกระดาษมิดชิดทิ้งในถังขยะ ถ้ากางเกงในเปื้อนใช้น้ำเย็นล้างออกก่อนแล้วค่อยซัก ถ้าเปื้อนผ้าปูที่นอนก็เปลี่ยนผ้าปู บอกแม่แม่จะหากะละมังแช่ผงซักฟอกให้ ของพวกนี้หนูต้องหัดซักเองแล้วนะ “
เมื่อแม่ของพราวสังเกตว่าลูกสาวเริ่มมีหน้าอก เธอจึงพาลูกไปเลือกซื้อบราด้วยกัน ชักชวนและชี้แนะการเลือกบราที่เหมาะกับวัยแรกรุ่น ทั้งขนาดที่พอเหมาะ แบบและเนื้อผ้าสวมใส่สบาย
เรื่องหน้าอกผ่านไปเรียบร้อยเรื่องนึงแล้ว มาถึงเรื่องประจำเดือนบ้าง น้องพราวถามแม่ว่า
“เป็นไปได้ไหมคะที่บางคนจะไม่มีประจำเดือน”
“เอ…แม่ไม่รู้สินะ แต่เท่าที่รู้ผู้หญิงเราต้องมีกันทุกคน หนูกังวลหรือลูก”
“ก็นิดหน่อยค่ะ เห็นเพื่อนๆ ในห้องหลายคนมีแล้วหนูสงสัยว่าตัวเองจะมีหรือเปล่า ไม่มีก็ดีค่ะ ไม่อยากเลือดออก”
“ประจำเดือนไม่ใช่เลือดออกอย่างที่หนูเข้าใจหรอกค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกเดือนเลือดหมดตัวแน่ แต่ละเดือนร่างกายเราจะสร้างเลือดพิเศษขึ้นมาเป็นส่วนของผนังบุมดลูกต่างหาก ล่ะจ๊ะ
แม่ต้องมองเรื่องนี้เป็นเหมือนเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องสอนให้ลูกรู้ ค่อยๆ พูดค่อยๆแทรกลงไปในการพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ทีละนิดทีละหน่อย อาจถามความเห็นลูกต่อเรื่องต่างๆ ลูกจะซึมซับไปได้ง่ายกว่าจับเขามาเข้าคอร์สอบรมยาวยืดค่ะ
ทัศนคติของพ่อแม่ที่มองเรื่องนี้ว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ลูกควรทำความเข้าใจ จะช่วยให้เขาผ่านพ้นวัยนี้ไปได้ด้วยดีค่ะ

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การ ส่งเสียงตะโกน แผดเสียง เพื่อแสดงอำนาจและหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูก อาจใช้ได้ผลในระยะแรก แต่พอนานไปผลเสียจะยิ่งมากขึ้นด้วย

  1. คุณพ่อคุณแม่จะเหนื่อยหงุดหงิดและหน้าเหี่ยวเอง
  2. เด็กกลัวคุณเฉพาะต่อหน้า แต่ลับหลังจะทำต่อ
  3. ซึมซับพฤติกรรมตะโกน โวยวายไปเรื่อยๆ และติดบุคลิกแบบนี้ไปจนโต
  4. น้องหนูจะตะโกนแข่งสวนกลับมา เพื่อให้คุณได้ยินในสิ่งที่เขาพูด และอาจส่งผลถึงการไม่ตั้งใจฟังผู้อื่นด้วย

หลายคนอาจคิดว่าการพูดเด็กวัยนี้ต้องเสียงดัง เพื่อแข่งกับเสียงเด็กๆ แต่ในมุมตรงข้าม การพูดด้วยน้ำเสียงปกติ มีโทนสูง โทนต่ำ และไม่ต้องตะโกน จะช่วยให้น้องหนูตั้งใจฟังคนอื่นและมีสมาธิมากขึ้น

ลองใช้เทคนิคเหล่านี้แทนการตะโกนดูนะคะ

  1. การปรับพฤติกรรมและฝึกวินัยเป็นเรื่อง ที่สัมพันธ์กับอายุของเด็กด้วย วัยอนุบาล 2 นี้จะเริ่มเข้าใจเหตุผลได้แล้วว่าทำไมคุณถึงไม่ให้ทำแบบนี้ แต่ควรให้เหตุผลที่สั้นและเข้าใจง่าย
  2. ทำ กฎ กติกา ให้เป็นเกม เพื่อเพิ่มความสนุก เช่น ใครเปิดหนังสือเบาที่สุด ใครเดินเบาที่สุด
  3. อย่าโต้เถียงหรือต่อรองกับบางเรื่องด้วยการแผดเสียงแข่งกัน แต่ให้เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตร แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ทำด้วยเช่นกัน อย่างการล้างมือก่อนกินข้าว
  4. บางเรื่องต้องใช้เวลา เพราะเป็นผลจากพัฒนาการทางกล้ามเนื้อบวกกับประสบการณ์ที่ทำจนเคยชิน เรื่องของการปรับพฤติกรรมก็เป็นความสามารถและพัฒนาการตามวัยบวกกับความสม่ำ เสมอด้วยเช่นกัน
  5. ย้ำบ่อยๆ เพื่อให้กลายเป็นนิสัย แต่ระวังอย่าให้ความบ่อยในการบอกกลายเป็นการบ่นไปนะคะ
  6. เปิดโอกาสให้ลูกได้ทำ เช่น คุณไม่อยากให้ลูกอาละวาดในงานปาร์ตี้ จึงไม่กล้าพาน้องหนูไปงานไหนอีกเลย หลังจากที่เพิ่งออกฤทธิ์ไป เด็กๆ คงไม่มีโอกาสแก้ตัวและปรับพฤติกรรมในการเข้าสังคมหรอกค่ะ

ลูกน้อยคนเก่ง

เด็กหมดไฟ(เรียนรู้) เป็นเพราะใคร

พ่อ แม่ยุคปัจจุบันอยากให้ลูกเก่ง ฉลาดด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา แต่กลับลืมให้ความสำคัญกับทักษะด้านอื่นๆ เช่น ด้านร่างกาย ดนตรี มนุษยสัมพันธ์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเด็กๆ รวมทั้งไม่ใส่ใจความรู้สึกของลูกที่มีต่อสิ่งที่ต้องทำหรือกำลังทำ อาทิ ความชอบ ความถนัด ความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มักใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ของตนเองเป็นเกณฑ์การ ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้ลูก และนั่นอาจไม่ใช่วิธีการตัดสินใจ ‘เลือก’ ที่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะคะ

โอกาสพิสูจน์ฝีมือ

กิจวัตรประจำวัน

เรื่อง พื้นฐานที่สุดที่ลูกควรจะทำได้ด้วยตนเอง หากลูกแสดงความเฉื่อยชาหรือโอ้เอ้ คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีวางเงื่อนไขกับเขา หรืออาจปล่อยให้เขาได้เรียนรู้ผลของการไม่รักษาเวลา เช่น ไปโรงเรียนสายจะถูกครูทำโทษ นอกจากนั้นแล้ว หากสิ่งใดที่เขาสามารถที่จะทำได้เองแต่ขี้เกียจทำ เช่น วานให้เราหยิบของให้ในขณะที่ตัวเองนั่งเล่นเกมอยู่ หรือลืมเอาของที่ต้องใช้ไปโรงเรียน ผู้ปกครองควรปล่อยให้เขาได้มีโอกาสที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเองซึ่ง จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุดค่ะ

ช่วยเหลืองานคุณพ่อคุณแม่

Do & Don’t พ่อแม่รังแกฉัน…

เนื่อง จากเด็กในวัยนี้มีร่างกายและสติปัญญาที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ทักษะและ กิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเคลื่อนไหวนิ้วมือได้อย่างว่องไว หรือแขนขาที่แข็งแรงและการประสานงานของมือและตาที่ดีกว่าในช่วงปฐมวัย ซึ่งโดยปกติเด็กแต่ละคนอาจมีความสามารถและความสนใจในด้านต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะเฝ้าสังเกตและหาโอกาสส่งเสริมทักษะ หรือกิจกรรมที่ลูกสนใจและทำได้ดี

 

หางานอดิเรกทำ

หลัง จากเด็กๆ เลิกเรียน งานอดิเรกของลูกก็มักจะจบลงที่การดูโทรทัศน์หรือเล่นเกม ซึ่งจะทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะออกไปแสวงหาความถนัดของตนเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรช่วยเหลือลูกให้เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น การเล่นดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือการพบปะกับเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเขา และยังจะช่วยพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ได้มากกว่าการดูโทรทัศน์อย่างแน่นอนเมื่อ ลูกอยากที่จะช่วยเหลืออะไรพ่อแม่ พ่อแม่มักจะบอกว่า “ไม่เป็นไรลูก หนูไปทำอย่างอื่นเถอะ พ่อแม่ทำเองได้” การปฏิเสธความช่วยเหลือของลูกนั้น อาจทำให้เขารู้สึกว่าเขานี่ช่างไร้ค่า หรือต่อให้ไม่มีเขาอยู่ พ่อแม่ก็อยู่กันเองได้ ในทางตรงกันข้ามหากคุณพ่อคุณแม่หัดที่จะทำตัวอ่อนแอลงบ้างและร้องขอความช่วย เหลือจากเขา (ไม่ใช่การสั่ง) เมื่อลูกได้มีโอกาสช่วยเหลือเรา นอกจากความภาคภูมิใจที่จะได้รับแล้ว เขาก็จะได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของเขาอีกด้วย

สิ่งที่ควร Do

1.สังเกตว่าลูกชอบอะไร การค้นหาว่าลูกมีพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษอะไรนั้นอาจสังเกตได้จากเวลา ที่ลูกให้ความสนใจในกิจกรรมอะไรบางอย่างและให้เวลากับเรื่องนั้นๆนานกว่า เรื่องอื่น นอกจากนั้นเราอาจจะพบว่าเขาเรียนรู้เรื่องนั้นได้ไวกว่าเรื่องอื่นๆและมี ความสุขกับมันอย่างมาก เชื่อได้เลยว่านั่นคือความถนัดของเขานั่นเอง

2.ให้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เนื่องจากการนั่งอยู่กับบ้านดูทีวีไปเรื่อยๆ คงยากที่จะหาเจอว่าลูกมีความสนใจในเรื่องอะไร ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสที่จะพาเด็กไปทดลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ค่ายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น การทดลองทำสิ่งๆต่างๆ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำในวัยนี้เพราะหากลูกเคยชินกับการอยู่ติดบ้าน เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่น รับประกันได้เลยว่าเขาจะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด และจะมีกิจกรรมโปรดคือการนั่งเล่นเกมกับอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน

3.พัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมาย หากการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นทำไปโดยไร้เป้าหมายและทิศทาง เช่น เมื่อเราเห็นว่าลูกมีพรสวรรค์ทางดนตรี การให้ลูกไปเรียนดนตรีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ นั้นคงจะไม่พอ เพราะวันหนึ่งลูกก็อาจเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “จะเล่นไปทำไม” และอาจพาลเลิกฝึกเอาดื้อๆ ได้ ดังนั้นเมื่อลูกกำลังสนใจอะไรสักอย่างการฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น พ่อแม่ควรหาโอกาสให้เขาได้นำความสามารถที่มีไปโชว์ อวด ประกวด หรือแข่งขัน เพื่อให้ลูกมีเป้าหมายและกระตือรือร้นที่จะฝึกซ้อม

สิ่งที่ควร Don’t

1.เลี้ยงลูกให้เป็นยอดมนุษย์ ถึงซุปเปอร์แมนจะมีความสามารถอันยอดเยี่ยมและเหนือมนุษย์ แต่ไม่เคยมีใครเคยถามซุปเปอร์แมนเลยว่า แต่ละวันที่เขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้คนนั้นเขาเครียดแค่ไหน ดังนั้นเด็กที่ต้องพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างมากในแต่ละวัน เช่น การเรียนพิเศษ จันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์เรียนเปียโน วันอาทิตย์เรียนว่ายน้ำ นั้นก็อาจจะเครียดไม่แพ้กัน และอาจส่งผลให้ลูกเกิดความสับสนได้ว่าตกลงตัวเองนั้นชอบ สนใจ หรือมีความถนัดในเรื่องใดกันแน่

ดัง นั้นผู้ปกครองควรที่จะ ‘เลือก’ ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ สนใจ และรักที่จะทำ เพื่อที่จะทำให้ลูกเกิดสิ่งที่หาได้ยากเหลือเกินในสังคมปัจจุบันนี้ นั่นคือ ‘ความสุข’

2.บังคับในสิ่งที่ลูกไม่ได้เป็น เพราะบางคนนั้นอาจไม่ได้เกิดมาเป็นนักวิชาการ บางคนมีความไม่ถนัดในการคำนวณ ดังนั้นหากคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาน้อยกว่าเพื่อน ในขณะที่เขาสามารถวาดรูปได้สวยงามอย่างน่ามหัศจรรย์ ผู้ปกครองควรชี้ให้ลูกเห็นว่าเขาอาจเหมาะที่จะเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็น นักบัญชี ซึ่งแน่นอนว่าหากผู้ปกครองยังคงคาดหวังให้ศิลปินน้อยคนนี้พยายามพัฒนาการ คำนวณของเขาเพื่อที่จะเป็นนักบัญชี (เพราะรายได้น่าจะเยอะกว่าและงานน่าจะมั่นคงกว่าศิลปิน) ผลลัพท์ที่ได้อาจคือความล้มเหลว

3.ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ เพราะความมั่นใจในตนเองนั้นเกิดจากการเอาชนะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ‘ด้วยตนเอง’ ดังนั้นผู้ปกครองควรหาโอกาสให้ลูกได้รู้จักที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาด้วยตัวเขาเอง เช่น การแก้ปัญหาเวลาที่เขาลืมเอาของบางอย่างไปโรงเรียน หรือ เวลาที่ลูกหาของไม่เจอเนื่องจากไม่ยอมเก็บให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

……………………………………………………………………………………………….

“ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ยังใช้ได้กับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ลองใจเย็นสักนิด และเชื่อมั่นว่าเด็กๆ เขาทำได้ ผิดถูกบ้างก็ถือว่าเรียนรู้กันไป เพราะพลังของเด็กๆ ก็มีทีเด็ดที่รอเวลาฉายแววความสามารถอยู่นะคะ

 

 

เลี้ยงลูกอย่างไรดี

เด็ก

ในทุกช่วงอายุมีข้อเสนอว่าควรพัฒนาเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงว่าเป็นส่วนที่เด็กไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตัวอย่างของการสำรวจ ในช่วงอายุ 1-5 ปีถามเรื่องความสามารถของเด็กที่จะรับรู้ถึงอารมณ์หรือความรู้สึกของคนอื่น กังวลสงสารเวลาเห็นคนเจ็บปวด อายุ 6-9 ปีถามเรื่องชอบช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน ไม่รังแกสัตว์ ในเด็กอายุ 10-14 ปีถามเรื่อง เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส หยิบเงินพ่อแม่หรือผู้อื่น หยิบของในร้านค้า และลอกข้อสอบถ้าจำเป็น ซึ่งพบว่าเด็กยอมรับการลอกข้อสอบเมื่อจำเป็นเพิ่มมากขึ้น

“ทำไมพ่อแม่ต้องสนใจที่จะสอนลูกเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ เป็นธรรมชาติของเด็กแต่ละคนที่จะมีคุณลักษณะนี้เองไหม ถ้าไม่สอนจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก สอนแค่เรื่องรู้จักตนเอง มีความสามารถในการดูแลตนเองไม่พอหรือ”

ถ้าพ่อแม่กำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง ลองมาตอบไปพร้อมกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และเมื่อทำการสำรวจครั้งต่อไปข้อมูลยังแสดงว่าเด็กไทยมีปัญหาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น

ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นความสามารถที่เด็กจะเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น รู้สึกได้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น และจะพัฒนาจนสามารถรู้ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และยอมรับความรู้สึกของคนอื่นที่อาจแตกต่างไปจากที่เราคิด เป็นความสามารถที่จะเข้าใจโลกในมุมของคนอื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ เด็กที่มีความสามารถเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเด็กที่มักประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่โรงเรียนและสามารถเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม พบว่าเด็กส่วนหนึ่งพัฒนาความเป็นผู้นำที่ดีจากความรู้สึกนี้ เด็กที่ขาดทักษะนี้จะพัฒนาเป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจกติกาทางสังคม ต่อต้าน สนใจแต่เรื่องของตนเอง ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้นี้ให้กับเด็ก ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่วัยทารกว่าเด็กมีการรับรู้และมีปฎิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกของบุคคลอื่น และเป็นความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าเกิดขึ้นเองจากปัจจัยภายในหรือลักษณะของตัวเด็ก พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สอนลูกให้เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ในขณะที่สถานการณ์ทางสังคมมุ่งไปที่การแข่งขัน ความสำเร็จเกิดจากความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้ชนะคนอื่น เด็กๆ เติบโตกับบรรยากาศที่สอนเรื่องตัวเอง และการเอาตัวรอด ยิ่งเปิดประเทศสู่สนามนานาชาติ ยิ่งต้องพัฒนาคุณสมบัติด้านศักยภาพมากขึ้น ความเก่งและความสำเร็จวัดกันที่ตัวบุคคล ผู้ใหญ่สร้างตัวแบบการสนใจนลตนเองและความสำเร็จของตัวเราที่ละเลยคนอื่น ละเลยธรรมชาติ เด็กที่เห็นต้นแบบเช่นนี้จะละเลยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยความก้าวร้าว เราอยากให้คนอื่นเห็นใจเรา เราก็ต้องสอนลูกให้รู้จักเห็นใจคนอื่น แม้ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่นจะเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก แต่พ่อแม่สามารถเริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่จะเข้าใจเห็นใจผู้อื่นได้กับลูกทุกวัยความเห็นใจผู้อื่นเกิดตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เด็กอายุ 2-3 ขวบที่เห็นแม่ร้องไห้จะยื่นตุ๊กตาตัวโปรดของเขาให้แม่กอด ซึ่งแสดงว่าเด็กรับรู้และเชื่อมโยงตนเองกับความรู้สึกของคนอื่น เขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ร้องไห้ แต่เขารู้ว่าเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้น และเขายื่นตุ๊กตาที่เขาคิดว่าช่วยเขาได้ให้กับแม่ เด็กที่โตขึ้น 4-5 ขวบจะสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของตนเองกับคนอื่น เช่น เขาเห็นเพื่อนแสดงอาการปวดท้อง เด็กอีกคนจะเข้ามาพยายามดูแล เขาจะลูบท้องให้เพื่อน รู้สึกเหมือนเขาปวดท้องไปด้วย เขาสามารถเรียนรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นเกิดกับเขาแบบเดียวกัน เขาจะเริ่มเข้าใจการเปรียบเทียบให้เห็นว่าถ้ามีคนเอาของเล่นเขาไป เขารู้สึกอย่างไร ถ้าเพื่อนถูกเอาของเล่นไป เพื่อนจะรู้สึกอย่างไร

เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ การใช้เรื่องเล่า นิทานที่ทำให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึก เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าพ่อแม่แสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เด็กจะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เด็กไม่ได้เรียนรู้ความรู้สึกด้วยการสอนแบบตำหนิ หรือสั่งให้รู้สึก เช่น ทำไมลูกแย่อย่างนี้ ไม่แบ่งของให้น้องเล่นเลย คำพูดแบบนี้กลับไปปิดกั้นการทำความเข้าใจความรู้สึกคนอื่นของลูก และพัฒนาเป็นความก้าวร้าว การจัดการที่ยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของเด็ก การช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของน้อง จะทำให้เด็กมีทางเลือกที่ดีกว่า

สอนลูกให้เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น

ชื่นชมความมีน้ำใจของลูก ความเห็นใจผู้อื่นไม่ได้เกิดจากการตำหนิ ต่อว่า แต่เกิดจากความตั้งใจที่เราจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เห็นแก่ตัว ให้คนอื่นให้ก่อนแล้วเราถึงจะให้ได้ พ่อแม่ควรชื่นชมการแสดงออกของเด็กทันที เช่น “พ่อหายเหนื่อยเลย เห็นลูกช่วยกันคลุกข้าวให้เจ้าตูบ” “ดูคุณย่าซิ ยิ้มแก้มปริเลยที่หนูไปอยู่เป็นเพื่อน” การส่งสัญญาณแบบนี้จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ควรทำ

สุด ท้ายคงไม่มีอะไรที่มีพลังมากไปกว่าการแสดงออกของพ่อแม่เองที่เป็นต้นแบบของ ความเข้าใจเห็นใจกันในครอบครัว และแสดงออกให้เห็นในสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตในสังคม อย่าลืมว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเกิดจากการเรียนรู้ที่พ่อแม่สร้างให้เกิด ขึ้น ให้เป็นของขวัญกับลูก ให้ลูกมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดีจากภายใน สามารถเผชิญสถานการณ์ภายนอกด้วยทางเลือกที่ดี และมีความรู้สึกที่ดีต่อโลกที่อยู่รอบตัวเขา ด้วยตัวเขาเองที่หยิบยื่นสิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคม

ความเห็นใจเกิดจากความเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ที่เกิดจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วยความรู้สึกเป็นสุขใจของตัวเรา ความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามารถที่จะมองความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกมีปัญหากับเพื่อน ถ้าลูกได้รับการฝึกที่ดี ลูกจะเริ่มจากความเข้าใจว่าเราเป็นสุขเวลาที่เพื่อนเล่นหรือพูดคุยกับเรา เพื่อนจะเป็นสุขถ้าได้รับสิ่งเดียวกัน ด้วยความเข้มแข็งทางใจของลูกที่ได้รับจากการดูแลเอาใจใส่และความภาคภูมิใจในตัวเอง ลูกจะเห็นว่าเพื่อนอาจจะไม่ได้เก่งเหมือนเขาทำให้เพื่อนมีปฏิกิริยาต่างไปจากลูก ลูกจะมองความขัดแย้งด้วยความเข้าใจมากขึ้นและมองการแก้ปัญหากับเพื่อนด้วยวิธีที่ยอมรับซึ่งกันและกัน และนำไปสู่ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ขัดแย้งได้ดี แทนที่จะโกรธ โมโห หรือกดดันวุ่นวายใจกับปัญหาเรื่องเพื่อน

สอนลูกรู้จักให้คนอื่น

การแบ่งปันให้คนอื่นเป็นการเริ่มต้นที่เด็กจะสัมผัสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งการที่เด็กดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยง ไปร่วมกิจกรรมที่เป็นการทำแบบจิตอาสา หรือแม้แต่การรู้ว่าเขาสามารถปลอบใจ ให้กำลังใจคนอื่น ในเวลาที่มีใครป่วย ไม่สบาย หรือไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาสามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้ เวลาเขาทำให้คนอื่น เขาจะสัมผัสได้ว่าถ้าเป็นเขาเป็นคนที่ขาดแคลน เจ็บป่วย ไม่สบาย เขาจะรู้สึกอย่างไร

เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดถึงความรู้สึกคนอื่น

จากการพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดรอบตัว หรืออ่านหนังสือด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนวิธีคิดที่จะปลูกฝังให้เด็กมีมุมมองที่จะมองจากมุมของคนอื่นบ้าง เช่น ความเข้าใจผิดเวลาเราตัดสินคนอื่นจากภายนอก ถ้าเราเป็นเขาที่ถูกคนอื่นมองอย่างเข้าใจผิด ถ้าเรามีรูปร่างที่ต่างจากคนอื่นด้วยความพิการหรือถูกล้อเลียน ถ้าคนอื่นหยิบเอาของของเราไป หรือถ้าเราเหนื่อยมาก มีใครซักคนเข้ามาช่วยเราเรารู้สึกอย่างไร เรื่องเล่า การอ่าน และการพูดคุยแบบนี้สร้างภาพและความทรงจำที่เด็กรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง