พฤติกรรมของเด็กเล็ก

 

มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
- ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
- ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัว ให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
- ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ
กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น

มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสีย อื่นๆ ตามได้

กลัว..อะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้…กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว

เปลี่ยนกลัว… ให้กล้า

- ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ

ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

ความเครียดของเด็กเล็ก

นักวิจัยจากวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าเด็กเล็ก เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งได้ เป็นอาการในลักษณะหวาดกลัว หวาดผวาที่เกิดนานมากกว่า 1 เดือน ในเด็กที่ประสบกับเหตุการณ์ รุนแรง เช่น  อุบัติเหตุ รถชน จมน้ำ หรือภาวะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกหรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่พบอยู่ตลอด จนหวาดกลัว  สมาธิไม่ดี สะดุ้งตกใจง่าย กลางคืนนอนฝันร้าย บ่อยๆ  และในขณะที่วิตกหวาดกลัวก็จะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง

จากการศึกษาเด็กอายุ 2-10 ขวบ ที่เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน จำนวน 114 คน พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 10 ยังหวาดผวากับอุบัติเหตุนั้น ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่มากพอๆ กับผู้ใหญ่ แต่เด็กที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากเด็กมีทักษะ ในการใช้ภาษาที่ค่อนข้างจำกัด จึงบอกเล่าไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วินิจฉัยอาการได้ยากว่าเด็กเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่

 

นักวิจัยชาวอเมริกันชี้ การห้ามโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์จะสามารถลดจำนวนเด็กอ้วนได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ชิน อี้โจว นักเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยลีไฮท์ รัฐเพนซินวาเนีย กล่าวว่า “แม้ว่าการที่เด็กๆ ตัวอ้วนจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดของเรา แต่จากการวิจัยและสังเกตแล้วพบว่าเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มากขึ้นนั้นมีส่วนจากโฆษณาทางโทรทัศน์เช่นกัน”

จากการวิจัยโดยใช้ฐานข้อมูลของเด็กเกือบ 13,000 คน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่บ่งชี้ว่า 13.9 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 2-5 ปี, 18.8 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุ 6-11 ปี และมากกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ และจากข้อมูลโฆษณาของสหรัฐอเมริกา พบว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแข่งขันกันโดยใช้การโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ซึ่งหากสามารถ จำกัดหรือห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์ได้ จะสามารถลดจำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงอายุ 3-11 ปี ได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงอายุ 12-18 ปี ได้ 14 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้การดูโทรทัศน์ยังทำให้มีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กได้ออกกำลังกายน้อยและโทรทัศน์ยังรบกวนการนอนอีกด้วย

นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ร้ายแรงอยู่หลายครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหวาดผวาที่รุนแรงถึงขั้นเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดก็จะหายจากอาการหวาดผวาได้

พัฒนาการเข้าสังคมลูกด้วยกีฬา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่าน ไหนที่ไม่รู้ว่า จะนำกีฬากับการบริหารสมองมาผสมผสานใช้กับเด็กๆ ได้อย่างไร และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นแบบไหน ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรบ้าง ลองทำตามคำแนะนำของเราดูสิคะ

เน้น Play & Fun การให้ลูกเล่นกีฬานั้นแน่นอนที่สุดว่าเมื่อลูกทำได้ดี ความคาดหวังของคุณพ่อคุณแม่อาจต้องการเห็นลูกเป็นเลิศด้านกีฬา ซึ่งคุณหมออุดม เพชรสังหาร จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาสมองเด็ก รองประธานกรรมการฝ่ายพัฒนาความรู้และบุคลากร บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด เคยกล่าวไว้ว่า การส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬานั้นพ่อแม่ไม่ควรเคร่งครัดเกินไป แต่ควรอยู่บนพื้นฐานที่ลูกต้องเล่นอย่างสนุก ซึ่งจะทำให้เขาไม่ต่อต้านการเล่นกีฬาในอนาคต อีกทั้งเมื่อลูกสนุกและมีความสุขแล้วสมองส่วน Nucleus Accumbens จะมีการหลั่งสารโดปามีนทำให้เด็กๆ รู้สึกมีความสุข สมองปลอดโปร่งค่ะ ดังนั้นสำหรับวัยนี้ควรเล่นกีฬาแบบ Play & Fun ดีที่สุด

ซึ่งสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะวัยอนุบาลหรือประถม สมองทั้งสองซีกจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเขาได้ลง มือทำค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวผ่านการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นการทำงาน ของสมองซีกซ้ายและขวาทำงานอย่างสัมพันธ์กัน รวมทั้งกีฬายังส่งเสริมให้เด็กๆ ได้คิดวางแผน คิดจินตนาการ ขณะเล่นกีฬาอีกด้วยค่ะ

 

วิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน Brain Research ฉบับเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2553 โดยลอรา แชดด็อกและทีมวิจัย พบว่า เด็กวัย 9-10 ปี ที่มีการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายจะมีปริมาณสมองส่วน ฮิปโปแคมปัสใหญ่กว่าเด็กที่ไม่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายเลยถึง 12% ซึ่งสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ควบคุมด้านความจำและการเรียนรู้ ยิ่งถ้าสมองส่วนนี้มีขนาดใหญ่ การเรียนรู้ของคนๆ นั้นก็จะดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ และนี่จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่าการออกกำลังกายดีต่อสมองลูกชัวร์

Sport for Kids… ฟิตสมองด้วยกีฬ

 

• พลิกแพลงวิธีเล่นกระตุ้นทักษะการคิด ใครว่าเทนนิสจะต้องเล่นตีข้ามเน็ตเพียงอย่างเดียว แบดมินตันจำเป็นจะต้องตีให้ชนะฝ่ายตรงข้ามเสมอ หรือแม้แต่ฟุตบอลก็ไม่จำเป็นต้องเตะเข้าโกลล์เพียงอย่างเดียว ขอแค่ให้คุณใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่นกับลูกนิดหน่อยก็จะช่วยให้กีฬาน่า สนุกยิ่งขึ้นค่ะ เช่น…

 

* ใช้ไม้เทนนิสตีลูกเหมือนตีลูกกอล์ฟ ให้โดนแก้วน้ำจนล้ม ฝึกทักษะการควบคุมทิศทางของลูกเทนนิส การจับไม้เทนนิสที่ถูกต้อง และกระตุ้นทักษะการคิดวางแผนเพื่อให้ลูกเทนนิสกระเด็นไปโดนแก้ว หรือจะตีโต้กับคุณพ่อคุณแม่แบบกีฬาฮอกกี้ก็สนุกไปอีกแบบ

 

* กีฬาแบดมินตันก็ชวนกันเล่นตีโต้เพื่อรักษาลูกแบดมินตันให้อยู่บนอากาศนานที่ สุด ขณะเล่นก็นับแต้มไปด้วย ช่วยฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ด้วยนะคะ

 

* แทนที่จะแข่งกันเตะฟุตบอลเข้าโกลล์อย่างเดียว ก็ชวนคุณแม่ พี่ชาย-น้องชาย มาล้อมวงส่งต่อลูกบอลด้วยเท้ากัน ฝึกทักษะการควบคุมบอลด้วยปลายเท้า จะทำให้สมองเกิดการทำงานเชื่อมโยงกันระหว่างอวัยวะต่างๆ ทั้งสายตา ช่วงขา และปลายเท้า ทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วยค่ะ

 

• จัดการแข่งขันแบบสนุกไม่ซีเรียส จัดการแข่งขันให้กับเด็กๆ เพื่อเพิ่มความสนุกในการเล่นกีฬากันบ้างนะคะ แค่ชวนเพื่อนๆ ของลูก หรือแม้แต่แข่งขันกันเองในบ้าน ซึ่งระหว่างการเล่นอาจต้องใช้ทักษะการคิดวางแผน การแก้ปัญหา และเทคนิคด้านกีฬาอื่นๆ มาประกอบการเล่น ทั้งยังเป็นการบ่มเพาะเจ้าหนูให้เป็นเด็กอดทน และมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะอีกด้วยนะคะ

 

• ไม่บังคับ ย้อนไปดูกฎข้อแรกที่ว่า Play & Fun ค่ะ หากวันไหนลูกเหนื่อยจากการเรียน และดูท่าจะไม่อยากเล่นกีฬาสนุกๆ แล้วละก็ ท่องไว้ค่ะว่า “ยืดหยุ่นบ้าง” เพราะการเล่นกีฬาที่สนุกจะช่วยผ่อนคลายความเครียดและทำให้สมองของเด็กๆ ปลอดโปร่ง รวมทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะด้านการเล่นกีฬาได้ดีกว่าการเล่นแบบที่โดนบังคับ อีกค่ะ เพื่อกีฬาจะได้ไม่กลายเป็นยาขมของลูกในอนาคตอย่างไรล่ะคะ

เห็นไหมคะว่าการชวนลูกเล่นกีฬานั้นไม่จำ เป็นว่าคุณจะต้องเป็นกูรูด้านกีฬา เพียงแต่ชวนเขาเล่นด้วยความสนุก สร้างสรรค์เกมกีฬาใหม่ๆ และที่สำคัญคือไม่บังคับให้เขาทำเท่านี้กีฬาก็จะดีต่อสมองลูกได้อย่างไม่ ต้องสงสัยเลยค่ะ

 

 

สามีนอกใจ

ทำไมสามีชอบนอกใจภรรยา หรือเพราะอะไรผู้ชายถึงมักไปมีอะไรนอกบ้าน…

ผมไม่มีคำตอบเดียวกันสำหรับทุกกรณีแม้ปัญหารูปแบบเดียวกัน แต่ลองดูตัวอย่างต่างๆที่ผมเจอ…

หนุ่ม รายหนึ่งมารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกด้วยปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทาง เพศ …อาการแข็งตัวไม่เต็มที่ขององคชาตไม่ได้เกิดขึ้นทุกเวลา แต่เป็นเฉพาะกับคู่นอนบางคน

โดยทั่วไป ถ้าเป็นกรณีมีอาการตอนอายุมากและเป็นทุกสถานการณ์ อย่างนี้สงสัยว่ามีสาเหตุจากโรคทางกายแต่ถ้าเป็นเมื่ออายุยังน้อยและเป็น เฉพาะบางสถานการณ์ อย่างนี้รู้เลยครับว่าเป็นจากจิตใจ…ตัวอย่างคลาสสิกที่หยิบยกขึ้นมาบ่อยๆ คือ นกเขาไม่ขันเกิดเฉพาะกับภรรยา แต่พอเจอสาวเอ๊าะๆปรากฏว่า สู้ยิบตา

แต่ สำหรับผู้ป่วยของผมรายนี้แกมาแปลก…เซ็กซ์กับภรรยากลับปกติ แต่กับสาวรายใหม่กลับไม่สู้อย่างที่ใจหวัง…สืบค้นไปมาพบว่าลึกๆแกรู้สึก ผิดต่อผู้เป็นภรรยา รู้สึกว่าตัวเองไม่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่

แต่ สาเหตุที่ต้องไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงอื่นเกิดขึ้นเพราะภรรยาไม่ต้องการมี กิจกรรมทางเพศต่อไปอีกแล้ว และเธอเองก็รับรู้และยินยอมให้สามีระบายความต้องการทางเพศกับหญิงอื่นยังไง ก็ตามสามีก็ยังรู้สึกผิดลึกๆอยู่ในใจ…ความอึดอัด คับข้องใจ มีผลทำให้เกิดอาการไม่สู้ยามประชิดต่อหน้าข้าศึกในยามรบ


สามี หลายราย เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองภายในบ้านหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรได้รับ จะเกิดอาการ อดอยากปากแห้งจนต้องไปพึ่ง ‘หน่วยบรรเทาทุกข์’ นอกบ้าน…อาจเป็นลูกน้องในที่ทำงาน เพื่อนหญิงวัยเหงา หรือแม้แต่สาวๆกลุ่มหารายได้ในแนวนอน…กรณีอย่างนี้สรุปว่า สามีนอกใจเพราะทนหิวไม่ไหว

อ้าว!…แล้วทีฝ่ายผู้หญิงเอง หลายต่อหลายรายก็ไม่ได้รับความสุขทางเพศจากสามี หิวบ้าง กินไม่อิ่มบ้าง ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นต้องไปหาของกินนอกบ้านเลย ทำไมผู้ชายต้องอ้างเหตุผลให้ตัวเองเรื่อง “ทนหิวไม่ไหว”

เรื่องนี้ นักเพศศาสตร์วิเคราะห์และให้คำอธิบายว่า ในขณะที่สัตว์เพศเมียมีสัญชาตญาณของความรักลูก แต่สัญชาตญาณของสัตว์เพศผู้คือการสืบพันธุ์ สังเกตว่าสัตว์ตัวผู้หลายชนิดจะมี ‘ฮาเร็ม’ ส่วนตัว แวดล้อมไปด้วยตัวเมียเดินขวักไขว่ล้อมหน้าล้อมหลัง สามารถมีกิจกรรมเพื่อการสืบพันธุ์ไปได้เรื่อยๆไม่เลือกหน้า

ถือว่า ตัวเองไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญาของใคร แต่ทำตัวเหมือนดาราเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะฉะนั้นมนุษย์เพศผู้ก็ยังมีสัญชาตญาณนี้ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ…ส่วนจะ แสดงออกมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ค่านิยมของสังคมและโอกาสเหมาะๆ รวมทั้งมโนธรรมส่วนตัว เช่น ความซื่อสัตย์ต่อภรรยา ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจตัวเอง…

และความแตกต่างระหว่างคนและ สัตว์ก็อยู่ที่ตรงนี้ หากพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์เป็นไปตามสัญชาตญาณดั้งเดิม คนๆนั้นก็ไม่ต่างจากสัตว์ระดับล่างๆ
หลัง การ รักษาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม อาการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นซอกรักแร้…ผู้ป่วยรายงานว่าตอนนี้ ‘การประชุมสุดยอด’ กับสาวอื่นกลับได้ผลดียิ่ง จนฝ่ายหญิงเองก็แปลกใจ แต่กลับมีอาการ ฝ่อตัวกับภรรยา เพราะตอนนี้ภรรยาไม่ต้องการเซ็กซ์อย่างสิ้นเชิง ยามใดที่มีเพศสัมพันธ์กับเธอ กลายเป็นความรู้สึกว่าตนเองกำลังบังคับฝืนใจผู้เป็นภรรยาสุดที่รัก… ‘การเจรจาสันติภาพ’ จึงล้มเหลวเสียทุกครั้ง

กรณีอย่างนี้มีไม่น้อย เลยครับ ที่ฝ่ายหญิงมีภาวะบกพร่องทางเพศ (Sexual Dysfunction) เช่นมีอารมณ์ความต้องการทางเพศลดลงกว่าปกติ (Hypoactive Sexual Desire Disorder) หรือเป็นโรครังเกียจการร่วมเพศ (Sexual Aversion Disorder) หรือช่องคลอดเกร็งตัวจนไม่สามารถร่วมเพศได้เลย (Vaginismus) ซึ่งภาวะต่างๆเหล่านี้ สามารถรับการบำบัดจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา แต่หลายคนปฏิเสธการรักษาแล้วยอมให้คู่สมรสไปหาทางออกนอกบ้าน…
ใครได้ดูหนังไทยเรื่อง จัน ดารา ก็จะเห็นพฤติกรรมของคุณหลวงที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในเรื่องทางเพศ สำส่อนไปทั่วบ้าน ไม่จำกัดทั้งบุคคล เวลา และสถานที่ ความเสียหายที่ตามมาไม่ได้เกิดเฉพาะกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน…ถ้าดูหนังเรื่องนี้อย่างมีสติและใช้ ปัญญา จะเข้าถึงแก่นของภาพยนตร์ที่ชี้ให้เห็นเรื่องเวรและกรรมโดยแท้

หลายครั้งที่ผมเปรียบ เพศสัมพันธ์เหมือนการกินอาหาร เพราะก่อให้เกิดรสชาติเช่นเดียวกัน…เพียงแต่อาหารเป็นรสชาติทางลิ้น ส่วนเพศรสเป็นสุขสัมผัสทางผิวหนัง

เรื่องอาหาร ยังต้องมีการปรุงแต่งรสชาติให้น่าดูน่ากิน แม่ครัวฝีมือดี ลูกค้าติดใจ แต่นอกจาก ปรุงแล้ว ยังต้องมีการ ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนชนิดให้หลากรสในหลายมื้อ ถึงจะอร่อย แต่กินอย่างเดียวซ้ำเดิมตลอดทุกมื้อทุกวัน ปลายทางคือความเลี่ยนเอียน ดัง นั้น…ถ้าผู้ชายตระหนักรู้ตัวเองว่ามีสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ซุกตัวอยู่ใน จิตไร้สำนึก ก็ต้องคอยควบคุม ฝึกข่มใจ เดี๋ยวนี้พอเวลาผมเจอสาวๆขาวสวยหมวยอึ๋ม ก็ต้องถอยห่างเหมือนกัน…เพราะอยู่ใกล้ๆแล้วสังเกตตัวเองว่าความคิดไม่ค่อย สะอาดสะอ้าน…

สามีหลายรายไม่อดไม่หิวเรื่องบนเตียงกับคู่ชีวิต แต่ก็ยังมิวายหาโอกาสมีกิจกรรมเข้าจังหวะกับสาวอื่นผู้มิได้เป็นภรรยาตน หรืออย่างน้อยก็ไม่อยากเสียโอกาสเมื่อมีโอกาส

อย่า ปล่อยให้เซ็กซ์เหมือนอ่านนิทานเล่มเดียวชั่วชีวิต ขึ้นต้นเล่าเรื่องก็รู้ฉากต่อไป เลยไปจนถึงตอนจบของเรื่อง เหมือนเปิดเทปเดิมซ้ำๆๆๆๆ แต่ง งานสิบปี ต้องทนฟังนิทานเรื่องเก่าเกือบพันเที่ยว…ทางแก้คือเนื้อเรื่องเดียว ต้องมีหลายเวอร์ชั่น มันต้องพลิกผันตามสถานการณ์ เพิ่มลูกเล่นในการเล่าเรื่อง เปลี่ยนฉาก สลับตอนชวนให้ติดตาม แถมหักมุมตอนท้ายเรื่อง

ครั้งหนึ่ง ในการทำหน้าที่วิทยากรบรรยายปัญหาเรื่องเพศในคู่สมรส ผู้ฟังชายรายหนึ่งให้ความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัว พูดด้วยสำนวนโดนใจ…หลายคนฟังแล้ว พุทธิปัญญาปรากฏตัวขึ้นอย่างพวยพุ่ง…


เพศ ศึกษาสำหรับคู่สมรส มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามีและภรรยาสร้างความสุขทางเพศในคู่ของตน โดยไม่ต้องไปแสวงหาความสุขนอกบ้าน พูดง่ายๆคือ ทำให้อิ่มและอร่อยในบ้าน เพียงพอต่อสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดให้เป็นครรลองปฏิบัติของมนุษย์

หน้าที่ ของมนุษย์คือการปฏิบัติให้เกิดความถูกต้อง รู้จักความเพียงพอ ไม่เสพเกินความพอดี เหมือนกินอาหาร ต้องมีมารยาท ไม่กินมูมมาม ไม่กินมากจนจุกแน่นหรืออ้วนเกิน

ถ้าเซ็กซ์ในบ้าน ได้รับทั้งความอิ่มและเอร็ดอร่อย แล้วสามียังต้องการเพิ่มเติมจากนอกบ้าน ก็มักเป็นเรื่องของความไม่รู้จักคำว่าพอดี…เรียกว่าตะกละตะกราม …ซึ่งมีเหตุมาจากสัญชาตญาณที่ควบคุมไม่เป็น

หยุดเด็กดื้อ

1. เจ้านายวัยอนุบาล

ท่า ทาง ชี้นิ้วสั่งจะเอาโน่นเอานี่ หากมองในแง่บวกก็ถือเป็นเรื่องดีที่น้องหนูบอกความต้องการของตัวเองได้ ชัดเจน แต่หากปล่อยไปนานๆ อาจจะกลายเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ดีแต่สั่งคนอื่น ทำให้เพื่อนไม่อยากคบด้วย ฉะนั้นต้องช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรักษาเพื่อนหรือมิตรภาพเอาไว้ค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กวัยนี้จะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้ใหญ่ เช่น เวลาผู้ใหญ่ชอบสั่งเด็กว่า ไปล้างมือก่อนเดี๋ยวนี้นะ เขาก็จะจำมาทำตาม ให้เปลี่ยนมาใช้ประโยคขอร้องหรือชักชวนค่ะ เช่น “ไปล้างมือก่อนดีมั้ยจ๊ะ จะได้กินข้าวพร้อมกัน”

* ให้ลูกเรียนรู้วิธีเจรจาต่อรองแบบสุภาพแทนคำสั่ง เมื่อบอกให้น้องหนูเก็บของเล่น แต่แกขอต่อรูปจิ๊กซอว์นี้ให้เสร็จก่อน ก็ยืดหยุ่นให้ลูกบ้างนะคะ

 

2. โกหกพกลม

เด็ก วัยนี้เพิ่งจะเรียนรู้การแยกแยะระหว่างเรื่องจริงและเรื่องจินตนาการมาได้ ไม่นาน เด็กส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือรู้สึกผิดว่าพูดโกหกจนกว่าจะเริ่ม 4 ขวบไปแล้ว แต่บางครั้งก็ต้องโกหกเพื่อปกปิดความจริงที่จะทำให้พ่อแม่หน้าหุบหรือเหี่ยว อย่างกะทันหัน

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* อย่าตกใจหรือถามทำนองประชด เช่น “ช้างที่ไหนมาวิ่งในบ้านชั้นจนแจกันหล่นมาแตกยะ” แต่ควรมองที่ปัญหาและหาทางแก้ตรงจุด เช่น “แจกันของคุณย่าตกลงมาแตก นี่คือเหตุผลว่าต่อไปนี้ เราจะไม่วิ่งเล่นในบ้าน”

* อย่าเรียกลูกว่าเด็กเลี้ยงแกะ หรือเด็กขี้โกหก เพราะแกยังไม่เข้าใจความหมายเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย ซ้ำยังเท่ากับไปติดป้ายให้ลูกเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ

* อย่ายั่วยุให้เกิดการโกหก เคยดูรายการทีวี เขาให้คุณครูถือขนมเค้กไปในชั้นเรียนอนุบาล แล้วครูบอกว่า เดี๋ยวครูไปเอามีดมาแบ่งเค้ก ห้ามใครแอบขโมยกินก่อนนะ ปรากฏว่าหนูๆ เอาแต่จ้องแล้วก็มีวิธีที่จะให้นิ้วเปื้อนเค้ก จะได้แอบลิ้มรส พอครูกลับมา ไม่มีใครยอมรับสักคน แถมช่วยคิดหาข้ออ้างมาชี้แจงเหตุผลเสร็จสรรพค่ะ

* ให้คำชมลูก เมื่อลูกยอมรับความจริงในสิ่งที่ทำผิด พร้อมทั้งบอกลูกถึงเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรทำสิ่งนี้ในคราวต่อไป อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่าบอกความจริงโดนหนักกว่าโกหก

 

3. กัด ฟัด ผลัก

เด็ก บางคนอาจจะยังแสดงออกด้านอารมณ์ไม่ชัดเจน หรือไม่รู้จะทำยังไงเมื่อโกรธ โมโห และอารมณ์เสีย จะว่าไปการกัดหรือตีเพื่อนแรงๆ ก็เป็นพฤติกรรมเชิงอำนาจของคนตัวเล็ก ที่เรียกร้องให้คนอื่นสนใจความรู้สึกของตนอย่างได้ผลเชียวค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* หยุดการกระทำนั้นโดยทันที แล้วแยกเด็กออกจากกัน

* บอกน้องหนูที่เป็นฝ่ายทำร้ายเพื่อนด้วยเสียงหนักแน่นว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ เพราะเพื่อนเจ็บ ถ้าหนูโดนกัดหนูก็เจ็บ

* ถ้าคุณคิดว่า Time out ไม่ ได้ผลในกรณีแบบนี้ ให้พาไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ดูการ์ตูน เล่นเกม ร้องเพลง เล่านิทาน ที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ รักและช่วยเหลือกัน เพื่อให้คลายความว้าวุ่นในใจลงไป แล้วจึงพาไปขอโทษเพื่อน

* สังเกตว่าเด็กจะอารมณ์เสียและมีพฤติกรรมนี้ในช่วงเวลาไหน ขณะทำกิจกรรมอะไร จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสองอีก

 

4. คำที่ไม่น่าฟัง

บาง คำได้ยิน แล้วทำเอาช็อก เช่น “หนูเกลียดแม่” “ไปตายซะ” ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดคุณหรอกค่ะ แค่ต้องการระเบิดอารมณ์กับคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเป็นค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* หายใจเข้าลึกๆ ถ้ายิ่งแว้ดใส่ลูก ก็เท่ากับยิ่งเร่งให้ลูกอารมณ์เสียและตอบโต้คุณแรงขึ้น

* อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง แต่ไม่ประชด เช่น “รู้นะว่าหนูอยากเล่นต่อ แต่เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณย่ารอกินข้าวเย็น อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่”

* บอกต่อด้วยว่าคุณไม่ชอบที่ลุกทำแบบนี้ เช่น “ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แม่เสียใจนะ ถ้าอยากเล่นให้บอกว่าไม่อยากกลับ ลูกต้องพูดเพราะๆ เราไม่พูดคำนี้กับคนในครอบครัวนะ”

* วิธีสุดท้าย คุณพ่ออาจจะเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยให้ลูกสงบและอธิบายเหตุผล เสร็จแล้วจะให้ไปขอโทษคุณแม่ค่ะ เช่น น้องเอมขอโทษครับที่ทำให้แม่เสียใจ เรื่อง….. เอมรักแม่ครับ

 

พฤติกรรม สุดแย่แบบไหน ถ้าไม่อยากให้น้องหนูทำจนชินเป็นนิสัย ผู้ใหญ่ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้เห็น และที่สำคัญอย่าลืมจัดการกับอารมณ์ของตัวเราก่อนจะจัดการพฤติกรรมของน้องหนู นะคะ

เมนูไข่เพิ่มพลังให้ลูกน้อย

ไข่
การบริโภคไข่สำหรับเด็กเป็นประจำ เป็นเรื่องที่ปฏิบัติถูกต้องอยู่แล้ว ไข่มีผลต่อการพัฒนาการของสมอง เชาว์ปัญญา หากขาดธาตุเหล็กจะเกิดปัญหาดังนี้ ทำให้สมาธิในการเรียนต่ำ ความจำไม่ดี  เด็กจะมีอาการเหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ง่วงเหงาหาวนอนบ่อย ทำให้เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนต่ำ และยังไม่มีกำลังสำหรับการประกอบกิจกรรมหรือเล่นกีฬา
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กได้แก่ ไข่แดง เลือดสัตว์ ตับ ถั่วต่างๆ ผลไม้แห้ง ใครที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินผลไม้แห้ง เครื่องในสัตว์ ก็จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ไข่ไก่ยังมีสารที่มีประโยชน์ดังนี้
สารลูทีน และ ซีแซนทิน ซึ่งเป็นสารจำพวกแคโรทีนหรือเม็ดสีที่อยู่ในอาหารจากพืชและสัตว์ สามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของจอรับภาพที่ตา ซึ่งจัดเป็นโรคที่สำคัญอีกโรคหนึ่งในปัจจุบัน

โปรตีนที่ร่างกายได้รับจากอาหาร จะมีคุณภาพแตกต่างขึ้นอยู่กับชนิดของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ไข่ไก่มีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น ธาตุเหล็ก ซึ่งมีมากในไข่ เพียงพอต่อความต้องการของเด็กในวัยเรียน
จากสถิติพบว่า เด็กไทยเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและโรคคอพอก จากการขาดธาตุไอโอดีนกันมาก ปัญหาจากการขาดธาตุเหล็กและไอโอดีน จะทำให้เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ในการเรียนต่ำ และสมรรถภาพในการทำกิจกรรมและการเล่นกีฬาต่ำ ดังนั้น ธาตุเหล็กจึงเป็นสารอาหารอีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียน
ฟอสฟอรัส ในรูปของเกลือฟอสเฟตที่ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของกรด–ด่างของร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของสารอินทรีย์สำคัญ คือ กรดนิวคลิอิก ทำหน้าที่ควบคุมการถ่ายทอดพันธุกรรมและการสร้างโปรตีนฟอสโฟไลปิด ซึ่งช่วยให้ไขมันละลายในน้ำ และช่วยขนส่งน้ำมันและกรดไขมัน เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ เป็นส่วนประกอบของสารที่เก็บพลังงานเพื่อใช้ในกระบวนการต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระดูกและฟัน เราจะพบฟอสฟอรัสได้ในอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อสัตว์ หมู ถั่วเมล็ดแห้ง เด็กและผู้สูงอายุที่รับประทานไข่เป็นประจำควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ ก็จะได้รับฟอสฟอรัสเข้าไปเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต หากขาดสังกะสีอย่างรุนแรง จะทำให้เด็กไม่โต เบื่ออาหาร ต่อมไร้ท่อของระบบสืบพันธุ์ทำงานน้อย ต่อมลูกหมากโต มะเร็งต่อมลูกหมาก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ทำให้แผลหายช้า ผิวหน้ามีปัญหา และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของไข่มีมากมาย อีกทั้งไข่หาซื้อง่าย เป็นโปรตีนที่ราคาไม่แพง สามารถประกอบอาหารได้หลากหลาย เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และคนวัยทำงานที่ร่างกายปกติ ก็สามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง คุณพ่อคุณแม่ควรปรับเมนูอาหารจากไข่ให้ลูกลิ้มลองให้มีความหลากหลายนะครับ
เมนูคุณหนูฉบับนี้นำเสนอเมนูที่ประกอบจากไข่ ได้แก่ อาหารเช้าคุณหนู แพนเค้กแซนวิช และคาราเมลคัสตาร์ดนึ่ง เหมาะเป็นอาหารจานโปรดของลูกน้อยได้ทุกมื้อครับ

Q&A

กุ้งที่ลวกแล้วเนื้อยังใสๆ กรอบๆ เด้งๆ นี่ปกติเขาทำอย่างไรก่อนนำมาปรุงคะ มันต้องแช่สารอะไรหรือไม่ แล้วกินเยอะๆ เป็นอันตรายหรือไม่ คือซื้อกุ้งยี่ห้อหนึ่งมา สงสัยมาก ว่าทำไมเนื้อเด้งจัง ลูกๆ ก็ชอบกินด้วยสิ
“โดยปกติกุ้งที่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง เนื้อสัมผัสจะเด้งอยู่แล้ว เมื่อนำมาประกอบอาหาร การเลือกอาหารให้ลูกรับประทาน ควรที่จะเลือกให้หลากหลาย หรือเลือกกุ้งที่สดจากธรรมชาติบ้าง บางครั้งลูกอาจจะชอบก็ได้ เพราะการเลือกซื้ออาหารที่สดใหม่ ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการย่อมมีมากกว่าครับ”

 

วิปปิ้งครีมที่ใส่กาแฟ เราสามารถทำเองที่บ้านได้ไหมคะ ต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือและส่วนผสมใดบ้าง ปกติจะซื้อติดบ้านไว้ ทำเค้กให้ลูกๆ กิน ไม่ก็ราดบนเครปหรือน้ำผลไม้ปั่น ลูกๆ ชอบมาก แต่หลังๆ ค่อนข้างแพง ถ้าทำเองจะถูกกว่าไหมคะ
“วิปปิ้งครีมที่คุณแม่บ้านกล่าวถึง น่าจะเป็นชนิดที่บีบออกมาจากกระป๋อง แล้วใช้ได้เลย ราคาจะค่อนข้างแพงครับ แต่ถ้าต้องการทำเอง เราก็ซื้อครีมที่เป็นกล่องมาใช้ โดยนำมาตีเอง
…การ ตี เราต้องแช่ครีมให้เย็น ตัวภาชนะที่ใข้อาจเป็นอ่างแสตนเลส และตระกร้อมือต้องเย็นด้วย หรืออาจมีอ่างใส่น้ำแข็งรองด้านล่าง ใส่ครีมลงในอ่างผสมแล้วตี ก็จะได้วิปปิ้งครีมที่เซ็ตตัว ตักใส่ถุงบีบ หรือตักไปแต่งอาหารได้ครับ (ครีมคือ วิปปิ้งครีมที่เรายังไม่ได้ตี มีขายเป็นกล่องๆ หลายยี่ห้อ แต่ถ้าเปิดใช้แล้ว ต้องรีบใช้ให้หมดนะครับ อย่าเก็บไว้หลายวันในตู้เย็น จะนำมาตีแล้วไม่ขึ้นฟู) การตีเองทำไม่ยากเลยลองทำดูครับ”

ช่วยแนะนำวิธีเลือกซื้อปลาทูหน่อยค่ะ บางวันซื้อมาทอด เนื้อสากๆ ไม่อร่อย บางวันก็อร่อย หรืออยู่ที่วิธีการทอดคะ ควรทอดอย่างไรจึงจะได้รสเค็มๆ หน่อย แล้วเด็กๆ นี่กินปลาทูได้หรือยังคะ ชอบให้กินเขากินปลาค่ะ จะได้ประโยชน์และไม่อ้วน
“ถ้าเป็นปลาทูสด ให้ควักไส้ออกครับ ล้างให้สะอาด ถ้าเป็นปลาตัวโตควรบั้งเล็กน้อย แล้วโรยเกลือให้ทั่ว พักไว้ประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อให้เกลือซึมเข้าเนื้อปลา แล้วนำลงทอดให้น้ำมันที่ร้อนปานกลาง ทอดให้สุกแล้วค่อยกลับอีกด้าน ทอดต่อจนสุก
…เด็กกินปลาทูได้ครับ เนื้อปลาให้สารอาหารโปรตีน และเนื้อปลาย่อยง่าย ถ้าเป็นปลาทะเลด้วยแล้วจะได้ไอโอดีนด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือก้างปลา ต้องดูแลให้ดี พยายามแกะเนื้อปลาให้เขากิน อย่าให้เขาแกะอีก อาจเหลือก้างได้”

อยากลองทำผัดไทยให้ที่บ้านกิน ต้องเตรียมส่วนผสมใดบ้างคะ ขอสูตรหน่อยค่ะ
“ส่วนผสมก็มีเส้นเล็ก กุ้งสดปอกเปลือกผ่าหลัง กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ไข่ไก่ ใบกุยช่ายหั่นเป็นท่อน ถั่วงอกเด็ดหาง หอมแดงสับ หัวไชโป๊วสับ น้ำมันพืช ส่วนผสมน้ำปรุงรสมี น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะขามเปียกคั้นขั้นๆ
…วิธีทำ เริ่มจากผสมน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก เข้าด้วยกันคนให้ละลาย ตั้งไฟใช้ไฟกลางเคี่ยวพอข้นเป็นน้ำผัดไทย จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟแรง ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่หอมแดงผัดให้หอม ใส่กุ้งผัดพอสุกใส่ไข่ เต้าหู้ หัวไชโป๊ว กุ้งแห้ง ใส่น้ำผัดไทย ผัดให้เข้ากัน ใส่กุ่ยช่าย ถั่วงอก และเกี๊ยวกรอบ ผัดให้เข้ากัน
…จัดเสิร์ฟ พร้อมพริกป่น มะนาว ถั่วลิสงคั่วป่น น้ำตาลทราย รับประทานกับ หัวปลี ใบบัวบก ถั่งงอกสด”

เคยซื้อวุ้นเส้นมาทำอาหารหลายยี่ห้อ ที่ชอบคือตราเสือ เหนียวนุ่มดีค่ะ สงสัยว่าวุ้นเส้นแต่ละเจ้ามีส่วนผสมไม่เหมือนกันหรือคะ แล้วเราจะเลือกวุ้นเส้นแบบไหนจึงเอามาทำอาหารอร่อย
“ในการนำวุ้นเส้นมาประกอบอาหาร ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่ดีจะมีลักษณะเหนียว ใส เมื่อปล่อยไว้เส้นจะไม่ดูดน้ำเพิ่ม แต่ถ้าเป็นวุ้นเส้นที่คุณภาพรองลงมา หากปล่อยอาหารที่ทำจากวุ้นเส้นไว้ เส้นจะดูดน้ำเพิ่มทำให้อาหารผิดลักษณะไป เนื่องจากวุ้นเส้นชนิดนี้อาจมีแป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมอยู่ด้วยครับ”

ซอสบาร์บีคิวทำยากไหมคะ อยากลองทำดู เคยซื้อมาที่ขายเป็นขวด ราคาแพงเหมือนกัน ใช้แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ลูกๆ ชอบกินมาก รบกวนขอสูตรหน่อยค่ะ
“ซอสบาร์บีคิวทำเองไม่ยากครับ ส่วนผสมก็มีซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือป่น กระเทียมสับ น้ำมันพืช อัตราส่วนก็ลองปรับดู เพราะแต่คนชอบไม่เท่ากัน ถ้าชอบรสจัดหน่อย ก็เพิ่มส่วนผสมมากหน่อย อย่างชอบเผ็ด ก็เพิ่มซอสพริก ชอบหวานก็เพิ่มซอสมะเขือเทศ
…จากนั้นก็ตั้งกระทะ ปรับไฟแรง เทน้ำมันพืช พอร้อน ใส่กระเทียมเจียวให้เหลือง ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำตาลทราย เกลือ เคี่ยวแล้วปรับให้ไฟอ่อนๆ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนข้น แล้วยกลง พักไว้ให้เย็น บรรจุใส่ขวดหรือภาชนะที่มีฝาบิด ไม่ต้องเข้าตู้เย็นก็ได้ แต่ถ้าเข้าตู้เย็นก็เก็บไว้นานขึ้น สามารถเอามาใช้ทำบาร์บีคิวหรือผัดอาหารก็ได้”

อาหารเช้าคุณหนู

เลี้ยงลูกอย่างไรดี

เด็ก

ในทุกช่วงอายุมีข้อเสนอว่าควรพัฒนาเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงว่าเป็นส่วนที่เด็กไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตัวอย่างของการสำรวจ ในช่วงอายุ 1-5 ปีถามเรื่องความสามารถของเด็กที่จะรับรู้ถึงอารมณ์หรือความรู้สึกของคนอื่น กังวลสงสารเวลาเห็นคนเจ็บปวด อายุ 6-9 ปีถามเรื่องชอบช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน ไม่รังแกสัตว์ ในเด็กอายุ 10-14 ปีถามเรื่อง เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส หยิบเงินพ่อแม่หรือผู้อื่น หยิบของในร้านค้า และลอกข้อสอบถ้าจำเป็น ซึ่งพบว่าเด็กยอมรับการลอกข้อสอบเมื่อจำเป็นเพิ่มมากขึ้น

“ทำไมพ่อแม่ต้องสนใจที่จะสอนลูกเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ เป็นธรรมชาติของเด็กแต่ละคนที่จะมีคุณลักษณะนี้เองไหม ถ้าไม่สอนจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก สอนแค่เรื่องรู้จักตนเอง มีความสามารถในการดูแลตนเองไม่พอหรือ”

ถ้าพ่อแม่กำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง ลองมาตอบไปพร้อมกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และเมื่อทำการสำรวจครั้งต่อไปข้อมูลยังแสดงว่าเด็กไทยมีปัญหาเรื่องการพัฒนาความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น

ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นความสามารถที่เด็กจะเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น รู้สึกได้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น และจะพัฒนาจนสามารถรู้ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และยอมรับความรู้สึกของคนอื่นที่อาจแตกต่างไปจากที่เราคิด เป็นความสามารถที่จะเข้าใจโลกในมุมของคนอื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ เด็กที่มีความสามารถเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเด็กที่มักประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่โรงเรียนและสามารถเข้าใจสถานการณ์ทางสังคม พบว่าเด็กส่วนหนึ่งพัฒนาความเป็นผู้นำที่ดีจากความรู้สึกนี้ เด็กที่ขาดทักษะนี้จะพัฒนาเป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจกติกาทางสังคม ต่อต้าน สนใจแต่เรื่องของตนเอง ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้นี้ให้กับเด็ก ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่วัยทารกว่าเด็กมีการรับรู้และมีปฎิกิริยาต่ออารมณ์ความรู้สึกของบุคคลอื่น และเป็นความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าเกิดขึ้นเองจากปัจจัยภายในหรือลักษณะของตัวเด็ก พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สอนลูกให้เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ในขณะที่สถานการณ์ทางสังคมมุ่งไปที่การแข่งขัน ความสำเร็จเกิดจากความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้ชนะคนอื่น เด็กๆ เติบโตกับบรรยากาศที่สอนเรื่องตัวเอง และการเอาตัวรอด ยิ่งเปิดประเทศสู่สนามนานาชาติ ยิ่งต้องพัฒนาคุณสมบัติด้านศักยภาพมากขึ้น ความเก่งและความสำเร็จวัดกันที่ตัวบุคคล ผู้ใหญ่สร้างตัวแบบการสนใจนลตนเองและความสำเร็จของตัวเราที่ละเลยคนอื่น ละเลยธรรมชาติ เด็กที่เห็นต้นแบบเช่นนี้จะละเลยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยความก้าวร้าว เราอยากให้คนอื่นเห็นใจเรา เราก็ต้องสอนลูกให้รู้จักเห็นใจคนอื่น แม้ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่นจะเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก แต่พ่อแม่สามารถเริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่จะเข้าใจเห็นใจผู้อื่นได้กับลูกทุกวัยความเห็นใจผู้อื่นเกิดตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เด็กอายุ 2-3 ขวบที่เห็นแม่ร้องไห้จะยื่นตุ๊กตาตัวโปรดของเขาให้แม่กอด ซึ่งแสดงว่าเด็กรับรู้และเชื่อมโยงตนเองกับความรู้สึกของคนอื่น เขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ร้องไห้ แต่เขารู้ว่าเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้น และเขายื่นตุ๊กตาที่เขาคิดว่าช่วยเขาได้ให้กับแม่ เด็กที่โตขึ้น 4-5 ขวบจะสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของตนเองกับคนอื่น เช่น เขาเห็นเพื่อนแสดงอาการปวดท้อง เด็กอีกคนจะเข้ามาพยายามดูแล เขาจะลูบท้องให้เพื่อน รู้สึกเหมือนเขาปวดท้องไปด้วย เขาสามารถเรียนรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นเกิดกับเขาแบบเดียวกัน เขาจะเริ่มเข้าใจการเปรียบเทียบให้เห็นว่าถ้ามีคนเอาของเล่นเขาไป เขารู้สึกอย่างไร ถ้าเพื่อนถูกเอาของเล่นไป เพื่อนจะรู้สึกอย่างไร

เด็กสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ การใช้เรื่องเล่า นิทานที่ทำให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึก เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าพ่อแม่แสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เด็กจะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เด็กไม่ได้เรียนรู้ความรู้สึกด้วยการสอนแบบตำหนิ หรือสั่งให้รู้สึก เช่น ทำไมลูกแย่อย่างนี้ ไม่แบ่งของให้น้องเล่นเลย คำพูดแบบนี้กลับไปปิดกั้นการทำความเข้าใจความรู้สึกคนอื่นของลูก และพัฒนาเป็นความก้าวร้าว การจัดการที่ยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของเด็ก การช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของน้อง จะทำให้เด็กมีทางเลือกที่ดีกว่า

สอนลูกให้เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น

ชื่นชมความมีน้ำใจของลูก ความเห็นใจผู้อื่นไม่ได้เกิดจากการตำหนิ ต่อว่า แต่เกิดจากความตั้งใจที่เราจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เห็นแก่ตัว ให้คนอื่นให้ก่อนแล้วเราถึงจะให้ได้ พ่อแม่ควรชื่นชมการแสดงออกของเด็กทันที เช่น “พ่อหายเหนื่อยเลย เห็นลูกช่วยกันคลุกข้าวให้เจ้าตูบ” “ดูคุณย่าซิ ยิ้มแก้มปริเลยที่หนูไปอยู่เป็นเพื่อน” การส่งสัญญาณแบบนี้จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ควรทำ

สุด ท้ายคงไม่มีอะไรที่มีพลังมากไปกว่าการแสดงออกของพ่อแม่เองที่เป็นต้นแบบของ ความเข้าใจเห็นใจกันในครอบครัว และแสดงออกให้เห็นในสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตในสังคม อย่าลืมว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเกิดจากการเรียนรู้ที่พ่อแม่สร้างให้เกิด ขึ้น ให้เป็นของขวัญกับลูก ให้ลูกมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดีจากภายใน สามารถเผชิญสถานการณ์ภายนอกด้วยทางเลือกที่ดี และมีความรู้สึกที่ดีต่อโลกที่อยู่รอบตัวเขา ด้วยตัวเขาเองที่หยิบยื่นสิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคม

ความเห็นใจเกิดจากความเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ที่เกิดจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วยความรู้สึกเป็นสุขใจของตัวเรา ความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามารถที่จะมองความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกมีปัญหากับเพื่อน ถ้าลูกได้รับการฝึกที่ดี ลูกจะเริ่มจากความเข้าใจว่าเราเป็นสุขเวลาที่เพื่อนเล่นหรือพูดคุยกับเรา เพื่อนจะเป็นสุขถ้าได้รับสิ่งเดียวกัน ด้วยความเข้มแข็งทางใจของลูกที่ได้รับจากการดูแลเอาใจใส่และความภาคภูมิใจในตัวเอง ลูกจะเห็นว่าเพื่อนอาจจะไม่ได้เก่งเหมือนเขาทำให้เพื่อนมีปฏิกิริยาต่างไปจากลูก ลูกจะมองความขัดแย้งด้วยความเข้าใจมากขึ้นและมองการแก้ปัญหากับเพื่อนด้วยวิธีที่ยอมรับซึ่งกันและกัน และนำไปสู่ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ขัดแย้งได้ดี แทนที่จะโกรธ โมโห หรือกดดันวุ่นวายใจกับปัญหาเรื่องเพื่อน

สอนลูกรู้จักให้คนอื่น

การแบ่งปันให้คนอื่นเป็นการเริ่มต้นที่เด็กจะสัมผัสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งการที่เด็กดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยง ไปร่วมกิจกรรมที่เป็นการทำแบบจิตอาสา หรือแม้แต่การรู้ว่าเขาสามารถปลอบใจ ให้กำลังใจคนอื่น ในเวลาที่มีใครป่วย ไม่สบาย หรือไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาสามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้ เวลาเขาทำให้คนอื่น เขาจะสัมผัสได้ว่าถ้าเป็นเขาเป็นคนที่ขาดแคลน เจ็บป่วย ไม่สบาย เขาจะรู้สึกอย่างไร

เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดถึงความรู้สึกคนอื่น

จากการพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดรอบตัว หรืออ่านหนังสือด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนวิธีคิดที่จะปลูกฝังให้เด็กมีมุมมองที่จะมองจากมุมของคนอื่นบ้าง เช่น ความเข้าใจผิดเวลาเราตัดสินคนอื่นจากภายนอก ถ้าเราเป็นเขาที่ถูกคนอื่นมองอย่างเข้าใจผิด ถ้าเรามีรูปร่างที่ต่างจากคนอื่นด้วยความพิการหรือถูกล้อเลียน ถ้าคนอื่นหยิบเอาของของเราไป หรือถ้าเราเหนื่อยมาก มีใครซักคนเข้ามาช่วยเราเรารู้สึกอย่างไร เรื่องเล่า การอ่าน และการพูดคุยแบบนี้สร้างภาพและความทรงจำที่เด็กรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง