ตั้งชื่อลูกให้โดนใจ

น้องต้นน้ำเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ช่างคิดช่างสังเกตตั้งแต่ยังเล็ก ที่สำคัญเป็นเด็กรักการเดินทาง ชอบการท่องเที่ยวผจญภัย เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมใจเอาไว้เลย เมื่อเข้าสู้วัยรุ่นน้องอาจจะไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ จะต้องหาทางไปเรียนไกลบ้าน และเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะหาเรื่องไปทำงานไกลบ้านอย่างแน่นอน ตามดวงชะตาแล้ว จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วย ช่วงอยู่ต่างประเทศชีวิตจะดีมากๆ สามารถสร้างตัวได้ที่นั่น

ข้อควร ระวัง คือ น้องต้นน้ำไม่ค่อยสู้งานหนัก ไม่ค่อยอดทนทำอะไรนานๆ ความคิดมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถอบรมให้น้องเป็นคนมีความอดทน ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ รับรองได้เลยว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏตัวสระ ซึ่งเป็นตัวกาลกิณีในทักษาวันเกิด ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี ความสำเร็จในชีวิตที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อทำสิ่งใดก็ตาม อย่าได้หวังผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่ชีวิตในอนาคตจะมีทิศทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา ไม่มีทางตกต่ำ ชื่อนี้ใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน จะตั้งตัวได้กับชื่อนี้

น้องโฟกัสเป็นเด็กสุขภาพกายดี สุขภาพใจสมบูรณ์ ฉลาด รู้ทันคน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นยอด รักเพื่อน หลายครั้งจะแสดงความรักเพื่อนมากกว่ารักตัวเอง มีจิตอาสาตั้งแต่ยังเล็ก ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เมื่อโตขึ้นมีดวงในการทำธุรกิจส่วนตัว ไม่ว่าจับธุรกิจใดจะประสบความสำเร็จทั้งนั้น ตามดวงชะตาบอกว่าจะมีหลักทรัพย์ร่ำรวยเข้าขั้นเศรษฐีเลยทีเดียว ทั้งบ้าน ที่ดิน จะหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

ข้อควรระวังมีเรื่องเดียว คือ เรื่องการคบเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ต้องควบคุมและแนะนำเรื่องการคบเพื่อนของน้องโฟกัสให้ดี อย่าไว้ใจเพื่อนมากไป เมื่อโตขึ้นก็ไม่ควรทำธุรกิจร่วมกัน จะเกิดความเสียหาย อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ด.ช.อัยณัฐ หอมสุวรรณ (น้องต้นน้ำ)
ด.ช.อัยณัฐ หรือน้องต้นน้ำ เกิดวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554 เวลา 10.25 น. ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีไม่เป็นมงคลต่อตนเอง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านเมตตาอุปถัมภ์เป็นพิเศษ ชื่อนี้จึงเหมาะสมใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยน นอกจากจะพาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ยังได้ผู้ใหญ่ให้ความเมตตาช่วยเหลือในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จอีกด้วย คบผู้ใหญ่ไว้ไม่ผิดหวัง อนาคตจะมีความมั่นคงทางการเงินอย่างมาก ชีวิตไม่ลำบาก

 

เลี้ยงลูกตามหมอ

หมอจะดูความสะดวกเรื่องของลูกเป็นหลักก่อน อย่างวันหยุดเนี่ย ก็จะเล่นกันในห้องก่อน เมื่อถึงมื้ออาหารก็พามากินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว หลังจากนั้นถ้าง่วงก็กินนม นอนกลางวัน พอช่วงบ่ายตื่นก็เล่นกันต่อ จนถึงช่วงเย็นก็กินข้าวกันอีกรอบ

ส่วนวันหยุดก็ไม่ค่อยไปไหนเท่าไหร่ บางทีเราคิดว่าสนุก แต่เด็กอาจจะไม่สนุกก็ได้ เพราะต้องเปลี่ยนเวลากินข้าว เวลานอน เวลาขับถ่าย มีหลายครั้งที่ลูกกำลังหลับสบายๆ ในรถ ปรากฏว่าเดินทางถึงจุดหมายพอดี ต้องอุ้มออกมาด้วย ทำให้ตื่น เลยนอนได้ไม่เต็มที่ หมอเลยคิดว่า การอยู่บ้านน่าจะสะดวกกว่า มีกิจกรรมทำกับลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หมอไม่เอาลูกไปไหนเลย ก็มีพาไปออกข้างนอกบ้างตามโอกาสค่ะ

สไตล์การเลี้ยงลูกของหมอพัฏ
ถึงเป็นหมอ ก็ไม่ได้มีรูปแบบการเลี้ยงลูกตายตัวอะไรหรอกค่ะ หมอเลี้ยงแบบธรรมชาติ สังเกตว่าชอบ สนใจอะไรบ้าง คอยสนับสนุน ในสิ่งนั้น พยายามให้เวลากับลูกให้มากที่สุด คืออะไรที่ทำให้มีความสุข  หมอก็จะประยุกต์ปรับเข้ากับการเลี้ยงดู อีกอย่างที่สำคัญก็คือ พยายามเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ หลากหลาย ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอันตราย เพื่อหมอและลูกจะได้รู้ว่า ทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้เราก็ชื่นชม ให้กำลังใจ ชมเชย ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะให้กำลังใจ ค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกเรียนรู้

ช่วง นี้โหว่ไจ๋เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และช่วงนี้เริ่มพูดได้หลายคำ เราก็ชื่นใจ รู้สึกว่าเสียงลูกช่างน่ารักเหลือเกิน ขณะเดียวกันก็ควบคู่มากับการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เวลาไม่ได้อะไรดั่งใจก็ร้องไห้ อย่างเมื่อก่อนแค่หมออุ้มไปที่อื่นก็จบเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เข้าช่วย ยิ่งช่วงนี้พูดเก่ง กำลังจดจำ สิ่งที่หมอทำก็คือ หากิจกรรมที่เหมาะกับวัย ชวนเล่นชวนคุย อย่างเวลาพาไปไหนเจออะไร  ก็จะพูดจะบอก เช่น ถ้าเจอแมว หมอก็บอกว่านี่คือแมวนะลูก แมวร้องเหมียวๆ หรือลูกชอบรถ ก็บอกว่านี่เรียกว่ารถกระบะ รถแท็กซี่ สอนให้เรียนรู้ จำแนกความแตกต่างได้ โดยดึง ความสนใจมาเป็นหลักในการสอน
“โชคดีมากๆ ค่ะ ที่หัวหน้างาน พี่ๆ ที่ทำงาน อยากให้เราให้นมลูก ได้เต็มที่ ให้ลาคลอดได้ 6 เดือน บวกกับเราเองก็เป็นห่วงลูกด้วย เพราะน้องโห่วไจ๋ตัวเล็กมาก ยิ่งช่วงแรกที่ให้นมน้ำนมก็มีน้อยมากค่ะ แต่ก็พอ ที่จะให้กิน หมอให้นมลูกมาตลอด แม้ว่าหลัง 6 เดือนต้องกลับไปทำงาน ตอนกลางวันก็จะปั๊มนมเก็บเป็นสต๊อกเอาไว้ พอกลับมาบ้านก็เอาให้กิน ตอนนี้ก็เริ่มดูดน้อยลงแล้วค่ะ ได้กินอาหารที่หลากหลายขึ้น ความต้องการเรื่องนมแม่ก็น้อยลง และน้ำนมของเราก็น้อยลงด้วย เป็นไปตามธรรมชาติ

สำหรับการเป็นแม่มือใหม่รู้สึกได้เลยว่าการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปมาก ในช่วงลาคลอด จากที่เคยทำงาน ตรวจคนไข้ ก็ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก ช่วงแรกรู้สึกเหนื่อย เพราะลูกร้องงอแง เดาไม่ถูกเลยว่าร้องเพราะอะไร ห่วงกังวลไปหมดว่าน้ำนมจะเพียงพอมั้ย จะอิ่มรึเปล่า ลืมเวลาส่วนตัว เรื่องของตัวเองไปเลย ขนาดกินข้าวยังไม่ทันอิ่ม พอลูกร้องก็ต้องวิ่งมา ดูก่อน แต่อีกความรู้สึกหนึ่ง ก็รู้สึกรักและมีความสุขที่ได้ดูแล เห็นลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ความรู้สึก ที่ว่าเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”

ตารางเวลาทำงาน เรื่องลูก และส่วนตัว
ถ้าเป็นวันทำงานจะให้พี่เลี้ยงช่วยดูแล ช่วงแรกที่หมอไปทำงานก็มีร้องไห้ตามค่ะ แต่ก็ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ พาไปดูรถ ดูต้นไม้ ตอนนี้ สิ่งที่ลูกชอบมากๆ คือเห็ดที่ขึ้นอยู่ข้างต้นไม้ ทำให้หยุดร้องไห้ไปได้ จากนั้นหมอกับคุณพ่อก็ออกไปทำงาน กลับมาช่วงเย็น ก็เป็นเวลาของเรา

 

หมอเรียนรู้จากลูกได้มากเลยค่ะ การที่เราเป็นหมอ ก็เอาวิชาการความรู้มาดูแลเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วย วัคซีน     การเจริญเติบโต และพัฒนาการ แต่การที่หมอมีลูกเอง ก็ทำให้เรียนรู้อีกทางได้ว่า ข้อมูลวิชาการจากตำราที่เรียนมา  ก็ไม่สามารถใช้กับลูกเราได้ทั้งหมด เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานนิสัย การเลี้ยงดูด้วย บางทีก็ต้องประยุกต์ ปรับใช้เอา หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน รู้สึกว่าการมีลูกเหมือนลูกมาเติมเต็มการทำงาน รู้ว่าชีวิตจริงเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจพ่อแม่ของเด็กที่เราดูแลค่ะ

คำแนะนำถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะ
เด็กวัยเตาะแตะมีพัฒนาการหลายด้านที่ดีขึ้น ทำอะไร ได้เก่งขึ้น โลกของเขากว้างขึ้น และอยากทำอะไรด้วยตนเอง อยากตัดสินใจเอง บางครั้งจึงดูเหมือนดื้อมากขึ้น ซึ่งหาก คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่เป็นอันตราย ในขณะเดียวกันควรได้เรียนรู้จักขอบเขตว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะควบคู่ไปด้วย

โดยเฉพาะยุคสมัยนี้สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับเด็ก ยิ่งเด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่กำลังเลียนแบบ ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี หมอจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่กำกับดูแลเรื่องนี้ให้มาก และเลือกสื่อที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับเด็กค่ะ

อาหารที่สะอาดสำหรับเด็ก

 

รู้จักประเภทของน้องน้ำแข็ง
ใน กระบวนการผลิตน้ำแข็งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ น้ำแข็งซอง และน้ำแข็งหลอด น้ำแข็งซอง คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ (ลองนึกถึงน้ำแข็งแกะสลักตามงานแต่งงาน แบบนั้นเลย) โดยผู้ผลิตจะนำน้ำแข็งประเภทนี้มาบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ อย่างที่เราเรียกกันคุ้นหูในหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น น้ำแข็งทุบ น้ำแข็งบด หรือน้ำแข็งฝอย เป็นต้น  ส่วนน้ำแข็งหลอดหรือที่ได้ยินบ่อยๆ ว่าน้ำแข็งยูนิต ก็จะเป็นน้ำแข็งที่ผลิตออกมาเป็นหลอดสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่จะบรรจุใส่ในถุงพร้อมจำหน่าย

 

ช่องทางปนเปื้อนของน้ำแข็งดูให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ
1. สภาพแวดล้อมของร้านค้าต้องสะอาดทั้งภายนอกและภายใน
2. ผู้ขายควรมีสุขลักษณะที่ดี มีความสะอาดทั้งเครื่องแต่งกาย และเล็บมือ รวมทั้งมีการสวมใส่ผ้ากันเปื้อน หมวกเก็บผม หรือถุงมือ เป็นต้น หากมีการตักหรือหยิบจับน้ำแข็งควรมีที่ตักหรือใส่ถุงมือ ไม่ควรใช้มือเปล่าสัมผัสน้ำแข็งโดยตรง
3. ภาชนะที่ใช้ใส่ของกินหรือเครื่องดื่มควรมีฝาครอบปิดมิดชิด
4. ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำแข็งต้องสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน น้ำแข็งที่นำมาใช้กินต้องไม่มีของหรืออาหารอื่นๆ มาวางแช่ไว้
5. กรณีซื้อน้ำแข็งก้อนใหญ่ต้องนำมาล้างน้ำให้สะอาดก่อนนำไปใช้และควรเก็บใน ภาชนะที่สะอาด แต่หากซื้อน้ำแข็งหลอดควรเลือกซื้อที่บรรจุอยู่ในถุงสะอาด ปิดมิดชิด มีรายละเอียดบนฉลากจำพวกเครื่องหมาย อย. ชื่อผลิตภัณฑ์ วันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ผลิต อย่างครบถ้วน
 หนทางการพบเจอกันระหว่างสารปนเปื้อนกับน้ำแข็งมีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆ ดังนี้
1.  ขั้นตอนการผลิต อาจเกิดการปนเปื้อนสารเคมีจำพวกน้ำมันเครื่อง หรือจาระบีจากเครื่องจักร หรืออาจได้รับเชื้อแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์จากอุปกรณ์ในการผลิตที่ไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาด อีกทั้งถุงพลาสติกที่นำมาใช้ในการบรรจุที่อาจมีสิ่งสกปรกเจือปน รวมไปถึงสุขลักษณะของพนักงานที่ทำงานในขั้นตอนการผลิตที่ต้องมีการสัมผัสกับ น้ำแข็งโดยตรง เช่น ระหว่างการบรรจุหรือการขนย้าย

 

2. ขั้นตอนการขนส่ง ในขั้นตอนนี้คงจะมีหลายคนที่เห็นจนชินตากับการไถน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ไปกับพื้นบ้าง เห็นผ้าใบสีหม่นๆ ที่ถูกนำมาคลุมทับน้ำแข็งบ้าง คนงานส่งน้ำแข็งที่ตัวชื้นๆ จากน้ำแข็งและเหงื่อผสมกันทั้งยืนหรือนั่งทับน้ำแข็งระหว่างอยู่บนรถ บ้างก็ยก จับ และตักน้ำแข็งเพื่อส่งจนถึงมือเราหรือตามร้านค้าต่างๆ โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ก่อนที่เขาจะหยิบจับน้ำแข็งให้เรานั้น มือของเขาสัมผัสกับอะไรมาแล้วบ้าง แล้วแบบนี้จะไม่ให้น้ำแข็งได้รับสิ่งสกปรกเข้าไปแบบเต็มๆ ได้อย่างไร


 

 อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงทำหน้าเบ้ กับสิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในน้ำแข็ง ครั้นจะห้ามใจตัวเองไม่ให้กินเลยก็พอจะเป็นไปได้ แต่เจ้าตัวเล็กจอมซนนี่สิจะห้ามซื้อ ห้ามกินขนมน้ำดื่มจำพวกน้ำหวาน น้ำปั่น น้ำแข็งไส เด็ดขาดเลย สงสัยงานนี้คงต้องต่อรองกันอีกยาว เพื่อเป็นหนทางในการแก้ปัญหา เรามีวิธีเลือกซื้อน้ำแข็ง รวมถึงของกินและเครื่องดื่มที่มีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบมาฝากเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่กันด้วยล่ะ


 จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) พบว่าน้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอดมักมีการปนเปื้อนจากเชื้อโคลีฟอร์ม อี โคไล ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาจากสิ่งปฏิกูล และหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของเราจนเติบโตแข็งแรงขึ้นจะสร้างสาร พิษที่อันตรายแก่ร่างกาย ส่งผลให้มีอาการท้องเสียหรือมีอาการของโรคระบบทางเดินอาหารได้

 น้ำแข็งที่สะอาด คือน้ำแข็งที่ละลายแล้วไม่มีตะกอน หรือสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ และถ้าอยากมั่นใจจริงๆ ก็ทำน้ำแข็งให้ลูกหม่ำเองที่บ้านสะอาดที่สุดค่ะ

สอนลูกวาดเขียน

พ่อแม่จะส่งเสริมอย่างไร
เวลาพาลูกไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ลองให้เขาเขียนออกมาเป็นภาพการ์ตูน เพื่อเล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง โดยจัดพื้นที่หรือบริเวณในบ้านให้เป็นมุมเขียนการ์ตูน เตรียม อุปกรณ์ให้พร้อม เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ อ้อ! กระดาษในที่นี้ แนะนำให้ใช้สมุดวาดเขียนเป็นเล่มๆ นะคะ ผลงานจะได้ไม่กระจัดกระจาย สามารถเก็บไว้อวดได้ และที่สำคัญ เขาจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง รวมทั้งให้เวลาส่วนตัวกับเขาบ้าง ในการที่จะได้ฝึกทักษะ ใช้ความคิดและจินตนาการ อย่าเอาแต่เคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษจนหมดแรง

สำหรับ พ่อแม่เอาใจใส่กับผลงานแล้วให้ความเห็นตามสมควรค่ะ อย่าติจนท้อแท้ หรือชมจนเกินจริง ที่สำคัญอย่าตั้งความคาดหวังไว้ที่ลูกมากเกินไป จะทำให้เขาเกร็งจนหมดสนุก

เด็กแต่ละคนมีสไตล์การใช้เส้นที่ไม่เหมือนกัน เด็กที่วาดโดราเอมอนได้สวย อาจจะวาดเซเลอร์มูนไม่ได้เลย ตามขั้นตอน โดยมีนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพคอยเสริมจุดเด่น และลบข้อบกพร่อง จะทำให้เขาพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการที่ได้รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนที่มีความสนใจใกล้เคียง กัน ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาพัฒนาฝีมือ และสร้างสังคมได้ดีขึ้นค่ะ

ประโยชน์ของการวาดการ์ตูน

      • เสริมจินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะโดยธรรมชาติของการ์ตูนไม่ยึดติดกับความสมจริง แต่เกิดจากการนำความรู้สึก และเรื่องราวที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมาขยายให้ดูเหนือจริง ผิดธรรมชาติ เด็กๆ จะสนุกกับการคิดสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องกังวลว่าถูกหรือผิด เพราะสำหรับการ์ตูน ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวค่ะ
      • สร้างเสริมทักษะทางศิลปะ การเรียนวาดการ์ตูนก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานเรื่องเส้น สี แสง เงา และมิติต่างๆ อันจะเป็นการเปิดประตูสู่แขนงศิลปะอื่น ๆ ได้ในอนาคต
      • พัฒนากระบวนการคิดที่เป็นลำดับขั้น เพราะการ์ตูนต้องมีการวางโครงเรื่อง สร้างตัวละคร และรายละเอียดของแต่ละตอน ก่อนจะนำเสนอออกมาเป็นเรื่องราวและภาพที่ชวนติดตาม ทำให้เด็ก ๆ ได้ฝึกการคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน
      • ช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้น เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าตัวหนังสือ มีความเป็นสากลที่สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย เด็กๆ ที่วาดการ์ตูนเป็น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เช่น วาดภาพประกอบรายงาน จัดบอร์ดนิทรรศการได้ด้วย
      • เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี และมีความอ่อนโยนในจิต ใจอันเกิดขึ้นจากการได้ทำงานที่รัก และยังสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อทัศนคติที่ดีต่อสังคมด้วย สอนอะไร

พื้นฐานโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่การเขียนลายเส้น รูปทรง การใช้แสงเงาทำภาพให้มีมิติ การใช้สี และการเขียนรูปตามจินตนาการหรือเรื่องเล่า ส่วนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป ก็จะเน้นการเขียนบท วางโครงเรื่อง ออกแบบตัวละคร ไปจนถึงการสร้างบทสนทนา

จะกระซิบบอกให้ว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นจ้าวยุทธจักร เขาเรียนกันลึกซึ้งถึงขั้นทำเป็นกราฟเลยนะคะ ระหว่างแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนหน้า กับแกนตั้งซึ่งเป็นอารมณ์ จริงจังกัน แบบนี้เชียวล่ะ

คุณสมบัติของเด็ก
พรสวรรค์ที่หลายคนถามถึง ไม่ใช่เรื่องจำเป็นค่ะ เปลี่ยนชื่อใหม่จากนางสาวพรสวรรค์ เป็นนายทักษะจะเข้าท่ากว่า ใครที่มีอยู่น้อย ก็อาจจะใช้เวลามากสักหน่อยในการฝึกฝน ขอแค่ใจรักเท่านั้น อะไรๆ ก็ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็กช่างคิด ช่างสังเกต และมีจินตนาการจะได้เปรียบ

เรื่องวัยที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับการเรียนรู้ ถ้าเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การวาดเส้น สัก 5 ขวบก็พอไปได้ เพราะพื้นฐานของเด็กทุกคน ชอบขีดเขียนรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าถึงขั้นวางโครงเรื่อง ระยะภาพ รอให้โตสักหน่อย ประมาณ 9 ขวบขึ้นไปจะทำได้ดีขึ้น เพราะสมาธิจะยาว และความสามารถในการบังคับกล้ามเนื้อก็จะมากกว่าเด็กเล็ก แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กเป็นพื้นฐาน เพราะลองว่าไม่ชอบเสียแล้ว จะรอให้ถึงกี่ขวบก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ

 

The ESP Couple

You (women): This is a question astronomers would say that because I come from a different star. Men are from Mars, women are from Venus. Then I found love in the world. Many things are different. If the scientists are saying that women and men. Different level of small units called cells makes it quite different to the whole body, mind, thoughts, feelings, etc., as required.

He (man) is the most emotional. Focus on feeling good. Need a close and interest. Focus on family relationships. To focus on finer and sometimes it is a conflict. On the contrary, it would.

Talk to the understanding of the frustrations. And need someone to talk to for comfort and stress relief.
Read his mind.
So often you quarrel with nonsense. I do not understand the basics of each other. Okay, today we will be together. Starting your first try. Eaaฤkษs finish out this Father’s Day, then you might ask why I’m first. Why not before. I suggest you start first. Because you’re reading this. And I believe that once you begin to understand him, he approached him to adapt with it. (By the very manner in which we choose a pair that is given to him to return).

He tried to see as much value. Do not wait for the girls. Others see. But we can not see. I’ll probably go for the one that he values his behalf. I express concern. Pay attention to him. I have several children. To do and so little time left to spend more time with her children and husband. It is recommended that (By the Minister Thaksin indeed is) the practice with her husband and a son. Trying to appease him. But not even the husband was not so sure. Himself as a husband or a son to me. But do not be caring like I looks like a mother. Because I will be out of the gossip that I did this, it would be a wife or mother, anyway!

Another important aspect to remember, to honor her husband. This is a very important man. We may have to have him home. But that was in front of his family or his associates. I will make him lose face. (Male pug and we would not do … I know you want me here).

Sex is necessary …
Another very important thing is. If he wanted to have sex with you, do not deny it. I was discouraged. This is important because a lot of men. I denied it. To give him confidence. (Depressed mood bully withered away to nothing) is to focus on the male sex over the female. For men who love sex with then separate it out. Considered part of the male one.

So often when you guys talk. One subject that is often boast about sex (which really does boast some he called them spit at each other), the two sides will focus on sex. Not equal to. Excitable than men have completed the task faster and faster. (Typically takes 4-5 minutes), while the slower and longer than the female. The imbalance. Although the men in this event will start. But sometimes you may begin earlier. This will make him proud. (The man) asked, but do not say anything about the work or calling me. (I do it).

There are many careers that you guys wanted me to be his wife. (While in bed) is a wrestler, gymnast or a chiropractor. Help cover the dough with water and massage (but not recommended by my husband to do the work of the house) or a fine taste. I use the tongue to taste things. Taking the Baroque. This is not to me. (But for the newly married. This should be the first settler. I do understand that you have your husband to come to church surfing strategic depth) and on the other hand I do not have a career, I would say it to me.

One. Teacher (doing so far. Doing it this far).

Two. Nurse (not capacitance. Before going to the bathroom. I brush my teeth or not! I think this is better than sleeping Hanhlagใhgkan).

Three. Nuns or orator. (Talk show to do it).

4. A Business (must book in advance before it).

But if you have such a career (really) but I forgot to do it. I will give you a clear head and a good husband, I have a happy family! Write it finished. I did try to take it to his wife. I do not like ugh ugh.

Great dad

 

“In the way that he should go” is to do the training according to the unique personality, gifts, and aspirations of the child. The idea here is to, equip, resource, and be a catalyst for your child’s gifts, skills, and natural abilities. We must study our kids and know just what their strengths and weaknesses are.

The converse is to help the child avoid whatever natural tendencies she might have that would prevent total commitment to God. For example: a weak will, a lack of discipline, a susceptibility to depression, etc… Knowing where our kids are prone to weakness will help us to help them avoid the pitfalls of poor decision-making, lack of character, immaturity and more. This is as important as knowing their strengths and gifts and facilitating those.

The promise is that proper development with great parenting ensures the child will stay committed to God and love people… the two basics of the 10 Commandments. May we stay focused, diligent and intentional in this key role!
Tools of Effective Legacy: Grace. How Do We Use Our Authority?

When I talk about fathering, I think of how God the Father deals with me. And then I realize His kindness, patience, and love and see how short I fall as I deal with others.

This is a great concept, promise, principle, and protocol for fathers. “Training up” has the idea of a parent graciously investing in a child whatever wisdom, love, nurturing, and discipline is needed for him to become fully committed to God. It presupposes parental emotional and spiritual maturity.

God doesn’t always use a stick to beat us when we make mistakes, so why are we as fathers so quick to apply the stick of punishment to those around us, especially our kids? It’s okay to be angry, and it’s okay to not like injustice, disobedience, immaturity, and some of the zany things kids do in their selfishness.

But what gives you and me the right when we are tired and frustrated to dole out law in the spirit of anger? Our Lord never modeled that type of authoritarianism. He did everything in love, including correction, chastisement, teaching, and encouragement.

You and I as men need to re-learn authority. We need to not get caught up in the disciplinarian model and playing the heavy, which is so common in our society. We need to learn the authority of Jesus, based in love, patience, kindness, gentleness, goodness, and self-control.

We need to re-learn the father heart of God, and how that applies to our leadership and authority over those for whom we have responsibility. We must be intentional and incremental in learning this model, as it will transform our parenting, and indeed, our lives. So, the next time you’re faced with someone’s shortcomings, or your own, for that matter, what’s going to be different?

We get caught up in stress and with our authority; we often default to become the great disciplinarians. We get hard, mean, and even cruel—often with those we love the most.

This is wrong, and an incorrect application of authority. We do need to have courageous conversations, and even dole out consequences as needed, but if our default is dictatorial we’ve missed the mark in the Jesus example.

The authority that Jesus wielded can be learned, applied and given freely, but we need to be intentional…. How will you discipline, correct, and encourage someone who is under your authority the next time? Will you default to a baser form of handling authority, or will you be intentional and model the kindness and encouragement of Jesus Christ? Next time, what will be different?

Will it be grace or law? Which have you been given more of?

Grace versus law- means that we translate His heart to those around us in how we use our words, authority and actions. How can we successfully use godly authority in a way that shows His heart and love and kindness?
How do you personally dole out correction and discipline? Do the following mark your approach?
• Anger
• Frustration
• Stress
• Burnout
• Tiredness
• Cussing and swearing
• Yelling and raising your voice
• Withholding your favor in some way
• Silent treatment
• Launching out in anger
• Physical violence
• Verbal violence
How do these mirror the Father Heart of God (see Appendix B.), and how he’s treated you? Does God do any of the above as He has occasion to correct and admonish you? In your walk with God, has He ever treated you with anything but kindness, love in the heart of a father? The answer is God corrects and chastens us in great love and patience and kindness. His encouraging and teaching Spirit reminds me that the kindness of God leads me to repentance… every time.