การปฐมพยาบาลลูกขั้นต้น

เวลาเพียงแต่ 5-10 นาทีที่พ่อแม่อาจะคิดว่าไม่เป็นไรที่จะทิ้งลูกไว้ในรถก็อาจเกิดอันตรายอย่าง คาดไม่ถึงนะคะ ยิ่งแดดร้อนจัดแบบในบ้านเราด้วยแล้วยิ่งต้องระวังกันให้มาก ไม่เพียงแต่การทิ้งเด็กไว้ในรถกลางแดดเท่านั้นค่ะที่เราต้องเป็นห่วง รวมถึงการทิ้งเด็กไว้ในรถในที่อื่นๆ ด้วย เพราะเด็กอาจจะซุกซนเล่นอุปกรณ์ภายในรถจนทำให้รถล็อก รถไหล และได้รับอุบัติเหตุอันตรายได้เช่นกัน

ความร้อนจากในรถเหมือนกับเตาอบมากทีเดียวค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ไม่กี่นาทีก็ทำให้พลาสติกละลายได้ ดังนั้นการเสียชีวิตในรถของเด็กเกิดได้จาก “ความร้อน” ไม่ใช่การขาดอากาศ เพราะด็กจะเกิดภาวะ “ช็อคร้อน” (Heat stroke) ได้ง่าย ทำให้เป็นลม ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตในที่สุด

ทำอย่างไรเมื่อต้องลงจากรถและมีเด็กอยู่ในรถด้วย

อุ้มหรือพาเด็กลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าลงรถไปเพื่อซื้อของเล็กน้อย หรือเพียงแต่เดินไปเก็บของที่กระโปรงหลังรถ เพราะเด็กมักซุกซนและไม่รู้ระบบภายในรถ เด็กอาจจะกดเซ็นทรัลล็อก เบรกมือ หรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่พาลูกขึ้นรถไปด้วยเองก็ตาม เมื่อลงจากรถต้องสำรวจให้แน่ใจว่าลูกลงจากรถแล้วมายืนกับพ่อแม่แล้วเรียบร้อย เพราะพ่อแม่บางคนมักจะเข้าใจว่าลูกลงจากรถมาเองแล้ว

หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องปล่อยลูกไว้ในรถ ควรลดกระจกรถทั้ง 4 ด้านลง 1/4 เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยลูกไว้นานเกิน 10 นาทีเด็ดขาด

พ่อแม่ที่ใช้บริการรถรับส่งของสถานรับเลี้ยงเด็กหรือรถโรงเรียน เมื่อถึงเวลารถมาส่งลูกก็ควรจะรอรับเอง หรือให้บุคคลใกล้ชิดมารอรับแทน เพื่อจะได้ทราบว่าลูกลงรถอย่างปลอดภัยแล้ว

กรณีครูพี่เลี้ยงที่มารับส่งเด็กๆ ควรมีสมุดเช็คชื่อว่าเด็กแต่ละคนขึ้นรถลงรถแลเวเรียบร้อยหรือยัง และจะต้องเห็นหน้าเด็กทุกคนทุกครั้งที่มีการรับขึ้นรถและส่งรถลงรถ ไม่ใช่เพียงการขานชื่อหรือเข้าใจว่าเมื่อรถจอดส่งเด็กแล้ว เด็กก็ลงไปเองแล้ว

ครูพี่เลี้ยงและัพนักงานขับรถส่งเด็กๆ เมื่อเด็กๆ ลงจากรถครบแล้วควรเดินตรวจภายในรถอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้สามารถตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

เมื่อเด็กลงจากรถเพื่อจะเข้าโรงเรียน ครูพี่เลี้ยงควรเช็คชื่ออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเด็กขึ้นรถและลงรถเท่ากัน เป็นการตรวจสอบย้ำว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกลืมทิ้งไว้บนรถ

เหตุการณ์การลืมเด็กไว้ในรถท่ามกลางแดดร้อนจัดหลายๆ ชั่วโมง ในต่างประเทศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและเกิดความสูญเสียชีวิตเด็กมากถึงปีละเป็นพันคนซึ่งเกิดจากความประมาทของผู้ดูแล ซึ่งเราก็หวังว่าจะเรื่องนี้จะได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากผู้ดูแลเด็ก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราควรจะทำอย่างไร

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กช็อกความร้อน
1. อุ้มเด็กออกมานอนในที่ร่ม อากาสถ่ายเทสะดวก หรือให้เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศ
2. คลายชุดให้หลวมหรือถอดชุดของเด็กออกเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
3. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้า ศีรษะ และตามหลอดเลือดใหญ่ อย่าง ซอกคอ แขน และขา
4. อย่าป้อนน้ำในขณะยังไม่ได้สติดี เพราะจะยิ่งทำให้มีอันตรายจากการสำลักมากขึ้น
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้รักษาและช่วยเหลือต่อไป

หยุดเด็กดื้อ

1. เจ้านายวัยอนุบาล

ท่า ทาง ชี้นิ้วสั่งจะเอาโน่นเอานี่ หากมองในแง่บวกก็ถือเป็นเรื่องดีที่น้องหนูบอกความต้องการของตัวเองได้ ชัดเจน แต่หากปล่อยไปนานๆ อาจจะกลายเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ดีแต่สั่งคนอื่น ทำให้เพื่อนไม่อยากคบด้วย ฉะนั้นต้องช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะรักษาเพื่อนหรือมิตรภาพเอาไว้ค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็กวัยนี้จะเลียนแบบการใช้ภาษาจากผู้ใหญ่ เช่น เวลาผู้ใหญ่ชอบสั่งเด็กว่า ไปล้างมือก่อนเดี๋ยวนี้นะ เขาก็จะจำมาทำตาม ให้เปลี่ยนมาใช้ประโยคขอร้องหรือชักชวนค่ะ เช่น “ไปล้างมือก่อนดีมั้ยจ๊ะ จะได้กินข้าวพร้อมกัน”

* ให้ลูกเรียนรู้วิธีเจรจาต่อรองแบบสุภาพแทนคำสั่ง เมื่อบอกให้น้องหนูเก็บของเล่น แต่แกขอต่อรูปจิ๊กซอว์นี้ให้เสร็จก่อน ก็ยืดหยุ่นให้ลูกบ้างนะคะ

 

2. โกหกพกลม

เด็ก วัยนี้เพิ่งจะเรียนรู้การแยกแยะระหว่างเรื่องจริงและเรื่องจินตนาการมาได้ ไม่นาน เด็กส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือรู้สึกผิดว่าพูดโกหกจนกว่าจะเริ่ม 4 ขวบไปแล้ว แต่บางครั้งก็ต้องโกหกเพื่อปกปิดความจริงที่จะทำให้พ่อแม่หน้าหุบหรือเหี่ยว อย่างกะทันหัน

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* อย่าตกใจหรือถามทำนองประชด เช่น “ช้างที่ไหนมาวิ่งในบ้านชั้นจนแจกันหล่นมาแตกยะ” แต่ควรมองที่ปัญหาและหาทางแก้ตรงจุด เช่น “แจกันของคุณย่าตกลงมาแตก นี่คือเหตุผลว่าต่อไปนี้ เราจะไม่วิ่งเล่นในบ้าน”

* อย่าเรียกลูกว่าเด็กเลี้ยงแกะ หรือเด็กขี้โกหก เพราะแกยังไม่เข้าใจความหมายเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปไมย ซ้ำยังเท่ากับไปติดป้ายให้ลูกเป็นคนอย่างนั้นจริงๆ

* อย่ายั่วยุให้เกิดการโกหก เคยดูรายการทีวี เขาให้คุณครูถือขนมเค้กไปในชั้นเรียนอนุบาล แล้วครูบอกว่า เดี๋ยวครูไปเอามีดมาแบ่งเค้ก ห้ามใครแอบขโมยกินก่อนนะ ปรากฏว่าหนูๆ เอาแต่จ้องแล้วก็มีวิธีที่จะให้นิ้วเปื้อนเค้ก จะได้แอบลิ้มรส พอครูกลับมา ไม่มีใครยอมรับสักคน แถมช่วยคิดหาข้ออ้างมาชี้แจงเหตุผลเสร็จสรรพค่ะ

* ให้คำชมลูก เมื่อลูกยอมรับความจริงในสิ่งที่ทำผิด พร้อมทั้งบอกลูกถึงเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรทำสิ่งนี้ในคราวต่อไป อย่าทำให้ลูกรู้สึกว่าบอกความจริงโดนหนักกว่าโกหก

 

3. กัด ฟัด ผลัก

เด็ก บางคนอาจจะยังแสดงออกด้านอารมณ์ไม่ชัดเจน หรือไม่รู้จะทำยังไงเมื่อโกรธ โมโห และอารมณ์เสีย จะว่าไปการกัดหรือตีเพื่อนแรงๆ ก็เป็นพฤติกรรมเชิงอำนาจของคนตัวเล็ก ที่เรียกร้องให้คนอื่นสนใจความรู้สึกของตนอย่างได้ผลเชียวค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* หยุดการกระทำนั้นโดยทันที แล้วแยกเด็กออกจากกัน

* บอกน้องหนูที่เป็นฝ่ายทำร้ายเพื่อนด้วยเสียงหนักแน่นว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ เพราะเพื่อนเจ็บ ถ้าหนูโดนกัดหนูก็เจ็บ

* ถ้าคุณคิดว่า Time out ไม่ ได้ผลในกรณีแบบนี้ ให้พาไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ดูการ์ตูน เล่นเกม ร้องเพลง เล่านิทาน ที่เกี่ยวกับเพื่อนๆ รักและช่วยเหลือกัน เพื่อให้คลายความว้าวุ่นในใจลงไป แล้วจึงพาไปขอโทษเพื่อน

* สังเกตว่าเด็กจะอารมณ์เสียและมีพฤติกรรมนี้ในช่วงเวลาไหน ขณะทำกิจกรรมอะไร จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสองอีก

 

4. คำที่ไม่น่าฟัง

บาง คำได้ยิน แล้วทำเอาช็อก เช่น “หนูเกลียดแม่” “ไปตายซะ” ความจริงแล้วเขาไม่ได้เกลียดคุณหรอกค่ะ แค่ต้องการระเบิดอารมณ์กับคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ ผู้ใหญ่บางคนก็เคยเป็นค่ะ

 

ช่วยปรับพฤติกรรม

* หายใจเข้าลึกๆ ถ้ายิ่งแว้ดใส่ลูก ก็เท่ากับยิ่งเร่งให้ลูกอารมณ์เสียและตอบโต้คุณแรงขึ้น

* อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจัง แต่ไม่ประชด เช่น “รู้นะว่าหนูอยากเล่นต่อ แต่เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวคุณพ่อกับคุณย่ารอกินข้าวเย็น อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่”

* บอกต่อด้วยว่าคุณไม่ชอบที่ลุกทำแบบนี้ เช่น “ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แม่เสียใจนะ ถ้าอยากเล่นให้บอกว่าไม่อยากกลับ ลูกต้องพูดเพราะๆ เราไม่พูดคำนี้กับคนในครอบครัวนะ”

* วิธีสุดท้าย คุณพ่ออาจจะเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยให้ลูกสงบและอธิบายเหตุผล เสร็จแล้วจะให้ไปขอโทษคุณแม่ค่ะ เช่น น้องเอมขอโทษครับที่ทำให้แม่เสียใจ เรื่อง….. เอมรักแม่ครับ

 

พฤติกรรม สุดแย่แบบไหน ถ้าไม่อยากให้น้องหนูทำจนชินเป็นนิสัย ผู้ใหญ่ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้เห็น และที่สำคัญอย่าลืมจัดการกับอารมณ์ของตัวเราก่อนจะจัดการพฤติกรรมของน้องหนู นะคะ

Polish youngster can resist

Why the opposition and rejected?

Another trick is to make the choice to have children. Because of this age do not like to be forced. If your parents use a command like “I need a bath now” may be made against children. If children have the opportunity to decide for yourself. Children feel that they have control of the situation. If parents take their children to make choices, such as “I will make you take a bath. Or will you take my father “or” I will give you a shower for me at least. Or it will only give me my own little “pick on children. I did not feel forced. And understand that they have control of the situation. But the fact that the people who control the real parents. Because what parents and children select. Is chosen to be the parents to choose freely the same results. Parents take their children to the bathroom as well. Achieve the desired objectives without losing my temper on both sides.When children enter the toddler (1-3 years), mental and physical development of the brain was more developed than his baby. Start the ball into his own. Look at themselves and to focus on yourself first. What to do with a lot more. The parents did not want him all With the ability of this age are still dependent on their parents. Sometimes it is a conflict in the mind. When parents tell them to do something, but I do not want to start a fight with me.

Children this age will want to choose what they like or do not like it. Made it clear that All parents can not control the ball as before. The most favorite word is “no no no” words like that makes me upset, frustrated parents have become the two sides do not understand each other.

Victor Wong denied the youngster.

A good way to handle the ball against Central. The parents must accept and understand that the rejection and the eventual development of resistance with age. If the start of one’s own That children learn to be less dependent on others. However, if the parents do not reject or resist. I do not think it will be a child. And the need to rely on my parents.

So, if faced with the situation of children against this. Parents should not fret and do not try to control it all. I will be forced to have children. I was even more frantic cries to temper itself is not. Into a bad mood. But parents should allow children to think and deal with his emotions. This is the way to go.

The first strategy is to send a warning.

While the children are attracted to one of the events. Parents need to be told to do something else. I was feeling upset or angry. The attitude expressed in the refusal. Whether outcry, shouting, etc..

I had to adjust and prepare themselves with anger. Parents should tell children to an early warning as the ball was played to the children as “the next 10 minutes, I’ll take it to the bathroom or eat me” when the child may be showing signs of resistance emerged. I let him vent his feelings. Parents also may be moved to another. In order to release it. (Children may not understand that 10 minutes is long. But to understand the attitude of the parents that I have played with it a little).

Step 2: Discuss strategies to comprehend.

I was talking to. It will also teach your child learn how to handle the emotional upset. We should talk about how to better use the bad behavior out. I said I do not know. Do not just put it on my son. I think that’s what parents are doing. I did not want to win. But we need to do to achieve the objective. I was taking a bath. I need to cool it.

I really need to do this step. Is to take a shower now. It must be in a manner that is not severe or the child should not be dragged by force. I should explain that I have to go along with. I’ll take a shower and go. For example, children may be seen as a comparison, “Look, I was left to me.”
After sending a warning to parents. When it’s time to stop playing it. Parents should talk to their children. It’s time to go to the baths. At this stage, it may be even more frantic. But parents need gradually. Tell a peaceful manner and concise statement such as “I know you’re fun. I understand that I do not want a bath. But this time, it is time to water. I had to go to the bathroom “.
Children often like to emulate it. I see other people do. He did not do it. Or maybe it’s a fun game. With children. Based on what I was playing like I know who are taking less Duck doll a bath before I go to work and children to reduce the resistance to it.

If parents do not understand me.

Parents are often frustrated trying to control the ball at all. Do not allow children to think and decide for yourself. Although parents can do what they want. But the return is the result you get. Because the child does not want to become that. I have not decided. Lack of confidence in itself. I can not do anything by itself.

If parents are frantic with children. It is likely that the child will be aggressive mood with emotional abuse others. Because I do not know how to deal with their own emotions. And to see an example of the intense emotions of parents with me.

play with love

เด็ก
We can learn from children as they learn from us. They can also improve our sense of well-being. If you are feeling low, you can either do a physical detox to revitalize and clear your system, or you can do a mental detox, to reawaken your inner child. Spend just an hour watching your kids play. You will benefit perhaps more than you realize.
The Importance of Fathers in Children’s Play
Fathers play an extremely important part in the development of their children through play. For a child, there is simply nothing better than an adult playing with them. Simply nothing. Mum is around more, and Dad is somehow more of a prized playmate. Dads throw themselves into play when they join in, and are funny and irreverent. So, when you play with your child you are immediately a hero. This puts you in a strong teaching position, although sometimes it’s as well to forget teaching and just have fun. Since the underlying function of play is learning, you’ll find you’re teaching whether you intend to or not. Research suggests that fathers who are involved, nurturing, and playful with their infants have children with higher IQs, as well as better linguistic and cognitive capacities. This style of paternal parenting is also associated with better outcomes for adolescents too, with a 2001 US Department of Education study finding that adolescents with involved paternal role models were 43% more likely than other kids to gain mostly A grades at school. That’s a big percentage.
Effect of Fathers’ Play on Emotional Well-being
As discussed in other articles on this Becoming A Better Father, fathers play is significantly different to mothers’ play, and can have a huge impact on children’s social development. One study notes:
“Fathers spend a much higher percentage-of their one-on-one interaction with infants and preschoolers in stimulating, playful activity than do mothers. From these interactions, children learn how to regulate their feelings and behavior.”
Furthermore:

Shakespeare’s line from Twelfth Night, “If music be the food of love, play on!” strikes a chord with all of us. The food of love for children is play itself. Along with the provision of food and shelter, love and play are the things your child needs, biologically, to progress and develop into a happy adult. Children are programmed to play, and you will find them doing so in war zones as bombs rain down, on bombsites when their homes have been destroyed, and with the last energy left in them when starving in a drought zone. They are remarkable in this regard. Children must play, and will play, and as adults we can only gaze on in awe at their resilience and the joy that is within each child, given the slightest chance. The little rules that govern play, and how play conflicts are resolves is both charming and salutary. Fundamental human societal rules emerge, the unlearned norms which must govern all harmonious co-existence. We see the underlying human desire for peace and co-operation, and for negotiated settlements and all out conflict – it all emerges in children’s play and we can learn that adult life isn’t so different from that in the playground.
“… children who grow up with involved fathers are more comfortable exploring the world around them and more likely to exhibit self-control and pro-social behavior.”
Proof, were it needed, of the central importance of the father’s role was shown in another research study which concluded that kids who have an actively involved relationship with their children were less likely to suffer with mental health problems, such as depression, less likely to be disruptive at school, less likely to lie, and more likely to demonstrate pro-social behavior  This is powerful stuff. And it’s not just boys who can benefit from the closeness that play promotes. Girls with close relationships with their fathers showed higher self-esteem than those who did not.
Active Involvement
This need not be anything more than play, if that is all you are able to provide. The pressure on fathers’ time is endless. It may be that, because of work, you are unable to attend every concert or ball game. You may not be able to pick them up from parties or do the sort of thing you imagine ‘active involvement’ might mean. Don’t beat yourself up about that. Kids are very understanding. But when you do have the time to spend with your children, you can do nothing better than play with them. It communicates love, it teaches, it shows you are giving your undivided attention and children love nothing more to have Dad all to themselves. The time you spend playing together will reap rewards far beyond the duration of that play tine. It’s strikes a deep chord in children when you join them in their world. After all, we expect them to inhabit ours for a majority of the time. Step into that imaginary space and celebrate life with your children. You’ll be giving them a great gift