ดูแลลูกในหน้าฝน

ผิวพรรณร่างกาย
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศค่ะ หน้าหนาว อากาศเย็นๆ เช่นนี้ ควรใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว ขายาวให้ความอบอุ่นร่างกายกับลูกน้อย
- จะจัดเตรียมอุปกรณ์ เรื่องผิวพรรณให้พี่เลี้ยง เช่น โลชั่นหรือออย์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่เน้นว่าต้องเป็นแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายกับผิวของลูก

สิ่งแวดล้อม
- เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นสบายแบบธรรมชาติ แทนการเปิดแอร์ ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่เซฟคอร์ส และลดปัญหาเรื่องผิวเป็นขุย  มีอาการคัน หรือเรื่องภูมิแพ้อากาศ ได้ค่ะ
- อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการต้านโรค ก็คือการออกกำลังกายค่ะ โดยมีคุณออกแบบกิจกรรมง่ายๆ ให้พี่เลี้ยงชวนลูกสนุกเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก

     – นมแม่เป็นอาหารต้านโรคอย่างดี ที่ลูกควรได้ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 เดือนแรก ฉะนั้น คุณต้องไม่ลืมจัดเตรียม กำชับพี่เลี้ยงเรื่องมื้อนมแม่ด้วยค่ะ
 - สำหรับนมผสม เรื่องนี้พี่เลี้ยงต้องใส่ใจ ในเรื่องความสะอาด วิธีการเตรียม เพราะหน้าหนาวแบบนี้ เชื้อโรคมักอยู่ทน อยู่นาน อาจทำให้ลูกไม่สบาย ท้องร่วงจากอาหารที่ไม่สะอาดได้
     – ถ้าลูกอร่อยกับอาหารเสริมได้แล้ว ก็ควรให้ลูกอิ่มตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง คือกินครบ 5 หมู่เป็นสำคัญ เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารครบถ้วน ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อน

ช่วง นี้ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย เหมือนช่วงหน้าร้อน เพราะจะยิ่งทำให้ไขมันและสารความชุ่มชื้นถูกชะล้างออกไป แค่ 1 ครั้งก็พอ หรือให้พี่เลี้ยงใช้วิธีเช็ดตัวให้ลูกน้อยก็ยังได้ค่ะ

 

การดุลูกอย่างถูกวิธี

การลงโทษเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่จะให้ดีก็ต้องสมดุลกับการเสริมแรงทางบวก (positive reinforcement) ด้วย ถ้าอาทิตย์ไหน ที่เขาทำตัวดี ก็อาจอนุญาตให้เขากลับบ้านช้ากว่ากำหนดได้สักชั่วโมง สำหรับวัยรุ่นแล้ว การตอบสนองต่อพฤติกรรมดีๆ ของพวกเขา สำคัญกว่าการคอยลงโทษเมื่อเขาทำผิดหลายเท่านัก

สุดท้ายที่ ต้องคำนึงถึงก็คือ ระยะเวลาในการทำโทษ ต้องสมเหตุสมผล พ่อแม่หลายคนเห็นพ้องกันว่า 2-3 วันกำลังเหมาะ หรืออาจยาวกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่ควรเกินหนึ่งอาทิตย์ อย่าลืมว่า ลงโทษเพื่อให้ลูกเจ็บแล้วจำ ไม่ใช่เจ็บจนด้านชา

พูดดีๆก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถ้ายังไม่ฟังกัน อาจถึงคราวต้องใช้ไม้แข็งกัน แต่ไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้ใช้ไม้เรียวเลี้ยงลูกนะครับ เพราะมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับเด็ก จะยิ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและบ่มเพาะความก้าวร้าวเอาไว้ในตัวเด็ก เหมือนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังนั่นแหละ

ฉะนั้นถ้าเห็นลูกเริ่มมีพฤติกรรมเป๋ไป๋ไปมา พ่อแม่ก็ควรค่อยๆตะล่อมให้เข้ามาสู่ลู่ทางที่เหมาะสมด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ หน่อย โดยเฉพาะกับวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และชอบต่อต้าน (ผู้ใหญ่) เป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งตีอาจยิ่งเตลิด

ส่วนวิธีที่ว่าก็เช่น ห้ามออกไปเที่ยว ห้ามใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต หรือตัดเงินค่าขนม วิธีพวกนี้จะทำให้ลูกเรียนรู้ความมีวินัยและปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น แต่การลงโทษไม่ใช่จะได้ผลกับเด็กทุกคนและทุกๆ เรื่อง จึงควรเลือกใช้อย่างมีขอบเขตและในสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วย

แต่ถ้ารู้สึกว่าลูกยิ่งมีพฤติกรรมแย่ลงเรื่อยๆ ดูท่าจะรุนแรงจนควบคุมไว้ไม่อยู่ เช่น ไม่ยอมกลับบ้าน พัวพันกับยาเสพย์ติด พาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทั้งหลาย หรือก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด อย่างนี้ถือว่าเกินขอบเขต ยิ่งใช้วิธีทำโทษให้หนักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอันตรายครับ คงจะต้องหาทางบำบัดหรือแก้ไขอย่างจริงจัง อาจมีการจับเข่าคุยระหว่างพ่อแม่ลูก หรือไปปรึกษาจิตแพทย์

พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นต้องจำไว้อย่างว่า พวกเขาต้องการอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล การลงโทษจึงควรอยู่ในหลักนี้ เช่นถ้าการเรียนตกเพราะมัวแต่เล่นเน็ต ก็ต้องจำกัดการใช้ ถ้าทำข้าวของในบ้านเสียหายก็ต้องตัดเงิน (เพื่อเอามาซ่อมหรือซื้อของชิ้นนั้นใหม่) วิธีแบบนี้จะทำให้พ่อแม่มีคำอธิบายที่ดูดี มีเหตุผล ทำให้ลูกยอมรับและเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ใช่สักแต่ลงโทษไปโดยไม่ทำให้ลูกได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเลย

ที่สำคัญ คุณต้องตกลงเรื่องกฎของบ้านให้ชัดไปเลยว่า ถ้าลูกทำตัวอย่างนี้จะถูกทำโทษยังไง และก็คอยย้ำเป็นระยะ (แต่อย่าบ่อยเกินไป) เช่น ก่อนลูกจะออกไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน ก็เตือนเขาซะหน่อยว่า “รักษาเวลาด้วยนะ จำได้ไหม ว่าเราตกลงกันไว้ยังไง”

เรื่องอารมณ์ก็ต้องระวัง บ่อยๆที่ผู้ใหญ่มักปล่อยอารมณ์ให้เดือดดาลและตัดสินโทษรุนแรงเกินไป ท่องให้ขึ้นใจไว้เลยว่าลูกเราโตแล้ว และเราจะปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ถึงจะเป็นลูก แต่เขาก็มีสิทธิ์ของลูกที่พ่อแม่พึงเคารพเช่นกัน

 

ทำโทษอย่างไรให้ได้ผล

* เอาจริงเอาจัง ทำให้กฎน่าเชื่อถือ ไม่งั้นลูกเถียงคำไม่ตกฟากแน่นอน

* คิดบทลงโทษให้สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด

* ทำให้เสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่เดี๋ยวเข้มงวด เดี๋ยวปล่อย กฎจะไม่ศักดิ์สิทธิ์

* พูดกันให้ชัดเจนไว้ก่อน การพูดว่าห้ามใช้โทรศัพท์ จะรวมถึงห้ามใช้อินเตอร์เน็ตด้วยหรือเปล่า เด็กวัยนี้หัวหมอไม่เบานะครับ

* การลงโทษที่สมเหตุสมผลและทันท่วงที ได้ผลมากกว่าการลงโทษแบบรุนแรง

* อธิบายให้เขาฟังว่า ทำไมถึงถูกทำโทษ ก่อนตัดสินโทษอาจลองหยั่งเสียงสักนิดว่า เขาคิดว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ

* อย่าด่วนสรุป ฟังความรอบข้าง และตัดสินอย่างยุติธรรม

* อย่าใช้พร่ำเพรื่อ การลงโทษให้ใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

* อย่าทำให้เขาเสียหน้า เช่น ไม่ควรลงโทษต่อหน้าเพื่อนหรือคนเยอะๆ

* พ่อแม่ควรมีความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่อีกคนทำโทษ แต่อีกคนคอยปกป้อง

* อย่าใช้บทลงโทษที่คิดว่าไม่สามารถคุมเขาได้ตลอดเวลา เช่น ห้ามดูทีวี อ้าว…แล้ว เวลาคุณไม่อยู่ ใครจะคุมเขาล่ะ อาจเป็นการเพาะนิสัยผิดๆ (เช่นขี้โกง) ให้เขาเสียอีก

โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ

เจ้าหนูจะมีอาการคันในจมูก จามบ่อยๆ น้ำมูกใส คัดจมูก แน่นจมูก และอาการอื่นๆ เช่น เจ็บในจมูก หูอื้อ ปวดศรีษะ ไม่ได้กลิ่น มีน้ำมูกไหลลงคอ มีเสมหะติดคอ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนกรน และอาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้ โดยในบางคนอาจมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หอบหืด ลมพิษ ผื่นผิวหนังตามข้อพับ คอ ใบหน้า คุณพ่อคุณแม่ลองสำรวจอาการของลูกกันนะครับ

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีการหลั่งสารฮิสตามีนมากเกินไปในเลือด จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว เชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นครับ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

มีปัจจัยที่อาจทำให้เจ้าหนูเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้หลายข้อเลยนะครับ

1. สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม ที่พบบ่อยคือ ไรฝุ่น ฝุ่นในบ้าน นุ่น ขนสัตว์ แมลง และเชื้อราในอากาศ

2. สารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อาจพบ เช่น ถุงมือยาง อาหารบางชนิด และในปัจจุบันพบปัญหาแพ้นมวัวบ่อยมากขึ้น

ปัจจัยเสริมที่อาจไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้แต่ทำให้เกิดอาการขึ้นได้ หรือถ้ามีอาการอยู่แล้วก็อาจทำให้เป็นมากขึ้น ได้แก่

• สารระคายเคืองต่อเยื่อบุโดยตรง เช่น ควันไฟ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุนต่างๆ อากาศร้อนจัด อากาศเย็นจัด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ฝนตก แอร์เป่า พัดลมเป่า การอดนอน ทำงานหนัก ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์ตึงเครียด

• สารติดเชื้อ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอลซิลอักเสบ เจ็บคอ ฟันผุ ไข้หวัด ก็ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ทำให้อาการภูมิแพ้เกิดมากขึ้นได้

การปฏิบัติตัว เมื่อเจ้าหนูป่วยเป็นภูมิแพ้จมูกอักเสบ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจ และพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ก็จะป้องกันโรคไม่ให้เกิดอาการหรือมีอาการกับลูกน้อยที่สุด การได้รับการรักษาภูมิแพ้จมูกอักเสบยังทำให้เจ้าหนูมีโอกาสลดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัส หูอักเสบ หรือนอนกรน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหอบหืดในอนาคตได้ ดังนั้น การดูแลเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจึงควรปฏิบัติ ดังนี้….
โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัยและทุกเชื้อ ชาติเลยนะครับ และมีแนวโน้มจะพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันพบว่า 20% ของผู้ใหญ่และ 40% ของเด็กจะเป็นโรคนี้ และพบบ่อยขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเวลามีอากาศเปลี่ยน จึงเรียกว่า โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจะใกล้เคียงกับการเป็นหวัด เรื้อรัง จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจนิ่งนอนใจ แต่หากรู้เร็วและรีบรักษา อาการดังกล่าวก็จะไม่กวนใจและรักษาได้ไว …มาเช็กกันค่ะ ว่าอาการที่เจ้าตัวเล็กเป็นเข้าข่าย โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบหรือไม่

1. พาเจ้าหนูไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจริงหรือไม่ เพราะมีโรคอีกหลายโรคซึ่งมีอาการคล้ายกัน เช่น ไข้หวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ เป็นต้น

เมื่อพาเจ้าหนูไปพบแพทย์ นอกจากการซักประวัติและตรวจหู คอ จมูกแล้ว การตรวจที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และตรวจเลือดแต่การตรวจเลือดมีข้อจำกัด คือ ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ทราบผลในทันที ปัจจุบันยังคงอาศัยการทดสอบทางผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งการทดสอบนี้จะไม่เหมือนกับการฉีดยาทั่วไป และเจ็บน้อยกว่ากันมาก นอกจากนั้นยังเห็นผลได้ไม่เกิน 20 นาที คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ด้วยตาตัวเองว่าลูกน้อยแพ้อะไรบ้างและแพ้มากน้อยแค่ไหน

2.กำจัดและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ คุณพ่อคุณแม่ที่สามารถกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กให้เหลือน้อยที่สุดอาจไม่มีอาการโดยไม่ต้องรักษาเลยก็ได้ พยายามควบคุมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับตัวลูก เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่สะอาดและนอนในห้องที่ไม่มีฝุ่น

3.หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วเนื่องจากเยื่อบุจมูกของลูกที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อสารระคายเคืองเหล่านี้มากกว่าคนธรรมดา
4.อย่าให้นอนดึก และให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และควรให้ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น

5.อย่าเด็กให้มีความเครียด เพราะถ้าจิตใจไม่สบายอาการของโรคภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้นด้วย ควรหาทางผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศตามความชอบเป็นครั้งคราว

6.ให้รักษาโรคติดเชื้อถ้าพบร่วมด้วย เพราะการอักเสบเรื้อรังไม่ว่าชนิดใดจะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ควรพยายามป้องกันการติดเชื้อให้น้อยที่สุด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบด้วยครับ

7.ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะยาบางชนิดถ้าใช้ต่อเนื่องกันอาจเป็นอันตรายได้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ถูกเวลา รวมถึงทำความเข้าใจว่ายาแต่ละตัว ตัวใดต้องใช้ต่อเนื่อง ตัวใดใช้เฉพาะเมื่อมีอาการ

Kid can do

A little bit. But did you know that even children are in preschool, but he has the power and ability to absorb and learn and experience. It also can act more like adults. I do not believe in me Growing Up kindergarten.

Age in rats., A small but good as a mother (father) is.

Preschool seems like manner. Or as often as the traditional. “I do not smell the milk,” but in fact. Even a preschool child, but it is powerful in many aspects. Whether it is physical, mental – emotional, social, intellectual and ready.

* The body is capable of handling, walking, running.

Psychological – it * can temper it.

* Social behavior that display.

* Children have the cognitive ability to think. And ready to learn all you can get.

At this point, some parents may be viewed as “not true” for various reasons, many do not see that …

“Not really, because I do not eat the mess. Continue to fall. Cycling is falling “.

Some people say that …

“I control my own behavior and how. Taken to store the bell I fidget “.

Please tell me that this is actually they are born with all the potential that we mentioned ‘I’, but the lack of experience and the promotion of the point. Even if your parents are saying, ‘I do not so I do not do’ that will further undermine the vitality and viability and future of the ball with shine. So I adjusted my attitude toward the preschool. And I have activities to help empower young people together in it.

I do not lose adults.

Several studies have found that children’s ability to think and act like adults. If I do not have experience. So mature, so as to enhance the experience for my children.

For example, a research psychologist Jerry Bruner line Rome intelligence Said the child. Learn to absorb it better if he had discovered the self. The foster children. This self-study. Adults are people who are responsible for the proper experience to children with

A recent study from the New York Sun, Alison Gordon, professor of psychology. University of California confirmed that children are capable of thinking like adults. You can know what is good – not great – being wrong through action and play with it.

Concluded that the children have learned in the capacity. But we have to compose learning. And promote and encourage the children. Tried everything. Without blocking it. By the way it is …

No.1 did not insult you.
The key to promoting the vitality and viability of the child is. ‘Do not libel’ I do not believe that young children do not have much. So that he could ‘do’ attitude adjustment made pursuant to this Article. I ask you to compose. It is important that the patient and try to do these preschool view it.

• Instead of using the plates, glasses, utensils, plastic containers, try to get him to try some of these with you. Do not worry that it will fall apart. I should tell him with a smile, “I hold it to gradually slow” to teach him how to use those items. It also taught him how to be careful with it.

• Give children chores such as sweeping the house, little house, let him not do rub. You are told by a neighbor. How to sweep it. How to rub. What if I do not follow you or will you manage to wipe it up, however. He was released on my own. Because if it is, that is the fun way to help children develop their potential.

• Children at this age can be a very important … There is the ability to doubt and questioning. They always have the time. So do you think it’s insulting to the question is a simple question. That children should not be asked. But should pay attention to the question. When I asked because it means I want to ‘know’ and this is the power that drives the children. Learning … Do not neglect it.

No.2 appreciate the effort.

When the activity was successful, there is a story about the ability to sing as he did at school with a friend. Help teachers erase the blackboard. Traffic teacher talks about painting, drawing, etc. I recommend that you do not forget to mention that my son told me about it. Because it acts as a force to enhance and increase the power and the courage to think and act in the issue. As well.

I do not surf the N0.3 “okay”.

If the dishwasher does not clean. Holding a glass of water, then drop. I need to make a clean sweep of the house to rub it turns out slop over. Please tell me that it’s “not bad” and are said to be with my son’s. “Not to be”.

Saying this because I want you to look at the intent of that. ‘He needs help’ and if this time is to help alleviate some errors I do not mind. In fact, we’ve made a mistake, but all of them were for me to say “okay” to help the children do not feel scare activities. I also have the power of courage to do what they were trained to be with me.