ห้ามไม่ให้เด็กเล่นมือถือเพราะมีอันตราย

เมื่อเซลล์ได้รับรังสีไม่ว่าจะเป็นรังสีประเภทใด (แต่ต้องได้รับในปริมาณที่มากพอ รับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หลายๆ เดือน หรือหลายๆ ปี) จะทำให้เซลล์เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ถ้าร่างกายซ่อมแซมให้เป็นปกติไม่ได้ จะเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์เนื้องอก หรือเซลล์มะเร็งได้
ดังนั้นถ้าได้รับรังสีจากโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี   โดยมีการใช้บ่อย แต่ละครั้งใช้เป็นระยะเวลานาน ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก หรือมะเร็งเนื้อเยื่อ/อวัยวะด้านที่ติดกับการใช้โทรศัพท์ เช่น เนื้องอกของประสาทหู ประสาทตา ลูกตา ต่อมน้ำลายบริเวณหน้าหูและสมอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับโรคที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็มีรายงานว่า การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ บ่อยๆ ทำให้มีโอกาสเกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง เพลีย นอนไม่หลับ บางคนมีอาการใจสั่น (ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดก็ได้เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO, World Health Organization) ประเทศออสเตรเลียได้เตือนถึง   การใช้โทรศัพท์มือถือในเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ว่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อลดปริมาณรังสีที่สะสมในร่างกาย เพราะเซลล์ในร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ มีความไวต่อรังสีทุกชนิด จึงมีโอกาสได้รับรังสีสะสมสูงกว่า อาจจะทำให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์ได้มากกว่าผู้ใหญ่

รังสีจากโทรศัพท์มือถือ คือ รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประเภท นัน-ไอออนไนซ์ เป็นรังสีที่อาจทำให้ดีเอ็นเอของเซลล์ เกิดการบาดเจ็บเสียหาย ซึ่งเป็นรังสีที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับรังสีคลื่นวิทยุ รังสีจากความร้อน รังสีจากแสงแดด และรังสีจากเตาไมโครเวฟ (เป็นรังสีคนละประเภทกับรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์)

 

   

 

เลือกกินเพื่อลูก

กะหล่ำปลี : มีให้รับประทานตลอดปี อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากฮอร์โมนได้ในระดับหนึ่ง เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ใบสีเขียวของกะหล่ำปลียังมีวิตามินเค เบตาแคโรทีน โฟเลต และวิตามินบี 2 อีกด้วย แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไปจะทําให้ท้องอืดและอาจมีผลทําให้ขาดธาตุ ไอโอดีนด้วย

ผักบํารุงผิว-เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
นอกเหนือจากการกินผักฤดูหนาวที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายของคุณแม่ท้องแล้ว ยังมีผักที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบํารุงผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงฤดู หนาวด้วย

ขิง : รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังช่วยขับลม ย่อยอาหารและแก้ท้องอืดอีกด้วย

มะนาว : น้ำมะนาวช่วยย่อยอาหารและเสริมกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มเป็นประจําจะช่วยป้องกันการแท้ง ส่วนเปลือกมะนาวเป็นยาขับลม และน้ำมันที่ผิวของมะนาวยังช่วยบํารุงผิวพรรณได้ โดยผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ผิวแห้งจะช่วยให้ผิวชุ่ม ชื่นขึ้น ลดอาการคันและอักเสบ

อากาศที่เย็นลงอาจทําให้คุณแม่เป็นหวัด ผิวแห้ง และปวดตามเนื้อตัวได้ง่าย คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งการเลือกกินผักในช่วงฤดูหนาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยและยังช่วยบํารุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นได้ด้วยค่ะ

เลือกกินผักฤดูหนาว
การเลือกกินผักตามฤดูกาล นอกเหนือจากหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกแล้ว ยังได้รับ สารอาหารมากกว่าด้วย เพราะผักบางชนิดหากซื้อนอกฤดูกาลอาจมีสารพิษทางการเกษตรมากกว่าปกติ เนื่องจากผักมักจะอ่อนแอและเป็นโรคง่ายทําให้ต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติ

ผักที่คุณแม่สามารถหาซื้อได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว มีดังนี้

ผักปวยเล้ง : (คนไทยมักเรียก ‘ผักโขม’) เป็นผักที่อุดมด้วยสารแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง ช่วยบํารุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งยังมีสารโฟเลต และธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเลือดจางและอาการท้องผูกด้วย แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกิน

บร็อคโคลี : มีวิตามินซีสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน โฟเลต เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ปวดตามข้อ หากนําบร็อคโคลีไปปรุงอาหารด้วยการต้มจะทําให้วิตามินซีในผักลดลงเกือบครึ่ง ใช้วิธีนึ่งพอสุกหรือผัดจะดีกว่า

 

ขมิ้น : เป็นส่วนผสมอยู่ในผงกะหรี่ ช่วยแก้อาการท้องอืด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยสมานแผล ลดอาการคันและผดผื่นตามผิวหนังได้ โดยนําขมิ้นสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นํามาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “

ปกป้องดวงตาลูกจากแสงแดด

ฮิวจ์ อาร์ แพรี่ ผู้อำนวยการสถาบันฯ กล่าวว่าการป้องกันสายตาจากรังสียูวีตั้งแต่ลูกยังเล็กเป็นสิ่งที่พ่อแม่ไม่ ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีที่เกิดจากการสะท้อนผ่านน้ำ ทราย ถนน จะยิ่งเพิ่มอันตรายต่อดวงตามากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือถ้าเป็นเด็กโตอาจให้สวมแว่นกันแดดตามความเหมาะสม ซึ่งแว่นกันแดดที่ดีควรเป็นแว่นที่มีเลนส์ทำมาจาก โพลีคาร์บอเนต จะสามารถป้องกันรังสียูวีได้มากกว่าแว่นที่ทำจากแก้ว หรือกระจก และสามารถป้องกันการขีดข่วนได้ด้วย
ผู้เชี่ยวชาญทางสายตาจากสถาบันป้องกันความผิดปกติทางสายตา สหรัฐอเมริกา เตือนพ่อแม่ให้ระวังภัยจากแสงแดดและรังสียูวีที่จะมีผลกระทบต่อสายตาของลูกตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่วัยแรกเกิดมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับอันตรายจากรังสียูวีเอและยูวีบี หากพวกเขาต้องเจอกับแสงแดดโดยตรง

ในช่วงที่พ่อแม่พาลูกออกไปนอกบ้านในช่วงกลางวันนั้น ควรระมัดระวังการออกแดดจัด การพาลูกไปเดินเล่นในช่วงกลางวัน และเมื่อถึงวัยเตาะแตะก็ต้องจำกัดช่วงเวลาในการให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านด้วย เนื่องจากเด็กชอบเล่นอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ซึ่งเลนส์แก้วตาของเด็กมีความโปร่งแสงสูงกว่าผู้ใหญ่ จึงเสี่ยงต่อการปะทะแสงเข้าสู่เลนส์แก้วตาโดยตรงทำให้สายตาสั้นได้ง่ายขึ้น

แก้ปัญหาเด็กวัย 1-3 ปี

การที่เด็กเล็กชอบจับอวัยวะเพศเล่นนั้นเขายังไม่ได้มีความรู้สึกทางเพศ แต่เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไปที่เขาเพลิดเพลินเหมือนเขาดูดนิ้ว ไชสะดือ คือความรู้สึกที่เมื่อทำแล้วรู้สึกสบายเมื่อทำบ่อยเข้าก็จะติด ฉะนั้นเราจึงเพิกเฉยหรือทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้เพราะนั่นคือการแสดงว่าเราเห็น ชอบด้วย และเด็กก็จะทำบ่อยขึ้นมากขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งติดจนกลายเป็นนิสัยทำให้เลิกยาก และ เมื่อจะให้เลิกก็จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน

ดังนั้นต้องจัดการโดยจะ ไม่ไปดุว่าลงโทษ ทำให้อาย ตำหนิติเตียน คอยห้ามอยู่เสมอๆ คุณแม่ไม่ควรพูดว่ากล่าวให้ลูกตกอกตกใจ หรือทำให้ลูกรู้สึกว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเด็กเองก็ไม่รู้ว่าที่กระตุ้นอยู่นั้นเป็นความรู้สึกทางเพศ นอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้ติดมากขึ้นไปอีก วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมคือ เบี่ยงเบนความสนใจ และไม่ให้โอกาสทำเลย เช่น จะเล่นจับอวัยวะเพศขณะดูดนมหรือน้ำ ก็ให้เขาถือของเล่นสอนจับขวดนม ขวดน้ำ ดูแลเขาขณะนั้น คุยเล่นกับเขาก็ได้ ให้เขากอดหมอน จับผ้าห่มตุ๊กตา ฯลฯ เบี่ยงเบนความสนใจไปให้เพลิดเพลินอย่างอื่นโดยไม่ต้องไปกล่าวถึง พอเด็กโตขึ้นรู้จักทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆ ลดลงเอง

ความก้าวร้าวอาจเกิดจากความเครียดและการซึมซับความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ซึ่งเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นเดียวกัน และถ้าได้ประโยชน์จากการก้าวร้าวแล้ว ก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเด็กเล็กจะแสดงความก้าวร้าวออกมาตรงๆ รู้สึกอย่างไรก็แปรออกมาเป็นพฤติกรรมอย่างนั้นเลย

การป้องกันลูกน้อยก้าวร้าว

พยายามไม่ให้เด็กๆมีความตึงเครียดเกินจำเป็น ไม่ทะเลาะกันให้ลูกเห็นหรือได้ยิน ไม่ก้าวร้าวใส่กัน
พ่อแม่ต้องเป็นแบบฉบับที่ดี ให้เจ้าหนูได้เห็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ของเขาแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสันติวิธี
เมื่อเด็กเล็กๆทำตัวก้าวร้าว ต้องเพิกเฉยพฤติกรรมนั้น ถ้าพฤติกรรมนั้นไม่ได้รุนแรงมาก
หากลูกเริ่มทำร้ายหรือทุบตีใครเข้า เราต้องจับและกอดไว้ให้แน่น
ไม่ลงโทษด้วยความก้าวร้าวกลับหาลูก แล้วบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตี
หลีกเลี่ยงโทรทัศน์เพราะเด็กยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่จะเลียนแบบและซึมซับความก้าวร้าวจากภาพที่เห็น และคิดว่าความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ
หากลูกกำลังอาละวาดออกฤทธิ์ ให้หันเหความสนใจไปหาสิ่งอื่นดู เช่น ชวนเล่นของเล่น ลองเปิดเพลงดูทีวี
พาลูกแยกออกมาจากบริเวณ หรือคู่กรณีที่เกิดเรื่อง เช่น พากลับบ้าน พาไปเล่นน้ำ ฯลฯ
ให้ฟังว่าสิ่งที่ลูกทำไม่เหมาะ ไม่ดีเพราะอะไรด้วยภาษาง่ายๆ น้ำเสียงเรียบๆ ไม่ดุแต่จริงจัง

ถ้าลูกจะเล่นของที่ยอมให้เล่นไม่ได้เราควรขอเขาดีๆ หรือเอาของเล่นอื่นไปแลกกับเขา ชวนลูกมาเล่น เวลาขัดใจก็ไม่ควรไปแย่งของจากมือเด็ก เช่น สมมติว่าเรากลัวว่าลูกจะทำแก้วน้ำแตก ถ้าเราตีมือเขาแล้วบอกปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เด็กก็จะเรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากให้อีกคนทำอะไรวิธีการคือต้องตีนั่นเอง แต่ถ้าในครอบครัวไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ เราจะเจอตามห้างสรรพสินค้าที่เด็กลงไปนอนดิ้น แล้วพ่อแม่ก็ตามมาตีเขา เพราะเด็กควบคุมไม่ได้ และไม่ได้เรียนรู้ที่จะรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ค่อยๆ สอนลูกค่อยๆ ให้เขาได้ซึมซับ เมื่อถึงวัย 2 ขวบลูกก็จะไม่มีปัญหามากเท่าที่ควร

พูดคำหยาบ

เมื่อเด็กจดจำคำหยาบติดปากโดยไม่รู้ความหมาย เด็กจะพูดบ่อยจนติดเป็นนิสัย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จะต้องพัฒนาตามความเหมาะสม และอย่าตกใจกับคำหยาบ ให้ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมลูกดีกว่า

อย่าตกใจและให้ความสำคัญกับคำหยาบ อาจจะห้ามเล็กน้อย สอนให้เข้าใจว่าคำๆ นี้เป็นคำหยาบ เราจะไม่พูดกัน
สังเกตคำพูดเพื่อวางแผนการสอน เก็บเป็นข้อมูลไว้ก่อนว่าความหยาบขนาดไหน หรือเป็นสำนวน เฉพาะวัยนี้ เช่น “เดี๋ยวตื๊บ” แหล่งที่มาคำนี้ได้มาอย่างไร ในเด็กเล็กจะยังไม่รู้คำไหนหยาบไม่หยาบ ต้องชี้เป็นคำๆ ไป เมื่อเด็กโตแล้วจะแยกแยะได้เอง
ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ใช้คำพูดที่ไพเราะ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีคำหยาบคายหรือไม่สุภาพ ผู้ใหญ่มักคิดว่าเด็กไม่สนใจคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด แต่เด็กอยู่ในวัยเลียนแบบ ก็อาจจำและนำไปใช้
ผู้ใหญ่ควรยกย่อง มเชยเมื่อเด็กพูดสุภาพไพเราะ หรือเมื่อบุคคลอื่นที่ใช้คำพูดที่สุภาพก็ควรบอกเด็กว่าเป็นสิ่งที่ดี และเด็กควรเอาเป็นแบบอย่าง
ให้เวลาในการแก้ไขพฤติกรรมของเด็ก ผู้ใหญ่ไม่ควรใจร้อนโมโหหรือลงโทษเด็ก การลงโทษนั้นเป็นการแก้ไขชั่วคราว เด็กจะเกิดความกลัวและไม่ใช้คำหยาบหรือคำไม่สุภาพกับคนที่ลงโทษ แต่อาจยังใช้คำไม่สุภาพกับคนอื่นที่ไม่ลงโทษ
ใช้เทคนิคอื่นในการช่วยปรับพฤติกรรม เช่น การร้องเพลง ท่องคำกลอน สอนเด็ก เพื่อให้ปฏิบัติตาม เช่น เพลงขอบคุณ ขอบใจ เพลงสวัสดี ฯลฯ ใช้วิธีเล่านิทานคุณธรรม ใช้คำพูดให้เด็กรู้สึกประทับใจตัวละครที่เรียบร้อย พูดไพเราะ

เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ชอบการเลียนแบบ อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดที่ควรทำตาม หรือไม่ควรทำตาม ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีและการสอนชี้แนะแก่เด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้แต่สิ่งที่ดี และเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพต่อไป

แม้วัยนี้จะสามารถเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นอย่างดี แต่บางครั้งลูกอาจจะเกิดภาวะคับข้องในใจหรือความเครียดที่แสดงออกมาโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ อย่างเช่น การถูกดุ โดนลำเอียงจากญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น ทำให้เกิดพฤติกรรมถดถอยกลับมาดูดนิ้วหรือมีความถดถอยทางพัฒนาการอีกครั้ง

ต้นเหตุของพฤติกรรมถดถ้อย

เกิดความคับข้องใจ หรือติดอยู่ในหัวใจ หากลูกระบายออกมาไม่เป็นอาจทำให้เก็บกดแบบสะสม และนำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าวหรือถดถอยในที่สุด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเจอน้องคนใหม่
ไม่เห็นคุณค่าตนเอง อย่างเช่น ลูกคนโตที่เชื่อว่าน้องดีและเก่งกว่าตัวเองเสมอ ยิ่งถ้าพ่อแม่สอนให้ยอมน้องทุกเรื่อง ลูกจะกลายเป็นคนขี้ใจน้อยและมักจะทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่รักตัวเองได้ง่าย เช่น ยอมติดยาเพราะเพื่อนทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า
เรียกร้องความสนใจ ในกรณีนี้น้องหนูจะไม่แสดงออกโดยการโวยวาย อาละวาด หรือก้าวร้าว ตรงกันข้ามจะใช้ความอ่อนแอขอความเห็นใจแทน เช่น ดูท่าทางเป็นเด็กไม่แข็งแรง ป่วยง่าย มีอาการปวดหัวบ่อยๆ
การเปรียบเทียบระหว่างพี่น้อง โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปสะกิดใจน้องหนู เช่น พัฒนาการการเรียนรู้ หน้าตา หรือความเชื่อที่ว่าลูกคนไหนนำโชคมากกว่ากัน

ป้องกันพฤติกรรมถดถอย

ลดความลำเอียงและความเหลื่อมล้ำ เพราะลูกรับรู้ได้ว่าใครเป็นลูกคนโปรด
หาโอกาสให้ได้อยู่พร้อมหน้ากัน แทนที่จะต่างคนต่างแยกกิจกรรมกันทำ เพื่อให้ลูกคนโตได้แสดงบทฮีโร่ดูแลน้องบ้าง
เพิ่มความมั่นคงทางอารมณ์ให้ลูก ด้วยท่าทางสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าคุณยังรักอยู่ เช่น โอบกอด หอมแก้มก่อนนอน หรืออื่นๆ ที่คุณเคยทำเป็นประจำ
ให้คำชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้เอง เพื่อป้องกันพฤติกรรมถดถอย
อย่าพูดเล่าความผิด หรือเรื่องหน้าแตกของลูกต่อหน้าคนอื่นบ่อยๆ และเห็นเป็นเรื่องตลกประจำวง
อย่าสอนลูกให้ยอมน้องด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นน้อง แต่ควรมีคำพูดอื่นด้วยเช่น ” น้องยังทำเองไม่เป็น ถ้าลูกช่วยน้อง อีกหน่อยน้องต้องทำเองเป็น ” และคุณควรแสดงบทตุลาการบ้าง เมื่อน้องเป็นคนทำผิดเสียเอง

อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ

เชื้อแบคทีเรียในเด็ก

สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาทีมนักวิจัยตั้งข้อสังเกตเด็กที่มีแผลเปื่อยและผู้ที่ไม่มีกลากเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันหกและอายุ 18 เดือน ผู้เชี่ยวชาญต้องการเปรียบเทียบแบคทีเรียในลำไส้ของพวกเขา

ผลการศึกษาพบว่าทารกทั้งหมดที่มีชนิดเดียวกันของแบคทีเรียที่หกเดือน อย่างไรก็ตามที่ 18 เดือนเด็กวัยหัดเดินที่มีแผลเปื่อยมีมากขึ้นของประเภทของแบคทีเรียที่รู้จักกันเป็นกลุ่ม Clostridium IV และ XIVa ซึ่งจะเชื่อมโยงมักจะผู้ใหญ่

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในความกล้าของเด็กที่มีแผลเปื่อยได้มากขึ้นตามแบบฉบับของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นผู้ใหญ่กว่าสำหรับเด็กทารกโดยไม่ต้องกลาก

กลาก อธิบายว่าการอักเสบบ่อยของหนังกำพร้า; นอกจากนั้นยังสามารถเรียกว่าโรคผิวหนังภูมิแพ้หรือโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังกลาก (รูปแบบที่พบมากที่สุดของโรคเรื้อนกวาง)ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กมีแนวโน้ม ที่จะพัฒนากลากถ้าพวกเขากินอาหารอย่างรวดเร็ว 3 ครั้งหรือมาก

คนได้ รับผลกระทบจากสภาพอาจพัฒนาคันผิวหนังแดงแตกและแห้ง งานวิจัยก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าการให้อาบน้ำของชายหาดเป็นประจำเพื่อปรับลด เด็กที่มีโรคเรื้อรังรุนแรงกลากจะช่วยลดความรุนแรงของสภาพในกรณีที่มีการติด เชื้อแบคทีเรียรอง

เด็กที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคเรื้อนกวางมีปริมาณที่สูงขึ้นของ Bacteroidetes

Lotta Nylund, MSc จากมหาวิทยาลัยเตอร์กู, ฟินแลนด์, อธิบาย:

Fathers as mom

Mothers are excellent at nurturing children. Fathers are good at riling them up before bedtime and testing their physical limits. We show kids how to cannonball into swimming pools, skateboard down steep hills and jump BMX bikes over poorly constructed plywood platforms.

We also instruct them in the fine art of belching, breaking wind, turning random objects into guns and lightsabers, toilet “pee-sword fighting,” and other uncouth behavior. We have to do this. It’s our job.

Moms and dads have different parenting styles. Moms comfort kids when they’re feeling down. They encourage them to discuss their problems. Dads teach them to look for a solution and move on. We wrestle our kids to the floor and tickle them and until they forget what they were depressed about. Moms express their disapproval with a tsk-tsk sound and accuse us of acting like children.

We take that as a compliment.

For decades it was assumed that the mother-child relationship was the most important one in a kid’s life. Within the last several decades, however, psychologists have realized just how much fathers matter. Raising kids is about balance. Moms are great caretakers. Dads have a more relaxed attitude toward parenting. Together, they form the perfect unit. When a child comes home crying with a scraped elbow, mom will console them with tender words. Dad will distract them by saying “Just walk it off” or “That’ll feel better once it stops hurting.”

In other words, moms protect children and dads give them self-confidence. We throw our kids into the air amid shouts of “Not so high.” We bounce them on the bed and mothers cry “Someone’s going to get hurt doing that.” Men know that cuts and scrapes are part of life. Women know to stock up on the bandages and antibiotic cream. Either of these parenting styles by themselves might spell disaster. Together, they keep kids safe while increasing their self-reliance.

If someone gets stuck on a homework problem, it’s usually mom who offers assistance. Dad will glance around the edge of his newspaper and shout “For God’s sake, give it another try.” When there’s a tantrum, mothers do their best to reason with a child. Fathers correct the problem with a stern glare and a threat to “jerk a knot in somebody’s tail.”

Fathers serve another important purpose. They give kids a realistic look into the male world. Girls learn from their dads how men should act toward women. Boys learn how to control their anger and deal with their masculinity in positive ways.

Kids learn lots of other cool stuff from their fathers, like not to bully or be bullied, and how to maintain a healthy balance between timidity and aggression. Dads roughhouse with their children in order to show them that kicking, scratching and biting are wrong. Kids learn self-control when a father says “Now, enough is enough,” and “Take that noise down a notch.”

One of my favorite confidence building moments as a father took place when my three-year-old son, Tyler, was learning to ride his bike. The training wheels were off, his helmet was on and he was ready to face the big challenge … . Well, almost.

”Naw, you’re just shedding worn skin” I said, applying a Band-Aid to the wound. “Keep it up. You’re doing great.”

And so it continued. There were a few more crashes that afternoon, and several more Band-Aids, but Tyler hung in there. At one point his mother stepped outside and shouted, “Don’t you think he’s had enough for one day?”

”We can’t give up now,” I hollered back. “He’s almost got it.”

On the next try Tyler kept his balance for a second or two longer. Then he was on his way, wobbling down the street on two wheels. I can still call up that old memory as if it was yesterday. It was every father’s Hallmark moment.

”Dad,” he called out nervously, “Do I have to do this?”

”Of course you do,” I replied. “This is the only day of the year zombies allow three-year-olds to ride their bikes without training wheels. I saw it on the news.”

”But I’m scared,” he said.

”Just keep your wits about you and stay balanced.”

Tyler tightened the chin strap on his helmet and sighed. “Okay, I guess I’m ready.”

I gave him a push and he was off. A few yards down the street his bike hit the curb. Tyler fell to the pavement and scraped his knee.

”Dad, I hurt myself,” he cried.