ดูแลลูกในหน้าฝน

ผิวพรรณร่างกาย
- เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะกับสภาพอากาศค่ะ หน้าหนาว อากาศเย็นๆ เช่นนี้ ควรใส่หมวก สวมเสื้อแขนยาว ขายาวให้ความอบอุ่นร่างกายกับลูกน้อย
- จะจัดเตรียมอุปกรณ์ เรื่องผิวพรรณให้พี่เลี้ยง เช่น โลชั่นหรือออย์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวลูกก็ไม่ว่ากันค่ะ แต่เน้นว่าต้องเป็นแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายกับผิวของลูก

สิ่งแวดล้อม
- เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมเย็นสบายแบบธรรมชาติ แทนการเปิดแอร์ ก็เป็นหนึ่งทางเลือกที่เซฟคอร์ส และลดปัญหาเรื่องผิวเป็นขุย  มีอาการคัน หรือเรื่องภูมิแพ้อากาศ ได้ค่ะ
- อีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ในการต้านโรค ก็คือการออกกำลังกายค่ะ โดยมีคุณออกแบบกิจกรรมง่ายๆ ให้พี่เลี้ยงชวนลูกสนุกเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก

     – นมแม่เป็นอาหารต้านโรคอย่างดี ที่ลูกควรได้ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 เดือนแรก ฉะนั้น คุณต้องไม่ลืมจัดเตรียม กำชับพี่เลี้ยงเรื่องมื้อนมแม่ด้วยค่ะ
 - สำหรับนมผสม เรื่องนี้พี่เลี้ยงต้องใส่ใจ ในเรื่องความสะอาด วิธีการเตรียม เพราะหน้าหนาวแบบนี้ เชื้อโรคมักอยู่ทน อยู่นาน อาจทำให้ลูกไม่สบาย ท้องร่วงจากอาหารที่ไม่สะอาดได้
     – ถ้าลูกอร่อยกับอาหารเสริมได้แล้ว ก็ควรให้ลูกอิ่มตามหลักโภชนาการที่ถูกต้อง คือกินครบ 5 หมู่เป็นสำคัญ เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารครบถ้วน ร่างกายแข็งแรงไว้ก่อน

ช่วง นี้ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย เหมือนช่วงหน้าร้อน เพราะจะยิ่งทำให้ไขมันและสารความชุ่มชื้นถูกชะล้างออกไป แค่ 1 ครั้งก็พอ หรือให้พี่เลี้ยงใช้วิธีเช็ดตัวให้ลูกน้อยก็ยังได้ค่ะ

 

การปฐมพยาบาลลูกขั้นต้น

เวลาเพียงแต่ 5-10 นาทีที่พ่อแม่อาจะคิดว่าไม่เป็นไรที่จะทิ้งลูกไว้ในรถก็อาจเกิดอันตรายอย่าง คาดไม่ถึงนะคะ ยิ่งแดดร้อนจัดแบบในบ้านเราด้วยแล้วยิ่งต้องระวังกันให้มาก ไม่เพียงแต่การทิ้งเด็กไว้ในรถกลางแดดเท่านั้นค่ะที่เราต้องเป็นห่วง รวมถึงการทิ้งเด็กไว้ในรถในที่อื่นๆ ด้วย เพราะเด็กอาจจะซุกซนเล่นอุปกรณ์ภายในรถจนทำให้รถล็อก รถไหล และได้รับอุบัติเหตุอันตรายได้เช่นกัน

ความร้อนจากในรถเหมือนกับเตาอบมากทีเดียวค่ะ เพราะเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป ไม่กี่นาทีก็ทำให้พลาสติกละลายได้ ดังนั้นการเสียชีวิตในรถของเด็กเกิดได้จาก “ความร้อน” ไม่ใช่การขาดอากาศ เพราะด็กจะเกิดภาวะ “ช็อคร้อน” (Heat stroke) ได้ง่าย ทำให้เป็นลม ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเสียชีวิตในที่สุด

ทำอย่างไรเมื่อต้องลงจากรถและมีเด็กอยู่ในรถด้วย

อุ้มหรือพาเด็กลงจากรถด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าลงรถไปเพื่อซื้อของเล็กน้อย หรือเพียงแต่เดินไปเก็บของที่กระโปรงหลังรถ เพราะเด็กมักซุกซนและไม่รู้ระบบภายในรถ เด็กอาจจะกดเซ็นทรัลล็อก เบรกมือ หรือเหยียบคันเร่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้

แม้ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ที่พาลูกขึ้นรถไปด้วยเองก็ตาม เมื่อลงจากรถต้องสำรวจให้แน่ใจว่าลูกลงจากรถแล้วมายืนกับพ่อแม่แล้วเรียบร้อย เพราะพ่อแม่บางคนมักจะเข้าใจว่าลูกลงจากรถมาเองแล้ว

หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องปล่อยลูกไว้ในรถ ควรลดกระจกรถทั้ง 4 ด้านลง 1/4 เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยลูกไว้นานเกิน 10 นาทีเด็ดขาด

พ่อแม่ที่ใช้บริการรถรับส่งของสถานรับเลี้ยงเด็กหรือรถโรงเรียน เมื่อถึงเวลารถมาส่งลูกก็ควรจะรอรับเอง หรือให้บุคคลใกล้ชิดมารอรับแทน เพื่อจะได้ทราบว่าลูกลงรถอย่างปลอดภัยแล้ว

กรณีครูพี่เลี้ยงที่มารับส่งเด็กๆ ควรมีสมุดเช็คชื่อว่าเด็กแต่ละคนขึ้นรถลงรถแลเวเรียบร้อยหรือยัง และจะต้องเห็นหน้าเด็กทุกคนทุกครั้งที่มีการรับขึ้นรถและส่งรถลงรถ ไม่ใช่เพียงการขานชื่อหรือเข้าใจว่าเมื่อรถจอดส่งเด็กแล้ว เด็กก็ลงไปเองแล้ว

ครูพี่เลี้ยงและัพนักงานขับรถส่งเด็กๆ เมื่อเด็กๆ ลงจากรถครบแล้วควรเดินตรวจภายในรถอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่ามีเด็กคนไหนหลับหรือหลบอยู่โดยที่ครูไม่ทันสังเกตหรือไม่ รวมถึงจะได้สามารถตรวจสอบสิ่งของที่ลืมไว้บนรถด้วย

เมื่อเด็กลงจากรถเพื่อจะเข้าโรงเรียน ครูพี่เลี้ยงควรเช็คชื่ออีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีจำนวนเด็กขึ้นรถและลงรถเท่ากัน เป็นการตรวจสอบย้ำว่าไม่มีเด็กคนไหนถูกลืมทิ้งไว้บนรถ

เหตุการณ์การลืมเด็กไว้ในรถท่ามกลางแดดร้อนจัดหลายๆ ชั่วโมง ในต่างประเทศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยและเกิดความสูญเสียชีวิตเด็กมากถึงปีละเป็นพันคนซึ่งเกิดจากความประมาทของผู้ดูแล ซึ่งเราก็หวังว่าจะเรื่องนี้จะได้รับการดูแลอย่างจริงจังจากผู้ดูแลเด็ก แต่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเราควรจะทำอย่างไร

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กช็อกความร้อน
1. อุ้มเด็กออกมานอนในที่ร่ม อากาสถ่ายเทสะดวก หรือให้เปิดพัดลมเพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของอากาศ
2. คลายชุดให้หลวมหรือถอดชุดของเด็กออกเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
3. ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้า ศีรษะ และตามหลอดเลือดใหญ่ อย่าง ซอกคอ แขน และขา
4. อย่าป้อนน้ำในขณะยังไม่ได้สติดี เพราะจะยิ่งทำให้มีอันตรายจากการสำลักมากขึ้น
5. รีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ได้รักษาและช่วยเหลือต่อไป

ปกป้องลูกรักจากแสงแดด

ปกป้องผิวลูกจากแสงแดด
+ หลีกเลี่ยงการพาลูกถูกแดดแรงๆ ในช่วง 10.00-16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่แดดแรงจัดมีรังสี UVA และ UVB มาก และผิวของเด็กทนต่อแดดได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ และแพ้แดดได้ง่ายกว่า

+ หากลูกต้องอยู่กลางแดดนาน เช่น เล่นน้ำทะเล คุณแม่ควรทาครีมกันแดดโดยเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กชนิดที่ป้องกันรังสี อัลตราไวโอเลต ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป ทาให้ทั่วตัวรวมทั้งใบหน้า ใต้ตา จมูก หู คอ หน้าอก มือและเท้า และหากลูกจะว่ายน้ำก็ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถกันน้ำได้ (ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง)

หากผิวโดนแดดเผามากจะทำให้ผื่นเปลี่ยนเป็นสีม่วงและผิวหนังขาดน้ำจนเกิดอาการช็อกได้

บรรเทาผิวไหม้แดด
ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าเพื่อชดเชยน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปทางผิวหนัง จากนั้นทำให้ผิวของลูกเย็นลงโดยใช้น้ำอุณหภูมิปกติราดบริเวณที่ถูกแดดเผาหรือพาลูกไปแช่ในน้ำ อย่าถูผิวลูกแรงและไม่ใช้สบู่เพราะจะทำให้ผิวบริเวณที่ไหม้แสบและแห้งตึงมากขึ้น หลังอาบน้ำให้ทาครีมทาผิวเพื่อลดความตึงของผิวหนัง

นอกจากนี้ อาจใช้การประคบเย็นโดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางบนรอยไหม้ประมาณ 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าผิวหนังอักเสบแดงหรือเป็นรอยไหม้ไม่ยอมลอกออก ควรพาลูกไปพบแพทย์

+ หากต้องอยู่กลางแจ้งในช่วงแดดแรง ควรให้ลูกใส่หมวกสีจางๆ สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวเนื้อบางๆ

+ ในช่วงที่แดดแรงไม่ควรทาน้ำมันทาผิวหรือเบบี้ออยล์ให้ลูก เพราะเมื่อถูกแสงแดด อุณหภูมิของน้ำมันจะสูงขึ้น ทำให้ผิวหนังไหม้เร็วขึ้น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย : เลือกครีมกันแดดให้ลูก
ควรเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะไม่ผสมสาร ที่ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือทำให้เกิดอาการแพ้ และเลือกชนิดที่ปกป้องแสงอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป แต่ไม่ควรเลือกชนิดที่มีค่า SPF สูงมากจนเกินไป เพราะยิ่งค่า SPF สูง เนื้อครีมก็จะมีความเหนียวเหนอะมากขึ้นและมีโอกาสแพ้มากขึ้นด้วย หากลูกมีผื่นขึ้นหลังใช้ครีมกันแดด ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและหยุดใช้ครีมทันที

โรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก

ทำไมลูกแพ้อาหาร
การแพ้อาหารเกิดได้จากพันธุกรรม เช่น พ่อ แม่ หรือมีลูกคนก่อนในครอบครัวมีประวัติ ก็อาจทำให้ลูกมีโอกาสเกิดการแพ้ได้มากกว่าปกติ อีกสาเหตุคือ เกิดจากอาหาร เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น โปรตีนนมวัว ไข่ขาว ฯลฯ และเมื่อลูกน้อยโตขึ้น อาการแพ้จะค่อยๆ หายไป ด้วยเพราะระบบการย่อยอาหาร เซลล์เยื่อบุลำไส้ ทำงานได้สมบูรณ์ การยับยั้งสารอาหารที่ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้เกิดปัญหาน้อยลง
ภูมิแพ้ เป็นอย่างไร
คือภาวะที่ร่างกายไวต่อสารบางอย่าง จะเกิดอาการเมื่อมีการสัมผัสหรือรับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง ควันต่างๆ และรวมไปถึงอาหาร ก็เป็นสาเหตุที่สามารถตัวกระตุ้นอาการของลูก ทั้งนี้คุณแม่สามารถสังเกตอาการได้จากลักษณะทางกายภาพต่อไปนี้
ผิวหนัง
มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า แก้ม แขน ขา ตั้งข้อสังเกตกับอาการไปด้วยว่า นอกจากมีผื่นแล้ว ยังมีอาการคันร่วมด้วยหรือไม่ (เอาหน้าถูไถไปมากับที่นอน มีอาการหงุดหงิดเหมือนไม่สบายตัว) ถ้าแพ้รุนแรง ผื่นจะมีลักษณะนูนแดง คล้ายผื่นลมพิษ ต้องระวัง และสังเกตอย่างใกล้ชิด
ระบบทางเดินอาหาร
ลูกแสดงอาการหงุดหงิด เพราะรู้สึกไม่สบายท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว หรือถ่ายหลายครั้ง ตั้งแต่ถ่ายเล็กน้อยจนถึงอาการถ่ายเรื้อรัง แพ้มาก็อาจถ่ายเหลวบ่อยครั้งต่อวัน ถ่ายเป็นเลือดปนออกมาด้วย ลักษณะแบบนี้ต้องพบคุณหมอทันที
ระบบทางเดินหายใจ
หายใจไม่สะดวก เสียงดังครืดคราด มักเป็นเรื้อรังไม่หาย อาจพบอาการโรคหืดร่วมด้วย แต่ก็พบได้ไม่บ่อย

ป้องกันไว้ก่อน
เพราะอาหารคือ สาเหตุหล ดังนั้น คุณแม่ที่กำลังกังวลกับเรื่องเมนูอร่อย อยากให้ลูกอิ่มอร่อยแบบครบ 5 หมู่ ไม่ควรมองผ่าน ระมัดระวังกับเรื่องอาหารการดินของลูกในช่วงเริ่มมื้ออาหารเสริมด้วยค่ะ
- การแพ้โปรตีนนมวัว คุณแม่ลดความเสี่ยงนี้ได้ ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เป็นวิธีที่คุ้มค่าและดีที่สุดค่ะ
- การเริ่มให้อาหารเสริมต้องเริ่มครั้งละน้อยๆ และสังเกตอาการ ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ จึงเพิ่มอาหารชนิดอื่นๆ ก็จะช่วยป้องกัน ลดโอกาสเสี่ยง เรื่องอาการแพ้จากอาหารที่กินเข้าไป
-หลักการเดียวใช้ได้หมด คือ เลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว ก็ควรเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว
- ลดความเสี่ยงด้วยการปรุงอาหารให้ลูกกินเอง หากต้องเลือกซื้ออาหารผลิตภัณฑ์แปรรูป ควรมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ระบุข้อมูลทางโภชนาการชัดเจน
- ถ้าสงสัยหรือรู้ว่า ลูกมีอาการแพ้ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยและขอคำแนะนำที่เหมาะสม
เมื่อแพ้แล้วทำอย่างไร
คุณแม่ควรดูแลตามอาการนั้นๆ เช่น
- เมื่อมีผื่น มีอาการคัน ใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำ เช็ดบริเวณที่มีอาการ และเลี่ยงการอยู่ในที่ๆ มีอากาศร้อน เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่มีกระตุ้นให้เกิดอาการคัน
- ถ้าลูกหายในติดขัด เพราะมีน้ำมูกมาก ใช้น้ำเกลือล้างหรือเช็ดบริเวณจมูกเพื่อให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้น
- ถ้าอาเจียน ถ่ายบ่อย ก็ควรหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ไว้ก่อน ระวังภาวะขาดน้ำ ควรให้ลูกจิบน้ำเกลือแร่บ่อยๆ

เป็นเบาหวานเมื่อท้อง

แม่ตั้งครรภ์สามารถดื่มน้ำอัดลมได้หรือไม่ และถ้าดื่มแล้วจะมีผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่
”แม่ตั้งครรภ์ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม ถ้าดื่มวันละขวดสองขวด ก็คงจะไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรเกินกว่านี้ อย่างไรในน้ำอัดลมก็มีสารคาเฟอีน แม้จะไม่มาก แต่สารเหล่านี้ก็สามารถผ่านรกเข้าไปสู่ร่างกายของทารกได้ ยิ่งกว่านั้นบางคนดื่มจนติด ต้องดื่มทุกวัน ขาดไม่ได้ หรือต้องดื่มขณะทานอาหารไปด้วย
…ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็จะดีกว่า ยิ่งในช่วงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว ก็จะมีเรื่องเบาหวานซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ เนื่องจากในน้ำอัดลมจะผสมน้ำตาลไว้สูง ทานมากๆ ก็อาจจะมีภาวะเบาหวานรุนแรงได้”
อยากทราบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะมีความเสี่ยงอย่างไรบ้างคะ
“การที่เด็กคลอดก่อนกำหนดนั้น เราพบว่าจะมีอัตราตายสูงกว่าเด็กปกติ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเด็กยังทำงานเองไม่ได้เต็มที่ ทำให้ไม่สามารถมีชีวิตนอกครรภ์มารดาได้ เช่น การทำงานของปอดยังไม่สมบูรณ์ เด็กหยุดหายใจเป็นพักๆ น้ำตาลในเลือดเด็กต่ำ แคลเซียมในเด็กต่ำ ตัวเหลือง ซีด บวม ตัวเย็น และอาจมีการติดเชื้อ เด็กคลอดก่อนกำหนดหลายคนก็กินไม่ได้ดี น้ำหนักขึ้นช้า หยุดหายใจ หรือมีเลือดออก”
ครรภ์แรกค่ะ อายุแม่ 27 ปี อายุลูกในครรภ์ปัจจุบัน 4เดือน ขอถามคุณหมอค่ะ ช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเพิ่งความระมัดระวังให้ตัวเองที่สุด คือช่วงใด และคนท้องมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานมากน้อยแค่ไหน และความเสี่ยงนั้นจะเกิดกับทารกหรือไม่
“ช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คือ 3 เดือนสุดท้าย มักจะเป็นช่วงที่มีอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตของทารกมากกว่าช่วงอื่นๆ จึงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรระวังตัวเองมากกว่าปกติ แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล จนคลอด เพื่อให้การดูแลอย่างเข้มงวด และจะได้หาทางป้องกันสาเหตุที่จะทำให้ทารกและตัวคุณแม่เป็นอันตราย
…โรคเบาหวานในแม่ตั้งครรภ์อาจจะเป็นเฉพาะการตั้งครรภ์ หรืออาจจะลุกลามกลายเป็นเบาหวานแท้จริงก็ได้ แต่ในกลุ่มที่ตรวจพบภาวะผิดปกติ มีแนวโน้มของการเป็นเบาหวานในอนาคตจะสูง การดูแลอาหารและน้ำหนักตัวจะเป็นทางเลี่ยงหนีโรคนี้ และทารกที่แม่เป็นเบาหวาน ถ้าได้รับการดูเจริญเติบโตไปได้ตามปกติ ไม่เป็นโรคติดต่อที่จะต้องเป็นเบาหวานเช่นผู้เป็นแม่ ก็ไม่น่ากังวลอะไร แต่เนื่องจากโรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ จึงมีโอกาสที่ทารกจะเป็นโรคนี้เมื่อเติบโตต่อไป จึงต้องระมัดระวังต่อสุขภาพของเขาให้ดีนับจากนี้”
ตรวจพบว่าท้อง (ลูกคนแรก) อยากทราบวิธีดูแลให้ลูกรอดปลอดภัยจนคลอดค่ะ เพราะตัวเองอายุมากแล้ว (42 ปี)
“โดยปกติแล้ว มีคำแนะนำทางการแพทย์ว่า ถ้าอายุของคุณแม่มากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรจะได้รับการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจสอบลักษณะของโครโมโซมของลูก เพื่อแพทย์จะได้สามารถหาหนทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีลูกที่ไม่สมประกอบ ให้เหลือน้อยที่สุด นอกจากนี้ คุณแม่ควรได้รับสารอาหารครบตามหลักโภชนาการ โดยแนะนำว่า คุณแม่ควรจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเป็นสำคัญ และโปรตีนที่ได้มาจากเนื้อปลาจะดีกว่าโปรตีนที่ได้จากเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว ส่วนพวกเกลือแร่และวิตามิน ก็อย่าลืมทานยาบำรุงครรภ์ที่คุณหมอให้มาด้วย เพราะยาเหล่านั้นอุดมไปด้วยเกลือแร่ และวิตามินที่ร่างกายยามตั้งครรภ์ต้องการ
…การคลอดในคุณแม่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หากเป็นครรภ์แรก ก็อาจใช้วิธีผ่าออก เพราะการผ่าคลอดนั้นแน่นอนกว่าการคลอดเอง เนื่องจากบางครั้งการคลอดทางช่องคลอดอาจประสบความล้มเหลว คือ คลอดไม่ได้และต้องผ่าในที่สุด หรือคลอดได้แต่ลูกก็ออกมาในสภาพที่สะบักสะบอกเต็มที เนื่องจากปกติการตั้งครรภ์ กระดูกเชิงกรานของแม่จะขยายออก หรือที่เรียกว่าสะโพกผาย ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อที่ยึดระหว่างกระดูกเชิงกรานนั้นอ่อนตัวลง สามารถยืดออกขยายออกห่างจากกัน ทำให้ง่ายต่อทารกที่จะมุดผ่านออกมาได้ในที่สุด ดังนั้นคุณแม่ที่มีอายุ 35 ปีขึ้น ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ผู้มีบุตรยาก จึงต้องได้รับการดูแลจากคุณหมอมากหน่อย”

การตกเลือดก่อนคลอดกับหลัง แบบไหนจะมีความรุนแรงกว่ากันคะ
“การตกเลือด หมายถึงเลือดที่ออกจากช่องคลอด ไม่ตรงตามรอบประจำเดือน มีจำนวนมาก หรือออกนานกว่าปกติ อาจเป็นมะเร็งของมดลูก ปากมดลูก หรือช่องคลอด การตกเลือดก่อนคลอดแม้รุนแรง แต่ถ้าเทียบกับการตกเลือดหลังคลอดแล้ว อย่างหลังดูน่าจะกลัวกว่า เพราะจากสถิติทางสาธารณสุขการเสียชีวิตในคุณแม่ที่คลอดลูกนั้น สาเหตุที่นำมาคือการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งหลังคลอดที่กล่าวนี้ทางการแพทย์หมายถึงระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด”

How raising children

Of all ages with a proposal that should develop compassion for others. Thailand show that the children began to reflect that he was learning to recognize compassion for others. The survey asked about the age of 1-5 years old children’s ability to recognize the emotions or feelings of others. I worry that the pain at the age of 6-9 years is like helping others. Sharing. Treatment of animals in children aged 10-14 years do not ask about players cheating on the opportunity. Retrieved from parents or others. A handful of stores. And it tests if necessary. It was found that children admitted to the examination on the increase.

“Why do parents need to teach children to learn about compassion. The nature of each child to have a feature like this. What happens if you do not teach their children. Self-taught as a subject. Capable of self-care is not enough. ”

If these parents are asking themselves. Come on along the way that will happen. If we do not change anything. And the survey data also show that the problem of children in Thailand to develop the ability to empathize with others more.

Compassion for others is the ability of children to understand the feelings of others. I feel that we are in a situation like that. And to develop a sense that they know how. Others will feel. And the feelings of others who may be different from what we thought. The ability to understand the world of others. Shared understanding with others. Children to empathize with others. The children are successful in school and life to understand social situations. Found that the development of a good leadership of this feeling. Children who lack the skills to develop into a person who does not understand the rules of society, but against their own interests. Lack of responsibility. It is necessary to create this learning to the children. The observation that children from infancy to perceive and react to the emotions of others. And the ability to learn from the experiences of more than a factor or characteristic of a child. It is important that parents teach their children to learn compassion for others.

While focusing on the social situation. Completion of the strong to win this fight with a grown child who taught himself. And survival. The more open the country to international courts. The potential to develop the property. Smartness and success measured by the individual. Adult modeling in the interest of the success of our own and ignoring others. Neglect of nature. Children, this would ignore the underlying emotion. And relationships with other people with aggression. We want people to sympathize with us. We have to teach children to recognize genial Even a sympathetic understanding of others begin from childhood. However, parents can begin to learn to understand other people’s sympathy sympathy with children of all ages, from young people to young children aged 2-3 years that I would see her favorite doll’s extending his arms to her. It means that the children get to know and connect with their own feelings of others. He could not understand why her mother cried. But he knew that it was not comfortable. He held the doll and he thought that he had to help his mother. Children who grow up 4-5 years to be able to associate themselves with others as they see symptoms of abdominal pain. Another child tries to take care of. He rubbed your belly. He felt like a stomachache. He can learn how others are feeling. If the same thing happens to him. He began to understand that if someone else took him to the toy. He felt. If you are out to play. Friends will feel.

Children can recognize the feelings of others. The narrative. Tales of the children’s perception. Children to associate the feeling quickly. Also in different scenarios. The front. If parents express sympathy. Children learn very quickly. Children do not learn the lesson that the blame. Or why I feel so bad as this. A share of the younger players do. I was back to block the rest of the children to understand. And development aggression. Management recognized that a child’s temperament. To help him understand it. To make a better choice.

Teach children to understand the feelings of others.

I appreciate your kindness. Sympathy for others is not the censure, but the intention is that we show compassion to others. Not that it was selfish to others, then we will not. Parents should praise children’s expressions such as “I get tired. Mix rice together with the precinct “” periodontal cheeks do not look at my grandmother City to a Friend “to send a signal to make the confidence to do what you should do.

Finally, there is nothing more powerful than an expression of the example of their parents. Understanding and sympathy for the family. And show a situation in which life in society. Do not forget that compassion for others is learned from parents made a gift to the children. I have a great sense of humor within. Can face the situation with a better alternative. And have a good feel for the world around him. With his own offering something good to the society.

Compassion comes from understanding that this is caused by three factors that are the delight of us. Mental strength and the ability to look at the conflict, for example, if I have a problem with. If I had been trained well. I will start from the understanding that a happy time with your friends, or talk to us. Friends will be happy if I get the same thing. With the strength of mind of the child from the care and pride in themselves. I will see if they may not like it, he makes friends with a mixed reaction from the child. I will look at the conflict with a greater understanding and to solve problems with each other in a way that is acceptable. And lead to the ability to handle conflict situations have rather than angry or depressed about your frustrations with the issue.

Teach children to give to others.

Share this being the start of the children are exposed to compassion for others. Including child care service. To participate in activities that the volunteers do. Or even that he can revive. Encourage others. In patients who do not have time or can not do for themselves. He was able to help others. He made another. He felt that if he was not sick he feels inadequate.

Opportunities for children to think about him.

Discussion of the situation around them. Or read a book together. Exchange ideas how to instill children with a view to look from the corner of some others, such as understanding the time we judge people from the outside. If we look at the people he was mistaken. If we have a different shape from the others with a disability or parody. If someone else took of us. If you are very tired. Have someone to help us, we feel the story is read and discuss the images and memories that children feel deeply.