ทำอย่างไรให้เด็กฉลาด

ผล การศึกษาพบว่า ขณะเปิดทีวี พ่อแม่ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การโต้ตอบ ความใส่ใจต่อลูกน้อยลง 20% เมื่อเทียบกับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่เปิดทีวีตัวแทนคณะนักวิจัยจึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวว่า  “การ ใช้เวลาที่มีคุณภาพอยู่ด้วยกันระหว่างพ่อแม่ลูก เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะด้านสังคมและการสื่อสารของลูก ผลการวิจัยชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องบ่งชี้ว่าการดูทีวีไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อดวงตาของเด็ก เล็กที่เกิดจากการจ้องมองทีวีเท่านั้น แต่ยังกระทบกับการเสริมสร้างทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมให้กับลูกด้วย


   โดยปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับสมองที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กกลุ่มนี้ อาทิเช่น ปัญหาการรับรู้และตอบสนองช้า การเรียนรู้ช้า ทักษะการทำงานประสานกันของมือ สายตา และการทำตามคำสั่งต่างๆ ทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของเด็กปกติ ดร.สตีเฟ่น แอชวอล นักประสาทวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก จาก Loma Linda University School of Medicine in California ให้คำแนะนำว่า “จำเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องวินิจฉัยและดูแลเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่เองก็ไม่ควรนิ่งนอนใจต่อหากพบความผิดปกติเกี่ยวกับขนาดศีรษะของ ลูก
   อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนที่มีขนาดศีรษะเล็กว่าปกติจะมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพหรือ การเรียนรู้ เด็กจำนวนไม่น้อยก็มีพัฒนาการเหมือนเด็กปกติทั่วไป”
ม่ว่า จะนั่งดูหรือไม่ก็ตาม ทำให้คณะนักวิจัย ได้พยายามศึกษาผลกระทบของทีวีอย่างจริงจัง โดยการสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่และเด็กจำนวน 50 คอรบครัว ที่มีลูกอายุระหว่าง 0 – 3 ขวบ เริ่มจากการให้พ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันในห้องเด็กเล่นโดยไม่เปิดทีวีเป็นเวลา ครึ่งชั่วโมง และอีกครั้งชั่วโมงให้พ่อแม่สามารถเลือกดูรายการทีวีร่วมกับลูกได้ โดยระหว่างนั้น นักวิจัยจะสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ทั้งการพูดคุย การเล่น การโต้ตอบคำถามต่างๆ ระหว่างกัน

ทำอย่างไรให้ลูกไม่ขาดความอบอุ่น

อาจ จะไม่สมบูรณ์แต่แม่รักลูกและพร้อมจะฟังลูก การฟังนั้นสำคัญเพราะมนุษย์จะได้ยินแต่ไม่ฟัง เด็กบางคนมีทั้งพ่อและแม่ก็มีปัญหาได้ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้มีปัญหาเพราะพ่อแม่เลิกกัน เด็กต้องการความเข้าใจ ซึ่งความรักนั้นพ่อแม่ให้ลูกอยู่แล้ว แต่ความข้าใจพ่อแม่อาจจะให้ลูกได้มากน้อยไม่เท่ากัน
ลูกคนโตจะคุยกับกบได้ทุกเรื่อง เราต้องเป็นทั้งแม่และเพื่อน จะเป็นพี่ด้วยก็ได้ แม่สมัยใหม่อาจจจะทำงานนอกบ้าน กลับมาบ้านเหนื่อย มีความเครียดต้องตั้งสติดีๆ อย่าเอาอารมณ์ไปลงกับลูก เพราะเด็กจะซึมซับอารมณ์ของแม่ไปเต็มๆ เวลากบมีความสุขลูกก็จะรู้สึกเหมือนโลกนี้เหมือนเป็นสีชมพู แต่ถ้าวันไหนเราเศร้าหรือเหนื่อย แม้เราจะไม่พูด ลูกจันทน์ก็จะเอาการ์ดมาให้เป็นรูปหัวใจหรือดอกไม้ คือจะสื่อว่าหนูรู้นะว่าแม่ไม่สบายใจ เขาจะรู้ทันที เพราะฉะนั้นถ้าเครียดก็จะเอาความเครียดไว้ที่ทำงาน อย่าเอากลับไปบ้านและอย่าคิดว่าลูกไม่รับรู้ปัญหาของแม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ ลูกจะกลายเป็นเด็กซึมเศร้า จึงฝากแม่ทุกคนที่มีลูกแต่ต้องไปทำงานให้ใช้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้มีประ โยชนที่สุด มีความสุขที่สุด อาจจะสั้นแต่มีความสุข บางคนตัวอาจจะอยู่ด้วยกันแต่ไม่ได้ทำอะไรด้วยกัน”

สอนลูกให้เป็นคนดี แบบมีอิสระในการดำรงชีวิต
“เรื่องหลักๆ ที่กบสอนลูกเสมอคือ การเป็นคนดี เช่น มือมีไว้ไหว้คนกับช่วยคน ห้ามตีพี่เลี้ยง ส่วนปากห้ามพูดจาไม่ไพเราะ ห้ามว่าคนอื่น เพราะปากมีไว้ให้กำลังใจคน ส่วนตาของลูกไม่ได้มีไว้ให้ทำตาขวาง แต่ตาของลูกมีไว้ให้กำลังใจคนอื่น ส่วนเรื่องอื่นๆ พี่คิดว่าลูกเกิดมาควรมีอิสสระในการเลือก อย่าไปยึดว่าลูกฉันจะต้องเหมือนฉัน เขาเกิดมาในโลกมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เขาชอบ ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่เขาเลือก ดนตรีที่เขาเล่น กบเชื่อว่าเราต้องให้โอกาสลูกเหมือนที่เราให้โอกาสมนุษย์คนอื่น เพราะลูกเกิดมาพร้อมสิทธิเสรีภาพในการเลือก อาชีพ และสิ่งที่ชอบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะสอนให้มีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ชอบ แต่ก็ต้องให้ลูกได้ลองในสิ่งที่เขาปฎิเสธในตอนแรก ต้องสอนและอธิบายให้เขารู้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยทางเลือก สิ่งที่กบให้ลูกคือ อิสระในการดำรงชีวิต แต่การสอนให้เป็นคนดีต้องดุบ้าง ต้องมีกรอบบ้าง เพราะทุกบ้านย่อมมีกฎของบ้านเพื่อไม่ให้ลูกกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ สไตล์การเลี้ยงลูกของกบเหมือนกันทั้งสองคน แต่ที่ต่างกันคือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ เพราะตอนมีลูกคนแรก เรายังอายุน้อย เราก็ยังมีอัตตาตัวตนเยอะ ยังไม่เป็นผู้ใหญ่”

สิ่งที่อยากฝากไปถึงพ่อแม่ทุกคน
“อยากให้พ่อแม่ลดความหวังในตัวลูก เข้าใจว่าอาจจะมีความหวังเกี่ยวกับตัวลูก แต่ต้องบาลานซ์ กบคิดว่าเด็กน่าจะมีเสรีภาพในการคิด  การศึกษา สมัยนี้มีกูเกิลเสริชหาสิ่งที่เขาอยากรู้ อย่าไปคิดว่าการเรียนสำคัญที่สุด เพราะการเรียนสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ลูกสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ในธรรมชาติและการเล่นของเขา บางคนมีความคาดหวังในตัวลูกมาก ว่าต้องเรียนพิเศษเยอะขนาดนี้เพื่อที่จะเข้าที่นี่ได้  ลูกโตขึ้นต้องเก่ง ต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่พ่อแม่ต้องการ จบมาแล้วต้องมีอาชีพเป็นหมอ ต้องรวย เหมือนเด็กเกิดมาเพื่อเป็นทรัพย์สินของพ่อแม่มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์”

     “พี่มีลูกสาวสองคนค่ะ คนโตชื่อ ลูกนก ชุติธร ประภานนท์ อายุ 19 ปี คนเล็ก ห่างกัน 9 ปี ชื่อ ลูกจันทน์ รภัสสา แก่นจันทน์ อายุ 6 ปี ตอนตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง มีปัญหาเรื่องแพ้ท้อง ซึ่งตอนนั้นยังต้องไปทำงานทุกวันแต่เราแพ้ท้องกินอะไรไม่ได้อยู่ 5 เดือน แพ้ขนาดที่ได้ยินชื่ออาหารญี่ปุ่นก็อาเจียน กินได้แต่เฉาก๊วย ช่วงท้องนอกจากฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อาการปวดตามร่างกายก็ยังมีด้วย เกือบทุกเช้าตั้งแต่ตี 5 จะเริ่มเป็นตะคริว แม้ถึงเวลาเราไปทำงานแล้ว ก็ยังเดินโขยกเขยกและยังเจ็บ คนท้องต้องทำใจให้สบาย  แต่กบโชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจแล้วช่วงนั้นก็ได้รับความใส่ใจเยอะ จึงมีความสุขเวลาไปทำงาน
ตอนเลี้ยงลูกคนแรกกบยังอายุน้อยก็มีน้ำนม บวกกับคลอดที่อเมริกา ซึ่งที่นั่นจะเน้นการคลอดตามธรรมชาติและการให้นมแม่ ส่วนคนเล็กคลอดที่เมืองไทยกบก็ขอคำแนะนำจากหมอที่เน้นเรื่องการให้นมแม่ แต่กลับมีปัญหาเรื่องการให้นมลูก เนื่องจากน้ำนมไม่มี หมอก็บอกว่าดูดไปเรื่อยๆ ต้องมี เวลาผ่านไป 1 เดือน หัวนมแตก น้ำนมก็ยังไม่มี แต่ก็ไม่ยอมแพ้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีน้ำนม ทั้งดื่มน้ำอุ่น กินแกงเลียง กินไก่ผัดขิง กินทุกวันอยู่เดือนครึ่งแต่น้ำนมก็ยังไม่มี คุณแม่เริ่มทนดูไม่ได้เพราะหลานผอมแห้งมาก น้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ จึงตัดสินใจพากลับไปหาหมอคนที่ดูแลลูกคนแรก หมอบอกว่า สิ่งที่สำคัญคือ สุขภาพของแม่ ถ้าแม่เครียดลูกก็จะเครียด จึงแนะนำให้กินนมกระป๋อง จึงให้ลูกกินนมผสมจากนั้นจึงน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะช่วงลูกจันทน์อายุ 1 ปีครึ่ง พี่ป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจก็แย่มาก จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า 1 ปี ขณะนั้นคิดว่าลูกคงซึมซับอารมณ์เราไปเยอะ ช่วงนี้เขาโตเราก็พยายามทำให้เขามีความสุขที่สุด”

การเลี้ยงลูกเอง คือ ความสุข
“ปัจจุบัน ลูกคนโตอยู่อเมริกา แต่ตอนเล็กๆ พี่ก็เลี้ยงเองแล้วมีพี่ลี้ยงเก่งมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กมาช่วยเลี้ยง อีกแรง ส่วนลูกคนที่สอง พี่ลาออกจากงานมาเลี้ยงเองตั้งแต่ลูกอายุ 1 ปี จนถึงอายุ 4 ปี เพราะเมื่อเขาเริ่มเข้าอนุบาล เราก็กลับมาทำงานอีกครั้ง  แต่ช่วงเวลา 4 ปี ที่ออกมาเลี้ยงลูกเองมีข้อดีเยอะมาก เพราะเป็น 4 ปีที่เราได้ใกล้ชิดกันที่สุด เช่น ตอนนี้เราทำงานเต็มเวลาแต่ความผูกพัน สายใยยังอยู่ ช่วง 4 ปีแรกของชีวิตเขา เราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง แล้วตอนนี้ต้องออกจากอกเราไปเข้าโรงเรียน ส่วนเราก็ต้องทำงาน ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอ ไม่ได้ใช้เวลาเหมือนตอนนั้น แต่ความผูกพันเราแน่น เพราะรากฐานตอนลูกเล็กๆ เรากอดลูก อยู่กับลูก ทุกวันนี้กบยังแปรงฟัน ล้างก้น และอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกอยู่ พี่เลี้ยงเอาไว้เล่นด้วยและคอยเฝ้าระวัง”

วิธีเติมความรักให้ลูกเต็มได้ สไตล์ Single Mom
“หนึ่งเลยคือ เราต้องพร้อมทางอารมณ์ เราต้องพร้อมให้ความรัก พร้อมจะกอด มองตาเขาแล้วตัวเองต้องมีความสุขให้ได้ สองคือ เราต้องทำให้ลูกรู้สึกก่อนว่าไม่มีปัญหา แต่ต้องมาจากความรู้สึกของเราจริงๆ ว่าลูกเป็นเด็กที่มีบุญและโชคดี ด้วยการชี้ให้ลูกเห็นว่า ลูกเกิดมามีครบ 32 มีตาแขนขาครบ ให้ลูกเข้าใจว่าโลกเรามีทั้งคนพิการ เด็กกำพร้า เพราะเด็กจะรู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีพ่ออยู่ด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าลูกถามเราร้อยครั้ง เราก็ต้องอธิบายร้อยครั้ง กบวาดรูปมีชาร์ตอธิบาย พาเขาไปบ้านเด็กกำพร้าแล้วอธิบายให้ลูกฟังว่า เด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อไม่มีแม่ แต่ลูกมีพ่อและมีแม่ แค่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เรามีทั้งพ่อและแม่ครบ


บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

เลือกกินเพื่อลูก

กะหล่ำปลี : มีให้รับประทานตลอดปี อุดมด้วยวิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการแผลในกระเพาะอาหาร และป้องกันโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากฮอร์โมนได้ในระดับหนึ่ง เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ใบสีเขียวของกะหล่ำปลียังมีวิตามินเค เบตาแคโรทีน โฟเลต และวิตามินบี 2 อีกด้วย แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไปจะทําให้ท้องอืดและอาจมีผลทําให้ขาดธาตุ ไอโอดีนด้วย

ผักบํารุงผิว-เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
นอกเหนือจากการกินผักฤดูหนาวที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายของคุณแม่ท้องแล้ว ยังมีผักที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและช่วยบํารุงผิวพรรณของคุณแม่ในช่วงฤดู หนาวด้วย

ขิง : รสเผ็ดร้อนของขิงจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ยังช่วยขับลม ย่อยอาหารและแก้ท้องอืดอีกด้วย

มะนาว : น้ำมะนาวช่วยย่อยอาหารและเสริมกรดในกระเพาะอาหาร หากดื่มเป็นประจําจะช่วยป้องกันการแท้ง ส่วนเปลือกมะนาวเป็นยาขับลม และน้ำมันที่ผิวของมะนาวยังช่วยบํารุงผิวพรรณได้ โดยผ่ามะนาวครึ่งซีกแล้วเอาไปทาหรือพอกบริเวณที่ผิวแห้งจะช่วยให้ผิวชุ่ม ชื่นขึ้น ลดอาการคันและอักเสบ

อากาศที่เย็นลงอาจทําให้คุณแม่เป็นหวัด ผิวแห้ง และปวดตามเนื้อตัวได้ง่าย คุณแม่จึงต้องดูแลสุขภาพและผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งการเลือกกินผักในช่วงฤดูหนาวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันโรคภัยและยังช่วยบํารุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นได้ด้วยค่ะ

เลือกกินผักฤดูหนาว
การเลือกกินผักตามฤดูกาล นอกเหนือจากหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกแล้ว ยังได้รับ สารอาหารมากกว่าด้วย เพราะผักบางชนิดหากซื้อนอกฤดูกาลอาจมีสารพิษทางการเกษตรมากกว่าปกติ เนื่องจากผักมักจะอ่อนแอและเป็นโรคง่ายทําให้ต้องใช้สารเคมีมากกว่าปกติ

ผักที่คุณแม่สามารถหาซื้อได้ง่ายในช่วงฤดูหนาว มีดังนี้

ผักปวยเล้ง : (คนไทยมักเรียก ‘ผักโขม’) เป็นผักที่อุดมด้วยสารแคโรทีน ป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง ช่วยบํารุงสายตาและผิวพรรณ ทั้งยังมีสารโฟเลต และธาตุโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง โรคเลือดจางและอาการท้องผูกด้วย แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกิน

บร็อคโคลี : มีวิตามินซีสูง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน โฟเลต เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ปวดตามข้อ หากนําบร็อคโคลีไปปรุงอาหารด้วยการต้มจะทําให้วิตามินซีในผักลดลงเกือบครึ่ง ใช้วิธีนึ่งพอสุกหรือผัดจะดีกว่า

 

ขมิ้น : เป็นส่วนผสมอยู่ในผงกะหรี่ ช่วยแก้อาการท้องอืด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยสมานแผล ลดอาการคันและผดผื่นตามผิวหนังได้ โดยนําขมิ้นสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นํามาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่

อาหารบำรุงเมื่อครรภ์

สรรพคุณของยา คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องหรือฝังเข็มได้

แผนปัจจุบัน (แผนฝรั่ง)
เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ ในแผนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงเลือดแคลเซียมหรือยาบำรุงกระดูกโฟเลตเม็ด (ที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์) มากกว่า

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
ยากลุ่ม: ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เช่นยาประเภทวิตามินต่างๆ
ยากลุ่ม B: ต่อทารกคือกลุ่มยาสามัญประจำบ้านเช่นพาราเซตามอลยาลดไข้ยาแก้หวัด
ยากลุ่ม C: B จึงต้องใช้ยาในกลุ่มนี้แทน
ยากลุ่ม D: เช่นยารักษาวัณโรคหรือยารักษาโรคมาลาเรียอาจทำให้ทารกพิการ แต่ถ้าไม่กินยาเพื่อรักษาโรคอาจทำให้ลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยากลุ่ม X: เพราะ ทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกเช่นกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งซึ่งจะมีการระบุบน ฉลากยาอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน’ ก่อนจ่ายยาในกลุ่มนี้แพทย์

ทั้งนี้ ควรเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และนำยาไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่น เพราะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ในครรภ์ได้ยกเว้นยาอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แผนไทย
น้ำอ้อย: ป้องกันไม่ให้เป็นไข้ลดอาการไข้ต่ำ ๆ ซึ่งคุณแม่จะเป็นบ่อยช่วงตั้งครรภ์
กล้วยน้ำว้าสุก: ช่วยระบายท้องทำให้ไม่เป็นท้องผูก
ขิงรากบัว: บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรและยาไทย เช่นว่านชักมดลูกกวาวเครือดอกคำฝอยเพราะจะทำให้ตกเลือดสมองหรือร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์หรือแท้งนอกจากนี้ หากกินเข้าไปจะส่งผลต่อทารกทำให้เกิดความพิการและมีพัฒนาการช้า

แผนจีน
4 กลุ่มคือยาที่มีผลต่อแม่โดยตรงยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ยาที่มีผลต่อการคลอดและยาที่มีผลต่อทารกแรกเกิด เช่นโสมตังกุยชวนป๋วยเป็นต้น 5 เดือนครึ่งขึ้นไป

ทำให้ทารกเติบโตไม่เต็มที่หรือแท้ง

 

เลี้ยงลูกตามหมอ

หมอจะดูความสะดวกเรื่องของลูกเป็นหลักก่อน อย่างวันหยุดเนี่ย ก็จะเล่นกันในห้องก่อน เมื่อถึงมื้ออาหารก็พามากินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว หลังจากนั้นถ้าง่วงก็กินนม นอนกลางวัน พอช่วงบ่ายตื่นก็เล่นกันต่อ จนถึงช่วงเย็นก็กินข้าวกันอีกรอบ

ส่วนวันหยุดก็ไม่ค่อยไปไหนเท่าไหร่ บางทีเราคิดว่าสนุก แต่เด็กอาจจะไม่สนุกก็ได้ เพราะต้องเปลี่ยนเวลากินข้าว เวลานอน เวลาขับถ่าย มีหลายครั้งที่ลูกกำลังหลับสบายๆ ในรถ ปรากฏว่าเดินทางถึงจุดหมายพอดี ต้องอุ้มออกมาด้วย ทำให้ตื่น เลยนอนได้ไม่เต็มที่ หมอเลยคิดว่า การอยู่บ้านน่าจะสะดวกกว่า มีกิจกรรมทำกับลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หมอไม่เอาลูกไปไหนเลย ก็มีพาไปออกข้างนอกบ้างตามโอกาสค่ะ

สไตล์การเลี้ยงลูกของหมอพัฏ
ถึงเป็นหมอ ก็ไม่ได้มีรูปแบบการเลี้ยงลูกตายตัวอะไรหรอกค่ะ หมอเลี้ยงแบบธรรมชาติ สังเกตว่าชอบ สนใจอะไรบ้าง คอยสนับสนุน ในสิ่งนั้น พยายามให้เวลากับลูกให้มากที่สุด คืออะไรที่ทำให้มีความสุข  หมอก็จะประยุกต์ปรับเข้ากับการเลี้ยงดู อีกอย่างที่สำคัญก็คือ พยายามเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่างๆ หลากหลาย ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นอันตราย เพื่อหมอและลูกจะได้รู้ว่า ทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำได้เราก็ชื่นชม ให้กำลังใจ ชมเชย ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะให้กำลังใจ ค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกเรียนรู้

ช่วง นี้โหว่ไจ๋เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และช่วงนี้เริ่มพูดได้หลายคำ เราก็ชื่นใจ รู้สึกว่าเสียงลูกช่างน่ารักเหลือเกิน ขณะเดียวกันก็ควบคู่มากับการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เวลาไม่ได้อะไรดั่งใจก็ร้องไห้ อย่างเมื่อก่อนแค่หมออุ้มไปที่อื่นก็จบเรื่อง แต่ตอนนี้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เข้าช่วย ยิ่งช่วงนี้พูดเก่ง กำลังจดจำ สิ่งที่หมอทำก็คือ หากิจกรรมที่เหมาะกับวัย ชวนเล่นชวนคุย อย่างเวลาพาไปไหนเจออะไร  ก็จะพูดจะบอก เช่น ถ้าเจอแมว หมอก็บอกว่านี่คือแมวนะลูก แมวร้องเหมียวๆ หรือลูกชอบรถ ก็บอกว่านี่เรียกว่ารถกระบะ รถแท็กซี่ สอนให้เรียนรู้ จำแนกความแตกต่างได้ โดยดึง ความสนใจมาเป็นหลักในการสอน
“โชคดีมากๆ ค่ะ ที่หัวหน้างาน พี่ๆ ที่ทำงาน อยากให้เราให้นมลูก ได้เต็มที่ ให้ลาคลอดได้ 6 เดือน บวกกับเราเองก็เป็นห่วงลูกด้วย เพราะน้องโห่วไจ๋ตัวเล็กมาก ยิ่งช่วงแรกที่ให้นมน้ำนมก็มีน้อยมากค่ะ แต่ก็พอ ที่จะให้กิน หมอให้นมลูกมาตลอด แม้ว่าหลัง 6 เดือนต้องกลับไปทำงาน ตอนกลางวันก็จะปั๊มนมเก็บเป็นสต๊อกเอาไว้ พอกลับมาบ้านก็เอาให้กิน ตอนนี้ก็เริ่มดูดน้อยลงแล้วค่ะ ได้กินอาหารที่หลากหลายขึ้น ความต้องการเรื่องนมแม่ก็น้อยลง และน้ำนมของเราก็น้อยลงด้วย เป็นไปตามธรรมชาติ

สำหรับการเป็นแม่มือใหม่รู้สึกได้เลยว่าการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปมาก ในช่วงลาคลอด จากที่เคยทำงาน ตรวจคนไข้ ก็ต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก ช่วงแรกรู้สึกเหนื่อย เพราะลูกร้องงอแง เดาไม่ถูกเลยว่าร้องเพราะอะไร ห่วงกังวลไปหมดว่าน้ำนมจะเพียงพอมั้ย จะอิ่มรึเปล่า ลืมเวลาส่วนตัว เรื่องของตัวเองไปเลย ขนาดกินข้าวยังไม่ทันอิ่ม พอลูกร้องก็ต้องวิ่งมา ดูก่อน แต่อีกความรู้สึกหนึ่ง ก็รู้สึกรักและมีความสุขที่ได้ดูแล เห็นลูกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ความรู้สึก ที่ว่าเหนื่อยหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ”

ตารางเวลาทำงาน เรื่องลูก และส่วนตัว
ถ้าเป็นวันทำงานจะให้พี่เลี้ยงช่วยดูแล ช่วงแรกที่หมอไปทำงานก็มีร้องไห้ตามค่ะ แต่ก็ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ พาไปดูรถ ดูต้นไม้ ตอนนี้ สิ่งที่ลูกชอบมากๆ คือเห็ดที่ขึ้นอยู่ข้างต้นไม้ ทำให้หยุดร้องไห้ไปได้ จากนั้นหมอกับคุณพ่อก็ออกไปทำงาน กลับมาช่วงเย็น ก็เป็นเวลาของเรา

 

หมอเรียนรู้จากลูกได้มากเลยค่ะ การที่เราเป็นหมอ ก็เอาวิชาการความรู้มาดูแลเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วย วัคซีน     การเจริญเติบโต และพัฒนาการ แต่การที่หมอมีลูกเอง ก็ทำให้เรียนรู้อีกทางได้ว่า ข้อมูลวิชาการจากตำราที่เรียนมา  ก็ไม่สามารถใช้กับลูกเราได้ทั้งหมด เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป ตามพื้นฐานนิสัย การเลี้ยงดูด้วย บางทีก็ต้องประยุกต์ ปรับใช้เอา หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน รู้สึกว่าการมีลูกเหมือนลูกมาเติมเต็มการทำงาน รู้ว่าชีวิตจริงเป็นอย่างไร ทำให้เข้าใจพ่อแม่ของเด็กที่เราดูแลค่ะ

คำแนะนำถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเตาะแตะ
เด็กวัยเตาะแตะมีพัฒนาการหลายด้านที่ดีขึ้น ทำอะไร ได้เก่งขึ้น โลกของเขากว้างขึ้น และอยากทำอะไรด้วยตนเอง อยากตัดสินใจเอง บางครั้งจึงดูเหมือนดื้อมากขึ้น ซึ่งหาก คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ยอมรับในความเป็นตัวของตัวเอง และเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่เป็นอันตราย ในขณะเดียวกันควรได้เรียนรู้จักขอบเขตว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะควบคู่ไปด้วย

โดยเฉพาะยุคสมัยนี้สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับเด็ก ยิ่งเด็กวัยเตาะแตะเป็นวัยที่กำลังเลียนแบบ ไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี หมอจึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่กำกับดูแลเรื่องนี้ให้มาก และเลือกสื่อที่มีประโยชน์และเหมาะสมสำหรับเด็กค่ะ

สอนลูกให้เล่นกีฬา

น้องทัวร์ – วรรณกันต์วัย 8 ปีเป็นหนึ่งผลิตผลนักเรียนของโรงเรียนจุฬาฯ 34 โดยมีคุณแม่ – อารียวรรณรักไทย
“ไม่อยากให้เขาป่วย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกป่วยนะคะอีกอย่างคือเคยคุยกับคุณหมอคุณหมอบอกว่าถ้า เด็กเล่นก็คือเรื่องปกติ มีทักษะพื้นฐานไปด้วยการเดินทางก็ไม่ไกลมากเพราะบ้านเราอยู่โซนนี้ ”

ลูกเรียนพ่อแม่ก็เรียนรู้พร้อม ๆ กับลูกด้วย
“เวลา เขาเรียนเราก็ต้องเฝ้าเห็นเขาอยู่แล้วก็เห็นทุกอย่างที่เขาเรียนเหมือนเราก็ ได้เรียนรู้ศึกษาไปด้วยจนเรารู้เบสิกทักษะต่างๆเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลเช่น การเตะการแปรลูกการวางเท้าคุณแม่ ไม่ เคยบอกว่าเขาต้องทำแบบนี้อย่างนี้นะหรือลูกต้องเก่งแค่บอกว่าทำให้ดีที่สุด ณ วันนี้บางครั้งโดนลูกบอลเจ็บตัวก็มีจนกลัวลูกบอลไปพักหนึ่งนะค่ะ แต่ถามว่าหยุดเล่นไปเลยหรือเปล่า ก็ไม่นะอาทิตย์ต่อมาก็ยังมาเรียน ”

 

กีฬา ‘ฟุตบอล’ ที่ มีประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ และเป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่เล่นและเรียนรู้ฉบับนี้ถือโอกาสพาครอบครัวไป เรียนรู้จักโรงเรียนสอนฟุตบอลจุฬาฯ 34 ค่ะ

“คุณธงชัยสุขโกกี (สามี) เป็นอดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติมีประสบการณ์และความตั้งใจที่อยากเห็นเด็กด้อยโอกาส จึงก่อตั้งโรงเรียน ‘สุขโกกี’ ขึ้นมาก่อนค่ะ พอได้รับความสนใจมากขึ้น การสอนเริ่มมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทำให้เราต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครองและเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนจุฬาฯ 34

เรา ต้องการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนเล่นมีทักษะกีฬาฟุตบอลอย่างถูกต้องอีกอย่างก็คือการใช้เวลาว่างออก กำลังกายโดยเปิดสอนด้วยกัน 3 รุ่นคืออายุตั้งแต่ 5-8 ปี, อายุ 9-12 ปีและ 13 ปี ขึ้นไปรูปแบบการเรียนการสอนเหมือนกันทั้ง 3 รุ่น ใช้ระยะเวลาในการเรียนภาคทฤษฎี 1 ชั่วโมงกับภาคปฏิบัติอีก 1 ชั่วโมง

การสอนเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 5 ปีขั้นไป แต่คุณธงชัยบอกว่า เด็กค้นพบตัวเองได้เร็วขึ้นดังนั้น เพื่อคอยดูแลเด็ก ๆ เป็นพิเศษ ความสนใจยังไม่มากเท่ากับเด็กโตเดี๋ยวหาคุณพ่อคุณแม่เดี๋ยวไปห้องน้ำบ้างอะไรแบบนี้นะค่ะ ”

ข้อมูลสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรเข้าใจ
“เวลาคุณพ่อคุณแม่พาลูก ๆ มาสมัครเรียน เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ก่อนและท้ายสุด ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า หรือสอบโควต้าโรงเรียนเรามีแนวแบบนี้หรือเปล่าเราบอกว่ามีค่ะ แต่ทั้งนี้ต้องดูช่วงอายุเด็กก่อน 1 เลยพามาเรียนที่เราซึ่งเราบอกกับผู้ปกครองตามตรงว่า โดยเฉพาะกับเด็กต่างจังหวัดนั้น ฉะนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานมีทักษะมาก่อน

สำหรับพ่อแม่
“ฟุตบอล และใช้สมาธิในการเล่นกับลูกบอลที่สำคัญช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกกำลังกายและรู้จักวินัยการทำงานเป็นทีม สิ่ง ที่ควรคำนึงถึงคือตัวเด็กควรสังเกตก่อนว่าลูกสนใจมั้ยชอบหรือเปล่าเหมาะกับ การพาลูกมาเล่นฟุตบอลมั้ยอันดับต่อไปคือผู้ปกครองว่ามีแนวคิด เช่น สันทนาการความเป็นเลิศทางกีฬาหรืออื่น ๆ เช่นอยากให้ลูกเลิกเล่นเกมลูกขี้อายท้ายสุดคือเรื่องความพร้อมของเวลาที่คุณ พ่อคุณแม่จะรับ – ส่งลูกมาเรียน

 

“เวลา แข่งฟุตบอลช่วงแรก ๆ เขาเครียดกังวลเพราะกลัวว่าจะแพ้ แต่พอแข่งบ่อยๆตอนหลังก็เริ่มเข้าใจไม่รู้สึกกับเรื่องนี้รู้แล้วว่าการแข่ง ขันต้องมีแพ้ – ชนะเขาก็ยังสนุกอยากเรียนอีกหลัง ๆ รู้ว่า จะหลบอย่างไรได้แล้วยิ่งช่วงชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นช่วงที่พ่อแม่รอคอยเพราะพ่อแม่จะสนุกกับการเชียร์ลูก ๆ ของตัวเองแข่งฟุตบอล “

ความเครียดของเด็กเล็ก

นักวิจัยจากวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กล่าวว่าเด็กเล็ก เป็นโรควิตกกังวลชนิดหนึ่งได้ เป็นอาการในลักษณะหวาดกลัว หวาดผวาที่เกิดนานมากกว่า 1 เดือน ในเด็กที่ประสบกับเหตุการณ์ รุนแรง เช่น  อุบัติเหตุ รถชน จมน้ำ หรือภาวะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกหรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายที่พบอยู่ตลอด จนหวาดกลัว  สมาธิไม่ดี สะดุ้งตกใจง่าย กลางคืนนอนฝันร้าย บ่อยๆ  และในขณะที่วิตกหวาดกลัวก็จะมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น กล้ามเนื้อตึงตัว หัวใจเต้นแรง

จากการศึกษาเด็กอายุ 2-10 ขวบ ที่เคยประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน จำนวน 114 คน พบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 10 ยังหวาดผวากับอุบัติเหตุนั้น ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนที่มากพอๆ กับผู้ใหญ่ แต่เด็กที่มีอาการนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากเด็กมีทักษะ ในการใช้ภาษาที่ค่อนข้างจำกัด จึงบอกเล่าไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วินิจฉัยอาการได้ยากว่าเด็กเป็นโรควิตกกังวลหรือไม่

 

นักวิจัยชาวอเมริกันชี้ การห้ามโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์จะสามารถลดจำนวนเด็กอ้วนได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์
ศาสตราจารย์ชิน อี้โจว นักเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยลีไฮท์ รัฐเพนซินวาเนีย กล่าวว่า “แม้ว่าการที่เด็กๆ ตัวอ้วนจะเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดของเรา แต่จากการวิจัยและสังเกตแล้วพบว่าเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มากขึ้นนั้นมีส่วนจากโฆษณาทางโทรทัศน์เช่นกัน”

จากการวิจัยโดยใช้ฐานข้อมูลของเด็กเกือบ 13,000 คน จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาที่บ่งชี้ว่า 13.9 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุ 2-5 ปี, 18.8 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กอายุ 6-11 ปี และมากกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 12-19 ปี ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานและมีจำนวนเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ และจากข้อมูลโฆษณาของสหรัฐอเมริกา พบว่าร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแข่งขันกันโดยใช้การโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ซึ่งหากสามารถ จำกัดหรือห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดทางโทรทัศน์ได้ จะสามารถลดจำนวนเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานในช่วงอายุ 3-11 ปี ได้กว่า 18 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงอายุ 12-18 ปี ได้ 14 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้การดูโทรทัศน์ยังทำให้มีจำนวนเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้น เพราะเด็กได้ออกกำลังกายน้อยและโทรทัศน์ยังรบกวนการนอนอีกด้วย

นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยลีดส์ กล่าวเสริมว่า เด็กอาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ร้ายแรงอยู่หลายครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหวาดผวาที่รุนแรงถึงขั้นเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจากผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดก็จะหายจากอาการหวาดผวาได้

อาหารที่สะอาดสำหรับเด็ก

 

รู้จักประเภทของน้องน้ำแข็ง
ใน กระบวนการผลิตน้ำแข็งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ น้ำแข็งซอง และน้ำแข็งหลอด น้ำแข็งซอง คือ น้ำแข็งก้อนใหญ่ (ลองนึกถึงน้ำแข็งแกะสลักตามงานแต่งงาน แบบนั้นเลย) โดยผู้ผลิตจะนำน้ำแข็งประเภทนี้มาบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ อย่างที่เราเรียกกันคุ้นหูในหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น น้ำแข็งทุบ น้ำแข็งบด หรือน้ำแข็งฝอย เป็นต้น  ส่วนน้ำแข็งหลอดหรือที่ได้ยินบ่อยๆ ว่าน้ำแข็งยูนิต ก็จะเป็นน้ำแข็งที่ผลิตออกมาเป็นหลอดสำเร็จรูป โดยส่วนใหญ่จะบรรจุใส่ในถุงพร้อมจำหน่าย

 

ช่องทางปนเปื้อนของน้ำแข็งดูให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ
1. สภาพแวดล้อมของร้านค้าต้องสะอาดทั้งภายนอกและภายใน
2. ผู้ขายควรมีสุขลักษณะที่ดี มีความสะอาดทั้งเครื่องแต่งกาย และเล็บมือ รวมทั้งมีการสวมใส่ผ้ากันเปื้อน หมวกเก็บผม หรือถุงมือ เป็นต้น หากมีการตักหรือหยิบจับน้ำแข็งควรมีที่ตักหรือใส่ถุงมือ ไม่ควรใช้มือเปล่าสัมผัสน้ำแข็งโดยตรง
3. ภาชนะที่ใช้ใส่ของกินหรือเครื่องดื่มควรมีฝาครอบปิดมิดชิด
4. ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำแข็งต้องสะอาด ไม่มีการปนเปื้อน น้ำแข็งที่นำมาใช้กินต้องไม่มีของหรืออาหารอื่นๆ มาวางแช่ไว้
5. กรณีซื้อน้ำแข็งก้อนใหญ่ต้องนำมาล้างน้ำให้สะอาดก่อนนำไปใช้และควรเก็บใน ภาชนะที่สะอาด แต่หากซื้อน้ำแข็งหลอดควรเลือกซื้อที่บรรจุอยู่ในถุงสะอาด ปิดมิดชิด มีรายละเอียดบนฉลากจำพวกเครื่องหมาย อย. ชื่อผลิตภัณฑ์ วันเดือนปีที่ผลิต สถานที่ผลิต อย่างครบถ้วน
 หนทางการพบเจอกันระหว่างสารปนเปื้อนกับน้ำแข็งมีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆ ดังนี้
1.  ขั้นตอนการผลิต อาจเกิดการปนเปื้อนสารเคมีจำพวกน้ำมันเครื่อง หรือจาระบีจากเครื่องจักร หรืออาจได้รับเชื้อแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์จากอุปกรณ์ในการผลิตที่ไม่ได้รับการดูแลทำความสะอาด อีกทั้งถุงพลาสติกที่นำมาใช้ในการบรรจุที่อาจมีสิ่งสกปรกเจือปน รวมไปถึงสุขลักษณะของพนักงานที่ทำงานในขั้นตอนการผลิตที่ต้องมีการสัมผัสกับ น้ำแข็งโดยตรง เช่น ระหว่างการบรรจุหรือการขนย้าย

 

2. ขั้นตอนการขนส่ง ในขั้นตอนนี้คงจะมีหลายคนที่เห็นจนชินตากับการไถน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ไปกับพื้นบ้าง เห็นผ้าใบสีหม่นๆ ที่ถูกนำมาคลุมทับน้ำแข็งบ้าง คนงานส่งน้ำแข็งที่ตัวชื้นๆ จากน้ำแข็งและเหงื่อผสมกันทั้งยืนหรือนั่งทับน้ำแข็งระหว่างอยู่บนรถ บ้างก็ยก จับ และตักน้ำแข็งเพื่อส่งจนถึงมือเราหรือตามร้านค้าต่างๆ โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ก่อนที่เขาจะหยิบจับน้ำแข็งให้เรานั้น มือของเขาสัมผัสกับอะไรมาแล้วบ้าง แล้วแบบนี้จะไม่ให้น้ำแข็งได้รับสิ่งสกปรกเข้าไปแบบเต็มๆ ได้อย่างไร


 

 อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงทำหน้าเบ้ กับสิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในน้ำแข็ง ครั้นจะห้ามใจตัวเองไม่ให้กินเลยก็พอจะเป็นไปได้ แต่เจ้าตัวเล็กจอมซนนี่สิจะห้ามซื้อ ห้ามกินขนมน้ำดื่มจำพวกน้ำหวาน น้ำปั่น น้ำแข็งไส เด็ดขาดเลย สงสัยงานนี้คงต้องต่อรองกันอีกยาว เพื่อเป็นหนทางในการแก้ปัญหา เรามีวิธีเลือกซื้อน้ำแข็ง รวมถึงของกินและเครื่องดื่มที่มีน้ำแข็งเป็นส่วนประกอบมาฝากเด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่กันด้วยล่ะ


 จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) พบว่าน้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอดมักมีการปนเปื้อนจากเชื้อโคลีฟอร์ม อี โคไล ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาจากสิ่งปฏิกูล และหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของเราจนเติบโตแข็งแรงขึ้นจะสร้างสาร พิษที่อันตรายแก่ร่างกาย ส่งผลให้มีอาการท้องเสียหรือมีอาการของโรคระบบทางเดินอาหารได้

 น้ำแข็งที่สะอาด คือน้ำแข็งที่ละลายแล้วไม่มีตะกอน หรือสิ่งสกปรกเจือปนอยู่ และถ้าอยากมั่นใจจริงๆ ก็ทำน้ำแข็งให้ลูกหม่ำเองที่บ้านสะอาดที่สุดค่ะ

ฝึกลูกร้องเพลง

สริมจังหวะดนตรี  ให้ลูกมีพัฒนาการ
• ก่อน นอนเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าให้ลูกฟัง เช่น ซิมโฟนีท่อนที่ 2 หรือคอนแชร์โต ที่มีองค์ประกอบที่ดี มีคลื่นเสียงทําให้คลื่นสมองพัฒนา ทําให้เซลล์ประสาททํางานได้ดีขึ้น สร้างสมาธิ และทําให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป
• ขณะที่ลูกตื่นและอยู่ในอารมณ์ร่าเริง เปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว
• ตบมือเป็นจังหวะต่างๆ ให้ลูกฟัง แล้วจับฝ่ามือลูกประกบกันเบาๆ เพื่อสอนให้ตบมือตามจังหวะดนตรี
• เล่น เกมร้องเพลงประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “หากว่าเรากําลังสบาย จงตบมือพลัน” แม้ลูกอาจยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดูคุณแม่ร้องเป็นจังหวะ และทําท่าต่างๆ ต่อไปลูกก็จะรู้และจําได้ถึงแม้ตอนนี้จะยังพูดไม่ได้ก็ตาม
• เพ ลงที่นํามาให้วัยเบบี๋ฟัง คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลายนะคะ ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี เพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ

 

ทําไม…จังหวะนี้สําคัญนัก
จังหวะ เป็นองค์ประกอบสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะกระชับ รวดเร็ว จะทําให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะ ช้า จะทําให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้า ก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงกล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
 
ทุกจังหวะจับใจ…ใช้ให้เกิดประโยชน์
Beat คือ จังหวะของดนตรี หรือจังหวะการเต้นของหัวใจ จํานวนจังหวะใน 1 นาที (Beats per minute หรือ bpm) ในแต่ละบทเพลงจะต่างกัน และสามารถใช้เป็นตัวบอกถึงการเต้นของหัวใจ เช่น
• 70 bpm เป็นจังหวะที่ลดความกังวลใจได้ดี เพราะการเต้นของหัวใจ  60 ครั้งต่อนาที เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เช่น ดนตรีคลาสิกของโมสาร์ท โชแปง
• 100-120 bpm เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์และร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เช่น ช่าช่าช่า วอลทซ์ โพลก้า
• 120 bpm ขึ้นไป เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์จนต้องลุกขึ้นเต้นระบํา ได้คลายความเครียดและได้เหงื่อด้วย เช่น เพลง Can’t Get You Out of My Head (Kylie Monogue) , Dream On (Depeche Mode)