บำหรุสมองลูกน้อย

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง
นอกเหนือจากการบริหารสมองด้วยวิธีต่างๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ดังนี้
น้ำและอากาศ : การดื่มน้ำสะอาดจะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกสดชื่น หากได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจะช่วยให้สมองได้รับออกซิเจนเข้าไปไหลเวียนหล่อ เลี้ยงสมองทำให้ตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่า
อาหาร : คุณแม่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งช่วงตั้งท้องและหลังคลอด เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำอุดมด้วยผักผลไม้ กินปลาเป็นประจำ ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ไม่ควรกินอาหารก่อนนอนหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด

‘หาว’ ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้สมอง
หลับตาให้สนิทแล้วใช้มือทั้ง 2 ข้าง ถูนวดบริเวณข้างแก้มขึ้น-ลง แล้วอ้าปากกว้างๆ ทำท่าหาว พร้อมนวดกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น

 

+ เบิกบานด้วยเสียงหัวเราะ : เพียงแค่มองหาความสุขเล็กน้อยใกล้ตัว ฟังหรืออ่านเรื่องขำขัน และหัวเราะในทุกๆ วันก็ถือเป็นการบริหารสมองแล้วค่ะ เพราะการเปล่งเสียงหัวเราะออกมาจะช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก หัวใจ ปอด และไหล่ขยับเขยื้อนไปด้วย และทำให้ร่างกายหลั่งสารความสุข อย่างสารเอนโดรฟินออกมา แถมยังช่วยให้การเต้นของหัวใจทำงานดีขึ้น เลือดในร่างกายสูบฉีดและไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น

รื่องของ ‘ความเครียด’  เกิดขึ้นได้กับทุกวัยไม่เว้นแม้แต่ช่วงตั้งท้อง ไหนจะเจอกับภาวะกดดันจากเรื่องงาน ความคาดหวัง จากคนรอบข้าง บางครั้งก็ยุ่ง  จนหลงๆ ลืมๆ เรื่องสำคัญและกังวลเกี่ยวกับลูกอีก

เอา ล่ะค่ะ! ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ที่จะโยนเรื่องเครียดและความกังวลทิ้งไป แล้วมาบริหารสมองให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นตัว เพื่อสุขภาพ กาย-ใจของคุณแม่และลูกค่ะ

บริหารสมอง…ด้วยอารมณ์ ‘เบิกบาน’

หาก คุณแม่เบิกบาน ลูกก็จะเบิกบานไปด้วย การออกกำลังสมองเป็นประจำจะทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียด ลดความตื่นเต้นและทำให้จิตใจสงบด้วย

+ เบิกบานด้วยการพูดคุย : การพูดคุยเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องช้อปปิ้ง เรื่องอาหารอร่อยๆ เรื่องแฟชั่น หรือการร้องเพลง จะช่วยให้คุณแม่มีความสุขและผ่อนคลายมากขึ้นและเป็นการเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้สมองได้ดีอีกด้วย

+ เบิกบานด้วยการคิดบวก : หากมีทัศนคติและคิดในเชิงบวกอยู่เสมอ ไม่คิดกังวลเรื่องใดไปล่วงหน้า จะช่วยให้สมองจดจำแต่สิ่งที่ดีๆ และมองว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

+ จำด้วยการเชื่อมโยง : เมื่อพยายามจำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะช่วยทำให้จำได้ง่ายหรือผูกเป็นเรื่องสั้นๆ เช่น การเชื่อมโยงเรื่องที่ต้องจำโดยการร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราว อย่าง สมัยเด็กๆ ที่ต้องจำพยัญชนะอักษรกลางก็จะใช้การท่อง “ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง” เพื่อเป็นการช่วยให้จำได้ ง่ายขึ้นค่ะ

+ จำด้วยการแบ่ง : เรื่องบางเรื่องอาจจะยากที่จะจำ  ให้ได้หมด อาจใช้การแบ่งการจำเป็นช่วงๆ เช่น การแบ่งจำเลขรหัสประจำตัวในบัตรประชาชนเป็นช่วง หรือการจัดระบบความจำโดยการแบ่งจำตามช่วงเวลา สถานที่ เป็นต้น

+ จำด้วยการจด : ถ้าเป็นคนที่ชอบหลงลืมเป็นประจำ การจดโน้ตสั้นๆ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำหรือจะทำในวันนั้น ติดไว้ที่ตู้เย็น โต๊ะทำงานหรือสถานที่ที่มองเห็นได้ง่าย จะช่วยเตือนความจำได้ดีขึ้น

บริหารสมอง…ด้วยการ ‘ออกกำลัง’

การออกกำลังเพื่อเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายเป็นปกติ ทั้งยังเป็นการฝึกหายใจไปในตัว เพื่อให้ออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าการอยู่เฉยๆ ค่ะ

+ เบิกบานด้วยการพักผ่อน : การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยให้ตื่นมาด้วยกายและใจที่สดชื่น พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกระฉับกระเฉง

+ เบิกบานด้วยกิจกรรมฝึกสมอง : หากรู้สึกเครียดหรือกังวล ก็ลองหากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อให้สมองไม่ติดอยู่กับความเครียดนั้น อาจเล่นเกมใบ้คำ เกมอักษรไขว้ ต่อจิ๊กซอว์ ก็จะช่วยให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากจะได้บริหารสมองแล้วยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

บริหารสมอง…กระตุ้น ‘ความจำ’

เรื่อง ของความจำก็เป็นอีกเรื่องที่หลายท่านมักจะเจอปัญหานี้โดยที่ยังไม่ทันจะแก่ ไม่ว่าจะหลงๆ ลืมๆ เพราะในแต่ละวันก็มีเรื่องให้จำให้ทำเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องงาน ลองมา บริหารสมองเพื่อให้จดจำเรื่องต่างๆ ได้อย่างแม่นยำกันดีกว่าค่ะ

+ ออกกำลังกายเบาๆ : การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ การออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง เช่น การเดิน เต้นแอโรบิกท่าง่ายๆ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

หากเป็นช่วงที่ใกล้คลอดอาจใช้การฝึกลมหายใจเพื่อช่วยผ่อนคลายร่างกายและยังเป็นการฝึกก่อนการเบ่งคลอดลูก เพียงแค่นั่งหรือยืนหลังตรงแล้วสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ ก็จะช่วยให้อากาศเข้าและออกสู่ร่างกายได้สะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด

+ ออกกำลังด้วยการฝึกทำสิ่งใหม่ๆ : การหางานอดิเรกทำในยามว่างช่วงตั้งท้องหรือหลังคลอดก็เป็นวิธีที่ช่วยบริหารสมองได้ เช่น ฝึกถักโครเชต์ ประดิษฐ์ของใช้หรือทำงานฝีมือ วาดรูป ฝึกทำอาหาร ซึ่งการทำงานอดิเรกจะช่วยให้คุณแม่ได้ขยับร่างกายอย่างง่ายๆ รู้สึกสนุก สมองตื่นตัว มีสมาธิ และอาจใช้หารายได้เสริมได้ด้วย

……………………………………………………………………………..

 

อาหารบำรุงเมื่อครรภ์

สรรพคุณของยา คำแนะนำในการใช้ยาจีนที่ถูกต้องหรือฝังเข็มได้

แผนปัจจุบัน (แผนฝรั่ง)
เพราะเมื่อไปฝากครรภ์ ในแผนนี้ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงเลือดแคลเซียมหรือยาบำรุงกระดูกโฟเลตเม็ด (ที่ไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์) มากกว่า

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
ยากลุ่ม: ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์เช่นยาประเภทวิตามินต่างๆ
ยากลุ่ม B: ต่อทารกคือกลุ่มยาสามัญประจำบ้านเช่นพาราเซตามอลยาลดไข้ยาแก้หวัด
ยากลุ่ม C: B จึงต้องใช้ยาในกลุ่มนี้แทน
ยากลุ่ม D: เช่นยารักษาวัณโรคหรือยารักษาโรคมาลาเรียอาจทำให้ทารกพิการ แต่ถ้าไม่กินยาเพื่อรักษาโรคอาจทำให้ลุกลามจนเสียชีวิตได้
ยากลุ่ม X: เพราะ ทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกเช่นกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งซึ่งจะมีการระบุบน ฉลากยาอย่างชัดเจนว่า ‘ห้ามสตรีมีครรภ์รับประทาน’ ก่อนจ่ายยาในกลุ่มนี้แพทย์

ทั้งนี้ ควรเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และนำยาไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่น เพราะในช่วงอายุครรภ์ 3 เดือนแรก ในครรภ์ได้ยกเว้นยาอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แผนไทย
น้ำอ้อย: ป้องกันไม่ให้เป็นไข้ลดอาการไข้ต่ำ ๆ ซึ่งคุณแม่จะเป็นบ่อยช่วงตั้งครรภ์
กล้วยน้ำว้าสุก: ช่วยระบายท้องทำให้ไม่เป็นท้องผูก
ขิงรากบัว: บรรเทาอาการแพ้ท้อง

ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงสมุนไพรและยาไทย เช่นว่านชักมดลูกกวาวเครือดอกคำฝอยเพราะจะทำให้ตกเลือดสมองหรือร่างกายของทารกไม่สมบูรณ์หรือแท้งนอกจากนี้ หากกินเข้าไปจะส่งผลต่อทารกทำให้เกิดความพิการและมีพัฒนาการช้า

แผนจีน
4 กลุ่มคือยาที่มีผลต่อแม่โดยตรงยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์ยาที่มีผลต่อการคลอดและยาที่มีผลต่อทารกแรกเกิด เช่นโสมตังกุยชวนป๋วยเป็นต้น 5 เดือนครึ่งขึ้นไป

ทำให้ทารกเติบโตไม่เต็มที่หรือแท้ง

 

ฝึกลูกร้องเพลง

สริมจังหวะดนตรี  ให้ลูกมีพัฒนาการ
• ก่อน นอนเปิดเพลงที่มีจังหวะช้าให้ลูกฟัง เช่น ซิมโฟนีท่อนที่ 2 หรือคอนแชร์โต ที่มีองค์ประกอบที่ดี มีคลื่นเสียงทําให้คลื่นสมองพัฒนา ทําให้เซลล์ประสาททํางานได้ดีขึ้น สร้างสมาธิ และทําให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป
• ขณะที่ลูกตื่นและอยู่ในอารมณ์ร่าเริง เปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ให้ลูกขยับแขนขาเคลื่อนไหว
• ตบมือเป็นจังหวะต่างๆ ให้ลูกฟัง แล้วจับฝ่ามือลูกประกบกันเบาๆ เพื่อสอนให้ตบมือตามจังหวะดนตรี
• เล่น เกมร้องเพลงประกอบท่าทางให้ลูกดูและฟัง เช่น  “หากว่าเรากําลังสบาย จงตบมือพลัน” แม้ลูกอาจยังฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ชอบดูคุณแม่ร้องเป็นจังหวะ และทําท่าต่างๆ ต่อไปลูกก็จะรู้และจําได้ถึงแม้ตอนนี้จะยังพูดไม่ได้ก็ตาม
• เพ ลงที่นํามาให้วัยเบบี๋ฟัง คุณแม่สามารถให้ฟังได้หลากหลายนะคะ ทั้งเพลงคลาสสิก เพลงไทยเดิม หรือเพลงอื่นๆ ที่มีทั้งเพลงร้อง และเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องจะช่วยพัฒนาภาษาได้ดี เพลงบรรเลงก็จะช่วยพัฒนาความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และยังช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของลูกได้ดีด้วยค่ะ

 

ทําไม…จังหวะนี้สําคัญนัก
จังหวะ เป็นองค์ประกอบสําคัญที่มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของเด็ก ดนตรีที่มีจังหวะกระชับ รวดเร็ว จะทําให้เด็กคึกคัก สนใจ ส่วนดนตรีที่มีจังหวะ ช้า จะทําให้เด็กสงบ ไม่งอแง เด็กอาจไม่สนใจดนตรีที่มีจังหวะช้าในระยะแรกเพราะต้องใช้สมาธิ หรือต้องใช้ความพร้อมในการฟังมาก แต่ดนตรีที่มีจังหวะช้า ก็เหมาะที่จะใช้เป็นเพลงกล่อมให้นอนได้ดีกว่าดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
 
ทุกจังหวะจับใจ…ใช้ให้เกิดประโยชน์
Beat คือ จังหวะของดนตรี หรือจังหวะการเต้นของหัวใจ จํานวนจังหวะใน 1 นาที (Beats per minute หรือ bpm) ในแต่ละบทเพลงจะต่างกัน และสามารถใช้เป็นตัวบอกถึงการเต้นของหัวใจ เช่น
• 70 bpm เป็นจังหวะที่ลดความกังวลใจได้ดี เพราะการเต้นของหัวใจ  60 ครั้งต่อนาที เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เช่น ดนตรีคลาสิกของโมสาร์ท โชแปง
• 100-120 bpm เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์และร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เช่น ช่าช่าช่า วอลทซ์ โพลก้า
• 120 bpm ขึ้นไป เป็นจังหวะที่กระตุ้นอารมณ์จนต้องลุกขึ้นเต้นระบํา ได้คลายความเครียดและได้เหงื่อด้วย เช่น เพลง Can’t Get You Out of My Head (Kylie Monogue) , Dream On (Depeche Mode)
 

อาหารสำหรับเด็กโต

ปลูกฝังนิสัยเลือกกินดี
จะ เห็นได้ว่าการส่งเสริมหนูประถมให้ รู้จักเลือกกินนั้นไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเลยค่ะ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือส่งเสริมด้วยความสนุก ไม่ใช้การบังคับหรือหักดิบจนลูกรู้สึกต่อต้านขึ้นมาค่ะ ลองนำเคล็ดลับนี้ไปใช้ดูนะคะ รับรองเรื่องทำให้ลูกรู้จักเลือกขี้ปะติ๋วแน่นอน

Best Practice สร้าง แรงบันดาลใจ ชวนเด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยที่มาจากการกิน และการเลือกกินที่ดีต่อสุขภาพกันค่ะ โดยอาจยกตัวอย่างจากคุณหรือคนรอบข้าง เช่น “เมื่อก่อนแม่ท้องผูกอึอึ๊ไม่ค่อยออก แม่เลยหันมากินผักจนตอนนี้แม่ไม่ท้องผูกอีกแล้ว” หรือชวนหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูสิว่าใครที่เคยเป็นโรคที่เกิดจากการกิน เช่น โรคอ้วน แล้วไปดูวิธีที่เขาใช้ในการดูแลสุขภาพ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งหนึ่งที่คนเหล่านั้นจะต้องตอบเหมือนกันคือเลือกกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นผักผลไม้ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีต่อลูกแน่นอนค่ะ
การ วิจัยจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี ร่วมกับโรงเรียนการแพทย์คน็อกวิลล์และบราวน์ พบว่า เด็กๆ จะเริ่มมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีเมื่อเริ่มก้าวสู่รั้วโรงเรียน (6-12 ปี) และอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กเลือกบริโภคก็คือน้ำหวานชนิดต่างๆ และขนมกรุบกรอบที่มีน้ำตาลและเกลืออยู่ในปริมาณมาก

การกินของลูกวัยประถม
เด็ก วัยนี้มักกินแต่อาหารที่ตัวเองชอบค่ะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขามีโอกาสเลือกอาหารกินเองได้ทั้งที่ในโรงเรียน นอกบ้าน หรือที่เรียนพิเศษ ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่เด็กๆ ชอบก็คงจะหนีไม่พ้นขนมกรุบกรอบ ของทอด ฟาสต์ฟู้ด และของหวานค่ะ ดังนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้คือให้ข้อมูลด้านโภชนาการการกินกับ เด็กๆ เช่น การพูดคุยเกี่ยวกับโรคอ้วน สาเหตุของโรคอ้วน อาหารแบบไหนที่มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น

ที่สำคัญอย่ากังวลไปเองนะ คะว่าเล่าให้ ฟังแล้วเขาจะไม่เข้าใจ เพราะถึงจะอยู่วัยประถมแต่พัฒนาการด้านความคิด รวมไปถึงการเข้าใจเหตุและผลของเด็กๆ นั้นทำได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ อีกทั้งยังสามารถเลือกได้แล้วว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อเขาค่ะ แต่การพูดหรือเล่าให้ฟังอย่างเดียวอาจไม่พอ คุณจึงควรยกตัวอย่างให้เด็กๆ เห็นภาพตามไปด้วย หรือชวนกันเข้าครัวคุยเรื่องสุขภาพการกินกันเสียเลย ก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสนุกที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับการกินดีเพื่อ สุขภาพที่ดีของเขาได้ไม่ยากค่ะ

สอนให้รู้จักอาหารที่ ‘ใช่’ ไม่ใช่ที่ ‘ชอบ’ เป็นการส่งเสริมให้ลูกเข้าใจว่าอาหารชนิดใดที่ดีต่อสุขภาพ และอาหารชนิดใดที่ลูกชอบแต่เป็นโทษต่อร่างกายค่ะ อาจเริ่มต้นจากชวนสงสัยและตั้งคำถาม เช่น “ลูกว่าผักสีต่างๆ มีประโยชน์ต่างกันไหม” “หนูรู้ไหมว่าลูกชิ้นเด้งดึ๋งเนื้อหยุ่นๆ มีสารที่ชื่อว่าบอแรกซ์ผสมอยู่” หรือการชวนเขาจับผิดอาหารที่ไม่ได้คุณภาพเวลาที่ไปเดินซื้อของด้วยกัน “บางครัองการเลือกผักที่สวยๆ ไม่มีหนอนไช อาจเป็นเพเขาฉีดยาฆ่าแมลงเยอะนะจ๊ะ” อ้อ… ที่สำคัญอย่าลืมไปหาซื้อโปสเตอร์อาหาร 5 หมู่มาติดไว้ในห้องครัว แล้วชวนเจ้าหนูคุยเกี่ยวกับอาหารเหล่านั้นที่ลูกต้องกินให้สมดุลในแต่ละวัน ด้วยนะคะ
ส่วนร่วมตัวจิ๋ว ให้ลูกได้เข้ามาร่วมวงทำอาหารหรือเลือกซื้ออาหารเพื่อมาปรุงบ้าง เช่น ขณะทำอาหารชวนเขาคุยสิคะว่าอาหารมื้อนั้นๆ ต้องเสริมด้วยอาหารชนิดไหนจึงจะครบหมวดหมู่ เช่น “มื้อเช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ลูกคิดว่าเราควรกินอะไรเพิ่มเติมจึงจะครบ 5 หมู่นะ” หรือจะให้เขามีส่วนร่วมโดยให้เขาเป็นคนคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารตั้งแต่ต้น เช่น เลือกซื้อของที่จะมาทำกับข้าว ลองปรุงด้วยตัวเอง ประดับจานอาหารเอง และเพิ่มความภาคภูมิใจด้วยการนำอาหารที่เขาทำไปแบ่งปันให้สมาชิกในบ้านได้ ลิ้มลองค่ะ
กินได้บ้างแต่ต้องรู้จัก ‘พอดี’ ในความเป็นจริงคุณอาจห้ามลูกไม่ให้กินของโปรดอย่างลูกชิ้นทอด น้ำหวานเย็นชื่นใจ หรือมันฝรั่งทอด ได้ทุกครั้ง แต่คุณอาจต้องพูดคุยกับเขาถึงขอบเขตของการกินอย่างพอดี เช่น อาทิตย์ละครั้งหรือกินเฉพาะเวลาที่มีแม่อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ

โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ

เจ้าหนูจะมีอาการคันในจมูก จามบ่อยๆ น้ำมูกใส คัดจมูก แน่นจมูก และอาการอื่นๆ เช่น เจ็บในจมูก หูอื้อ ปวดศรีษะ ไม่ได้กลิ่น มีน้ำมูกไหลลงคอ มีเสมหะติดคอ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ นอนกรน และอาจมีผลกระทบต่อการเรียนได้ โดยในบางคนอาจมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หอบหืด ลมพิษ ผื่นผิวหนังตามข้อพับ คอ ใบหน้า คุณพ่อคุณแม่ลองสำรวจอาการของลูกกันนะครับ

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีการหลั่งสารฮิสตามีนมากเกินไปในเลือด จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว เชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นครับ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

มีปัจจัยที่อาจทำให้เจ้าหนูเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้หลายข้อเลยนะครับ

1. สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม ที่พบบ่อยคือ ไรฝุ่น ฝุ่นในบ้าน นุ่น ขนสัตว์ แมลง และเชื้อราในอากาศ

2. สารก่อภูมิแพ้อื่นๆ ที่อาจพบ เช่น ถุงมือยาง อาหารบางชนิด และในปัจจุบันพบปัญหาแพ้นมวัวบ่อยมากขึ้น

ปัจจัยเสริมที่อาจไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้แต่ทำให้เกิดอาการขึ้นได้ หรือถ้ามีอาการอยู่แล้วก็อาจทำให้เป็นมากขึ้น ได้แก่

• สารระคายเคืองต่อเยื่อบุโดยตรง เช่น ควันไฟ ควันท่อไอเสีย กลิ่นฉุนต่างๆ อากาศร้อนจัด อากาศเย็นจัด การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ฝนตก แอร์เป่า พัดลมเป่า การอดนอน ทำงานหนัก ขาดการออกกำลังกาย อารมณ์ตึงเครียด

• สารติดเชื้อ เช่น ไซนัสอักเสบ ทอลซิลอักเสบ เจ็บคอ ฟันผุ ไข้หวัด ก็ทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ทำให้อาการภูมิแพ้เกิดมากขึ้นได้

การปฏิบัติตัว เมื่อเจ้าหนูป่วยเป็นภูมิแพ้จมูกอักเสบ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจ และพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำ ก็จะป้องกันโรคไม่ให้เกิดอาการหรือมีอาการกับลูกน้อยที่สุด การได้รับการรักษาภูมิแพ้จมูกอักเสบยังทำให้เจ้าหนูมีโอกาสลดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัส หูอักเสบ หรือนอนกรน ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหอบหืดในอนาคตได้ ดังนั้น การดูแลเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจึงควรปฏิบัติ ดังนี้….
โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัยและทุกเชื้อ ชาติเลยนะครับ และมีแนวโน้มจะพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันพบว่า 20% ของผู้ใหญ่และ 40% ของเด็กจะเป็นโรคนี้ และพบบ่อยขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเวลามีอากาศเปลี่ยน จึงเรียกว่า โรคแพ้อากาศ

อาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจะใกล้เคียงกับการเป็นหวัด เรื้อรัง จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจนิ่งนอนใจ แต่หากรู้เร็วและรีบรักษา อาการดังกล่าวก็จะไม่กวนใจและรักษาได้ไว …มาเช็กกันค่ะ ว่าอาการที่เจ้าตัวเล็กเป็นเข้าข่าย โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบหรือไม่

1. พาเจ้าหนูไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบจริงหรือไม่ เพราะมีโรคอีกหลายโรคซึ่งมีอาการคล้ายกัน เช่น ไข้หวัดซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ เป็นต้น

เมื่อพาเจ้าหนูไปพบแพทย์ นอกจากการซักประวัติและตรวจหู คอ จมูกแล้ว การตรวจที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ และแพ้อะไรบ้าง คือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง และตรวจเลือดแต่การตรวจเลือดมีข้อจำกัด คือ ค่าใช้จ่ายสูงและไม่ทราบผลในทันที ปัจจุบันยังคงอาศัยการทดสอบทางผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งการทดสอบนี้จะไม่เหมือนกับการฉีดยาทั่วไป และเจ็บน้อยกว่ากันมาก นอกจากนั้นยังเห็นผลได้ไม่เกิน 20 นาที คุณพ่อคุณแม่จะเห็นได้ด้วยตาตัวเองว่าลูกน้อยแพ้อะไรบ้างและแพ้มากน้อยแค่ไหน

2.กำจัดและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ คุณพ่อคุณแม่ที่สามารถกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็กให้เหลือน้อยที่สุดอาจไม่มีอาการโดยไม่ต้องรักษาเลยก็ได้ พยายามควบคุมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับตัวลูก เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศที่สะอาดและนอนในห้องที่ไม่มีฝุ่น

3.หลีกเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วเนื่องจากเยื่อบุจมูกของลูกที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไวต่อสารระคายเคืองเหล่านี้มากกว่าคนธรรมดา
4.อย่าให้นอนดึก และให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และควรให้ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอทุกวัน หรือเล่นกีฬาเป็นประจำเพื่อช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งจะทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ดีขึ้น

5.อย่าเด็กให้มีความเครียด เพราะถ้าจิตใจไม่สบายอาการของโรคภูมิแพ้จะเป็นมากขึ้นด้วย ควรหาทางผ่อนคลายด้วยการพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศตามความชอบเป็นครั้งคราว

6.ให้รักษาโรคติดเชื้อถ้าพบร่วมด้วย เพราะการอักเสบเรื้อรังไม่ว่าชนิดใดจะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง ควรพยายามป้องกันการติดเชื้อให้น้อยที่สุด และฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบด้วยครับ

7.ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะยาบางชนิดถ้าใช้ต่อเนื่องกันอาจเป็นอันตรายได้ ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาวิธีการใช้ยาอย่างถูกต้อง ถูกวิธี ถูกเวลา รวมถึงทำความเข้าใจว่ายาแต่ละตัว ตัวใดต้องใช้ต่อเนื่อง ตัวใดใช้เฉพาะเมื่อมีอาการ

Kid can do

A little bit. But did you know that even children are in preschool, but he has the power and ability to absorb and learn and experience. It also can act more like adults. I do not believe in me Growing Up kindergarten.

Age in rats., A small but good as a mother (father) is.

Preschool seems like manner. Or as often as the traditional. “I do not smell the milk,” but in fact. Even a preschool child, but it is powerful in many aspects. Whether it is physical, mental – emotional, social, intellectual and ready.

* The body is capable of handling, walking, running.

Psychological – it * can temper it.

* Social behavior that display.

* Children have the cognitive ability to think. And ready to learn all you can get.

At this point, some parents may be viewed as “not true” for various reasons, many do not see that …

“Not really, because I do not eat the mess. Continue to fall. Cycling is falling “.

Some people say that …

“I control my own behavior and how. Taken to store the bell I fidget “.

Please tell me that this is actually they are born with all the potential that we mentioned ‘I’, but the lack of experience and the promotion of the point. Even if your parents are saying, ‘I do not so I do not do’ that will further undermine the vitality and viability and future of the ball with shine. So I adjusted my attitude toward the preschool. And I have activities to help empower young people together in it.

I do not lose adults.

Several studies have found that children’s ability to think and act like adults. If I do not have experience. So mature, so as to enhance the experience for my children.

For example, a research psychologist Jerry Bruner line Rome intelligence Said the child. Learn to absorb it better if he had discovered the self. The foster children. This self-study. Adults are people who are responsible for the proper experience to children with

A recent study from the New York Sun, Alison Gordon, professor of psychology. University of California confirmed that children are capable of thinking like adults. You can know what is good – not great – being wrong through action and play with it.

Concluded that the children have learned in the capacity. But we have to compose learning. And promote and encourage the children. Tried everything. Without blocking it. By the way it is …

No.1 did not insult you.
The key to promoting the vitality and viability of the child is. ‘Do not libel’ I do not believe that young children do not have much. So that he could ‘do’ attitude adjustment made pursuant to this Article. I ask you to compose. It is important that the patient and try to do these preschool view it.

• Instead of using the plates, glasses, utensils, plastic containers, try to get him to try some of these with you. Do not worry that it will fall apart. I should tell him with a smile, “I hold it to gradually slow” to teach him how to use those items. It also taught him how to be careful with it.

• Give children chores such as sweeping the house, little house, let him not do rub. You are told by a neighbor. How to sweep it. How to rub. What if I do not follow you or will you manage to wipe it up, however. He was released on my own. Because if it is, that is the fun way to help children develop their potential.

• Children at this age can be a very important … There is the ability to doubt and questioning. They always have the time. So do you think it’s insulting to the question is a simple question. That children should not be asked. But should pay attention to the question. When I asked because it means I want to ‘know’ and this is the power that drives the children. Learning … Do not neglect it.

No.2 appreciate the effort.

When the activity was successful, there is a story about the ability to sing as he did at school with a friend. Help teachers erase the blackboard. Traffic teacher talks about painting, drawing, etc. I recommend that you do not forget to mention that my son told me about it. Because it acts as a force to enhance and increase the power and the courage to think and act in the issue. As well.

I do not surf the N0.3 “okay”.

If the dishwasher does not clean. Holding a glass of water, then drop. I need to make a clean sweep of the house to rub it turns out slop over. Please tell me that it’s “not bad” and are said to be with my son’s. “Not to be”.

Saying this because I want you to look at the intent of that. ‘He needs help’ and if this time is to help alleviate some errors I do not mind. In fact, we’ve made a mistake, but all of them were for me to say “okay” to help the children do not feel scare activities. I also have the power of courage to do what they were trained to be with me.