พฤติกรรมของเด็กเล็ก

 

มานึกถึงผู้ใหญ่อย่างเราๆ มีอาการกลัวสารพัด ทั้งกลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวความมืด กลัวผี เด็กๆ ก็ไม่ต่างกัน มีความกลัวแตกต่างกันออกไป
กลัวการแยกจาก จะพบได้บ่อยมากในเด็กวัยนี้ เป็นความวิตกกังวลว่าจะไม่ได้เจอพ่อแม่ จึงทำให้มีปัญหาติดแม่ ไม่ยอมไปโรงเรียน ถ้าเป็นมากเด็กจะมีอาการทางกายเช่น ฝันร้าย ปัสสาวะรดที่นอน หรือปวดท้องบ่อยๆ
กลัวคนแปลกหน้า นับเป็นเรื่องธรรมดาของวัยเด็กเล็ก แต่ถ้าโตขึ้นมาแล้วยังมีปัญหานี้อยู่ เด็กจะมีลักษณะไม่พูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นต้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดูเป็นเรื่องยาก ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา และวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่เด็กๆ ก็เปรียบเสมือไม้อ่อน ที่ยังสามารถดัดได้ แก้ไขได้ แม้จะต้องอาศัยความใจเย็น และอดทนของผู้ใหญ่ที่คอยให้ความช่วยเหลือเป็นสำคัญนั่นเอง
- ปรับความคาดหวัง พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวังลูก ให้มีความกล้าเหมือนเด็กคนอื่น หรือเหมือนที่ตนเองตั้งใจ เพราะความคาดหวังนั้นจะกลายเป็นความกดดันลูก และทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองได้ ข้อที่ควรจำเป็นอันดับแรก คือ เข้าใจธรรมชาติของลูกว่ามีความกลัวมากน้อยแค่ไหน แล้วจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
- ไม่พูดข่มขู่ ทั้งคำพูดและท่าทางที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกอย่างรุนแรงจะไปเพิ่มความหวาดกลัว ให้ลูกดังนั้นจึงใช้วิธีการพูดที่อ่อนโยน การใช้เหตุผลที่เหมาะกับวัยในการพูดคุยกับลูกมากกว่า รวมถึงการพูดหลอก พูดขู่ต่างๆ เช่น “ไม่กินข้าวเดี๋ยวให้ตำรวจมาจับ” “ดื้อมากเดี๋ยวให้หมดฉีดยาเลย” “ไม่หลับตานอนมืดๆ แล้วตุ๊กแกจะมากินตับ” ประโยคเหล่านี้ล้วนทำให้เด็กเกิดความกลัว และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น
- ปลอบใจลูกเสมอ เมื่อลูกเกิดความกลัว ต้องปลอบโยนบอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
- ฝึกลูกช่วยเหลือตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป และในด้านความคิด ต้องหมั่นให้ลูกตัดสินใจทำด้วยตัวเอง รู้จักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้ลูกเกิดความมั่นใจ
กลัวบางสิ่งบางอย่าง เช่น กลัวสุนัข กลัวหุ่นแมสคอต กลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวผี กลัวความมืด เป็นต้น

มนุษย์เราต้องมีความกังวลหรือความกลัว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ธรรมชาติของเด็กจะกลัวสิ่งต่างๆ สูงสุดในช่วง 3-5 ปี และจะมีพัฒนาการเรื่องความกลัวที่เป็นไปตามช่วงวัย การกลัวคนแปลกหน้า กลัวความมืด ในเด็กวัยนี้ ก็ถือว่าเป็นความกลัวตามปกติ แต่ถ้าความกลัวมีมากเกินไปและติดตัวจนเข้าสู่วัยรุ่นก็ก่อให้เกิดผลเสีย อื่นๆ ตามได้

กลัว..อะไรบ้าง

สาเหตุที่ทำให้…กลัว
1. การพูดขู่ การหลอก หรือทำให้เด็กตกใจอยู่บ่อยๆ มีความรู้สึกฝังใจกับเรื่องนั้นๆ จากสาเหตุนี้คนที่เป็นต้นเหตุคือผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กนั่นเอง
2. พ่อแม่ หรือคนที่อยู่ใกล้ชิด มีอาการวิตกกังวล หรือเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นเป็นประจำ เช่น คุณแม่กลัวแมลงสาป เมื่อเห็นแมลงสาปทีไร ต้องวิ่งหนี กระโดดหนี หรือร้องเสียงดังทุกครั้ง
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างมาก หรือกระทบใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกตีอย่างแรง ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว  หรือได้รับอุบัติเหตุที่รุนแรงมาก่อนจึงทำให้รู้ไม่ปลอดภัย ต้องคอยระแวง ระวังไว้ก่อน
4. ขาดความอบอุ่น ความเข้าใจจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด ไม่มีการฝึกทักษะด้านต่างๆ ขาดความมั่นใจ
5. พื้นฐานอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เด็กบางคนนิ่งๆ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก บางคนกล้าเจออะไรใหม่ๆ ก็ให้ความสนใจอย่างรวดเร็ว

เปลี่ยนกลัว… ให้กล้า

- ไม่เร่งจนเกินไป การลดความหวาดกลัวของเด็ก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรตั้งระยะเวลาเอาไว้ หรือจะให้ลูกหายกลัวภายในกำหนดของผู้ใหญ่ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะการปรับตัวไม่เท่ากัน และต้องให้ลูกเผชิญสิ่งที่ลูกกลัวทีละน้อย คอยให้กำลังใจลูกอยู่เสมอ

ความกลัวก็ใช่ว่าจะเป็นผลเสียไปซะหมด เพราะการกลัวบางอย่างเป็นผลดี เช่น กลัวอันตราย จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งเรื่องเช่นนี้พ่อแม่ต้องสอนแบบเด็ดขาด คือ ใช้ลักษณะคำสั่งห้ามถ้าสิ่งนั้นๆ จะทำให้เกิดอันตราย เช่น การเล่นปลั๊กไฟ หรือของมีคมต่างๆ เป็นต้น ส่วนการกลัวอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ควรมีไว้ประจำใจคือ กลัวบาป ถ้าคนในสังคมกลัวบาป ก็จะช่วยกันสร้างความดี สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

เลี้ยงลูกให้สมองดี

กระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยเมื่อไรดี เซลล์ สมองเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มตั้งครรภ์ ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุประมาณ 8 สัปดาห์ จะสร้างและเพิ่มทั้งจำนวนและขนาด เกิดเป็นเนื้อสมองและเส้นใยประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองและเชื่อมโยงกันเอง เกิดเป็นข่ายใยเส้นประสาทอย่างมากและรวดเร็วเรื่อยไปจนกระทั้งคลอดออกมา และในช่วงวัยขวบปีแรกนั้นก็เป็นช่วงทองที่ควรจะกระตุ้นพัฒนาลูกน้อยค่ะ
กระตุ้นพัฒนาการสมองทำได้อย่างไร
1. เลี้ยงดูด้วยความรักความอบอุ่น  สิ่ง กระตุ้นพัฒนาการสมองที่ดีที่สุดของลูกตั้งแต่วัยแรกเกิด คือ ประสบการณ์ความรักจากพ่อและแม่ ทั้งการมองหน้าสบสายตา เห่กล่อมโอบกอดรัดด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่น นอกจากจะเชื่อมความผูกพันระหว่างกันแล้ว ลูกยังเรียนรู้ว่าตัวเองสำคัญ มีคุณค่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของสมองของลูกให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ เพิ่มขึ้น
2. หมั่นพูดคุยกับลูก หมั่น พูดคุยกับลูกในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันร่วมกัน เช่น ตอนอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม การโต้ตอบแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ส่งผลต่อทักษะการใช้ภาษาและเพิ่มพูนความผูกพันได้อีกด้วย
3. พัฒนาสมองลูกด้วยนิทาน ถึง เวลานอนก็ยังพัฒนาสมองลูกได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาในเด็กเล็ก และเตรียมพร้อมเรื่องภาษาและสำเนียงการพูดต่อไปในอนาคต แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ลูกหลับฝันดี ซึ่งการที่ลูกได้หลับเต็มที่ยังช่วยให้สมองทำงานได้ดี เกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยสมอง ส่งผลให้ลูกฉลาดเรียนรู้ได้ดีอีกด้วย
4. สมาธิก็สำคัญ  แรกเกิดก็มีสมาธิได้ จากงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าสมาธิมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง เวลาเด็กนิ่งเป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจะเกิดคลื่นสมองอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อัลฟา (Alpha) ทำให้สมองรับและเก็บข้อมูลในเรื่องที่สนใจได้ดี โดยในเด็กอ่อน คุณแม่สามารถสร้างสมาธิได้ด้วยการอุ้มลูกแนบอกขณะให้นม พูดคุย มองหน้า และสบตาให้ลูกได้จดจ่อและรู้สึกสงบนิ่ง ก็สามารถทำให้เกิดสมาธิได้ค่ะ
5. จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสมอง  ลูก จะเรียนรู้ได้ดีถ้าอยู่ในภาวะที่มีสมาธิ ดังนั้นจัดมุมหนึ่งในบ้านให้มีของเล่นเสริมสมาธิ เช่น บล็อกไม้ จิ๊กซอ ไม่ควรหาของเล่นให้ลูกหลายชิ้น เพราะลูกจะสับสนขาดสมาธิ
6. กิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ควร พาลูกน้อยทำกิจวัตรต่างๆ ให้เป็นเวลาประจำสม่ำเสมอ ให้ลูกสามารถคาดการณ์ได้นั้น มีแนวโน้มจะเป็นเด็กที่มีสมาธิที่ดี เนื่องจากลูกจะรู้สึกมั่นคงและสบายใจกับสิ่งที่เขาสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้ว่าในแต่ละวันฃจะต้องทำอะไรบ้าง
7. ดนตรีคลาสสิค  การ ฟังเพลงคลาสสิกในช่วงปีแรกของชีวิตมีผลเชิงบวกต่อระบบประสาท งานวิจัยหลายๆ ชิ้น แสดงให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิคเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ สามารถทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการที่ลูกรู้จักเสียงดนตรีนั้น ยังเป็นการสร้างความรู้สึกทางด้านอารมณ์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ได้อีกด้วย
8. ปกป้องลูกน้อยจากอารมณ์ตึงเครียด ความ เครียดจะชะลอการพัฒนาสมองของลูกได้ ซึ่งความเครียดในเด็กทารกนั้นเกิดจากการที่รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย หรือถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้นควรตอบสนองความต้องการของลูกและให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอ
9. สิ่งแวดล้อมที่ดี สถาน ที่ที่ดีต้องเป็นสถานที่ๆ เป็นมิตรกับเด็ก มีอุปกรณ์และของเล่นให้เด็กสามารถพัฒนาทักษะ มีการจัดสถานที่เป็นสัดเป็นส่วนชัดเจนว่าส่วนไหนทำอะไร ของเล่นควรจัดให้เป็นระเบียบ เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็มีการรับรู้ทางสมองแล้ว สามารถรับข้อมูลได้และต้องการข้อมูลป้อนเข้าสมองอย่างมาก การให้ลูกได้ยินเสียง ได้เห็นภาพ ได้เห็นการเคลื่อนไหว ได้สัมผัส ได้ดมกลิ่น จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมตามวัยจะช่วยพัฒนาสมองให้มีการทำงานที่มี ประสิทธิภาพค่ะ
10. เปิดโอกาสให้ลูกเห็นโลกกว้าง ที่ นอนหรือเปลของลูกนั้นควรเป็นเปลที่โล่งเพื่อลูกจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวได้ ไม่ควรเป็นเปลที่ปิดรอบด้านที่ลูกไม่สามารถมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจะช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการพัฒนาสมองของลูกในช่วงนี้ได้อย่างดีที่สุด

11. ของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการ  เลือกของเล่นให้เหมาะกับพัฒนาการแต่ละช่วงเดือน โดยเน้นของเล่นที่เสริมทักษะและสร้างความสุข สนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้  วัย 0-3 เดือน เช่น กล่องดนตรี, กระจกชนิดไม่แตกใช้ติดที่เตียงไว้ให้ลูกมองหน้าตัวเอง, โมบายสีสดใส วัย 3-5 เดือน เช่น ของเล่นเขย่า หรือตุ๊กตายางบีบมีเสียง วัย 6-9 เดือน เช่น หนังสือ , บล็อกตัวต่อนิ่มๆ, ลูกบอลเล็กๆ สำหรับโยนและคลานตามได้ และวัย 9-12 เดือน เช่น ที่หัดเดิน, ม้าโยก, ของเล่นไขลาน, กระป๋องตักทราย เป็นต้น
12.เลือกคนดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูง พี่ เลี้ยงเด็กที่ดีควรมีคุณสมบัติ รักเด็ก, ยิ้มง่าย, ใจดี, มีความรับผิดชอบต่อเด็ก และควรมี IQ พอสมควร ซึ่งบุคลิกและอารมณ์ของพี่เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นสมองและ การเรียนรู้ของลูกน้อย

Tip  สารอาหารบำรุงสมองลูกน้อย
การ ที่สมองจะทำงานได้จำเป็นต้องมีพลังงานที่ได้จากอาหารที่สำคัญสำหรับ สมองอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเด็กแรกเกิดอาหารที่ดีที่สุดก็คือน้ำนมแม่อย่างน้อย 4-6 เดือน และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้วควรให้อาหารเสริมที่อุดมด้วยสารอาหารทั้ง 9 ต่อไปนี้ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดไขมัน กรดไลโนเลอิก วิตามินต่างๆ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสีและทอรีน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสารอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโตของสมองและร่างกาย

การเลือกซื้อนมที่มีคุณภาพ

นาย แพทย์ อีริค เคนเดล พบว่าการทำงานต่างๆ ของสมองล้วนเกิดจากการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ประสาทของเซลล์ในสมอง ซึ่งจะสร้างความทรงจำ การเรียนรู้ และส่งผลต่อความคิด ความสร้างสรรค์ อารมณ์ บุคลิกภาพ และพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เรา โดยการสื่อสารดังกล่าวจะสื่อสารกันผ่าน ”สารสื่อประสาท” ที่เป็นเหมือนเป็นตัวช่วยหรือสื่อกลางในการส่งต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ในสมองที่มีอยู่นับล้านๆเซลล์ให้สื่อสารถึงกันและส่งต่อข้อมูลถึงกัน

“แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” สารอาหารสำคัญในนมแม่ เพื่อการทำงานของสมองของลูกน้อย
“แอลฟา-แล็คตัลบูมิน” (Alpha-Lactalbumin) อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับเรา แต่ทราบไหมคะว่า แอลฟา-แล็คตัลบูมินคือสารอาหารสำคัญที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารสื่อ ประสาทให้กับเด็ก และแหล่งอาหารที่มีสารอาหารชนิดนี้มากที่สุดและมีคุณภาพที่สุดคือนมแม่นั่น เอง

ถ้าเด็กได้รับ แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ในปริมาณที่น้อยหรือไม่เพียงพอจะทำให้เด็กเติบโตช้าและมีพัฒนาการไม่สมวัย นอกจากนี้ยังส่งผลให้ความสามารถในการทำงานของสมองลดลงอีกด้วย

นมแม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดของ แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งพบได้น้อยในนมผสมทั่วไป โดยแอลฟา-แล็คตัลบูมิน จำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทช่วยในการทำงานของสมอง นมผสมทั่วไปมีปริมาณแอลฟา-แล็คตัลบูมินน้อยจึงให้สารตั้งต้นสำหรับสารสื่อ ประสาทต่ำกว่า มีผลวิจัยทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่าเด็กที่ดื่มนมผสมซึ่งปรับเพิ่ม แอลฟา-แล็คตัลบูมินสูงจะได้รับสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทสำคัญมากกว่าเด็ก ที่ดื่มนมผงทั่วไปอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เด็กที่ดื่มนมซึ่งมีสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทสูงจะสามารถนอน หลับได้ดีกว่าและมีอารมณ์ดีกว่าเด็กที่ดื่มนมผสมทั่วไป ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และการพัฒนาสมองของเด็ก

มั่นใจว่าลูกรักได้รับแอลฟา-แล็คตัลบูมินอย่างเพียงพอ
เด็กต้องการสารตั้งต้นสำหรับการสร้างสารสื่อประสาทสำคัญในปริมาณที่สูงกว่า ผู้ใหญ่อย่างมาก โดยร่างกายเด็กต้องการสารตั้งต้นสูงถึง 19 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ต้องการเพียง 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 วัน เช่น เด็กน้ำหนัก 5 กิโลกรัมจะต้องการสารตั้งต้น 95 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นต้น

ไข้หวัดมาเยือนเมื่อตั้งครรภ์

ไข้หวัดใหญ่มีความเสี่ยงต่อแม่ตั้งครรภ์มากน้อยเพียงใด และสามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงใดได้บ้าง
“ความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน ซึ่งคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ตลอดจนคนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และมะเร็ง กลุ่มนี้หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ จะมีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้นที่จะเกิด พบอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ และอาการติดเชื้อในหูชั้นในตามมาได้ปอดอักเสบ หรือปอดบวม เป็นอาการที่ต่อเนื่องมาจากโรคไข้หวัดใหญ่ ที่เกิดจากการเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสที่ร่างกายได้รับเข้าผ่านทางระบบ ทางเดินหายใจส่วนกลาง โดยระดับความรุนแรงของโรคจะแตกต่างกันออกไป
…ในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากปอดอักเสบสูงมาก เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุเป็นโรคนี้เสียชีวิตสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลให้โรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุน่ากลัวกว่าปอดอักเสบในคนทั่วไป ซึ่งอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับระบบต่างๆ ในร่างกาย ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างยากลำบาก
…โดยปอดอักเสบมีระยะเวลาดำเนินโรคในช่วง 3 – 4 วัน หลังจากเริ่มป่วยเป็นไข้หวัด ไอมีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบ เจ็บแน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย และมีไข้สูงตลอดเวลา อาการเหล่านี้เป็นอาการที่แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่มีอาการปอดอักเสบร่วมด้วย
…หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าปวดอักเสบ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจเอ๊กซเรย์ปอดและตรวจเลือด รวมถึงนำเสมหะของคนไข้ไปตรวจเพาะเชื้อ เพื่อหาสาเหตุว่าเป็นโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อชนิดไหน ซึ่งผลตรวจที่ได้จะนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง”
สังเกตอย่างไรถ้ามีอาการของไข้หวัดใหญ่ และการรักษาควรทำอย่างไร
“อาการทั่วไปของผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง เจ็บคอ และมีน้ำมูก แต่ในผู้สูงอายุอาการจะแตกต่างออกไป เช่น มีภาวะซึมลง ทานข้าวไม่ได้ สับสน ทั้งหมดนี้เป็นอาการนำของโรคไข้หวัดใหญ่ได้เช่นกัน อีกทั้งอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุมักมีความรุนแรงมากกว่าคน ปกติ และอาจพบอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
…วิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่ที่ได้ผล คนไข้ควรได้รับยาต้านไวรัส ภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากมีอาการไข้  ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากนั้นจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น รับประทานยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
…ในขณะที่ โรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาได้โดยให้ยาฆ่าเชื้อในรูปแบบยากินและยาฉีด โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาจากระดับความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปหลังจากได้รับยาฆ่าเชื้อ อาการจะดีขึ้นภายใน 2 – 3 วัน ส่วนโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีความรุนแรงน้อยกว่าการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการรักษาจะพิจารณาตามอาการ เน้นให้คนไข้ดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ”
ในแม่ตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ แนะนำทีค่ะ
“โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะในแต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลง และพบการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดเชื้อตัวใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเชื้อที่ ระบาดในช่วงเวลานั้น โดยหลักแล้วจะครอบคลุม 3สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่พบ
…วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากอาการบวมแดงเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ส่วนอาการไข้หลังฉีดวัคซีนที่หลายคนกังวลนั้น พบได้น้อยมาก เนื่องจากวัคซีนช่วยในเรื่องการป้องกัน แม้วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใกล้เคียง แต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรค ไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมาได้”
…อย่างไรก็ดี วิธีการง่ายๆ ในการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นไข้หวัดและโรคปอดอักเสบ คือพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยเป็นไข้หวัดหรือเริ่มมี อาการไข้หวัด ควรล้างมือสม่ำเสมอเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคปอดอักเสบได้อีกทางหนึ่ง
…แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน กินอาหารไม่ได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร่งด่วน เพราะการซื้อยาลดไข้มากินเองสำหรับคนปกตินั้น ร่างกายอาจหายจากไข้หวัดเองได้ แต่ในกรณีของผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัว การปล่อยให้เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน อีกทั้งเพิ่มระดับความรุนแรงของโรคให้มากขึ้น

Kid can do

A little bit. But did you know that even children are in preschool, but he has the power and ability to absorb and learn and experience. It also can act more like adults. I do not believe in me Growing Up kindergarten.

Age in rats., A small but good as a mother (father) is.

Preschool seems like manner. Or as often as the traditional. “I do not smell the milk,” but in fact. Even a preschool child, but it is powerful in many aspects. Whether it is physical, mental – emotional, social, intellectual and ready.

* The body is capable of handling, walking, running.

Psychological – it * can temper it.

* Social behavior that display.

* Children have the cognitive ability to think. And ready to learn all you can get.

At this point, some parents may be viewed as “not true” for various reasons, many do not see that …

“Not really, because I do not eat the mess. Continue to fall. Cycling is falling “.

Some people say that …

“I control my own behavior and how. Taken to store the bell I fidget “.

Please tell me that this is actually they are born with all the potential that we mentioned ‘I’, but the lack of experience and the promotion of the point. Even if your parents are saying, ‘I do not so I do not do’ that will further undermine the vitality and viability and future of the ball with shine. So I adjusted my attitude toward the preschool. And I have activities to help empower young people together in it.

I do not lose adults.

Several studies have found that children’s ability to think and act like adults. If I do not have experience. So mature, so as to enhance the experience for my children.

For example, a research psychologist Jerry Bruner line Rome intelligence Said the child. Learn to absorb it better if he had discovered the self. The foster children. This self-study. Adults are people who are responsible for the proper experience to children with

A recent study from the New York Sun, Alison Gordon, professor of psychology. University of California confirmed that children are capable of thinking like adults. You can know what is good – not great – being wrong through action and play with it.

Concluded that the children have learned in the capacity. But we have to compose learning. And promote and encourage the children. Tried everything. Without blocking it. By the way it is …

No.1 did not insult you.
The key to promoting the vitality and viability of the child is. ‘Do not libel’ I do not believe that young children do not have much. So that he could ‘do’ attitude adjustment made pursuant to this Article. I ask you to compose. It is important that the patient and try to do these preschool view it.

• Instead of using the plates, glasses, utensils, plastic containers, try to get him to try some of these with you. Do not worry that it will fall apart. I should tell him with a smile, “I hold it to gradually slow” to teach him how to use those items. It also taught him how to be careful with it.

• Give children chores such as sweeping the house, little house, let him not do rub. You are told by a neighbor. How to sweep it. How to rub. What if I do not follow you or will you manage to wipe it up, however. He was released on my own. Because if it is, that is the fun way to help children develop their potential.

• Children at this age can be a very important … There is the ability to doubt and questioning. They always have the time. So do you think it’s insulting to the question is a simple question. That children should not be asked. But should pay attention to the question. When I asked because it means I want to ‘know’ and this is the power that drives the children. Learning … Do not neglect it.

No.2 appreciate the effort.

When the activity was successful, there is a story about the ability to sing as he did at school with a friend. Help teachers erase the blackboard. Traffic teacher talks about painting, drawing, etc. I recommend that you do not forget to mention that my son told me about it. Because it acts as a force to enhance and increase the power and the courage to think and act in the issue. As well.

I do not surf the N0.3 “okay”.

If the dishwasher does not clean. Holding a glass of water, then drop. I need to make a clean sweep of the house to rub it turns out slop over. Please tell me that it’s “not bad” and are said to be with my son’s. “Not to be”.

Saying this because I want you to look at the intent of that. ‘He needs help’ and if this time is to help alleviate some errors I do not mind. In fact, we’ve made a mistake, but all of them were for me to say “okay” to help the children do not feel scare activities. I also have the power of courage to do what they were trained to be with me.